Landokmai: วงดนตรีที่ใช้ฟ้าหลังฝนเป็นเครื่องดนตรี ใช้สายรุ้งและบทกวีขับกล่อมผู้ฟัง

The Guest
29 Nov 2020
เรื่องโดย:

กฤตนัย จงไกรจักร

“สำหรับ Landokmai คือฟ้าหลังฝน คือสายรุ้งหลังเมฆหมอกขาว”

        ใจความสำคัญของ Landokmai วงดนตรีพ็อพจากค่าย What The Duck ที่แฟนเพลงมักรู้จักวงดนตรีนี้จากเสียงร้องก้องกังวานของ ‘อูปิม’ – ลานดอกไม้ ศรีป่าซาง และเสียงกีตาร์สุดไพเราะของ ‘แอนท์’ – มนัสนันท์ กิ่งเกษม ที่สามารถสร้างความรู้สึกทุกข์ปนสุข กลายเป็นความล้ำลึกของหัวใจ ยากจะบรรยายได้ในคำพูดเดียว

        “Sunset Music น่าจะอธิบายตัวตนได้ดีที่สุด เพราะส่วนใหญ่ทุกเพลงที่แต่งเหตุการณ์ฟ้าหลังฝนอยู่จะอยู่ในหัวเราตลอด เป็นความรู้สึกที่ไม่เจ็บปวดกับความเศร้าที่เกิดขึ้นมาอีกแล้ว”

        ต่อจากนี้คือเรื่องราวสุดแสนน่ารักของสองเพื่อนซี้ที่เกี่ยวกับความขมขื่นในชีวิตที่เคยพบเจอ ซึ่งแม้จะดูแสนเศร้าและน่าผิดหวังเพียงใด แต่ทั้งคู่ก็เชื่อว่าความผิดหวังในครั้งนั้นจะเป็นสายรุ้งที่คอยนำทางให้ชีวิตก้าวต่อไปได้เสมอ

 

Landokmai

Two Girls One Dream

ก่อนที่จะมารู้จักกันในคณะที่ว่าด้วยเสียงดนตรี โลกใบเก่าของพวกคุณทั้งสองเป็นอย่างไร

        อูปิม: โลกสมัยก่อนแตกต่างจากทุกวันนี้แบบหน้ามือหลังมือเลย ตอนที่อยู่เชียงใหม่เราไม่ได้มีอิสระเท่าไหร่ อาศัยโลกของครอบครัว ยืมรสนิยมคุณพ่อมาเสพ แต่โชคดีที่เขาเป็นนักกวี มีความเป็นศิลปินในตัวสูง ดังนั้น เวลาปรับตัวกับโลกดนตรี เราเลยไม่มีปัญหาเท่าไหร่

        แต่ถ้าพูดในแง่ของตัวตน ต้องบอกว่าแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเลย สมัยก่อนคนรอบตัวไม่มีใครฟังเพลงกันจริงจังเหมือนที่นี่ เพลงส่วนใหญ่ที่ได้ยินก็จะเป็นเพลงพ็อพที่ดังในตอนนั้น แต่สำหรับเราแม้จะไม่ได้เรียกตัวเองว่าเป็นนักฟังเพลง แต่เราก็สนุกกับการได้ร้องเพลง ได้เล่นดนตรี ก็เลยตัดสินใจมาเรียนต่อด้านนี้ เพราะคิดว่านี่คงเป็นสิ่งเดียวที่เราทำได้ดีที่สุดแล้ว

        แอนท์: ส่วนเราต้องใช้คำว่าขวนขวายด้วยตัวเองแทบทั้งหมดเลยสำหรับดนตรี เพราะตอนมัธยมปลายเราก็เรียนสายวิทย์-คณิต แถมยังอยู่ในโรงเรียนที่ไม่ได้สนับสนุนเรื่องดนตรีเท่าที่ควรอีก ที่สำคัญคือไม่มีคนรอบตัวที่ฟังเพลงจริงจังเหมือนเราเลย ต้องบอกว่าเป็นโลกดนตรีที่เหงามากตอนนั้น

        เพราะในขณะที่คนอื่นฟังเพลงพ็อพทั่วไป เรากลับชอบเพลงไทยยุคก่อน ชอบเพลงในค่ายเบเกอรี่มิวสิค ค่าย LOVEiS เพลงรักหวานๆ อะไรแบบนี้

เคยคิดเล่นๆ ไหมว่า ถ้าไม่มีเหตุการณ์ที่บังคับให้พวกคุณต้องรู้จัก ตอนนี้แต่ละคนจะทำอะไรกันอยู่

        แอนท์: เราคิดว่าตัวเองคงทำงานอะไรสักอย่างเกี่ยวกับธุรกิจดนตรีตามสายที่เรียน แต่ถามว่าจะได้เจออูปิมไหม คิดว่าคงไม่เลย (หัวเราะ)

        อูปิม: ใช่ เพราะด้วยนิสัยของแอนท์เขาคงไม่ทักเรา เราเองเห็นแอนท์เป็นคนนิ่งๆ แบบนั้น ก็คงไม่ทักเขาด้วย

ปีหนึ่งในมหาวิทยาลัยเขาว่ากันว่ามันจะเหงา จะโดดเดี่ยวที่สุด พวกคุณประสบปัญหาแบบนั้นบ้างหรือเปล่า

         อูปิม: เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เรากลัวมาก กลัวมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วด้วย เพราะสมัยก่อนเราจะเป็นคนที่รู้สึกว่าการอยู่คนเดียวเป็นเรื่องน่าอาย แต่โชคดีที่เข้ามามหาวิทยาลัยนี้เรามีเพื่อนจากโรงเรียนเก่าตามมาด้วยบางส่วน เลยไม่ได้รู้สึกว่าอ้างว้างอะไรขนาดนั้น แต่ถ้าไม่มีเพื่อนเลย ก็คงเหงาน่าดู

        แอนท์: ก็เพราะแบบนี้ กูถึงต้องทักมึงไป อูปิม (หัวเราะ)

 

Landokmai‘อูปิม’ – ลานดอกไม้ ศรีป่าซาง

สำหรับพวกคุณ คนที่จะเรียกว่าเพื่อนได้เขาต้องเป็นคนแบบไหนกัน

        อูปิม: เขาต้องเป็นคนที่คุยแล้วจะมีมวลพลังงานบางอย่างแพร่ออกมา แม้บางคนคุยด้วยแล้วรู้สึกสนุกขนาดไหนก็ตาม แต่ถ้าไม่มีพลังงานแบบนั้นโผล่มา บางทีก็จะรู้สึกอึดอัด กลับกันบางคนไม่ต้องคุยหรืออยู่ด้วยกันตลอดเวลา แต่ทุกครั้งที่อยู่ด้วยกัน เรากลับรู้สึกได้รับพลังงาน กลับรู้สึกอุ่นใจ กลับรู้สึกมีความสุข

อย่างแอนท์ใช่ไหม

        อูปิม: อยู่มาขนาดนี้ ก็คงต้องใช่แล้ว (หัวเราะ)

        แอนท์: อาจเพราะเราเป็นคนที่เวลาใครพูดเราจะเงียบและรับฟังมากกว่า แต่ถ้าอยากได้คำปรึกษาก็พร้อมพูดคุย แต่ปกติแล้วเราเป็นคนเงียบๆ ไม่ได้พยายามจะฝืนในความสัมพันธ์อะไร จะเป็นคนชอบทำให้บรรยากาศมันสบายๆ ดีกว่าต้องมาทำให้มันสนุกตลอดเวลา 

        อูปิม: ด้วยความที่เป็นคนเงียบและฟังแบบนี้ แอนท์ก็เลยกอบกุมทุกความลับในมหาวิทยาลัย (หัวเราะ)

พวกคุณคือตัวอย่างที่ดีเลยว่าเป็นเพื่อนกันไม่จำเป็นต้องนิสัยเหมือนกัน

        อูปิม: ใช่ เราสองคนนี่ตรงข้ามกันสุดขั้วเลย ไม่ว่าจะเรื่องรสนิยมการฟังเพลง วิธีการใช้ชีวิต แต่ความต่างของเราก็เหมือนคอยเติมเต็มและสอนในสิ่งที่อีกฝ่ายไม่มีอยู่ตลอด

        อย่างแอนท์ที่อายุเท่ากัน แต่ความจริงเขามีความคิดความอ่านโตกว่ามาก เพราะเราจะเป็นคนใช้ชีวิตตามอารมณ์ไม่ค่อยคิดอะไรเท่าไหร่ (หัวเราะ) เราก็จะเรียนรู้เรื่องนี้จากแอนท์มากกว่า

ถ้าวง Landokmai เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง เธอควรจะมีบุคลิก อุปนิสัย อย่างไรบ้าง

        แอนท์: เราว่านิสัยคงไม่ต่างจากอูปิมเท่าไหร่

        อูปิม: ผู้หญิงคนนั้นจะไม่ใช่คนที่ซับซ้อน แต่ก็ไม่ตรงไปตรงมาขนาดนั้น จะมีความน่าค้นหาอยู่ประมาณหนึ่ง แต่ที่สำคัญคือเธอต้องเป็นคนมองโลกในแง่ดี แม้จะมีความเศร้าในใจอยู่ก็ตาม เพราะทุกเพลงที่เราเขียนจะพยายามให้มีอารมณ์แบบนี้อยู่ เราเป็นคนที่จะรู้สึกฟินเวลาตัวเองเศร้า แปลกไหม

        แอนท์: โคตรแปลก

        อูปิม: (หัวเราะ) เป็นความรู้สึกที่สุข เพราะตัวเองได้เจอและสามารถจัดการกับความเศร้าได้

 

Landokmai‘แอนท์’ – มนัสนันท์ กิ่งเกษม

พูดให้ง่ายกว่าเดิมคือ คุณเป็นคนเสพติดความเจ็บปวด

        อูปิม: แม้เราจะมีเรื่องราว มีสิ่งที่พบเจอ มีความรู้สึกที่เศร้า เหงา เปล่าเปลี่ยว และเจ็บปวดขนาดไหน แต่ก็ไม่เคยรู้สึกว่ามันแย่อย่างที่คนอื่นเขาชอบบอกเลย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะตัวเองเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความสุขมาตลอด ไม่ค่อยเจอกับความเศร้า พอได้เจอทีก็เลยรู้สึกสนุก รู้สึกท้าทาย เหมือนโรคจิตเลย (หัวเราะ)

แต่สำหรับเรา Landokmai เหมือนคนที่ร้องไห้จนน้ำตาไม่เหลือแล้ว เหมือนสายรุ้งที่วาดขึ้นฟ้าหลังฝนตกลงมา

        อูปิม: ชอบคำว่ารุ้งหลังฝนจังเลย ขอบคุณค่ะ

ถ้าให้จำกัดแนวดนตรีสำหรับ Landokmai เพียงวงเดียว แนวดนตรีนี้ควรจะมีชื่อว่าอะไรดี

        แอนท์: เรานึกถึงคำว่าพระอาทิตย์และพ็อพ

        อูปิม: Sunset Music น่าจะอธิบายตัวตนได้ดีที่สุด เพราะส่วนใหญ่ทุกเพลงที่แต่ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะมีเรื่องฟ้าหลังฝนอยู่ในหัวเราตลอด ไม่ได้จะลอกคำตอบของคุณ (ผู้สัมภาษณ์) แต่เราหมายถึงความรู้สึกที่ไม่เจ็บปวดกับความเศร้าที่เกิดขึ้นมาอีกแล้ว

ทำเพลงที่อบอุ่นและสดใสทั้งที ทำไมถึงต้องเอาความเศร้าเข้ามาเจือปนด้วย

        อูปิม: เพราะเราชอบความรู้สึกนี้ (หัวเราะ) ตั้งแต่เด็กเราเป็นคนที่ชอบความรู้สึกโหวงๆ ในใจ จำได้ว่าสมัยก่อนตัวเองจะมองรูปวาดบนฝาผนังบ้าน เป็นรูปต้นไม้สีแดงที่เวลามองทีไรก็จะรู้สึกเศร้า รู้สึกโหวงหัวใจอยู่ทุกครั้ง เราเลยเอาความเศร้าแบบนี้มาแต่งเป็นเพลง แต่อย่างที่บอกว่าพอชอบความรู้สึกแบบนี้ เพลงที่ออกมาเลยสดใส

        แอนท์: คือตัวเองสดใสก็จริง แต่ก็ไม่ได้แบ๊วกรุบขนาดนั้น

สำหรับพวกคุณ เหตุการณ์ไหนถือเป็นความเศร้าที่รุนแรงเกินจะมีความสุขได้

        อูปิม: เพิ่งเจอมาล่าสุดเลย คือเราไปผ่าตัดกล่องเสียงมา เพราะตรวจพบว่ามีตุ่มเกิดขึ้นที่เส้นเสียง แล้วช่วงนั้นก็ถูกคุณหมอห้ามร้องเพลง ซึ่งใช้เวลานานมากกว่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม ระหว่างนั้นก็ถามตัวเองตลอดเวลา ถ้าร้องเพลงไม่ได้แล้วจะทำอะไรต่อดี จะมีอาชีพไหนบ้างที่ทำให้หัวใจเต้นแรงได้เท่าการร้องเพลง นี่ขนาดแค่คิดก็ขนลุกแล้ว (ยื่นแขนให้ดู)

        แอนท์: ของเราน่าจะเป็นตอนที่แมวตายช่วงมัธยมปลาย เพราะเป็นการสูญเสียสิ่งที่ตัวเองผูกพันเป็นครั้งแรก เราตั้งตัวไม่ทัน เราแบกรับความรู้สึกไม่ได้ เพราะแมวตัวนี้เรารักมันมาก รักถึงขนาดเคยคิดว่าจะไม่มาเรียนต่อที่ศาลายา เพราะอยากอยู่กับแมว

           Landokmai

Lovely Pain

คำว่ารักสำหรับพวกคุณนิยามเอาไว้อย่างไรบ้าง

        อูปิม: ความรักคือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนบนโลกขาดไม่ได้ เราจะเป็นคนที่ไม่เชื่อเวลาใครบอกว่าฉันจะมีชีวิตอยู่โดยปราศจากความรัก เพราะสุดท้ายไม่ว่าจะเป็นความรักแบบไหน รักกับใคร ยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็เป็นสิ่งสำคัญที่มนุษย์สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ในแง่ของจิตใจ

        แอนท์: สำหรับเราความรักคือความเข้าใจ มันอาจไม่ใช่นิยาม แต่เป็นวิธีมากกว่า ส่วนตัวเชื่อว่าคนเราจะรักกันได้ต้องมีเหตุผลและเข้าใจอีกฝ่ายดีพอ เพราะถ้ารักกันเพียงเพราะอารมณ์อย่างเดียวสุดท้ายก็คงไปกันไม่รอด

ข้อดีของการอกหักมีอะไรบ้าง

        อูปิม: เป็นสิ่งที่เวลามองย้อนกลับไปจะรู้สึกขอบคุณมันเสมอ เป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เข้าใจและเรียนรู้โลกที่กว้างใหญ่ สอนให้เราเติบโตขึ้น และกลายเป็นมนุษย์ที่เข้าใจความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งในท้ายที่สุด

        แอนท์: เราไม่เคยมีประสบการณ์อกหักทางความสัมพันธ์อย่างจริงจัง แต่ถ้าพูดถึงความเสียใจ จะมีแค่ตอนที่เข้ามาเรียนที่ศาลายาใหม่ๆ เพราะเราคือเด็กที่ไม่มีต้นทุนทางด้านดนตรีเลย จึงต้องพยายามกว่าคนอื่น ตอนนั้นก็รู้สึกเหนื่อย รู้สึกท้อ อยากลาออกทุกวัน ถึงขนาดว่าลืมตาตื่นขึ้นมาก็ไม่อยากเล่นดนตรีแล้ว แต่พอผ่านมาได้ ก็รู้สึกว่าความรู้สึกแบบนั้นก็เป็นเหมือนบันไดที่ทำให้เราโตขึ้นและพัฒนาต่อไปได้

ช่วงนี้ Landokmai ไม่ค่อยได้คัฟเวอร์เพลงเท่าไหร่ ถ้ามีโอกาสเพลงต่อไปที่อยากเล่นคือเพลงอะไร

         อูปิม: ต้องดูด้วยว่าถ้าทำออกมาคนจะรู้จักมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าเอาตามใจเลยตอนนี้เราอยากเล่นเพลง Figment of My Mind ของ บรูโน เมเจอร์

        แอนท์: ส่วนเราจะเลือกเพลงง่ายๆ เล่นไม่ยาก ซึ่งตอนนี้ชอบเพลง Lie ของ เกล็น แฮนซาร์ด ที่ประกอบหนังเรื่อง Once (2007) จริงๆ เคยลองอัดเอาไว้แล้วด้วย พูดแล้วก็อยากเปิดให้ดูเลย

 

ถ้าสามารถเล่นดนตรีให้ผู้ชมฟังได้แค่คนเดียว คนนั้นควรจะเป็นใคร

        อูปิม: ตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่าพ่อ

        แอนท์: ตอบแบบนี้เดี๋ยวแม่น้อยใจหรอก

        อูปิม: ก็เป็นพ่อที่ดูและอัดวิดีโอไปฝากแม่ด้วย (หัวเราะ) เพราะพ่อเราเป็นผู้ชายที่ไม่กล้ามาดูลูกตัวเองเล่นดนตรีเลยสักครั้ง เขาเป็นกวี มีอารมณ์ศิลปินรุนแรง เขาบอกว่าตัวเองต้องร้องไห้แน่ถ้าได้ฟังเราร้องเพลง มีครั้งหนึ่งเราเคยเล่นให้พ่อฟังที่บ้านแค่เพลงเดียว ก็เป็นไปตามคาด คืนนั้นเขาร้องไห้หนักมาก เราเชื่อนะว่าเขาอยากดู อยากเห็นความสามารถ แต่ใจเขาไม่กล้าพอ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจับพ่อมานั่งดูลูกตัวเองเล่นดนตรีสักครั้งหนึ่ง

        แอนท์: เราขอเลือกแฟนคลับ เพราะเรารู้สึกว่าการเล่นดนตรีให้คนที่ยินดีและพร้อมจะฟัง จะทำให้นักดนตรีอย่างเราได้พลังงานบางอย่างกลับไปด้วย

เห็นว่าเป็นคู่ที่ชอบกินกุ้งเผากันมาก กุ้งเผาที่ดีควรเป็นอย่างไร

        อูปิม: เราว่ากุ้งเผาที่ดีในหัวต้องมีมันเยอะๆ เนื้อต้องฉ่ำ เด้งๆ

        แอนท์: แต่เราจะไม่ชอบกุ้งที่หัวมีแต่มันเท่าไหร่ ชอบแบบฉ่ำๆ น้ำเยอะๆ แต่ที่สำคัญคือน้ำจิ้ม ถ้ากุ้งดีแต่น้ำจิ้มไม่อร่อย แบบนี้เราไม่ให้ผ่าน (หัวเราะ)

เคยเอากุ้งมาเรียงในหม้อชาบูแบบที่คนอื่นชอบทำกันไหม

        แอนท์: ไม่เลย เราขี้เกียจแกะ

        อูปิม: ถ้าไปกินชาบูเราจะไม่ค่อยสั่งเท่าไหร่ จะไปสนใจเนื้อมากกว่า เพราะกุ้งส่วนใหญ่ที่กินกันต้องเป็นกุ้งตัวใหญ่ๆ แบบกุ้งตัวบักเอ้กเท่านั้น

 

Landokmai

 


Landokmai กำลังจะมีอีพีอัลบั้มใหม่ที่ใช้ชื่อว่า Cover the Sun ซึ่งจะมีทั้งหมด 4 เพลง บอกเล่าถึงเรื่องรักปนทุกข์ สุขปนเศร้า หากใครสนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก LANDOKMAI และ Whattheduck 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กฤตนัย จงไกรจักร

KFC, ฟิลเตอร์สตอรีไอจี และ Tame Impala คือสิ่งที่ทำให้ทุกวันนี้อยากมีชีวิตอยู่

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง