Lemon Soup: “เราเดินช้า แต่เราไม่หยุดเดิน” คุยกับวงอินดี้ยุคแรกๆ ในวันที่อุตสาหกรรมดนตรีแตกต่างจากวันวาน

The Guest
28 Dec 2019
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์

ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2549 ดนตรีอินดี้กำลังเฟื่องฟู ซาวนด์ดนตรีรสชาติแปลกใหม่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับวงดนตรีหน้าใหม่มากมาย Lemon Soup วงดนตรีชื่อน่าซด ที่มีส่วนผสมจากสมาชิกทั้ง 4 คือ ‘บิว’ – รังสรรค์ ปัญญาใจ, ‘จักร’ – วันจักร สุธีรพจน์, ‘ใจ๋’ – กุลวรรธน์ ศรีกฤษณพล และ ‘กาย’ – ณัฐรัฐ ปนุตติกร แห่งค่ายสมอลล์รูม เริ่มปล่อยอัลบั้มแรก องค์ประกอบ พร้อมการทำให้นักฟังเพลงได้เริ่มรู้จักกับดนตรีและเนื้อเพลงที่มีกลิ่นอายเฉพาะตัวของพวกเขาเป็นครั้งแรก 

        ถึงแม้บางอัลบั้มของพวกเขาจะมีการเปลี่ยนแปลงสมาชิกในวง ด้วยเหตุที่ว่าสมาชิกบางคนติดภารกิจส่วนตัว แต่ซาวนด์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Lemon Soup ที่ริเริ่มมาตั้งแต่สมาชิกทั้ง 4 คนในยุคแรกก็ยังคงกรุ่นกลิ่นอยู่ทุกครั้งที่ได้ฟัง

        ช่วงปลายปีเช่นนี้ a day BULLETIN ได้นัดหมายเพื่อสนทนากับ Lemon Soup เมื่อรู้ว่าสี่สมาชิกดั้งเดิมทั้ง บิว, จักร, ใจ๋ และกาย กำลังจะกลับมารวมตัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้งในอัลบั้มล่าสุดอย่าง 123 Vol.1 ซึ่งเพียงแค่ได้ฟังจาก Sampler Album ก็ทำให้เราย้อนกลับไปนึกถึงวงดนตรีนี้ในยุคแรก แถมยังมีซาวนด์แปลกๆ ใหม่ๆ ที่แอบใส่มาให้ได้ตื่นเต้นกันด้วย ที่สำคัญคือพวกเขาเลือกที่จะปล่อยทีเดียวทั้งอัลบั้ม แทนที่จะปล่อยทีละซิงเกิลตามแบบฉบับศิลปินในปัจจุบัน

        “เรามีความเชื่อว่าอัลบั้มเต็มสามารถสื่อช่วงเวลานั้นๆ ได้ดีที่สุด เหมือนหนังสือเล่มหนึ่ง มันไม่ใช่แค่หนึ่งบท แต่หนังสือมีหลายบท เรื่องจะครบต้องอ่านจบเล่ม เราก็เชื่ออย่างนั้น”

        ถึงแม้ระหว่างทางที่สมาชิกยุคแรกทั้งสี่ต่างแยกย้ายไปมีภารกิจของตัวเอง ทำให้ไม่ได้เล่นดนตรีด้วยกัน หากแต่ในอีกด้าน นั่นหมายถึงพวกเขาต่างได้ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่เหมือนเป็นทางใหม่ มุมมองใหม่ที่เติบโตขึ้น และรอคอยจังหวะดีๆ เพื่อกลับมาพร้อมหน้ากันในวันนี้ วันที่ทุกอย่างลงตัวและกลมกล่อมที่สุด 

 

Lemon Soup

หลายปีก่อนคุณเคยให้สัมภาษณ์ว่า Lemon Soup เหมือนเป็นวงดนตรีพาร์ตไทม์ 

        บิว: ทุกคนที่เล่นดนตรีต่างก็มีความฝันว่าอยากจะประกอบอาชีพดนตรีให้หาเลี้ยงได้ เหมือนน้องๆ รุ่นใหม่ที่ยังมีแรง แต่พอถึงจุดหนึ่ง มันไม่สามารถทำได้ขนาดนั้น เราเลยไม่อยากจะฝืนให้การทำเพลงเป็นความเครียด ต้องพยายามปรับตัวให้ขายงานโชว์ได้ ไปตามยุคได้ เรารู้สึกว่าอาจจะเหนื่อยเกินไปสำหรับเรา แต่ในเมื่อเรายังชอบดนตรีอยู่ ก็เลยปรับวิธีคิดใหม่ว่า ทำเพลงเหมือนเดิม แต่หาอะไรอย่างอื่นที่เป็นอาชีพหลักของเราทำควบคู่ไปด้วย

        กาย: อีกมุมหนึ่งคือพออายุมากขึ้น ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบด้านอื่นๆ เข้ามา อย่างบางคนก็มีลูกแล้วด้วย

        ใจ๋: พอเติบโตขึ้น เราย่อมมีความสนใจใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เราไม่ได้ชอบแค่ดนตรีเท่านั้น แต่เราอาจจะอยากไปทำอาชีพเกี่ยวกับด้านสถาปนิกตามที่ร่ำเรียนมา หรืออาจจะอยากจะไปทำกราฟิกก็ได้ 

        จักร: ตอนเริ่มทำอัลบั้มแรก เรายังอายุแค่ยี่สิบต้นๆ รับความผิดชอบแค่ความฝันของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่พอผ่านไปสักสิบปีเราต้องรับผิดชอบความฝันของคนอื่นด้วย

ย้อนกลับไปในช่วงที่ทำวงดนตรีตอนแรกๆ เป้าหมายของแต่ละคนคืออะไร 

        จักร: ตอนนั้นคิดว่าโตขึ้นจะต้องทำอาชีพนี้ ทำมาหากินด้วยการขายเพลง ขายโชว์ อยากประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของความสุขส่วนตัว และอยากให้เพลงเป็นที่ยอมรับในวงการด้วย 

        ใจ๋: ตอนเด็กๆ ไม่ได้คิดอะไรเยอะ แค่เล่นดนตรีเพราะสนุก ได้อยู่กับเพื่อน ได้ทำเพลงกับเพื่อน เหมือนเป็นการทำงานกลุ่ม เราได้คิดอะไรร่วมกัน พอออกไปเล่นคอนเสิร์ตเราก็สนุก 

        กาย: อยากทำเพลงในแบบที่ตัวเองชอบ อยากระบายสิ่งที่เราชอบออกมาในบทเพลง อยากให้คนได้ฟังเพลงเยอะๆ ถ้าร้องได้ก็ยิ่งดี ซึ่งทุกวันนี้เป้าหมายนั้นก็ยังอยู่ แต่เราไม่ได้มองไปถึงเรื่องของการทำเพลงเพื่อประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองขนาดนั้น คงเป็นความรู้สึกเหมือนเราเป็นศิลปินแล้ววาดรูปออกมาสักรูปหนึ่ง แล้วอยากให้คนมาดู มาชื่นชมในสิ่งที่เราทำมากกว่า

         บิว: งานโชว์แทบจะไม่ใช่รายได้หลักของศิลปินหรือนักดนตรีในยุคนั้นเลย เราคิดแค่ว่าอยากทำอัลบั้มและมีคนฟังเยอะๆ ขายได้ เป็นที่ยอมรับก็พอแล้ว ตอนนั้นเรายังนึกไม่ถึงว่าศิลปินจะหาเงิน หารายได้จากการโชว์ได้จริง แต่พอเวลาผ่านไป เราก็เริ่มเห็นว่ามีเพื่อนคนอื่นๆ ในแวดวงที่เขาทำได้ จึงคิดว่านักดนตรีสามารถเป็นหนึ่งในอาชีพได้เหมือนกัน 

แล้วแมสเสจที่ Lemon Soup ต้องการจะสื่อสารผ่านบทเพลงคืออะไร

         บิว: สิ่งที่เราสื่อสารไม่ได้เป็นแมสเสจที่ใหญ่ถึงขั้นจะเปลี่ยนแปลงโลกหรืออะไรทำนองนั้น เราเป็นคนเขียนเนื้อเพลง เพราะฉะนั้นเพลงก็จะสะท้อนมุมมองของเรา แต่เราก็จะพยายามหามุมที่คนอื่นยังไม่เคยพูดถึงเพื่อจะได้สร้างคาแรกเตอร์ให้กับตัวงานของวง ซึ่งมันก็เป็นเรื่องธรรมดาๆ ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร และไม่ได้ชักชวนให้ใครออกไปสู้ชีวิต (หัวเราะ) 

        จักร: พี่บิวเป็นคนที่มีทัศนคติดี เป็นคนที่มองเห็นว่าความสุขเป็นสิ่งธรรมดาที่อยู่ใกล้ตัว และเขาอยากจะพูดมันออกมา ซึ่งโดยปกติแล้วไม่ค่อยมีใครพูดเรื่องพวกนี้กับเราหรอก เช่น วันนี้อากาศดีจังนะ (หัวเราะ) 

 

Lemon Soup

หลังห่างจากอัลบั้มก่อนมาประมาณสามปี อัลบั้มล่าสุด 123 Vol.1 เริ่มต้นได้อย่างไร   

         บิว: เราไม่ได้เล่นดนตรีร่วมกันแบบครบสี่คนมานานพอสมควรแล้ว เพราะข้อจำกัดเรื่องเวลา อย่างใจ๋เองหลังเรียนจบกลับมาจากอเมริกา และทำงานต่อ เราก็ไม่ได้เจอกัน อัลบั้มชุดที่แล้วเขาก็ไม่ได้มาร่วมทำด้วย แต่เมื่อช่วงกันยายนที่ผ่านมา มีวาระหนึ่งที่สำคัญคือใจ๋จะแต่งงาน เขาเลยขอให้พวกเราสี่คนไปรวมตัวเล่นดนตรีด้วยกัน ครั้งนั้นจึงเป็นเหมือนกับจุดเริ่มที่ทำให้เราได้กลับมาเจอกันและได้เริ่มซ้อมดนตรีกันอีกครั้ง 

         จักร: ก่อนหน้านี้พวกเราตั้งเป้ากันว่าจะเป็นวงที่ผลิตอัลบั้มไปเรื่อยๆ สองถึงสามปีออกมาสักชุดหนึ่ง เรายืนยันกันว่าจะไม่ปล่อยทีละเพลง แต่จะทำเป็นอัลบั้ม ก็คิดกันมาเรื่อยๆ จนมาถึงงานแต่งงานใจ๋ที่เป็นเหมือนจุดสำคัญ พอเราได้เล่นสดด้วยกันสี่คน เรารู้สึกเลยว่ามันเติมเต็มกัน เหมือนได้กลับมาอีกครั้ง 

        บิว: แพลนแรกของพวกเราคือไม่ได้คิดว่าจะต้องรีบออกภายในปีนี้ด้วยซ้ำ ปีหน้าก็ได้ แต่พอเหล็กมันร้อนก็รีบตีดีกว่า นึกออกไหม ถ้าไม่ทำ บางทีใจ๋อาจจะบอก “เฮ้ยพี่ เดี๋ยวผมกลับไปทำงานก่อน ไม่ว่างแล้ว (หัวเราะ)” เราเลยคุยกันว่าเร่งแพลนขึ้นมาดีกว่า ซึ่งในส่วนของเพลง หลังจากอัลบั้มก่อน เราคิดเราคุยกันมาตลอดอยู่แล้วว่าทิศทางอัลบั้มหน้าจะเป็นอย่างไร ถามว่าเขียนเนื้อเพลงนานไหม ไม่ได้เขียนนาน เพราะอย่างที่บอกว่ามันมีการแพลนมาสักพักแล้ว การทำงานจึงไม่ได้ยากมาก

        จักร: อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เราสามารถทำอัลบั้มได้ในเวลาไม่นาน คือบิวยังทำงานอยู่ในวงการดนตรี เขาทำโปรดักชัน ทำเบื้องหลังให้ศิลปิน เขาจึงได้อัพเดตความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ ทั้งเรื่องเครื่องมือ วิธีการ และสมรรถภาพในการทำเพลง ทั้งยังมีทีมงานคอยซัพพอร์ต จึงเท่ากับว่าวงดนตรีเรามีทรัพยากรที่ค่อนข้างพร้อม 

ช่วงเวลาที่แยกย้ายกันไปสามปี พอกลับมาอีกครั้ง มีความตื่นเต้นหรือความท้าทายใหม่ๆ เกิดขึ้นบ้างไหม

        ใจ๋: เรารู้สึกตื่นเต้น เพราะตั้งแต่ไปเรียนต่อที่อเมริกาเราก็ไม่ได้เล่นเบสอีกเลย พอกลับมาอัดเพลงช่วงแรกก็เลยรู้สึกเครียดนิดๆ แต่พอผ่านไปประมาณสองสามอาทิตย์ก็เริ่มเข้ามือ คิดว่าตอนแรกน่าจะกลัวไปเอง (หัวเราะ) ก็ถือว่ารู้สึกดีมาก

         บิว: เราเองทำมาสี่อัลบั้มแล้ว การที่เนื้อหรือทำนองมีความเป็นเลมอนซุปที่ชัดก็เป็นเรื่องที่ดี แต่เราคิดว่าบางทีต้องท้าทายตัวเองด้วยการคิดว่าเราจะเป็นเลมอนซุปแบบไหนที่ฟังแล้วรู้สึกสดชื่นขึ้นหรือใหม่ขึ้นได้บ้าง คำว่าใหม่ไม่ได้แปลว่าสมัยนิยมหรือว่าอยู่ในเทรนด์ปัจจุบัน แต่หมายถึงใหม่ที่แฟนเพลงเรารู้สึกสดชื่นขึ้น ทำอย่างไรให้มุมมองเรื่องเล่าคล้ายเดิม แต่เล่าให้สนุกขึ้น หรือวิธีเล่าใหม่ขึ้น เพราะเราทำงานเบื้องหลัง เห็นว่าน้องๆ ยุคนี้ทำเพลงดีมาก เราจะใช้การเขียนๆ ไป กินบุญเก่าไป มันก็เหนื่อย ซึ่งก็กลายเป็นความกดดันนิดหนึ่ง แต่ก็พยายามจะทำให้เป็นตัวเองมากที่สุด

        จักร: ความรู้สึกของการกลับมาสำหรับเราคือเหมือนคนวิ่งออกกำลังกายทุกเช้า ทีนี้เราหยุดวิ่งไปสามวันเพราะเจ็บขา พอวันที่สี่กลับมาวิ่งใหม่ มันจะวิ่งดีมาก เรารู้สึกอย่างนั้นในวันที่กลับมาทำเพลงแรกของอัลบั้มนี้

        กาย: แต่ของเราถ้าหยุดไปสามวัน วันที่สี่จะขี้เกียจ (หัวเราะ)

การกลับมาในสภาพแวดล้อมที่มีศิลปินใหม่ๆ เกิดขึ้นเยอะมาก ทำให้พวกคุณต้องทำงานหนักมากขึ้นหรือเปล่า

        บิว: เราคิดว่าเราไม่ได้กระโดดไปวิ่งแข่งกับน้องๆ คือปล่อยเขาสนุกในพื้นที่ของเขาไป เราแค่ขอยืมสนามแจมหน่อย สมมติว่าสนามมีสามเลนใช่ไหม น้องอาจจะวิ่งเร็วไป เดี๋ยวพวกเราจ็อกกิ้งอยู่ข้างๆ แล้วกัน (หัวเราะ)

        กาย: เราไม่ได้รู้สึกว่าการกลับมาทำเพลงอีกครั้งเป็นเรื่องที่ยากอะไรขนาดนั้น เพราะเดี๋ยวนี้เลนมันเยอะขึ้น มีแนวทางหลากหลาย จึงกลับกลายเป็นว่ามีพื้นที่ให้เราวิ่งมากขึ้นตามไปด้วย 

        ใจ๋: เหมือนย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้นว่า สุดท้ายเราแค่อยากทำเพลงออกมาให้คนฟังไปเรื่อยๆ ถ้าถามเรา เราไม่ได้ตั้งใจจะไปแข่งขันกับใครตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

        จักร: อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากคือสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราอยากฟัง มันหายไป เช่น ดนตรีกีตาร์แบนด์แบบที่เราชอบเล่น ก็หายไปสักพักหนึ่งแล้ว ดังนั้นเราคิดว่ามันมีพื้นที่ให้เราไปอยู่ ไม่ได้ไปแบบไร้ความหมาย แต่ไปแบบมีความหมาย

ทำไม Lemon Soup ถึงเลือกออกมาทำเพลงกันเองโดยไม่อิงกับค่าย แล้วมันส่งผลต่อการทำงานบ้างไหม

        บิว: ข้อดีคือเราไม่ขี้เกรงใจแล้ว เมื่อก่อนเราทำอะไรก็อาจจะเกรงใจว่าทำออกมาแล้วจะขายได้ไหม มันลดความกดดันตรงนี้ไป

        จักร: ลดความกดดันทั้งในเชิงพาณิชย์และกับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งแต่ก่อนก็อาจจะมีกังวลบ้างว่าพอทำแบบนั้นแบบนี้แล้วจะโดนว่าหรือโดนแซวหรือเปล่า แต่ตอนนี้เราเหลือเพียงอย่างเดียวที่กลัว คือกลัวทำออกมาไม่ดีแล้วจะรู้สึกไม่ชอบกันเอง 

        บิว: เลมอนซุปที่เคยอยู่กับค่าย และเลมอนซุปที่ไม่ได้อยู่กับค่ายยังคงมีความชอบในดนตรีที่เหมือนกัน แต่บรรยากาศของความเครียดในการทำงานแตกต่างกัน เช่น พอมีพี่ๆ มาช่วยดู เท่ากับว่าต้องมีเป้าในการขาย และเขาย่อมฝากความหวังไว้ที่เรา นั่นคือความกดดันที่ต่างกัน แต่ในแง่การทำเพลงยังคงเป็นเซนส์เดิม วิธีเดิม และการเลือกทำเพลงกันเองก็ช่วยให้สรุปกันได้เร็วขึ้นว่าชอบหรือไม่ชอบ เอาหรือไม่เอา 

 

Lemon Soup

ได้ยินมาว่าอัลบั้มนี้ใช้เวลาในการทำงานเพียงเดือนครึ่ง ซึ่งมันเร็วมากๆ กับการทำเพลงทั้งอัลบั้ม 

        บิว: ใช่ๆ ระหว่างที่ทำอัลบั้มของเลมอนซุป ตัวเราเองก็ได้ทำอัลบั้มให้น้องๆ คนอื่นไปด้วย เหมือนมันปลุกไฟในตัวเรา ถ้าไม่ทำวันนี้ ไม่รู้จะช้าไปหรือเปล่า อย่างที่บอกไปว่าเราเขียนเพลงชุดนี้ไม่นาน เพราะเรามีทิศทางว่าจะไปทางไหนตั้งแต่แรก ชุดนี้เราพยายามจะแกล้งคนฟัง เพลงช้าจะน้อย เพราะที่ผ่านมาเรามีเพลงบัลลาดและเพลงรักอกหักเยอะมาก ชุดนี้ก็เลยคิดว่าลองทำเพลงจังหวะกลางๆ สนุกๆ มากขึ้น พอเขียนเนื้อร้อง ทำนอง ขึ้นโครงกับทีมน้องๆ อัดร้องไกด์ มีเสียงกีตาร์ เสร็จแล้วก็โยนให้วงไปคิดกันต่อได้เลย 

        จักร: พอโยนมาที่พวกเรา กายจะเป็นคนรับช่วงต่อ เพราะเขามีความสามารถในการมองภาพรวมและคิดภาพขึ้นมาใหม่ รวมทั้งคิดว่าจะลดหรือจะเพิ่มอะไร หลังจากนั้นเขาจะส่งมาให้เราใส่ไลน์ของตัวเองแล้วโยนให้ใจ๋ทำต่อ เท่ากับว่าตอนนี้เราจะมีเพลง มีกีตาร์ มีเบส มีกลอง และมีคำร้อง ที่ครบถ้วนแล้ว จากนั้นจะวนกลับไปที่กายอีกครั้ง เพื่อให้เขาจูนวัตถุดิบทั้งหมดให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง โดยในทุกกระบวนการที่เล่ามาจะมีบิวที่คอยทำหน้าที่มอนิเตอร์ภาพรวมทั้งหมด ทีนี้พอทุกอย่างครบ บิวกับทีมงานของเขาก็จะช่วยเติมสีสันและปรุงแต่งส่วนอื่นๆ เพิ่มเติมให้ออกมาสมบูรณ์​ 

         บิว: ส่วนใหญ่จะเป็นพวกเสียงที่ไม่ใช่กีตาร์ เบส กลอง ที่ไม่เคยใช้มาก่อน มีเสียงเบลล์ มีเสียงทรัมเป็ต หรือวิธีใส่รีเวิร์บร้องที่ไม่เคยใส่เยอะในชุดก่อน หรือมีเสียงซินธิไซเซอร์ ให้ฟังดูสดชื่นขึ้น

ทำไมเลือกทำเป็นอัลบั้ม แทนที่จะปล่อยเป็นซิงเกิลเหมือนที่ศิลปินปัจจุบันนิยมทำ

        จักร: เรามีความเชื่อว่าอัลบั้มเต็มสามารถสื่อช่วงเวลานั้นๆ ได้ดีที่สุด เหมือนหนังสือเล่มหนึ่ง มันไม่ใช่แค่หนึ่งบท แต่หนังสือมีหลายบท เรื่องจะครบต้องอ่านจบเล่ม เราเชื่ออย่างนั้น

        กาย: การทำทีละซิงเกิลก็เหมาะกับยุคสมัย แต่พวกเราทำตามที่อยากฟัง คือฟังเป็นอัลบั้ม เรารู้สึกว่าถ้ามาเพลงเดียวมันเหงาๆ เหมือนการปลูกต้นไม้เพียงต้นเดียว มันเหงา มันต้องมีต้นเล็กต้นน้อยอยู่ข้างๆ เป็นเพื่อนกันบ้าง

        จักร: แต่บางทีต้นเดียวก็สวยนะ เอามาให้กันก็ประทับใจ ไม่ได้ผิดอะไร แค่วิธีพวกเราเป็นแบบนี้เท่านั้นเอง

        บิว: เรามันพวกโอลด์สกูล (หัวเราะ) ทุกวันนี้แทบจะออกจากบ้านไม่ได้อยู่แล้ว เพราะเราชอบฟังเพลงยาวๆ ทั้งอัลบั้ม แต่หากขับรถไปบางทีอาจจะต้องปิดกลางอัลบั้มเพราะถึงที่หมายแล้ว

ความฝันต่อไปของ Lemon Soup คืออะไร 

        บิว: วงดนตรีของเรายังไม่เคยมีคอนเสิร์ตเดี่ยวกันเลย ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง คนอยู่ครบบ้างไม่ครบบ้าง เราก็เลยคิดว่าเป้าหมายต่อไปที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นและทำให้พวกเรารู้สึกเหมือนว่าวงดนตรีของเรายังไม่จบปริญญาก็คือการไม่เคยมีคอนเสิร์ตเดี่ยวของตัวเอง และนี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เราเลือกทำให้เพลงในอัลบั้มนี้เป็นเพลงที่มีจังหวะไม่ช้ามาก เพราะเราอยากไปเติมเต็มเพลย์ลิสต์ให้คอนเสิร์ตที่เราคิดไว้ในอีกสองปีข้างหน้าให้มีความสนุกขึ้น ซึ่งเพลงบัลลาดเยอะๆ ที่คนอื่นชอบกันเราได้ทำมามากมายแล้ว และน่าจะเป็นจำนวนที่เพียงพอสำหรับการเอาไปอยู่ในลิสต์ของคอนเสิร์ตแล้ว 

        จักร: นี่คือความฝันระยะสั้นของอัลบั้มนี้ แต่ถ้าถามความฝันในการทำเพลง ยังมีอยู่แน่นอน เรายังอยากทำเพลง ทำอัลบั้มต่อไป ถึงแม้เราเดินช้าแต่เราจะไม่หยุดเดิน

        บิว: ตอนนี้ปล่อยเพลง มีเอ็มวีตามมา และมีระยะเวลาให้อัลบั้มทำงานอีกสีกหนึ่งถึงสองปี หลังจากนั้นก็วางแพลนทำอัลบั้มใหม่ไปเรื่อยๆ

        จักร: เราจะผลิตไอเทมเพิ่มขึ้นมาบนโลกไปอีกเรื่อยๆ

ถ้าไม่ใช่ ‘เลมอนซุป’ สมาชิกแต่ละคนอยากให้วงเป็นซุปอะไร

        บิว: จริงๆ ชื่อเลมอนซุป เราไม่ได้คิดถึงซุปอะไรเลยนะ มันก็แค่ชื่อ (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นจะตอบยากมาก เวลาถามคำถามที่เกี่ยวกับชื่อวง แต่ถ้าให้ตอบก็ตอบได้นะ อย่างของเราคงเป็นซุปใส

        กาย: ของเราเป็นซุปเห็ด เพราะชอบกิน

        จักร: ของเราซุปไก่

        ใจ๋: ยากเลย เราไม่กินซุป แต่ขอเป็นแกงจืดแล้วกันนะ

 

Lemon Soup ‘123 Vol.1’ Recommend

        บิว: 123 (Viewfinder)

        จักร: เพลงที่ยังไม่รู้ว่าเป็นของใคร

        ใจ๋: เสื้อลายทาง

        กาย: ถ้าใครสักคนชวนคุยเรื่องอากาศ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

กอง บก. ชาวเชียงใหม่ ผู้ทำเพลงในชื่อ TCNX เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เกิดและเติบโตในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

ภาพโดย

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN