ละมุนแบนด์: เมื่อบทเรียนจาก Midlife Crisis บรรเลงชีวิตพวกเขาให้กลายเป็นวงดนตรีที่อบอุ่นในวันนี้

The Guest
19 Sep 2019
เรื่องโดย:

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

Highlights

Midlife Crisis คือความน่ากลัวของวิกฤตวัยกลางคน ที่ต่อให้เตรียมตัวมาดีแค่ไหน แต่บางครั้งจังหวะชีวิตก็สามารถเล่นงานจนเราล้มลงไปได้เหมือนกัน ซึ่งปัญหาชีวิตนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนธรรมดาที่ทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพอย่างเหน็ดเหนื่อยเท่านั้น ในชีวิตของนักดนตรีที่ประสบความสำเร็จมากๆ ก็เกิดวิกฤตชีวิตนี้ได้เหมือนกัน เหมือนอย่างที่ ‘ปิงปอง’ – ศิรศักดิ์ อิทธิพลพาณิชย์ เจ้าพ่อเพลงละครที่เคยท้อแท้จนไม่อยากหยิบกีตาร์ขึ้นมาเล่นเพลง ‘จั๊ก’ – ชวิน จิตรสมบูรณ์ เกือบลืมไปแล้วว่าตัวจริงของเขาคือการได้เล่นคอนเสิร์ตอย่างมีความสุข และ ‘ต้าร์’ – สุรชัย วงษ์บัวขาว จากคนที่มีเงินใช้อย่างมือเติบก็ถึงขั้นต้องผัดหนี้ในการจ่ายค่าผ่อนรถแบบไม่ต้องมีคำบรรยาย 

        แต่พวกเขาทั้งสามก็ประคับประคองตัวเองให้ผ่านพ้นความทุกข์ช่วงนั้นจนมีโอกาสได้มารวมตัวกัน และสร้างความครื้นเครงให้กับคนดูในการแข่งขันรายการ Stage Fighter ซึ่งโชคชะตาที่พาพวกเขามาเจอกันก็ทำให้ทั้งสามคนรู้แล้วว่า นี่แหละคือแสงสว่างปลายอุโมงค์ที่พวกเขาอดทนจนเดินมาถึง เป็นช่วงเวลาแห่งการผ่านพ้นความมืดมิดที่อยู่ล้อมรอบตัวและสัมผัสถึงความอบอุ่นของแสงแห่งการมีชีวิตอีกครั้ง

 

ละมุนแบนด์

ในอดีต พวกคุณต่างประสบความสำเร็จกันอย่างรวดเร็ว ออกอัลบั้มชุดแรกก็โด่งดัง มีเพลงฮิต มีชื่อเสียงทันที แต่พอถึงช่วงเปลี่ยนผ่านคุณรับมืออย่างไรกับช่วงขาลงของชีวิตที่เกิดขึ้น

        ต้าร์: ผมโชคดีที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว และตกลงมาอย่างรวดเร็วเหมือนกัน ทำให้เหมือนได้รับวัคซีนที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในการใช้ชีวิตต่อไป ผมกลายเป็นคนที่ไม่ยึดติดกับความสำเร็จหรือความล้มเหลว กลายเป็นคนที่เดินสายกลางได้โดยที่ไม่ซีเรียสกับการใช้ชีวิต ตอนนั้นอัลบั้ม Money Money ซึ่งเป็นอัลบั้มแรกของมิสเตอร์ทีม ก็อยู่ในทำเนียบเทปที่ขายได้ล้านตลับด้วย พวกเราออกทัวร์คอนเสิร์ตเยอะมาก ในหนึ่งเดือนผมมีงาน 25 วันเต็ม มีคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเองตั้งแต่อัลบั้มแรก พอออกอัลบั้มที่สอง ยอดขายก็เริ่มตกลงมา อัลบั้มที่สามเข้าสู่ยุคเทปผีซีดีเถื่อนซึ่งเป็นยุคมืดสุดๆ ทำให้สมาชิกในวงแยกย้ายกันไปทำงานของตัวเอง ซึ่งในระยะทางของทั้งสามอัลบั้มนี้ ผมได้ประสบการณ์ชีวิตกลับมาเยอะแยะเลย พอมาถึงวันนี้กลายเป็นว่าผมใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทแล้ว มีการเตรียมการรองรับถ้าหากวันหนึ่งผมไม่สามารถร้องเพลงได้แล้ว และตอนนี้กลายเป็นว่าผมอยู่ในจุดที่ตัวเองทำงานเพื่อความสุขของตัวเองและคนฟังจริงๆ 

ที่คุณเล่ามานี่เหมือนชีวิตของนักดนตรีร็อกที่อยู่ในหนังหลายๆ เรื่องเลยนะ

        ต้าร์: ใช่ ตอนนั้นผมใช้ชีวิตที่เรียกว่า กดเงินออกมาใช้สำหรับเที่ยววันละ 20,000 บาท ก็ทำมาแล้วในช่วงที่กำลังดัง และก็ไปอยู่ในจุดที่ไม่มีเงินแม้แต่จะจ่ายค่าผ่อนรถก็เกิดขึ้นมาแล้วในช่วงขาลงของตัวเอง ตอนนี้ความประมาทในการใช้ชีวิตของผมจึงน้อยลงกว่าเมื่อก่อน จากที่เคยอยากได้ของสิ่งนั้นสิ่งนี้ อยากซื้อของสัก 20 อย่าง ก็ซื้อไปเลยทั้งหมดในครั้งเดียว เดี๋ยวนี้ผมก็ตัดออกหมดเหลือเป็นของที่อยากซื้อจริงๆ แค่อย่างเดียว ซึ่งจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นตอนผมอายุประมาณ 34 ปี ตอนนั้นผมแทบจะหยุดร้องเพลงไปเลย แล้วก็เริ่มไปทำธุรกิจกับเพื่อนๆ ลองไปเปิดร้านอาหาร ลองไปทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ทำธุรกิจส่วนตัว ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเข้าใจเรื่องของการคบเพื่อนได้ดีขึ้น

        วันที่ผมประสบความสำเร็จสุดๆ ผมมีเพื่อนเยอะแยะมากมาย ผมคบเพื่อนทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่มาดีหรือมาร้าย ขอให้ได้เฮกันผมเก็บไว้หมดทุกคน แต่พอถึงจุดที่เราต้องใช้ชีวิตอย่างล้มลุกคลุกคลาน ผมก็ค่อยๆ กรองเพื่อนออกไปโดยอัตโนมัติ  เอาคนที่คิดว่าให้โทษกับชีวิตออกไป คนนี้ให้แนวทางในการใช้ชีวิตก็ขอจับมือเขาไว้ต่อไป เหมือนอย่างจั๊ก ซึ่งเป็นเพื่อนที่ผมรู้จักมากว่า 20 ปี ผมรู้ว่าคนแบบนี้เราควรจะจับมือกับเขาไว้ ส่วนคนไหนที่สร้างปัญหาให้ ผมก็ค่อยๆ ตีตัวออกมา

        ปิงปอง: ผมเข้ามาทำงานเพลงในช่วงที่พวกพี่ทั้งสองประสบความสำเร็จไปแล้ว และตอนนั้นผมก็มีธุรกิจผับเป็นของตัวเอง จึงทำให้เป็นช่วงที่ตัวเองไม่ได้คิดมากในเรื่องของการทำเพลง เพราะก่อนหน้านั้นผมอยู่ในค่ายอินดี้หลายค่าย ที่สำคัญคือไปอยู่ค่ายไหนหัวหน้าค่ายนั้นตายหมด (หัวเราะ) พอเริ่มทำเดโมเพลงปุ๊บ ไม่ค่ายปิดก็ต้องย้ายไปอยู่ค่ายอื่น พอย้ายไปอีกค่ายทำเดโมใหม่ ค่ายก็ปิดอีก เลยกลายเป็นไม่ได้คาดหวังอะไรกับงานเพลงมากนัก

        และก่อนที่จะมาออกอัลบั้มของตัวเองจริงๆ กับทางค่าย Exact ผมก็เริ่มมีชื่อเสียงจากการร้องเพลงละครมาบ้างแล้ว ต่อมาพอเรามีชื่อเสียงจากอัลบั้มของตัวเอง คนฟังเขาจำหน้าเราไม่ได้ (หัวเราะ) ผมเลยไม่ค่อยรู้สึกว่าตัวเองมีชีวิตที่อยู่ในจุดของการเป็นเซเลบ ถึงทางค่ายจะพยายามผลักดันให้ผมเป็นที่รู้จักในด้านของรูปหน้าตา แต่ผมก็ดันเกิดมาหน้าโหล ทำให้เราเบลอไปกับอาตี๋ที่มีอยู่ทั่วโลก (หัวเราะ)

        แต่เรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกแบบเดียวกับพี่ต้าร์คือชื่อเสียงมาไวไปไว ซึ่งไม่ได้ต่างกับนักดนตรีสมัยนี้ที่มีเพลงดังก็จริง แต่เพลงนั้นอยู่ได้ไม่ถึงครึ่งปีคนก็ลืมแล้ว ทำให้ผมต้องเตรียมตัวทำอย่างอื่น เตรียมเรื่องการใช้ชีวิตต่อจากนั้น ผมก็รู้สึกถึงความไม่มั่นคงของการเป็นนักดนตรีซึ่งเป็นในแง่ของการหารายได้เลี้ยงตัวเอง ผมเปิดผับและนำรายได้ที่ได้มาไปทำวงอินดี้เพื่อเติมเต็มความสุขให้ตัวเอง ซึ่งทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นกลายเป็น Midlife Crisis ของตัวเอง เพราะเพลงก็ประสบความสำเร็จ ธุรกิจผับที่เปิดขึ้นมาก็มีรายได้ วงอินดี้ที่ทำก็ไปได้ดี ผมกลายเป็นคนที่ไม่มีเป้าหมายต่อไปในชีวิต อยู่ดีๆ แรงทะเยอทะยานก็ตกลง 

        ตอนนั้นผมอาจจะมีความทุกข์ใจกับเรื่องหลายๆ เรื่องน้อยลง แต่ก็คิดว่าการที่ตัวเองไม่มีความทะเยอทะยานแล้วจะดีเหรอ ซึ่งสิ่งที่ผมวิตกนั้นก็สร้างปัญหากับองค์กรขึ้นมาจริงๆ เพราะผมกลายเป็นผู้นำที่ไม่มีพลัง ไม่มีความทะเยอทะยาน มีเรื่องเข้ามาก็บอกว่าอะไรก็ได้ ไม่เป็นไร ซึ่งการเป็นคนไม่เป็นไรสำหรับผมคือคนที่ขาดแรงบันดาลใจ คนที่หมดไฟ ซึ่งไม่เป็นไรในลักษณะนี้คือความทุกข์ ผมเป็นทุกข์ว่าพลังของตัวเองหายไปไหน ทำให้ผมรู้ว่าบางทีการที่เราระแวงว่าชีวิตตัวเองจะมั่นคงหรือไม่มั่นคง เราอาจไม่ต้องคิดถึงมันมากก็ได้ เพราะถึงเวลาเราไม่รู้เลยว่าชีวิตจะเจออะไรบ้าง

        กิจการผับของผมก็สร้างรายได้ให้ตัวเองมั่นคงมากประมาณหนึ่ง มีช่วงที่ผมได้จับเงินเยอะๆ จนมองไม่ออกว่าจะมีอะไรมาพลิกชีวิตได้ แต่ปรากฏว่าทุกอย่างเป็นไปได้ จนต้องบอกตัวเองว่าหยุดคิดเรื่องพวกนี้ดีกว่า เราแค่ต้องรู้ตัวทุกวันว่าชีวิตเป็นแบบนี้ แล้ววันนี้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับชีวิตเรา ช่วงนี้รายได้ดี ช่วงนี้เรากำลังจะมีชื่อเสียง ช่วงนี้ชีวิตเรียบๆ นะ ช่วงนี้งานเบื้องหลังเข้าเยอะ ช่วงนี้ไม่มีงานเลยต้องประหยัดแล้ว ต้องรู้ตัวเสมอ

        จั๊ก: ผมเองก็น่าจะไม่ต่างกันมาก ผมออกอัลบั้มครั้งแรก (Double You) ตอนอายุประมาณ 18-19 ปี ตอนนั้นก็เรียกว่าเป็นจุดพีกของตัวเองแล้ว ไปเดินตามห้างสรรพสินค้าก็รู้สึกว่ายาก จนวันหนึ่งผมมองว่าชื่อเสียงเป็นเรื่องที่เราสมมติขึ้นมาเองว่าเราไปอยู่จุดนั้นจุดนี้ สุดท้ายแล้วก็เท่านั้น ผมจึงเล่นดนตรีมาตลอด หลังจากทำวง Double You ผมก็มาทำอัลบั้มเดี่ยว จากนั้นก็ไปทำวง The 4Gotten แล้วออกทัวร์คอนเสิร์ตกันยาวๆ ทัวร์กันอยู่หลายปี กลายเป็นช่วงที่ตัวเองไม่ค่อยมีหน้าตาออกมาให้เห็นกันเท่าไหร่ แต่ผมก็ยังสนุกกับการเล่นดนตรีอยู่ จากนั้นก็ทำงานเบื้องหลังมาตลอดอย่างจริงจัง ทำให้ผมรู้ว่าการทำงานดนตรีคือจุดยืนของเรา ชีวิตจะขึ้นจะลงยังไงผมก็ต้องเล่นดนตรี ผมอาจจะไม่ได้เป็นไอดอลของวัยรุ่นแล้วในตอนนี้ แต่ผมก็ยังทำเพลงให้แฟนเพลงของผมฟังอยู่เสมอ

        ปิงปอง: ผมเคยคิดนะว่าชีวิตนักดนตรีก็ไม่ต่างจากตัวละครที่อยู่ในหนังเรื่อง La La Land ในโลก La La Land ไม่ได้มีทุกอย่างที่เราอยากจะเป็น ซึ่งก่อนหน้าที่เราจะเปิดประตูเข้าไปสู่ La  La Land ผมก็คิดว่าโลกที่รออยู่ข้างหน้าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ พอเปิดมาก็พบว่าชีวิตนักดนตรีใน La La Land เขาก็ไม่ได้เล่นดนตรีกันอย่างสนุกสนานทุกวัน บางวันผมก็ไม่ได้อยากเล่นดนตรี บางวันก็รู้สึกอยากจะเขวี้ยงกีตาร์ทิ้ง เมื่อถึงวันหนึ่งชีวิตจะชั่งน้ำหนักให้เองว่าเราอยากได้เงินเยอะ อยากดัง หรืออยากอยู่กับอาชีพนี้ต่อไปเรื่อยๆ ถ้าความคิดของคุณมาตกอยู่ที่ข้อสาม เราจะไม่ค่อยทุกข์ร้อนมากแล้ว เราจะมีความทุกข์กับชีวิตตามปกติ แต่เราจะไม่ทุกข์กับการทำอาชีพนี้อีกต่อไป

        จั๊ก: จริงนะ ผมเคยไปเป็นนักดนตรีกลางคืนอยู่ช่วงหนึ่ง และพบว่าการเป็นนักดนตรีกลางคืนบั่นทอนพลังชีวิตตัวเองมาก

 

ละมุนแบนด์

คุณบอกว่าแต่ละคนก็มีช่วงที่ไม่ได้เล่นดนตรี ไม่ได้ทำเพลงเลย ช่วงเวลานั้นจังหวะชีวิตที่กำลังลงแบบสุดตัว เคยคิดว่าจะแขวนไมค์แขวนกีตาร์บ้างไหม 

        ปิงปอง: ถ้าเราไม่มีเงื่อนไขเยอะจนเกินไปแล้วรู้จักปรับตัว การเป็นนักดนตรีก็สามารถหล่อเลี้ยงชีวิตได้จนแก่ เพราะยุคนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว เอริก แคลปตัน ยังร้องเพลงได้จนแก่ พอล แม็กคาร์ตนีย์ ขึ้นเวทีก็มีคนมาดูตั้งแต่คนแก่จนถึงวัยรุ่น แล้วมาดูกันอย่างบ้าคลั่งด้วย ที่บ้านเราก็เริ่มเป็นอย่างนี้แล้ว ลองดูศิลปินรุ่นพวกผมหรือรุ่นยุค 2000s ต้นๆ มีตั้งหลายคนที่ทุกวันนี้ยังยืนคู่กับศิลปินรุ่นใหม่ๆ ได้อยู่เลย ถ้าเราตั้งเงื่อนไขชีวิตให้ไม่เยอะ ยังไงก็ได้ เราไม่ซีเรียสกับเรื่องรายได้ แค่ยังได้เล่นดนตรี ยังได้ทำเพลงอยู่ เราก็อยู่ของเราไปได้เรื่อยๆ โดยที่อาจจะมีแฟนเพลงเยอะหรือไม่เยอะก็ได้ แต่เราก็จะมีความเข้มแข็ง และมีคนติดตามในแบบของเราต่อไปเรื่อยๆ

        ต้าร์: เวลาผมร้องเพลงสักเพลง ผมแค่ต้องการให้ได้ดั่งใจ ให้ได้ตามมาตรฐานที่ตัวเองขีดไว้ ถ้าเราทำได้ตามมาตรฐานที่เราต้องการ แค่นั้นผมว่าพอแล้ว จะมีชื่อเสียงหรือไม่มีชื่อเสียงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ฟังดูเหมือนพูดเอาหล่อ แต่ผมคิดอย่างนี้จริงๆ

   
        ปิงปอง: คุณลองกลับไปย้อนดู จะพบว่ามีเพลงที่โคตรดีแต่ไม่ดังเยอะมาก และหลายเพลงมีองค์ประกอบที่พร้อมจะดังแน่ๆ แต่ก็กลับไม่ดัง ซึ่งมาจากปัจจัยหลายอย่างที่ไม่ได้เกี่ยวกับตัวเพลงเลยก็มี เช่น เพลงดีมากแต่ทำ MV ผิดกลุ่มเป้าหมาย ทำเพลงมาดีทุกอย่างเจอเหตุการณ์บ้านเมืองหรือเหตุการณ์โลกที่มาแย่งซีนไป หรือเพลงนี้โคตรดีเลย แต่ออกมาพร้อมกับอีกวงที่มีเรื่องราวที่แข็งแกร่งกว่า ซึ่งพูดแบบตลกๆ อย่างผมทำเพลงออกมาแล้วชนกับเพลงพี่เบิร์ดอะไรอย่างนี้ (หัวเราะ) เงินใครก็อยากได้ ชื่อเสียงพูดกันตรงๆ ใครก็อยากได้ จะมากน้อยก็แล้วแต่คน เพลงดีๆ นักดนตรีก็อยากมีกันทุกคนทั้งนั้น นั่นทำให้ผมกลับมาคิดว่า ถ้าผมทำเพลงออกมาแล้วผมไม่ชอบเพลงนั้นเลย แต่มันกลับดังมาก เป็นเพลงที่เราทำขึ้นมาด้วยความจำเป็นอะไรสักอย่าง ชีวิตผมคงจะรู้สึกแย่มาก แย่กว่าการที่ตัวเองมีเพลงดีแต่ไม่ดังเยอะเลย เพลงดีแต่ไม่ดังเวลาเราไปเล่นคอนเสิร์ต คนดูที่อยู่ข้างหน้าเราต่อให้เขาไม่เคยฟังเพลงนี้มาก่อน แต่ถ้าเป็นเพลงที่เรารัก ผมกล้าอวด ผมกล้าเล่นโชว์ทุกครั้ง แต่เพลงที่เราเกลียดแล้วต้องร้องให้ดี ให้ได้มาตรฐานเหมือนอย่างที่พี่ต้าร์บอก มันบั่นทอนติดใจตัวเองเหมือนกัน

        จั๊ก: จริงนะ… ขอให้เพลงดีไว้ก่อน ผมก็คิดอย่างนั้น โดยเฉพาะสำหรับผมที่ทำงานเป็นคนเบื้องหลัง ผมคิดว่าเราต้องทำงานที่จะจรรโลงจิตใจตัวเองก่อน ไม่อย่างนั้นก็ไม่ทำ คิดง่ายๆ ว่า ขนาดใจเราเพลงยังไม่จรรโลงให้ตัวเองเลย แล้วคนฟังจะรู้สึกจรรโลงได้อย่างไร ผมเลยเชื่อในความคิดที่ว่าเราต้องทำตัวเองให้ดีไว้ก่อน ส่วนจะดังหรือไม่ดังค่อยว่ากันอีกเรื่อง เราต้องชอบเสพงานของตัวเองก่อน

        แต่ช่วงแย่ๆ ก็มี ผมก็เข้าใจเพราะเป็นจังหวะของชีวิต ตอนที่ผมไม่มีงานเลยก็มี มีแต่งานโปรดักชันเข้ามา คอนเสิร์ตก็ไม่ได้เล่นเป็นปีๆ แฟนผมมีธุรกิจของที่บ้าน และช่วงที่มีเหตุการณ์เหตุบ้านการเมืองก็ทำให้ธุรกิจปิดตัว ตอนนั้นก็ถือว่าเป็นช่วงลำบาก เราก็มองผ่านชีวิตช่วงนั้นด้วยความใจเย็น มองให้เป็นเรื่องสมมติ มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่ผมก็ไม่เคยคิดจะไปทำอาชีพอื่น แค่มีงานอดิเรกคือการทำสวน แต่สุดท้ายก็พูดกันตรงๆ ว่างานอดิเรกของเราที่ไปทำสวนไปทำนู่นทำนี่ก็เหมือนกับเอาเงินไปถม สวนพวกนั้นไม่ได้สร้างรายได้ให้เรา ตอนนั้นผมซื้อที่ดินไว้แล้วเอาต้นไม้ไปปลูกเพราะอยากจะมีชีวิตสโลว์ไลฟ์เหมือนคนอื่นเขา แต่สุดท้ายก็หมดเงินไปตั้งกี่แสนก็ไม่รู้ แล้วไม่ได้อะไรกลับมาเลย พ่อผมยังบอกเลยว่ากลับไปเล่นดนตรีเถอะลูก (หัวเราะ) ผมเลยกลับมาทำงาน ซึ่งงานโปรดักชันจะมีอยู่เรื่อยๆ พอมีละมุนแบนด์ เกิดขึ้นมาก็ยิ่งทำให้รู้ว่าพวกเราไปกันได้ ไปเล่นคอนเสิร์ตด้วยกันแล้วสนุก มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมเบื่อการเล่นคอนเสิร์ตคนเดียว ผมเล่นมาเป็น 10 ปี ซึ่งก็เหมือนกับตัวเองหมดไฟไปพักหนึ่งเหมือนกัน แต่พอเรามาเล่นด้วยกัน มีเพื่อน มีคนช่วยร้องประสานมันสนุกกว่า เลยกลับมามีไฟในการทำเพลงและออกแสดงคอนเสิร์ตกันอีกครั้ง 

        ปิงปอง: ผมค้นพบบางอย่างจาก Midlife Crisis ของตัวเอง คือบางทีสิ่งที่เรารัก เราก็ทำออกมาได้ไม่ดีถ้าหมดไฟ แต่มีบางอย่างที่เราไม่ได้รักมันเลยแต่กลับทำได้ดี ซึ่งผมก็ไม่ได้มีความสุขกับการทำผับ ผมไม่ได้สนุกกับการสังสรรค์ทุกวัน ผมไม่ได้สนุกกับการไปเจรจากับหน่วยงานข้าราชการที่เขาดูแลธุรกิจยามค่ำคืน แต่ผมกลับทำได้โดยที่ไม่ได้มีความสุขเลยและทำได้ดีมาก ผมพบว่าที่ตัวเองทำผับมาได้นานเป็นสิบๆ ปี นั่นเป็นเพราะว่าผมชอบดนตรี ในผับมีดนตรี มีดีเจ ผมใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปตลอดเวลา แต่ในงานส่วนอื่นของผับผมไม่สนุกเลย

        และคงเป็นความบังเอิญว่าช่วงนั้นที่ทำร้าน เพื่อนๆ ของเราก็มาเล่นดนตรีให้ เช่น ETC, เบน ชลาทิศ, บี พีรพัฒน์ เป็นต้น แล้วผมก็พบว่าเพื่อนเราเก่งกันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว แต่เรากลับเอาเวลาไปทำเรื่องที่ตัวเองไม่สนุก กลับมาบ้านก็หมดแรง ไม่อยากหยิบกีตาร์มาเล่นแล้ว เราจะมีชีวิตแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน ซึ่งก็บังเอิญที่ร้านปิดกิจการ ผมก็ไปเล่นดนตรีกลางคืนอยู่ช่วงหนึ่ง และก็ค้นพบเหมือนกันว่าเราไม่ได้สนุกกับการมีชีวิตเป็นนักดนตรีกลางคืน เพราะผมโตมากับการสร้างเพลง ผมไม่ได้โตมากับการเป็นคนคัฟเวอร์เพลง ผมไม่ได้หมายความว่าการคัฟเวอร์เพลงไม่ดี เพียงแต่ผมสนุกและตื่นเต้นกับเวลาที่ได้พูดกันว่าทำเพลงกันเถอะ แต่งเพลงกันเถอะ ฟังเพลงกันเถอะ จนมีวงละมุนแบนด์เกิดขึ้น เหมือนผมได้กลับไปเป็นเด็กมัธยมที่ตะโกนออกมาว่า ‘เพื่อนๆ เรามาออกเทปกันเถอะ’ แล้วทุกคนก็ยัดพลังงานยัดความคิดใส่กันไม่ยั้ง ไม่มีลำดับขั้นของความเกรงใจกันเลย เหมือนเราได้รีบูตตัวเองแล้วก็เด้งกลับมาสู่พื้นที่ของความเป็นวัยรุ่นใหม่เฉยเลย

จากการรวมตัวเฉพาะกิจในชื่อนายละมุน แล้วเติบโตจนมาเป็นวงละมุนแบนด์ได้อย่างไร 

        ปิงปอง: ตอนที่พวกเราไปไปแข่งขันในรายการ Stage Fighter ทางรายการเขาตั้งชื่อให้พวกเราว่านายละมุน แต่ตอนที่พวกเราทำเพลงในรายการ Stage Fighter เราก็ไม่ได้ทำเพลงละมุนเลยนะ อย่างผมก็ว้าก ระเบิดระเบ้อ (หัวเราะ) แล้วพอกลายเป็นวงละมุนแบนด์ พวกเราก็บ้าบอออกอวกาศกันไปถึงไหนก็ไม่รู้ แต่ว่าที่คนฟังเขารู้สึก เขาจำว่าพวกเราละมุนคงไม่ใช่เพราะชื่อวงหรือเพลงของเรา แต่เป็นที่คาแรกเตอร์ของพวกเรามากกว่า เพราะช่วงที่แข่งขันในรายการ Stage Fighter ผมรู้สึกว่าคนดูเขารีเฟรชภาพจำของพวกเราใหม่ อาจเป็นเพราะสภาพของพวกเราในตอนแข่งขันด้วย

        อย่างผมคนจะจำว่าเป็นเจ้าพ่อเพลงละคร ต้องเรียบร้อย แต่อยู่ดีๆ มาเจอเราว้าก แล้วยิงมุกไปเรื่อย (หัวเราะ) พี่ต้าร์เป็นมิสเตอร์ทีมใส่แว่นดำเท่ๆ ดูลึกลับ แต่เขากลับมีมุมดราม่า เขามีความรู้สึกบางอย่างถ่ายทอดออกมา หรือพี่จั๊กที่ถูกมองในฐานะนักกีตาร์ฝีมือดี อยู่กับ อาจารย์ปราชญ์ อรุณรังสี มีความเป็นฤๅษี ดูเป็นจอมยุทธ เป็นท่านโยดาใน สตาร์วอร์ส แต่อยู่ดีๆ เขามาโผล่ในรายการนี้แล้วมีความล้มลุกคลุกคลานเกิดขึ้น โดนจับไปเล่นเปียโน ทำให้คนดูพบว่าคนอย่าง จั๊ก ชวิน ก็มีความไม่มั่นใจ มีความประหม่าเกิดขึ้น เขามีมุมนี้ด้วย นั่นคือความเป็นคน ทุกคนแสดงให้เห็นถึงความอ่อนไหวมากขึ้น คนเลยพบว่าจริงๆ แล้ว แก๊งนี้ละมุนนะ ทั้งๆ ที่เพลงไม่ได้ละมุนอะไรขนาดนั้น (หัวเราะ)

 

แต่ I Love You ซิงเกิลแรกของพวกคุณ ซึ่งออกกับทาง LOVEiS ก็ละมุนเอาเรื่องอยู่นะ

        จั๊ก: เพลง I Love You เบื้องลึกจริงๆ คือผมได้กีตาร์มาใหม่ แล้วผมก็นั่งชื่นชมกีตาร์ตัวนี้อย่างมีความสุข เลยคิดว่างั้นมาแต่งเพลงดีกว่า พอดีดๆ ไปก็มีท่อนฮุ ฮูว… ลอยเข้ามาในหัว ก็ฮัมไปเรื่อยๆ ก็คิดว่า I Love You เป็นคำที่ลงจังหวะพอดี เลยส่งให้ปิงปองแต่งเนื้อต่อ 

       ปิงปอง: พี่จั๊กบอกว่าอยากได้เพลงขี้เล่นๆ เพลงจีบหญิง ขอชุดคำแบบกวนๆ เจ้าชู้ๆ ผมก็คิดไว้เต็มที่เลย ในหัวนี้มีภาพ พี่อ่ำ อัมรินทร์ ลอยขึ้นมาเลย (หัวเราะ) ปรากฏว่าตอนนั้นพี่ต้าร์ประกาศขึ้นเฟซบุ๊กว่าภรรยาท้อง ผมก็เลยกะว่าเพลงนี้น่าจะออกในช่วงที่ลูกของพี่ต้าร์คลอดออกมาพอดี เราไม่มีของขวัญให้พี่ต้าร์ งั้นแต่งเพลงนี้ให้เลยละกัน เลยบอกพี่จั๊กว่าขอกลับลำนะ ผมไล่พี่อ่ำกลับบ้านเลย (หัวเราะ) แล้วเขียนเพลงนี้ให้เป็นเรื่องของพี่ต้าร์กับลูกดีกว่า ก็เริ่มต้นจากการตั้งโจทย์ตรงนั้นมา แต่ก็จะเขียนให้เพลงนี้ไม่ได้ส่วนตัวมาก เรามีจุดเริ่มต้นจากเรื่องของพี่ต้าร์และลูกก็จริง แต่เพลงก็ต้องมีความกลมที่คนอื่นฟังแล้วรู้สึกว่าทาบทับกับชีวิตตัวเองได้ เนื้อเพลงนี้ใช้กับชีวิตของเขาได้ด้วย

 

ในฐานะนักดนตรีอาชีพ ความบังเอิญที่เกิดขึ้นแบบนี้ เราควรรอให้มาผุดขึ้นมาตอนทำงานทุกครั้งไหม หรือว่าเราต้องมีไม้ตายบางอย่างเอาไว้ใช้เวลาที่คิดงานไม่ออก

        จั๊ก: ความบังเอิญเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เรื่อยๆ ของพวกนี้อยู่ที่ประสบการณ์และการฟังเพลง มันจะผ่านเรามาเรื่อยๆ ล่าสุดผมก็มีเพลงที่แต่งขึ้นมาตอนที่นั่งอยู่ที่ริมทะเล เพลงมันก็ขึ้นมาเอง ผมก็ร้องลั่นเลยว่า โอ๊ย! เราเจออีกแล้วอะ (หัวเราะ)

        ต้าร์: จั๊กเขาก็เป็นคนแบบนี้ อย่างเพลง ตัวจริง…ของเธอ เขาก็ได้มาตอนไปนั่งอยู่ตรงผาเดียวดายที่เขาใหญ่

        ปิงปอง: บางเพลง 5 นาทีก็ได้มาแล้ว บางเพลงแต่งเป็นปีแก้แล้วแก้อีก ดองไว้ 3-4 ปียังไม่จบสักทีก็มี ตอนที่ผมฝึกแต่งเพลง ผมไปติดอยู่ด่านหนึ่งคืออยากให้เพลงมันดี เลยแต่งไม่เสร็จสักที เพราะตั้งภาพไว้ในหัวเลยว่าเราอยากให้ได้เพลงที่เจ๋ง สีสันอวอร์ดต้องมา เด็กแนวต้องกรี๊ด ผู้ใหญ่ต้องเหวอ ผลสุดท้ายไม่ได้ทำ (หัวเราะ)

        จั๊ก: เพราะข้อแม้เยอะ กรอบเลยถูกตีเอาไว้ จนสุดท้ายก็ไม่ได้ทำ

        ปิงปอง: อาจารย์ผมก็สอนว่า คุณเรียนศิลปะมาใช่ไหม คุณต้องวาดรูปมากี่รูปกว่าคุณจะวาดสวย ผมเลยเข้าใจว่า คุณภาพเป็นเรื่องสำคัญ แต่ฝีมือก็ต้องใช้การฝึกฝน ถ้าคุณแต่งเพลงน้อยคุณก็ได้ฝึกฝนน้อย แต่ถ้าคุณแต่งเพลงบ่อยๆ แต่งทุกวัน หรือจะเขียนหนังสือก็ได้ แต่งกลอนก็ได้ ฝึกเรียบเรียง นั่งคิดคอร์ด นั่งคิดเมโลดี้ แต่งเพลงออกมา 10 เพลงอาจจะมีที่ใช้ได้ 1 เพลงก็ได้ แต่ถ้าคุณพยายามเพื่อให้ได้มาสเตอร์พีซเพลงเดียว คุณจะไม่มีทางได้มา แต่ถ้าทำเพลงแบบทำมาหากินสุดๆ เลยความบังเอิญสำหรับผมไม่จำเป็น เพราะผมจะมีลูกสูตรไว้อยู่พอสมควร แต่งเพลงเพื่อทำมาหากินก็ส่วนทำมาหากิน ส่วนที่ตั้งใจทำก็ตั้งใจทำ การทำเพลงให้คนอื่น เพลงเพราะไม่เพราะ ดีไม่ดี ไม่ได้อยู่ที่เราแล้ว อยู่ที่โจทย์ของเขา ถ้ารับงานเพลงโฆษณามาแล้วนั่งรอให้ประกายแวบขึ้นมาในหัว ถ้ามันดันไม่มานี่เป็นเรื่องใหญ่เลย เพราะเราต้องมีงานส่งลูกค้า

        ต้าร์: ถ้าถามว่าอะไรคือแรงบันดาลใจในการทำงานของเรา พวกเราตอบได้เต็มปากเลยว่าเดดไลน์ (หัวเราะ) เราเลยต้องมี 2 โหมด โหมดแรกเอาไว้ลุยกับผู้ว่าจ้าง

        ปิงปอง: เพลงที่ผมแต่งขึ้นมาล่าสุดก็แต่งตามโจทย์ที่ได้นะ แต่มันก็มีประกายแว้บออกมาพอดี ก็เลยกลับไปเรื่องเดิมที่บอกว่าถ้าเราทำบ่อยๆ เราก็ไม่รู้หรอกว่าเพลงที่เราชอบมากๆ จะออกมาจากสมองตอนไหน และเพลงนั้นไม่ได้แต่งให้ตัวเองร้องด้วย โคตรเสียดาย (หัวเราะทั้งสามคน) 

 

เราอยู่ในยุคที่การทำเพลงและนำเสนอต่อคนฟังเป็นเรื่องที่ง่ายมากๆ มีแชนแนลให้เราโชว์ผลงานมากมาย แล้วทำไมพวกคุณถึงคิดว่าการได้อยู่ในค่ายเพลงนั้นยังเป็นเรื่องสำคัญ 

        ปิงปอง: บางคนอาจจะสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง บางคนก็เหมาะที่จะทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างเดียว ผมทำมาหมดแล้วทั้งเป็นนักดนตรีในค่ายใหญ่ ทำวงดนตรีเองก็เคยมาแล้ว จึงค้นพบว่าตัวเองไม่ไหวหรอกถ้าต้องทำอะไรหลายอย่าง มันเสียสุขภาพจิต ช่วงที่ผมดูแลวงดนตรีอื่นๆ ตัวผมเองขึ้นไปร้องเพลงไม่เพราะเลยสักครั้งเพราะผมกังวลไปหมดเลย เอกสารเซ็นหรือยัง วงนี้ได้รับเงินหรือยัง เรื่องลิขสิทธิ์เป็นอย่างไร พีอาร์ติดต่อเรื่องนั้นเรื่องนี้หรือยัง แล้ววงนี้ต้องไปต่างจังหวัดไม่ใช่เหรอ ติดต่อรถตู้หรือยัง ตอนนั้นผมคิดเยอะไปหมด ยิ่งเวลาออกทัวร์ก็ไม่ต่างกับการจับปูใส่กระด้ง คนนั้นไปตรงนู้น คนนั้นไปถ่ายรูปตรงนี้ นี่ก็จะใกล้ขึ้นเวทีแล้ว มีแต่เรื่องกังวลไปหมดเลย เราเองก็ต้องขึ้นเวทีในฐานะนักร้องด้วย แสดงว่าผมไม่ได้เป็นคนที่มัลติทาสก์ การมีค่ายจึงเป็นเรื่องที่เหมาะกับผม ผมจะได้โฟกัสกับเรื่องเพลงไปเลย ส่วนเรื่องอื่นก็ให้คนมาช่วยซัพพอร์ตเรา 

        ต้าร์: ผมเลือกที่จะทำหน้าที่เป็นคนร้องเพลงดีกว่า เพราะถ้าทำเองไหนจะเรื่องพีอาร์ ผมคิดว่าตัวเองคงไม่สนุกกับการติดต่อใครต่อใครเหมือนกัน การมีค่ายโดยเฉพาะเป็นค่ายเพลงที่เราดูแล้วว่าดีจะทำให้เราทำงานอย่างสบายใจ

        ปิงปอง: เด็กยุคนี้เก่งมากทั้งร้องเอง เล่นดนตรีเอง ถ่ายเอง ตัดต่อเอง คิดเนื้อหาเอง จบในคนเดียว แล้วเขาก็รู้ว่าจะประชาสัมพันธ์ตัวเองยังไง เรานั่งดูแล้วก็ชื่นชมพวกเขา แต่สำหรับผมเรื่องบางอย่างก็อย่าไปพยายามจนเกินตัว ผมอิจฉาน้องๆ นะ ผมเองก็อยากเป็นวัยรุ่นอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ต้องยอมรับว่าเราเกิดมาในคนละยุคสมัย ผมถูกฝึกมาให้มีสมาธิกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ปักธงว่าในยุคนี้ทำหลายอย่างคือเก่ง ทำได้อย่างเดียวคือไม่เก่ง แค่เลือกอะไรที่เหมาะกับเรา 

        หลายคนมักจะตอบว่ายอดวิวยอดแชร์ยอดไลก์ไม่ค่อยมีผลกับเขา แต่ผมจะพูดเล่นอยู่เสมอว่า เพลงของพวกเราต้องได้ 50 ล้านวิว (หัวเราะ) เพราะผมคิดอยู่ 2 แบบ หนึ่งคือเราไม่ต้องดังมาก ไม่ต้องไม่ต้องประสบความสำเร็จมากก็ได้ แต่ต้องเลี้ยงชีพได้ สองคือเราต้องมีความสุขกับเพลงของเรา ไม่ต้องมีความสุขขนาดเต็มร้อย เพราะการทำเพลงมีปัจจัยหลายๆ อย่าง และมีคนมากมายที่มาเกี่ยวข้อง แต่ผมก็จะมีมาตรฐานว่าเราต้องพอใจในผลงานตัวเองในระดับหนึ่ง ดังนั้น เรื่องของยอดวิวผมยอมรับเลยว่ามีความคาดหวังอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ว่าไม่ได้อยู่ในอันดับต้นๆ ของความคาดหวังที่มี ผมผ่านมาถึงจุดที่รู้ว่าตัวเลขบนโซเชียลมีเดียไม่สามารถวัดอะไรได้จริงสักเท่าไหร่ มีน้องๆ หลายคนที่ทำคลิปขึ้นมาแล้วคนดูเป็นร้อยล้านวิว แต่เขาก็ยังมีชีวิตเหมือนเดิม แต่อย่างพวกเรา พูดกันตรงๆ ยอดวิวก็ไม่ได้เยอะอะไร แต่พวกเราก็ยังสามารถหาเลี้ยงชีพกับดนตรีได้เรื่อยๆ มีรายได้จากดนตรีเรื่อยๆ ดังนั้น บางอย่างเอาตัวเลขมาใช้วัดอย่างเดียวก็ไม่ได้ 

        ถ้าคิดแบบพ่อค้าหรือนักธุรกิจ ผมรู้สึกว่าต่อให้ยอดวิวไม่เยอะ แต่สำหรับค่ายเพลงเอง ศิลปินคือสินค้า ถ้าสินค้าสร้างมูลค่าไม่ว่าจะแบบไหนก็ตามแปลว่าเขายังขายได้อยู่ ดังนั้น เรื่องของตัวเลขผมมองว่าเป็นแค่หนึ่งปัจจัยเท่านั้น สมมติว่าวงละมุนแบนด์ออกเพลงไม่ดังเลย แต่พี่จั๊กโดนจับไปถ่ายชุดว่ายน้ำต้อนรับซัมเมอร์ (หัวเราะ) นั่นหมายถึงการเกิดรายได้เข้าบริษัท เพลงบนยูทูบยอดไม่ขึ้น แต่เราดันทำคลิปตลกๆ ประสานเสียงตลกๆ บนเพจ แล้วคนดูเป็นล้าน แบบนี้คืออะไร เห็นไหมว่าตัวเลขก็กำหนดอะไรไม่ได้เท่าไหร่เลย

        ต้าร์: อย่างน้องของผม เอ๊ะ จิรากร ออกซิงเกิลใหม่หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการเป็นหน้ากากอีกาดำ เขาออกมาแล้ว 4-5 เพลง ยอดวิวก็ประมาณหนึ่ง แต่ทุกครั้งที่ไปโชว์เขาไม่เคยได้ร้องเพลงใหม่ของตัวเองเลย คนอยากฟังแต่เพลงเก่าของเขา ซึ่งการออกงานใหม่ออกมา ก็แค่เหมือนกับการบอกโลกว่าฉันยังอยู่เว้ย (หัวเราะ)

        ปิงปอง: มีบางคนมาบอกผมว่า หนูไม่เคยชอบเพลงเก่าๆ ของพี่เลย แต่เพลงที่พี่ทำกับวง ’33’ หนูกรี๊ดมาก เรายังมีพื้นที่ตรงนี้อยู่ เพียงแต่ว่าไม่ใช่พื้นที่ที่เสียงดังมากจนแผ่ขยายไปถึงคนฟังทั่วประเทศเหมือนเมื่อก่อน แต่สุดท้ายก็ต้องทำเพลงทำต่อไปเพื่อบอกให้โลกรู้ว่าฉันยังอยู่นั่นแหละ (หัวเราะ)

 

วันนี้เทคโนโลยีในการทำเพลงดีกว่าเมื่อก่อนมากมาย เครื่องมือเหล่านี้ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นมาก ไม่ต้องมานั่งอัดกีตาร์วนไปวนมาหรือร้องเพลงซ้ำๆ หลายๆ รอบอีกแล้ว เลยอยากรู้ว่าความพิถีพิถันในการทำเพลงนั้นยังเป็นสิ่งที่พวกคุณยึดถือไว้อยู่ไหม

        ต้าร์: พวกผมโตมาจากการบ่มเพาะของพี่โอม (ชาตรี คงสุวรรณ) พี่ปุ้ม (พงษ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา) เรียกว่าเป็นแก๊งหัวกะทิของแกรมมี่เลยก็ได้ พวกเขาจะเป็นคนที่พิถีพิถันมาก ยุคก่อนอัดเพลง 1 เพลง บางทีใช้เวลา 3 วัน กว่าพี่ๆ เขาจะบอกว่าผ่าน อัดแล้วไม่ชอบก็อัดใหม่ไป ผมก็จะเคยชินกับการทำงานแบบนี้ ปัจจุบันผมไปร้องเพลงอะไรสักเพลง บางทีเขาอัดผมครึ่งชั่วโมงก็เสร็จแล้ว ซึ่งนั่นคือการใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เทคโนโลยีที่ดีขึ้น ความพิถีพิถันอาจจะไปอยู่ตรงส่วนอื่น อาจจะอยู่ที่เนื้อเพลงหรืออยู่ที่ส่วนของการเรียบเรียง 

        ปิงปอง: การอัดเพลงครึ่งชั่วโมงเสร็จแล้วเราไปเข้าใจว่าไม่พิถีพิถัน นั่นหมายความว่าคุณลืมให้เครดิตคนอีดิตเพลง คุณเคยดูคลิปที่คนร้องเพลงไม่เพราะไหม แล้วเขามาอีดิตให้เพลงเพลงนั้นเพราะขึ้นมาได้ นั่นแสดงว่าคนอีดิตเทพมากๆ ตอนนี้เราไม่สามารถพูดได้แล้วว่าเพลงนี้หยาบ เพลงนี้ไม่หยาบ คุณฟังเพลงแจ๊ซเจอคนทำเพลงออกมาที่ซาวนด์สะอาดเนี้ยบกริบ แบบนี้เรียกพิถีพิถันใช่ไหม แล้วบอกนี้หมายความว่าเพลงของ The Beatles ไม่พิถีพิถันเหรอ ท่านเซอร์พอล แม็กคาร์ตนีย์ ทุกวันนี้ยังทำเพลงดิบสุดๆ สดสุดๆ เสียงสกปรกยังไงก็ออกอย่างนั้น ให้เราได้ยินกันจะจะอยู่เลย เสียงรูดปิ๊กกีตาร์ครืดคราด เสียงหวดฉาบพลาด แต่เพลงเขาดีมากๆ นะ แล้วแบบนี้จะบอกว่าเพลงเขาไม่พิถีพิถันได้ไหม 

เติบโตกันมาจนเป็นรุ่นพี่ในวงการเพลงกันแล้ว พวกคุณยังคงความเข้มงวดในตัวเองไว้อยู่ไหม หรือว่า Midlife Crisis ได้ละลายพวกคุณจนกลายเป็นคนที่สบายๆ ใช้ชีวิตนิ่งๆ กันไปแล้ว 

        จั๊ก: ถ้าทำเพลงผมจะเข้มงวดกับตัวเองเรื่องนี้มาก โดยเฉพาะการฝึกซ้อม ผมไม่ยอมและไม่ลักไก่ในการเล่นกีตาร์เด็ดขาด เพราะผมฝึกแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก จึงเป็นเรื่องที่ซีเรียสสำหรับตัวผม การทำเพลงผมจะไม่ค่อยปล่อยผ่านในสิ่งที่ตัวเองเห็นแล้วว่าไม่ใช่ ส่วนสิ่งอื่นๆ ที่เหลือในชีวิตผมปล่อยวางหมดเลย 

        ปิงปอง: Midlife Crisis ทำให้ผมมี 2 ขั้วที่ตัดกันชัดเจน เรื่องที่เคยเข้มงวดกับตัวเองก็ยิ่งมากขึ้น สิ่งที่ปล่อยวางก็จะปล่อยวางไปเลย อย่างเรื่องการทำวงดนตรี การทำเพลง การร่วมงานกับคนอื่น เดี๋ยวนี้ผมปล่อยวางไปเยอะ เมื่อก่อนผมก็เป็นเหมือนกันถ้าผมรู้สึกว่าไม่ใช่ ผมก็จะไม่ยอม แต่เดี๋ยวนี้ผมก็จะรู้สึกอีกแบบ สิ่งที่เรารู้สึกว่าไม่ใช่ แต่ถ้าเรามองหน้าวงแล้วไม่มีใครเขาไม่รู้สึกว่ามันไม่ใช่ ก็อาจจะเป็นแค่รสนิยมของเราเท่านั้นหรือเปล่า แค่เพลงไม่โดนเราเฉยๆ ไม่ได้หมายความว่าเพลงไม่ดี ผมก็จะปล่อย ไม่งั้นวงก็อยู่รวมกันไม่ได้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมสู้ขาดใจ

        ส่วนเรื่องที่เข้มงวดขึ้นก็จะเป็นเรื่องดนตรีในแบบของเรา และทิศทางดนตรีที่ผมจะไม่มีทางไปเด็ดขาด เช่น ทำเพลงที่ให้ผลทางลบกับสังคม ผมจะไม่เอาเลย ถ้าเป็นเมื่อก่อนถ้าให้ทำก็ทำได้ ผมจะยอมทำขอเพียงไม่ลงเครดิตเป็นชื่อผม แต่ทุกวันนี้คือไม่เอาเด็ดขาด ผมผ่านช่วงชีวิตที่รู้แล้วว่าตอนที่ตัวเองแย่มากๆ รู้สึกอย่างไร ผมจึงรู้ว่าเพลงแบบไหนที่คนฟังแล้วรู้สึกแย่ ผมก็จะหลีกเลี่ยงการผลิตเพลงแบบนั้นออกมา

        ต้าร์: ผมฟังเพลงมากขึ้นกว่าสมัยออกอัลบั้มใหม่ๆ ผมเข้มงวดกับตัวเองในการอัพเดตเทรนด์ดนตรีโลก ตอนนี้คนฟังเพลงอะไรกันอยู่ มีเทคนิคต่างๆ ในการร้องอะไรใหม่ มีอะไรเกิดขึ้นบ้างในวงการเพลง ผมจะฟังเพลงเรื่อยๆ เพื่อหาอาวุธมาติดให้ตัวเอง แต่ผมจะเป็นคนที่ไม่ซ้ายสุดขวาสุดเหมือนแต่ก่อนแล้ว จะเป็นคนที่เดินกลางๆ แต่เอาจริงๆ ไม่ได้เรียกว่าฟังเพลงหรอกเรียกว่าเปิดกรอกหูดีกว่า เพราะเพลงใหม่ๆ ผมก็ไม่ได้อินเหมือนเพลงสมัยก่อนขนาดนั้น (หัวเราะ)

        จั๊ก: ผมไม่ค่อยฟังเพลงใหม่แล้ว ผมพยายามแล้วแต่ว่าไม่อิน ตอนนี้มีบางเพลงที่โอเค อย่างเพลงของ Polycat ก็ใช่ เพลง คุกกี้เสี่ยงทาย ก็ใช่ เพราะดนตรีเขาดี การเรียบเรียงเจ๋ง เสียงเบสที่เล่นกันอย่างสนุกสนาน ผมชอบดนตรี ชอบโปรดักชันของเพลงนี้ ซึ่งเดี๋ยวนี้เพลงที่จะเอาใจผมไปได้มีน้อยมาก และผมเป็นคนที่ไม่ค่อยจะตามเทรนด์เท่าไหร่ เพลงจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ แต่เรายังเป็นเราอยู่ เราจะไปเปลี่ยนตัวเองตามเทรนด์เพื่ออะไร ตอนนี้ผมมีความสุขกับตัวเองแล้ว เลยคิดว่าตัวเองไม่ต้องตามเทรนด์อะไรอีกแล้ว 

        ปิงปอง: ผมก็ยังฟังเพลงใหม่ๆ อยู่นะทุกวันนี้ แต่ฟังด้วยบริบทคนละแบบ ตอนวัยรุ่นผมฟังเพลงเพื่อตามหาสิ่งมาเติมเต็มข้างในตัวเรา เพลงนี้ฟังแล้วอิ่มเอิบใจเหลือเกิน เพลงนี้พูดถึงตัวเราเลย ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าถ้าไม่ได้เป็นนักดนตรีผมอาจจะฟังเพลงด้วยความอิ่มเอิบแบบนั้นอยู่ก็ได้ หรืออาจจะไม่ฟังเพลงใหม่ๆ แล้วก็ได้ แต่ทุกวันนี้เหตุผลหลักๆ ที่ผมยังฟังเพลงใหม่ๆ เพราะอยากรู้ว่าโลกเป็นอย่างไร เพลงจากน้องๆ ศิลปินรุ่นใหม่เราอาจจะไม่ได้อินเหมือนสมัยก่อนเพราะเราผ่านประสบการณ์ช่วงนั้นมาแล้ว แต่ผมจะไปอินกับมุกหรือกิมมิกต่างๆ ที่น้องๆ ใส่ไว้ในเพลงแทน ว่าเขาคิดแบบนี้ออกมาได้อย่างไร อย่างนี้ก็ได้เหรอ เนื้อเพลงแบบนี้ก็ได้เหรอ เอาตรงนี้มาเล่าก็ได้เหรอ

        อย่างวง He Men Crown ผมชอบมากถึงขนาดเอาไปคัฟเวอร์มาแล้ว หรือเพลงของ Polycat ซึ่งเขาเซียนในการเขียนเพลงมาก ทำไมถึงเขียนเพลงเกี่ยวกับเฟรนด์โซนได้ดีขนาดนี้ โดยเฉพาะท่อน ‘ที่สุดเลยเว้ยแก’ แต่ก็ไม่ได้อินหรือจมจ่อมกับความเศร้าของเพลงใหม่ๆ เพราะผมผ่านเรื่องตรงนั้นมาแล้ว และรู้ว่าจะจัดการกับชีวิตกับความรู้สึกนั้นอย่างไร ถ้าพูดตรงๆ เพลงที่เติมเต็มชีวิตของผมในตอนนี้ก็คือเพลงที่อยู่ในยุคสมัยของเรานั่นแหละ ไม่ได้บอกว่าเพลงในยุคผมดีกว่า แต่เป็นอย่างนั้นจริงๆ เดี๋ยวพอเด็กรุ่นใหม่อายุเท่าๆ กับพวกผมตอนนี้ เขาก็จะบอกเหมือนกันว่าเพลงที่เติมเต็มพวกเขาก็คือเพลงในยุคของเขา “เลยเว้ยแกร…” (หัวเราะ)

 

ละมุนแบนด์

ในฐานะที่ก้าวพ้นวิกฤต Midlife Crisis กันมาได้แล้ว พวกคุณพอจะมีคำแนะนำอะไรสำหรับคนที่กำลังเผชิญกับภาวะนี้อยู่บ้างไหม 

        ปิงปอง: จากประสบการณ์คนที่เจอ Midlife Crisis จะมองไม่เห็นทางออก จะให้เขาไปหาแรงบันดาลใจจากไหน ตอนผมเจอ แค่ให้ออกไปเดินหาแรงบันดาลใจผมยังไม่อยากออกไปไหนเลย ผมขึ้นมาอยู่บนยอดเขาแล้วจะให้ผมลงไปเดินขึ้นเขาลูกใหม่เหรอ ผมเหนื่อยและก็เบื่อเกินที่จะเดินไปขึ้นภูเขาลูกใหม่แล้ว

        จนวันหนึ่งผมได้ดูการ์ตูนเรื่อง โดราเอมอน มีอยู่ตอนหนึ่งเขาพูดว่า ให้เรามองเท้าตัวเองไปเรื่อยๆ ไม่ต้องมองยอดเขา ให้เดินไปเรื่อยๆ มองเท้าตัวเองไปเรื่อยๆ ผมก็เอามาปรับใช้กับชีวิตตัวเอง โอเค ช่วงนี้คิดอะไรไม่ออกก็พยุงตัวเองไปเรื่อยๆ ผับจะปิดกิจการ โอเค ก็ปิดไป เราออกจากวงการเพลงแล้วก็ไม่เป็นไร ลองเล่นดนตรีกลางคืนดู แล้วทำเพลงของตัวเองต่อไป ขายได้ไม่ได้ไม่เป็นไร เอาแค่พอเลี้ยงตัวเองให้รอด หยุดการพยายามหาเป้าหมาย ทำตัวเหมือนเด็กๆ ที่ตื่นขึ้นมาเพื่อไปเรียนหนังสือ ตอนนั้นเราก็ไม่ได้มีเป้าหมายอะไรที่ยิ่งใหญ่ แค่โดนปลุกขึ้นมา และรู้แค่ว่าต้องอาบน้ำแปรงฟัน ไปโรงเรียนให้ทันเคารพธงชาติ ผมคิดแค่นั้น ทำอย่างนั้นวันต่อวัน ตื่นมาทำงานมีงานทำก็ทำไป อย่าไปฟุ้งซ่านอะไรกับชีวิตเยอะ อยู่นิ่งๆ ใช้ชีวิตให้รอด

        พอถึงวันหนึ่ง อยู่ดีๆ เราจะมีแรงบันดาลใจบางอย่างเกิดขึ้น ถ้าชีวิตเราไม่แย่จนเกินไป เราจะเห็นทางออกในการอยู่รอดของชีวิตช่วงนั้นขึ้นมาเอง ซึ่งสำหรับผม ทางออกก็มาจริงๆ เหมือนตอนที่ชีวิตผมจมดิ่งมากๆ ผมก็ไปบวช บวชเสร็จก็มาเล่นดนตรีกลางคืน ตอนนั้นชีวิตก็นิ่งๆ แล้วก็ไล่มาเรื่อยๆ จนคิดว่าชีวิตไม่มีอะไรดีกว่านี้แล้ว แต่ผมก็อยู่กับมันได้ เริ่มมองเห็นความสุขในการใช้ชีวิตแบบนี้ได้แล้ว อยู่ดีๆ ชีวิตก็พาให้เกิดเป็นวงละมุนแบนด์ขึ้นมา ตอนนั้นเหมือนผมถูกดูดกลับเข้าฝั่ง ผมมีแรงบันดาลใจเกิดขึ้น แต่ไม่ได้เกิดจากแค่ตัวเรา แต่เกิดจากสารเคมีรอบๆ ตัว ดังนั้น ไม่ได้มีแค่เราคนเดียวบนโลกที่เคยอกหัก เคยชีวิตแย่ เคยเข้าสู่ Midlife Crisis  คิดอะไรไม่ออกไม่เป็นไร แต่อย่าตาย รักษาชีวิตเอาไว้ รักษาเพดานบินนิ่งๆ ไว้ บินเตี้ยลงมาหน่อยก็ได้ แต่อย่าตกเหว เลี้ยงตัวเองไว้ให้ไหลๆ ไป เดี๋ยวคุณจะเจอทางไปเอง

        จั๊ก: สำหรับผม สติสำคัญที่สุด อยู่กับปัจจุบัน ท่องไว้ว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป ของแบบนี้ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เป็นเรื่องปกติของชีวิต

        ต้าร์: คุณต้องมีลูก แล้วคุณจะมีแรงบันดาลใจในการมีชีวิตต่อ แต่ถ้ายังหาแฟนไม่ได้ก็ซื้อบ้านซะ หาอะไรมาทำให้เกิดความรับผิดชอบ เดี๋ยวแรงบันดาลใจคุณจะท่วมท้นขึ้นมาเองแบบผม (หัวเราะ)

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวล่ำขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์ ,, IG/Twitter : @Matt_Doraemon

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง