มาดีอีสาน: กลุ่มคนรักษ์บ้านที่อยากเชื่อมโยงจุดเล็กๆ ในอีสาน เพื่อสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น

The Guest
26 Jun 2020
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์

อีสานก็เป็นเช่นเดียวกันกับทุกภาคส่วนในประเทศไทย ที่ทั้งโอกาส และปัญหาล้วนเป็นส่วนหนึ่งในบริบทของสังคม แต่ภายใต้เงื่อนไขเหล่านั้น ก็มีผู้คนมากมายที่ต้องการลุกขึ้นมานำศักยภาพที่ตนเองมีช่วยสร้างสรรค์ให้พื้นที่ที่ตนอยู่ก้าวเดินไปข้างหน้า แต่ทว่าคงจะดีกว่าหากหยดน้ำเล็กๆ เหล่านั้นจะได้มารวมกันกลายเป็นมหาสมุทร ที่มีพลังมากพอจะสร้างความเปลี่ยนไปให้เกิดขึ้นได้

       ‘มาดีอีสาน’ เป็นหนึ่งในเครือข่าย Ma:D Club for Better Society ซึ่งตั้งอยู่ที่เอกมัย กรุงเทพฯ ที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของคน 5 คน ในจังหวัดอุดรธานี ที่เชื่อว่าโอกาสและความคิดดีๆ ที่เป็นเหมือนจุดเล็กๆ นั้นกระจายอยู่ทั่วสังคม และคงน่าเสียดายหากจุดต่างๆ เหล่านั้นไม่สามารถมาบรรจบพบกันได้ มาดีอีสานจึงทำหน้าตัวกลางที่คอยลากเส้นเชื่อมโยงจุดเล็กๆ ในพื้นที่ภาคอีสานให้มาพบกัน เพื่อสร้างความร่วมมือ จุดประกายให้เกิดความคิดใหม่ๆ สร้างแรงบันดาลใจ สร้างความเข้าใจ เพื่อผลักดันให้สังคมเดินหน้าไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น โดยที่มีมาดีอีสานเป็นเพื่อนร่วมทางคอยช่วยเหลือไปด้วยกัน

       a day BULLETIN มีโอกาสได้มาสนทนากับหนึ่งในผู้ริเริ่มกลุ่มมาดีอีสานอย่าง ‘เปา’ – พิชัย เอื้อมธุรพจน์ และ ‘เอิร์ท’ – อิทธิกร ศรีกุลวงศ์ คนรุ่นใหม่ที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับมาดีอีสาน ถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของอีสาน เพื่อลากจุดเชื่อมโยงไปตอบคำถามที่ว่า เราจะมองหาคุณค่าของพื้นที่ที่เราอยู่จากสิ่งที่เป็นจริงๆ และจะเป็นจุดเล็กๆ ที่ลุกขึ้นมามีส่วนในการร่วมกันพัฒนาพื้นที่ที่เราอยู่อย่างยั่งยืนได้อย่างไร

 

มาดีอีสาน

กลุ่มมาดีอีสานเกิดขึ้นมาจากโจทย์อะไร

       พิชัย: มาดีอีสานเริ่มต้นจากความคิดที่ว่า มันน่าจะมีเครื่องมือบางอย่างที่สามารถแก้ไขปัญหาแบบบ้านๆ หรือแบบที่ท้องถิ่นช่วยกันทำเองได้ โดยที่ไม่ต้องรอวิธีการที่เป็นแบบภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ หรือภาคเอ็นจีโออย่างเดียว ตอนนั้นเราก็นึกถึงกลุ่มมาดีที่กรุงเทพฯ (Ma:D Club for Better Society) ที่เขาตั้งต้นว่าอยากจะรวบรวมผู้ที่อยากเปลี่ยนแปลงสังคม โดยมีเงื่อนไขคือใช้วิธีแบบธุรกิจเพื่อสังคมในการขับเคลื่อน เขาทำมา 7 ปีแล้ว แต่ว่าด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ทางกลุ่มก็หยุดไป เราก็เลยเดินทางไปพบกลุ่มพี่ๆ เขาที่กรุงเทพฯ เพื่อคุยกันว่าที่อีสานเองก็มีปัญหาในแบบอีสาน ซึ่งเราคิดว่าควรจะมีเครื่องมือแบบมาดีได้มาทดลองทำที่นี่ด้วย เราจึงขอเป็นเหมือนเพื่อนร่วมทางกับกลุ่มมาดีที่กรุงเทพฯ แล้วก็ใช้ชื่อว่า ‘มาดีอีสาน’ 

ในปีแรกของมาดีอีสานเกิดอะไรขึ้นบ้าง

       พิชัย: ด้วยความที่คน 5 คน มารวมกัน แล้วอยากปล่อยของ ปีแรกเลยทำมากกว่า 70 โครงการ (หัวเราะ) เรามีวงสนทนา แรกสุดที่ชวนกันมาแลกเปลี่ยนไอเดียว่าบ้านเกิดหลังนี้หรือในพื้นที่อีสานตอนเหนือมีอะไรบ้างที่เราพอจะลุกขึ้นมาทำกันเองได้ ตอนนั้นเรามีกลุ่มเพื่อนที่ทำดนตรี ทำงานคราฟต์ ทำงานออกแบบในท้องถิ่น ทำงานที่เกี่ยวข้องกับเกษตร เราได้เจอกลุ่ม Young Smart Farmer ที่มาช่วยกันคิด ปีแรกรู้สึกว่ามาดีอีสานเป็นพื้นที่ปล่อยของ เรามีพื้นที่รวมตัวของกลุ่มมาดีด้วย แต่เราไม่ได้ทำโคเวิร์กกิ้งสเปซซึ่งจะต่างจากของกลุ่มที่กรุงเทพฯ เพราะเรารู้สึกว่า ในบริบทแบบบ้านๆ แบบอุดรธานี กับในพื้นที่ เช่น หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู เราอยากทำ sharing space มากกว่า เพราะพื้นที่ในอีสานเป็นพื้นที่ที่ทำได้มากกว่าการที่มารวมตัวกันทำงาน แต่สามารถแชร์ทุนทางสังคมได้ ดังนั้น ถ้ามองในจุดเริ่มต้น มาดีอีสานเหมือนเป็นเครื่องมือปล่อยของ สำหรับคนที่เห็นปัญหาแบบบ้านๆ ที่นี่ และอยากแก้ไข

ถ้านิยามให้เข้าใจง่าย มาดีอีสาน คือแพลตฟอร์มที่ดึงคนที่มีศักยภาพมารวมตัวกันเพื่อสร้างเครือข่ายหรือเปล่า

        พิชัย: นั่นคือกรอบปีแรกที่เราทำ หลังจากนั้นมันก็ขยับมาเยอะมาก ในปีที่ 2 เรามาตกผลึกว่า เราค้นเจอสิ่งที่เหมือนกลายเป็น demand-side ที่ชัดเจนขึ้น คือ กำลังของคนท้องถิ่นเอง เราอยากทำกับกลุ่มเยาวชน ซึ่งน่าจะเป็นจุดหนึ่งที่สร้างกำลังร่วมได้ เพราะใน 76 จังหวัดของประเทศไทย ยกเว้นกรุงเทพฯ มีรูปแบบไม่ต่างกันมาก คือหลังจากอายุ 18 คนก็จะถูกส่งออกไปที่อื่น และพอถึงจุดหนึ่งก็จะพูดเรื่องการกลับบ้าน เรารู้สึกว่ากลับบ้านได้ แต่การกลับบ้านน่าจะไม่ได้เป็นแค่เงื่อนไข แต่กลับมาเพื่อรู้ว่าต้นทุน 18 ปี ที่ทุกคนได้เกิดมาร่วมกันในพื้นที่จังหวัด มันน่าจะสร้างคุณค่าใหม่ได้ 

คุณค่าของ ‘ระยะเวลา 18 ปีแห่งชีวิต’ ในมุมของมาดีอีสานคืออะไร

        พิชัย: อธิบายง่ายๆ คือ หลังจาก 4 ปีที่ออกไปข้างนอกด้วยเงื่อนไขการไปเรียนต่อ หรือ 10 ปีในการออกไปทำงาน การกลับมาบ้านหลังจากนั้นเราควรรู้ว่าต้นทุน 18 ปีแรกนั้นยังมีคุณค่าอยู่ เรารู้ว่าบ้านหลังนี้ทำอะไรได้บ้าง เติมตรงไหนได้บ้าง แล้วก็ไม่ประดักประเดิดเหมือนการไปปล่อยของที่เมืองใหญ่หรือในต่างประเทศ เรารู้ว่าซอกซอยไหนไปได้ ร้านไหนอร่อย มันเป็นข้อมูลที่ไม่มีที่อื่นเลย เพราะมันคือต้นทุน 18 ปี ที่เราคราฟต์ตัวเองมา

        เราอยากทำให้ 18 ปีของต้นทุนและประสบการณ์ของทุกคนในประเทศนี้ มีคุณค่าใหม่ นี่คือโจทย์ หลายคนพูดเรื่องการกลับบ้าน ซึ่งเรามองว่าเราไม่ได้อยากพูดในประเด็นแค่การกลับบ้าน แต่อยากพูดในมุมว่า ต้นทุนประสบการณ์ 18 ปี มีคุณค่าสำหรับเราทุกคน แต่มันไม่ได้ถูกใช้ในมุมเหมาะสม และถึงขั้นถูกทิ้งไปเลย ซึ่งพอกลับมาบ้านอีกทีก็เป็นวัยทำงานซึ่งก็ตอบโจทย์อย่างอื่นไปแล้ว แต่ 18 ปีแรก เป็น 18 ปีของการเข้าใจบ้านหลังนี้ และเราคิดว่าทุกจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นเชียงราย ศรีสะเกษ ยโสธร มุกดาหาร หรืออุดรธานีเอง มีเงื่อนไขนี้เหมือนกัน เราจึงเริ่มขยายผล คือ มีเพื่อนจากต่างจังหวัดมาหาเรา และเราก็เลยชวนให้เขาลองทำ อย่างเช่นที่เชียงใหม่ ปอ (ภราดล พรอำนวย) ก็บอกว่าเขาอยากลองทำ ‘มาดีล้านนา’ เขาอยากให้ความเป็นพื้นที่แบบเชียงใหม่มีเครื่องมือแบบมาดีอีสาน ซึ่งเราก็เห็นด้วยว่าอยากให้มีเครื่องมือแบบบ้านๆ แบบท้องถิ่น ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องความคิดสร้างสรรค์อย่างเดียวก็ได้ เพราะมันคือสิ่งที่ท้องถิ่นมีอยู่แล้ว แต่เลือกเอามาใช้ในจังหวะเวลาของชีวิตอีกแบบหนึ่งเท่านั้น

 

มาดีอีสาน

ปีที่สองถือว่าทำให้มาดีอีสานมองเห็นอะไรชัดขึ้นในการทำงานบ้างไหม

        พิชัย: หลังจากที่เราคลี่คลายในปีที่สอง เรารู้สึกว่ามาดีอีสานคือพื้นที่ธรรมดา ซึ่งจริงๆ ไม่ได้เป็นแค่พื้นที่ด้วย มันเป็น virtual คือที่ไหนก็สามารถเป็นประสบการณ์ร่วมได้ มาดีอีสานปีแรกปล่อยของเยอะ แล้วเราก็รู้ว่ามันมีช่องว่างของความเข้าใจเยอะมาก เราเลยคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องดึงจากที่อื่นมาไว้บ้านเราก็ได้ ปีแรกเราเหมือนกับการหอบจากที่อื่นมางอกงามที่นี่ แต่ตั้งแต่ปี 2 ถึงปีที่ 5 มันคือการกลับมามองเห็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว ในจังหวะชีวิตอีกแบบหนึ่ง

พอเดินทางเข้าสู่ปีที่สาม การทำงานของมาดีอีสานเปลี่ยนไปอีกหรือเปล่

        พิชัย: ปีสองเราทำกับกลุ่มเยาวชน แต่ปีที่สามมีจุดพลิกผัน คือมีโครงการที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาเมืองเข้ามา เรากลายเป็นผู้ที่อยู่ในเงื่อนไขในการเข้าไปสู่กระบวนการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมือง คือเราอยากแบกเมือง ด้วยต้นทุนที่เกินครึ่งของกลุ่มพวกเราเป็นนักออกแบบอยู่แล้ว เราอยากให้เมืองมีจังหวะชีวิตที่คนสามารถมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องได้ เราก็เลยทดลองออกแบบเมือง เริ่มจากออกแบบทางเดิน ทางเท้า ทางม้าลาย แล้วก็เริ่มให้เกิดเงื่อนไข tactical urbanism การทดลองออกแบบเมืองร่วมกัน 

        พอปีที่สี่ เราเริ่มรู้สึกกดดันจากการที่ต้องไปเกี่ยวข้องกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเมือง ซึ่งมันใหญ่ และเราก็รู้สึกว่าโจทย์เรามีบททดสอบเยอะขึ้น ตอนปีที่สี่เราเลยไปทำกับกลุ่มที่อยู่ต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งเรารู้สึกว่า เราอยากให้กำลังจากข้างนอกมาทำให้เกิดสมดุล คือไม่เกิดแรงปะทะเฉพาะในเงื่อนไขแค่ในระดับประเทศ เราจึงทำโครงการเล็กๆ ร่วมกับญี่ปุ่น ร่วมกับ สปป. ลาว แล้วก็เริ่มที่จะสร้างเครือข่ายกับภายนอกมากขึ้น

        สิ่งหนึ่งคือมาดีอีสานเกิดจากความไม่รู้ อันนี้น่าจะเป็นคีย์เวิร์ดที่เราตกผลึกกันมาตลอด คือการเป็น creative hub โดยที่เรารู้สึกว่ามันชัดที่สุดของเรา เราไม่ได้เป็น specialist ด้านไหนเลย สิ่งที่พูดไปมันเหมือนเราถูกผลักให้กลายเป็นฝั่งที่เราต้องรู้เรื่องอะไรสักเรื่อง แต่เราคิดว่าจุดที่ทำให้เราเป็นตัวเราได้คือเราไม่รู้เรื่องอะไร แต่การที่เราไม่รู้ทำให้เราสามารถที่จะเชื่อมผู้คนได้ เพราะเราไม่ได้ตั้งธงไว้ก่อนว่า เรามีคำตอบเรื่องนี้ เรารู้เรื่องนี้ เราอยากจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ แต่เราเกิดขึ้นจากความรู้สึกแค่ว่า การไม่รู้นี่แหละจะทำให้เราเรียนรู้ร่วมกันได้โดยไม่มีอคติ

กรอบหรือขอบเขตการทำงานของมาดีอีสานคืออะไร

        พิชัย: ไม่มีเลย เพราะเรารู้สึกว่า คนที่เดินเข้ามาคุยกับมาดีอีสาน เขาเห็นถึงจุดที่เราพอที่จะเชื่อมโยงผู้คนได้ เช่น ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม มีปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อีสานเยอะมาก ซึ่งทุกครั้งที่มีการพูดคุยกันก็จะกลายเป็นกลุ่มที่ปะทะกัน เพราะว่ามันเป็นเรื่องของทุนขนาดใหญ่กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ เราแค่เชื่อมให้เขาเปิดใจคุยกันได้ การที่คนสองคนหรือคนสองกลุ่มคุยกันไม่ได้ เพราะมีหมวกที่ต้องสวมไว้ และความไม่รู้นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้เราเชื่อมได้กับทุกเงื่อนไข เราเชื่อมกับภาครัฐได้ โดยที่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้อิงภาครัฐ เราเชื่อมกับภาคเอกชนได้โดยที่คนไม่ได้มองว่าเอื้อประโยชน์นายทุน เราเชื่อมกับภาควิชาการได้โดยที่เราไม่รู้สึกว่าเราโตแต่หัว เราคิดว่าบ้านเราตอนนี้แยกส่วนกันคิด คือผลักหน้าที่กันรับผิดชอบ แต่สุดท้ายเราก็รับผลกระทบด้วยกัน เช่น PM 2.5 มันไม่ใช่แค่ภาครัฐหรือภาคเอกชน แต่คนรับสภาพคือพวกเราทั้งหมดและลูกหลานเรา 

        แต่เราก็ไม่ได้มองเป็นเชิงสังคมจ๋า และไม่ได้เป็นในมุมที่ต้องไปทะเลาะเบาะแว้งกับใคร มันเลยเป็นการเดินทาง 5 ปี ของมาดีอีสานที่โคตรยืดหยุ่น เพราะตัวเราก็เติบโต เราเคยคิดว่ามันควรจะเป็นเรื่องการตั้งธงแล้วไปถึง แต่เรารู้เลยว่าชีวิตไม่ใช่การตั้งธงแล้วเดินไปถึง แต่เป็นการอยู่แล้วเข้าใจ มันตอบคำตอบที่ว่ามาดีอีสานคืออะไร เรามองว่าการอยู่กับผู้คน อยู่กับทรัพยากร ด้วยความเข้าใจจริงๆ คือความหมายของมาดี

จนถึงตอนนี้ อีสานได้ประโยชน์อะไรจากการเกิดขึ้นของมาดีอีสานบ้าง

        พิชัย: ถ้าให้เรามองในมุมกลางๆ คือการที่เห็นการเกิดขึ้น การลงมือทำ และการตัดสินใจจากเพื่อนๆ ผู้เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน เพราะว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือมีคนคิดเยอะแต่คนทำน้อย สิ่งที่เกิดขึ้นคือการทำโดยที่ไม่ได้ทำจากปัจเจก แต่ชวนกันมาทำเอง วิพากษ์กันเอง มองกันเอง แล้วก็ประเมินกันเอง แต่มาดีอีสานคือการตั้งอยู่ ถ้าเกิดไม่ใช่ทาง เราตัดสินใจที่จะหยุดได้ เรามองว่ามันแฟร์ ในมุมหนึ่งมันกำลังสอนให้สังคมในอีสานแฟร์ต่อกัน คือไม่ต้องรอโครงสร้างแบบเดิม ไม่ต้องยึดโยงกับทัศนคติหรืออคติแบบเดิม แต่มันคือการให้โอกาสกันได้ทำ และประเมิน เห็นภาพจริง จากสภาวะจริง โดยที่ไม่ถูกภาพจำอย่างอื่น ทัศนคติอย่างอื่น มาตัดสินจากข้างนอก และตัดสินใจร่วมกัน

สภาวะจริงของอีสานที่คุณมองเห็นเป็นอย่างไร

        พิชัย: คำว่าอีสานไม่ใช่เกษตรกรรม ถึงแม้พื้นที่เกษตรกรรมจะเป็นพื้นที่หลักก็ตาม แต่วิถีชีวิตมันเปลี่ยนไปเยอะมาก และเรามองว่า ตอนนี้ไม่มีคำว่าเมืองกับชนบทแล้ว อุดรธานีเป็นจังหวัดในอีสานเหนือที่มีการแต่งงานข้ามเชื้อชาติมากที่สุดในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง อุษาคเนย์ เราเป็นพื้นที่ที่มีทัศนคติจากเรื่องการไปทำงานข้ามถิ่นเยอะ อาจจะเพราะว่าเคยเป็นฐานทัพอเมริกัน เคยใช้สกุลเงินสองสกุลได้คือดอลลาร์ฯ กับบาท หลังจากฐานทัพย้ายกลับ แรงงานที่เคยทำงานให้ฐานทัพก็รู้สึกว่า เขาไม่กลัวการทำงานกับวัฒนธรรมข้ามถิ่น ก็เลยเกิดเงื่อนไขคนอุดรฯ ค้าแรงงานต่างประเทศเยอะ เช่น ไปทำงานที่อิสราเอล ทำงานที่ไต้หวัน เกาหลี ต่อเนื่องมาก็เลยเกิดการแต่งงานข้ามเชื้อชาติมากขึ้น คือมีคนจากฝั่งสแกนดิเนเวีย คนเยอรมันที่อยู่ในยุโรปตอนกลาง เขามาแต่งงานกับพี่ๆ ที่อยู่ในจังหวัดเยอะขึ้น และมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็นหมู่บ้านที่เรียกว่า เขยฝรั่ง

        เรามองว่าอันนี้แหละคือสิ่งที่ถ้าจะเข้าใจอีสานแบบที่ไม่ปิดตาข้างหนึ่งมองตัวเอง มันคือสิ่งที่เปลี่ยนไปแล้ว มันไม่มีเงื่อนไขแบบชนบท ไม่มีความประดักประเดิดของการเกษตร หรือความเป็นเมืองที่อยากจะเป็นเหมือนเมืองใหญ่ มันรวมหลากหลายมาก ไม่ใช่แค่ท้องถิ่น ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ อุดรฯ มันกลายเป็นยุโรปตอนกลาง เป็นสแกนดิเนเวียน ที่ส่งวิถีชีวิตแบบที่เขาอยู่มาในแถบลุ่มน้ำโขงแบบนี้ เรามองว่า สิ่งที่มาดีอีสานทำยังทำได้น้อยอยู่ในกรอบห้าปี แต่เรารู้สึกว่า เราอยากจะมองหน้าบ้านเรา หรือมองหน้าตัวเองในความเป็นอีสานที่ไม่ได้ถูกกล่อมทัศนคติแบบเดิม หรือความอยากได้อยากมีแบบใหม่ แต่เราอยากเห็นมันแบบเข้าใจมันแบบธรรมดาๆ แบบบ้านๆ แบบจริงจัง

 

มาดีอีสาน

 

จุดยืนและวิธีดำเนินการของมาดีอีสานเป็นอย่างไร

        พิชัย: สิ่งที่เราเพิ่งตกผลึกกันในการวางจุดยืนของมาดีคือ เราจะวางให้ตัวเราแฟร์พอที่จะไม่ตัดสิน เพราะตัวเรารู้เลยว่า เรามีมายาคติกับทัศนคติที่บอกว่าอันนี้น่าจะใช่ อันนี้น่าจะไม่ใช่ หรืออันนี้น่าจะไปได้ อันนี้น่าจะไปไม่ได้ เนื่องจากอาจจะด้วยประสบการณ์ คือเราคิดว่าคนที่แก่กว่าไม่จำเป็นจะต้องตอบได้ทุกคำถามที่เขาเคยผ่านมาแล้ว เราก็เลยมองว่า เราอยากจะเป็นเพื่อนร่วมทาง เพื่อนทำ เป็นเหมือนคนที่อยู่ข้างๆ เท่านั้นเอง แต่ไม่ใช่ consult เพราะนั่นหมายถึงจะต้องรู้กว่าเขานิดหนึ่ง 

        อิทธิกร: นึกภาพศาสตร์การแนะนำ แบ่งเป็น 4 แบบ มี consult มี coach มี mentor มี teacher แต่ละอันอันไหนถามเยอะ แนะเยอะ ช่วยเยอะ แต่ละอันจะเน้นไม่เหมือนกัน แต่มาดีไม่ได้อยู่ในวิธีการแบ่งแบบนี้เลย ก็แค่เหมือนบอกว่าเป็นเพื่อนกัน เห็นอะไร รู้สึกอย่างไร ก็เตือนกัน ช่วยกัน

        พิชัย: เราไม่ได้อยากจะประกาศว่าเราเป็น Creative Hub ทางด้าน Social Enterprise เพราะเรารู้สึกว่าอยากให้โมเดลแบบนี้เกิดขึ้นทุกตำบลเลย อยากมีเพื่อนร่วมประสบการณ์ชีวิตร่วมกันในสถานการณ์ปีนั้นหรือช่วงนั้นของชีวิต ทำเถอะ ไม่ต้องรู้มากกว่าหรือมีข้อมูลอะไรเลย ทุกคนมีมุมมองและวิธีการหลากหลาย แค่อยู่แล้วก็ร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกัน

ความฝัน ความหวัง ของคนรุ่นใหม่ในอีสาน คืออะไร 

        พิชัย: เราเคยคุยกันในมาดีว่า อยากทำโครงการ ‘โปรเจ็กต์ 90’ ให้คนที่เกิดในปีเดียวกัน เรียนโรงเรียนอะไรก็ได้ เรียนหรือไม่เรียนก็ได้ ร่ำรวยก็ได้ ติดยาก็ได้ มาร่วมกันสร้างสังคม เพราะเรารู้สึกว่าทำไมคนที่เกิดในปีเดียวกันหรือเกิดในบริบทเดียวกัน มีประสบการณ์ร่วมกัน ทำไมถึงมาแบ่งว่าเราอยู่ห้องคิง เราอยู่โรงเรียนนี้ เรียนคณะนี้ อยู่บริษัทนี้ ได้เงินเดือนเท่านี้ จนสุดท้ายเราไม่เหลือชีวิตแบบที่เรามีประสบการณ์ร่วมกัน 

        อิทธิกร: เอาแค่ประสบการณ์ส่วนตัว ทุกคนก็มีอดีตของตัวเอง เล่าอดีตของตัวเองที่แตกต่างกัน แต่ว่าจริงๆ แล้วสมมติว่า มัธยมห้องหนึ่งมีห้าสิบคน แต่ละคนอาจจะเล่าถึงอดีตแตกต่างกัน กลายเป็นว่าแม้แต่ห้องเดียวกัน เขายังแบ่งแยกกันเองผ่านวิธีการมองอดีตย้อนกลับมาจากทัศนคติ หรือมายาคติ ณ ตอนนั้น กลายเป็นว่าเขาย้อนกลับไปสร้างกำแพงให้อดีตของตัวเองด้วยซ้ำ ซึ่งพอเขาย้อนกลับไปสร้างกำแพงในอดีต มันจะเหมือนเกิดขึ้นมา และย้ายไปอยู่ถึงอนาคตด้วย

        พิชัย: ยิ่งเป็นสังคมที่เป็นการเลือกข้อมูลข่าวสารยิ่งทำให้ยาก เพราะเราจะเห็นข้อมูลเฉพาะที่เราสนใจจริงๆ คือคนสามคนคิดไม่เหมือนกัน โคตรปกติเลย เราก็อยู่ด้วยกัน แต่ทำไมมันถึงอยู่ด้วยกันจริงๆ ยาก สมมติเราอยู่ในบ้านเดียวกัน กินข้าวด้วยกัน แต่แค่ออกไปเรียนสี่ปี พอกลับมาอีกที ทำไมดูมีความไม่เข้าใจกันขนาดนั้น ซึ่งเราคิดว่าอันนี้ไม่ควรส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง เพราะมันยิ่งทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ และพลังร่วมมันน้อย ถ้าใช้คำลึกๆ มันคืออีโก้ เราว่ามาดีอีสานกำลังพยายามทำเรื่องนั้น คือให้ทุกคนมาร่วมกันโดยไม่ต้องแบ่งแยก เพราะเรารู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่เล็กๆ เช่นภาคอีสาน ก็ไม่มีใครเข้าใจอีสานเท่ากับคนที่อยู่ที่นี่ มีวิถีชีวิตที่นี่ มีประสบการณ์ที่นี่ และนั่นคือคุณค่า

อะไรคือปัญหาหรือความร่วมมือที่มาดีอีสานมองว่ายังขาดไปจากการทำงาน

        พิชัย: เรารู้สึกว่าโลกขยับด้วยบทสนทนา จริงๆ มันอยู่ในท้ายของหนังสือเล่มหนึ่งที่เราค้นเจอ เขาบอกว่ามนุษยชาติอยู่ได้ด้วยเรื่องเล่า เล่าว่ามีศาสนา เล่าว่ามีความเชื่อสิ่งนี้ เล่าว่ามีทรัพยากรแบบนี้ คือเรื่องเล่าทำให้เรามีชีวิตอยู่ ถ้ามันจะเป็นเหมือนจุดขมวด เราคิดว่าตอนนี้เรายังไม่มีกำลังที่จะมีเรื่องเล่าต่อกันและกัน เรื่องเล่าในท้องถิ่นมีเยอะมาก หลายสิ่งที่เกิดขึ้นไม่มีคนเล่าเลย แล้วมันหายไปจริงๆ แล้วคุณค่ามันคือการที่เรารู้ว่า บ้านเกิดหลังนี้ หรือในพื้นที่ภาคเหนือ หรือในเมืองเมืองนี้ เกาะเกาะนี้ มีเรื่องเล่า แล้วเราอยากส่งต่อเรื่องเล่าแบบที่มีกำลังที่จะทำให้คนรู้สึกว่าเราสามารถมีชีวิตที่บอกต่อกันได้ 

มองอนาคตข้างหน้าของอีสานเป็นอย่างไร 

        อิทธิกร: สิ่งที่เรามองในอนาคตไม่ใช่ goal แต่มันเป็น direction อนาคตเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่การที่คุณบอกว่าอยากให้อนาคตเป็นแบบนั้นแบบนี้ มันอาจจะตั้งขึ้นมาจากความอยาก ทัศนคติ หรืออะไรก็ตามแต่ ซึ่งมันคือตัวเรามากๆ ดังนั้นคำถามนี้ subjective มากๆ แต่ถ้าให้เราพูดแบบรวมๆ ในฐานะคนไม่มีชื่อคนหนึ่ง แต่เป็นคนรุ่นนี้เท่านั้น เราอยากเห็นความร่วมมือ ซึ่งมันเริ่มเกิดขึ้นมากแล้วจากชีวิตยี่สิบนิดๆ ของเรา เราเห็นแล้วว่าหลายอย่างถ้ายืนอยู่คนเดียวเราเปลี่ยนอะไรไม่ได้ แต่เราก็ไม่คิดว่าจะเป็นคนอื่นสักคนหนึ่งมาเปลี่ยน แต่ว่าต้องช่วยกัน มันอาจจะฟังดูธรรมดา แต่มันคือสิ่งนั้นจริงๆ พี่เปาเคยบอกว่า คนที่จะเปลี่ยนโลกได้ไม่ใช่คนเก่ง เก่งไม่เก่งไม่รู้ แต่เป็นคนหลายๆ คนช่วยกัน

        พิชัย: ประเทศเรารอคนเก่งมากี่ปีแล้ว ศาสตราจารย์เต็มประเทศ แต่ไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย คำที่เรารู้สึกชอบคือ ‘ความร่วมมือ’ เพราะมันคือการที่เราไม่มีอีโก้ แม่กับเราคิดไม่เหมือนกันหรอก หุงข้าวก็ไม่เหมือนกัน จังหวะหุงข้าวก็ไม่เหมือนกัน แต่เราร่วมมือกับแม่หุงข้าวได้ แล้วเราก็คิดว่าเรื่องเล็กๆ นี้มันพูดในวงใหญ่กว่านี้ได้ไหมว่าทำไมเราต้องรอคนเก่ง คนเก่งดีนะ แต่ไม่จำเป็นจะต้องให้คุณค่าเดียวเกิดขึ้น มันมีอย่างอื่นอีกเยอะมาก ที่ไม่ต้องอยู่ในกล่องที่วัดความเก่งหรือวัดศาสตร์ แต่โลกในยุคของเรามันดันผลักให้เราไปอยู่ในเงื่อนไขของการวิ่งแข่งกัน

        มาดีอีสานจึงเป็นบริบทแบบบ้านๆ ที่มาเจอกัน ในมุมที่ไม่มีใครเก่งทอดหมูอย่างเดียว ไม่มีใครเก่งก่อฟืนอย่างเดียว เหมือนเราทุกคนมาเจอกัน ทำในสิ่งที่เรารัก เพราะชีวิตมันสั้น เท่านั้นเอง

 

มาดีอีสาน

อยากรู้ว่าปีถัดๆ ไปจะเกิดอะไรขึ้นกับมาดีอีสานอีกบ้าง

        พิชัย: เรารู้สึกว่าไม่อยากให้ปีนี้ผ่านไปเฉยๆ เราเลยตั้งเป้าว่าเราจะลงมือทำสิ่งที่ทำได้ หนึ่งคือเราทำกับ SEED องค์กรที่ทำเรื่องความยั่งยืน และได้รับการสนับสนุนจาก UNDC และ IUCN ซึ่งเขาก็รู้สึกว่าเครื่องมือแบบที่เขามีน่าจะขยายผลในภูมิภาคแบบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ เขาก็มาชวนร่วมทำงานโปรเจ็กต์ Eco-Inclusive Enterprise Incubation คือไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ให้ทุกคนรู้สึกว่าเราทุกคนลุกขึ้นมาทำบางสิ่งได้ บ่มเพาะ กระตุ้น เป็นเพื่อนร่วมทางกัน และคิดถึงโลก กลุ่ม SEED ตั้งเป้าว่าจะทำในพื้นที่อีสานตลอดปี 2020 นี้ แล้วเราก็เป็นเหมือนเพื่อนร่วมทางแรก สิ่งที่เขามีคือเครื่องมือ แล้วเอาเครื่องมือนั้นมาสร้างกลุ่มคนในพื้นที่อีสาน เราก็อยากจะให้เครื่องมือนี้ถูกนำไปใช้ในสภาวะแต่ละพื้นที่ แต่ละบ้าน แต่ละชุมชน

        สอง เราคุยกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยซึ่งเป็นตลาดทุน คนก็อยากจะระดมกำลังของเงื่อนไขทางเศรษฐศาสตร์ร่วมกัน เราอยากให้ตลาดทุนแบบนั้นมาเดินทางร่วมกันกับบริบทแบบบ้านๆ ท้องถิ่นอีสาน อยากให้เครื่องมือแบบตลาดทุนมาแก้ปัญหาคนอยากรวย แต่รวยอย่างไรที่ไม่เป็นเหมือน 20 ปีที่ผ่านมา ที่วิ่งหาเงินกันแล้วก็รวยอยู่กลุ่มหนึ่ง ที่เหลือก็ยากจนกันหมด ก็เลยคุยกันว่าอยากทำเรื่อง social impact โดยที่มีเครื่องมือในตลาดทุนเข้ามาทำงานได้

        สาม เราพบกับเพื่อนร่วมทางคือ Change Fusion องค์กรที่ตั้งสิบกว่าปี อยู่ภายใต้การริเริ่มจากสถาบันของ อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เรารู้สึกว่าสิบกว่าปีที่ผ่านมา งานเขาคืออยากจะให้คนตัวเล็กๆ สามารถลุกขึ้นมาทำอะไรเองได้ เราได้คุยกัน และอยากให้เครื่องมือแบบนี้ได้ถูกนำมาใช้ในอีสาน กลุ่ม Change Fusion ก็เป็นเพื่อนของ เทใจ.คอม ซึ่งเป็น crowdfunding platform คือการระดมทุนผ่านระบบ crowdfunding เราปรึกษากันว่า อยากให้คนที่ลุกขึ้นมาทำไม่ต้องกังวลเรื่องสิ่งที่เขาจะทำ แต่ให้เชื่อว่า สิ่งที่เขาทำไม่ใช่เขาเป็นเจ้าของ แต่คือเจ้าของร่วม เราเหมือนเป็นคนเชื่อมให้คนท้องถิ่นเชื่อว่าคุณค่าเขามีนะ แล้วก็ทำเถอะ มาดีอีสานจะเชื่อมคนข้างนอกที่มีกำลังเข้ามาช่วยกันเอง

        อิทธิกร: จะเห็นได้ว่าทั้งสามโครงการนี้ ไม่ได้มีอันไหนที่มาดีอีสานเป็นคนในโครงการนั้นจริงๆ แต่เราเป็นเหมือนคนตรงกลางมากกว่า

        พิชัย: เราไม่ได้เป็นผู้ริเริ่ม ไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจ แต่เราเป็นเหมือนเพื่อนร่วมทาง ไม่ใช่แค่ทางใดทางหนึ่ง แต่เป็นของทั้งสองทางเลย

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

กอง บก. ชาวเชียงใหม่ ผู้ทำเพลงในชื่อ TCNX เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เกิดและเติบโตในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

ภาพโดย

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN