ป้าแป๋ว Backpacker: เติมเต็มความหมายของชีวิตวันพรุ่งนี้ จากการเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุดหลังเกษียณ

The Guest
18 Dec 2019
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์

หญิงชราเดินทางมาถึงคาเฟ่ที่เรานัดพบกัน–แม้รูปลักษณ์ภายนอกของเธอดูไม่แตกต่างจากคนสูงวัยทั่วไป–ทั้งริ้วรอยบนใบหน้าและผมสีขาวที่ปกคลุมทั่วศีรษะ แต่เมื่อได้เห็นท่วงท่าและบุคลิกอันคล่องแคล่ว เราก็รับรู้ได้ทันทีว่า ‘ป้าแป๋ว’ – กาญจนา พันธุเตชะ แบ็กแพ็กเกอร์หญิงวัย 67 ปี ผู้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนมากมาย ยังคงมีสุขภาพแข็งแรง จิตใจที่สดชื่นแจ่มใส และยังวางแผนเพื่อออกเดินทางอย่างสม่ำเสมอ 

        เธอเล่าให้ฟังว่าเพิ่งกลับจากทริปไทเป และกำลังอยู่ในช่วงหยุดพักเพื่อฟื้นฟูร่างกาย รอให้อากาศของฝั่งยุโรปอบอุ่นขึ้นเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาเยือน จากนั้นเธอจะออกเดินทางอีกครั้ง โดยเริ่มต้นจากยุโรปตะวันออก–จากเยอรมนี โปแลนด์ ผ่านสาธารณรัฐเช็ก ก่อนจะเข้าสู่เทือกเขาแอลป์จนไปจบที่ทางเหนือของอิตาลี 

        ปกติถ้าไม่เดินทางแล้วคุณป้าทำอะไร? – เราสงสัย

        “ถ้าไม่ได้เดินทาง ป้าแป๋วก็เป็นแม่บ้านเต็มขั้น อยู่บ้านทำงานบ้าน ดูแลหมา หรือหากพ่อบ้าน (สามี) อยู่ ก็จะคอยคิดว่าทำอะไรให้เขากินดี ชีวิตประจำวันแบบแม่บ้านเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าให้ป้าทำแบบนี้ทุกวันก็คงไม่ไหว เพราะงานบ้านเป็นเรื่องที่ไม่รู้จบและค่อนข้างจำเจ จึงทำให้รู้สึกเบื่อ” 

        จากวัยที่ต้องทุ่มเวลาและแรงกายเพื่อสร้างความก้าวหน้าในชีวิตการทำงาน ที่เคยเป็นนิยามความสำเร็จในวัยหนุ่มสาว สู่ช่วงเวลาหลังเกษียณที่ทุกอย่างดูเหมือนจะลงตัว มั่นคง เพราะสามารถใช้ชีวิตได้แบบสบายๆ บ้างใช้ชีวิตนิ่งสงบด้วยความปล่อยวาง บ้างกลับมีความเคว้งคว้างในจิตใจ แต่สำหรับป้าแป๋ว นี่คือการได้เวลาชีวิตคืนมาเพื่อเติมเต็มเป้าหมายใหม่–นั่นคือการออกเดินทาง ค้นหาบทเรียนใหม่ๆ จากประสบการณ์สองข้างทาง 

        นี่คือความหมายของชีวิตครั้งใหม่ ที่มาต่อยอดการเรียนรู้ของป้าแป๋วให้ไม่มีวันสิ้นสุด 


คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่า ไม่อยากใช้ชีวิตอยู่เฉยๆ หลังเกษียณ ทำไมถึงมีความคิดแบบนั้น 

        ป้ารู้สึกว่าหลังเกษียณต้องหาอะไรทำ ถ้ามัวแต่นั่งๆ นอนๆ จะส่งผลร้ายต่อสุขภาพ ทำให้ป่วยง่าย และคงรู้สึกเฉาด้วย เพราะเรายังไปไหนมาไหนได้ ไม่อยากจมปลักอยู่ที่บ้าน หนึ่งปีมีตั้ง 365 วัน จะให้อยู่บ้านทุกวัน มันคงจำเจน่าดูเลย ป้าคิดเท่านี้เอง ไม่ได้คาดหวังอะไรมากมาย และก็แค่ไม่อยากให้ตัวเองว่างจนเกินไป ประกอบกับสิ่งที่เราเลือกทำต้องมีความสุขด้วย 

        คนที่เกษียณแล้วแล้วอยู่เฉยๆ มีโอกาสที่จะป่วยได้ง่ายกว่าคนที่มีกิจกรรมทำ เพราะว่าเรากินเท่าเดิม แต่กิจกรรมน้อยลง จากที่เคยออกจากบ้านไปทำงาน เดินทางไปที่นั่นที่นี่ ได้ใช้พลังงาน แต่วันหนึ่งเมื่อต้องอยู่ติดบ้านก็ส่งผลให้ได้ใช้พลังงานน้อยลง ร่างกายก็ย่อมอ่อนแอลง 

แล้วในทางจิตใจล่ะ การเดินทางคือกิจกรรมที่ทำให้เราไม่รู้สึกเคว้งเกินไปหรือเปล่า

        ใช่ๆ ป้าไม่อยากอยู่เฉยๆ ต้องคอยหาอะไรทำเพื่อเติมเต็มทั้งร่างกายและจิตใจ ช่วงหลังเกษียณใหม่ๆ ป้าก็เคยเป็นทุกข์เหมือนกัน เพราะว่าเราไม่ได้ติดละคร ไม่ได้ชอบดูทีวี ป้าชอบอ่านหนังสือนะ แต่ถ้าให้จะอ่านอย่างเดียวอาจจะเฉาไปหน่อย ในอนาคต ถ้าเดินทางไม่ไหว เราก็ต้องกลับมาอ่านอยู่ดี ดังนั้น ถ้าตอนนี้ยังไหว เราขอไปก่อนดีกว่า ตอนนี้ป้ายังอยากเห็นโน่นเห็นนี่ เพราะอยู่บ้านทุกวันมันก็เหงานะ 

        แต่อายุที่มากขึ้นก็เป็นเรื่องที่เราต้องระมัดระวังเช่นกัน ป้าจะตรวจสุขภาพทุกปี แล้วทุกครั้งที่ออกเดินทาง เราก็ต้องคอยหมั่นสังเกตตัวเองด้วยว่าเรามีอาการผิดปกติเรื่องอะไรบ้าง ถ้ามีอาการหลงลืมหรือเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายหรือสมอง เราก็ต้องหยุด เพราะการเดินทางคนเดียวมีความเสี่ยง ยิ่งเป็นคนสูงวัยยิ่งต้องระวังตัวมากขึ้น ส่วนใหญ่ป้าจึงเลือกเที่ยวในเมืองเป็นหลัก

คุณรู้สึกกลัวความแก่บ้างไหม

        มันเป็นสัจธรรม เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเจอ สิ่งสำคัญคือเราต้องเตรียมตัวให้ดีในทุกๆ ด้าน พออายุเยอะขึ้น เราจะมีเงินใช้หรือเปล่า เราจะทำอะไร และสุขภาพจะเป็นอย่างไร เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องเริ่มคิดตั้งแต่ยังไม่แก่ พูดง่ายๆ คือเริ่มตั้งแต่วัยคุณนี่แหละ (หัวเราะ) ต้องเริ่มคิดไว้แล้วว่าจะวางแผนชีวิตอย่างไร พอดีว่าความเป็นข้าราชการของป้ามันขีดเส้นให้กับเราโดยปริยายอยู่แล้วว่าพออายุเข้า 60 ปีแล้วก็ต้องพักนะ เราจะวางแผนล่วงหน้าเลยว่า พออายุ 60 ฐานะทางการเงินของเราจะเป็นอย่างไร เราจะมีเงินใช้ไหม หรือเราจะมีบ้านอยู่หรือเปล่า 

คุณเริ่มวางแผนตั้งแต่เมื่อไหร่ 

        ถ้าเป็นด้านการเงิน ป้ามักจะนึกถึงเรื่องความมั่นคงของชีวิตและครอบครัว เช่น ถ้ามีการหย่าร้างกันขึ้นมา เราจะยืนด้วยขาของเราเองได้ไหม เราต้องเก็บเงินไว้บ้าง พอถึงเวลาที่ต้องใช้จ่ายขึ้นมาจริงๆ เราอาจจะกลายเป็นคนที่ไม่มีอะไรเลย การวางแผนทำให้มีความรู้สึกมั่นคงในชีวิตครอบครัว ป้าจึงเริ่มสะสมเงินเพราะเหตุนี้ พอวันหนึ่งที่เราเกษียณ ชีวิตครอบครัวจะได้ไม่มีปัญหา ป้าก็มีเงินก้อนหนึ่งที่เราจะทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องไปเดือดร้อนขอลูก หรือขอใคร เป็นความอิสระอย่างหนึ่งเหมือนกัน 

 

ป้าแป๋ว Backpacker

ป้าแป๋วได้คุยกับคนรุ่นใหม่บ้างหรือเปล่า 

        คุยๆ ล่าสุดที่ไปไทเป ป้าได้เจอคนวัยทำงานที่รู้จักป้าจากในโซเชียลมีเดีย เขาเดินเข้ามาทักและเล่าให้ฟังว่าตัวเขาทำงานเกี่ยวกับไอที เขาอยากจะบอกกับคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเขาว่า “ให้รู้จักใช้ชีวิตบ้างสิ” “ให้รู้จักหาความสุขให้ตัวเองบ้างสิ” “ผมรู้สึกว่าคนในวัยนี้หาความสุขให้ตัวเองไม่เป็น” ป้าก็ย้อนถามว่า แล้วคนวัยเขาคิดกันอย่างไร เขาบอกว่า คิดว่าตัวเองเป็นที่พึ่งของตัวเอง สิ่งที่เขาบอกมามันทำให้เห็นเลยว่าเราอยู่กันคนละเจน มุมมองต่อชีวิตก็แตกต่างกัน ป้าเข้าใจ แต่ก็แอบเป็นห่วงว่าคนวัยนี้ไม่ค่อยคิดเรื่องค่าใช้จ่ายสักเท่าไหร่ บางทีก็เอาเงินในอนาคตมาใช้ รวมถึงเรื่องอาหารการกิน พวกเขาก็ดูจะไม่ค่อยคำนึงถึงสุขภาพตัวเองเลย ยิ่งชีวิตการทำงานในปัจจุบันกำหนดให้คนทำงานต้องอยู่แต่กับหน้าจอมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้เกิดผลร้ายต่อสุขภาพ ถึงแม้จะเป็นคนรุ่นใหม่ที่อยากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่พวกคุณก็ต้องคิดถึงเรื่องความสมดุล และต้องมีเงินเก็บสำรองไว้บ้าง เผื่อเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยหรือเมื่อเกิดเหตุจำเป็น นอกจากนี้ก็ยังต้องแบ่งเวลาไว้ออกกำลังกายบ้าง หากอยากมีชีวิตหลังเกษียณที่ยังสุขภาพดี 

ความแก่มีแง่ดีอย่างไร

        ป้าคิดว่าพออายุมากจนถึงวัยหนึ่งชีวิตก็เหมือนได้ตกตะกอนแล้ว มองเห็นว่าสิ่งไหนดี สิ่งไหนไม่ดี รู้จักแยกแยะและปล่อยวาง รู้เท่าทันชีวิตมากขึ้น ถามว่าป้าอยากรวยกว่านี้หรือเปล่า ไม่อยากรวยกว่านี้ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว เป็นความสุขในรูปแบบของเรา คนมักจะกลัวความแก่ในตอนที่เขายังไม่แก่ เช่น พออายุสัก 40 ปีกว่าๆ มีเวลาเหลือในการทำงานหาเงินอีกราว 20 ปีก็จะต้องเกษียณ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ควรจะกลัว เพราะยังเหลือเวลาที่จะได้วางแผนเพื่อจัดการเรื่องการเงิน และควรต้องมีเป้าหมายชีวิตว่าในตอนที่เราอายุถึง 60 เราจะเป็นอย่างไร ยังเป็นหนี้ท่วมหัวอยู่หรือเปล่า หรือเราจะเป็นคนที่มีความสุข มีเงินพอดูแลตัวเองได้ ไม่เบียดเบียนคนอื่น 

        ป้าคิดว่าระหว่างวัยทำงานยังมีเวลาวางแผน แต่สำหรับคนที่เมื่อไปถึงเวลานั้นแล้วยังกลัวอยู่ อาจเป็นเพราะเขาไม่ได้มีการวางแผนชีวิตมาก่อน คือป้าคิดว่าตัวเรานี่แหละที่ควรจะรู้จักชีวิตของตัวเองดีที่สุด คนอื่นจะรู้ดีเท่าเราได้อย่างไร ในเมื่อเขาไม่รู้ว่าเรามีรูปแบบชีวิตอย่างไร ได้เงินเดือนเท่าไหร่ หรือเราต้องเผชิญกับเงื่อนไขอะไรในชีวิตบ้าง 

วัยหนุ่มคือวัยที่เรากังวลกับเรื่องตัวตนและการเป็นที่ยอมรับในสังคม วัยทำงานคือวัยที่ห่วงกังวลกับความไม่มั่นคง แล้วความกังวลในวัยเกษียณคืออะไร

        ป้าโชคดีที่ไม่ได้วิตกกังวลกับชีวิตมากนัก หากวันใดวันหนึ่งต้องจากไป เราก็คิดว่าเราพร้อมแล้ว อยากปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามสัจธรรม ระหว่างที่ยังไม่ไปไหน เราก็จะอยู่แบบสบายๆ อยากทำอะไรก็ทำ เลือกทำในสิ่งที่เราไม่เบียดเบียนใคร เราเป็นคนรุ่นที่ยังอยู่ใกล้วัด ดังนั้น ทุกย่างก้าวในชีวิตของเราจะตั้งอยู่บนความไม่ประมาท พอเราแต่งงานมีครอบครัว เราจะคอยดูว่าอะไรที่เป็นความเสี่ยงของเรา เราก็พยายามจะอุดรูรั่ว อุดจุดอ่อนที่อาจจะเกิดขึ้นในชีวิตคู่ และไม่คิดว่าเราเป็นเจ้าของของใคร และไม่ประมาทกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับชีวิตในอนาคต เช่น อาจต้องแยกกันอยู่ หรือมีคนต้องตายจากไป เป็นต้น ดังนั้น สิ่งที่เป็นข้อคิดสอนใจป้าตลอดเวลาคือเราต้องไม่ประมาท 

การได้เป็นที่รู้จักเพราะมีคนมาติดตามชีวิตของเราเป็นการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับตัวเองหรือเปล่า เพราะหลายคนรู้สึกว่าการอยู่เฉยๆ ไม่เป็นที่รู้จักอาจทำให้เขารู้สึกไร้คุณค่า 

        ป้าไม่ได้คิดว่ามันเป็นคุณค่าของชีวิตหรืออะไรขนาดนั้น แต่ก็เห็นด้วยว่าการอยู่ไปวันๆ โดยไม่ได้ทำอะไรอาจทำให้เกิดความรู้สึกไร้คุณค่า คือน้องสาวแฟนของป้าเคยเป็นพนักงานธนาคาร จากนั้นก็ลาออกแล้วก็ไปลงทุนในหุ้นแทน วันหนึ่งเขาพูดขึ้นมาว่า “พอไม่ได้ทำงานแล้วรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า” เราเข้าใจความรู้สึกของเขา

        แต่ถ้าถามว่าการไปเที่ยวของป้าอยู่บนเหตุผลว่ามันจะสร้างคุณค่าใหม่ให้ชีวิตของเราหรือเปล่า ไม่ใช่เลย เราไปเพราะอยากจะไปเห็นเอง แต่ถ้าคนอื่นจะมองเห็นว่าสิ่งนี้มีคุณค่า นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะ แต่สำหรับเรา ต่อให้ไม่มีชื่อเสียงหรือไม่มีใครมาชื่นชม เราก็ยังเลือกที่จะไปอยู่ดี การได้รับการยอมรับหรือเป็นที่สนใจจึงไม่มีผล

 

ป้าแป๋ว Backpacker

หลายคนรู้สึกว่าวัยเกษียณคือความน่ากลัว เช่น กลัวว่าจะตามโลกไม่ทัน กลัวว่าคุยกับคนรุ่นใหม่ไม่รู้เรื่อง คุณคิดเห็นอย่างไร 

        พอดีป้าอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากยุคเก่ามาสู่ยุคใหม่ อินเทอร์เน็ตเริ่มเข้ามาตั้งแต่ก่อนเราจะเกษียณได้สัก 8-9 ปี ที่ทำงานที่เราอยู่ก็เริ่มให้ส่งงานทางอีเมลบ้างแล้ว ป้าจึงได้เริ่มใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็นเรื่องเป็นราว ถึงแม้ว่าเราจะไม่เคยใช้มาก่อนและไม่รู้เรื่องอินเทอร์เน็ตเลย แต่เราก็ไม่ปฏิเสธ โชคดีที่เราเป็นคนแก่ที่ยังไม่ปฏิเสธเรื่องของเทคโนโลยีใหม่ๆ ป้าจึงมีทักษะติดตัวมาใช้กับการเดินทางในปัจจุบัน เวลานี้ ถ้าใช้แล้วมีปัญหา เราก็จะกลับมาถามน้องๆ คนรุ่นใหม่ เช่น ขอให้เขาสอนวิธีการเปลี่ยนซิมการ์ด เป็นต้น 

        ป้าแป๋วคิดว่า เราไม่ควรปฏิเสธที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไปทั้งหมด ถึงจะเป็นคนรุ่นเก่าแต่เราก็ต้องตามให้ทัน ต้องพยายามศึกษา แม้แต่เรื่องของคนรุ่นใหม่ เราก็จะพยายามถามไถ่จากคนรุ่นลูกรุ่นหลานอยู่เสมอ

หลายคนอยากมีชีวิตที่ยืนยาว คุณเคยคิดถึงเรื่องนี้บ้างหรือเปล่า 

        ไม่ได้คิดเลย สมัยยังทำงานประจำ ตอนอายุสัก 35-40 ก็เริ่มตรวจสุขภาพประจำปีแล้ว ป้าดูแลสุขภาพมาโดยตลอด ตั้งแต่ก่อนวัยเกษียณ ก็เริ่มออกกำลังกายทุกวัน ด้วยเหตุผลว่าเราไม่อยากจะกินยาไปตลอดชีวิต เราได้เห็นคนไข้ที่เป็นเบาหวานหรือความดันแล้วต้องกินยาตลอดชีวิต เราไม่อยากเป็นแบบนั้น 

        ดังนั้น การที่เรามีชีวิตอยู่มาได้จนถึงวัยเกษียณโดยไม่มีโรคร้ายติดตัวก็ถือว่าเป็นชีวิตที่โชคดีมากแล้ว ป้าจึงไม่ได้คิดถึงเลยว่าตัวเองจะมีอายุที่ยืนยาวไหม รู้แค่ว่าไม่อยากกินยาเรื้อรัง เนื่องจากบางสิ่งบางอย่างมันอยู่ข้างใน มองเผินๆ คงไม่รู้ เช่น คนที่เป็นมะเร็งก็อาจจะไม่รู้ตัวว่าเขากำลังเป็นอยู่ 

ทุกช่วงวัยเราจะมีเป้าหมาย คุณคิดว่าคนเราจะหาเป้าหมายในชีวิตไปเพื่ออะไร

        ถ้าไม่มีเป้าหมายก็เหมือนชีวิตเราลอยไปลอยมา ถ้ามีเป้าหมายมันเหมือนเป็นแรงจูงใจให้เราอยากจะทำให้ถึงเป้าหมายที่เราตั้งไว้ เพราะฉะนั้นทุกคนควรจะมีเป้าหมายนะ แต่ต้องมานั่งคิดว่าเราจะมีเป้าหมายในเรื่องอะไรบ้าง อย่างวัยทำงานควรจะคิดว่าเป้าหมายชีวิตเราอยากจะเป็นอะไร ป้าว่าเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับทุกวัย อย่างป้าในวัยนี้มีเป้าหมายเรื่องการเดินทาง อย่างอื่นไม่มี เพราะผ่านมาหมดแล้ว การเดินทางเป็นความหมายที่ทำให้เราอยากมีชีวิตอยู่ ทำให้เรามีเป้าหมายว่าเราต้องไปที่นั่นที่นี่ ช่วงนั้นช่วงนี้ ทำให้เราได้คิดวางแผนว่าต้องทำอะไรบ้าง มันทำให้เราไม่เคว้ง 

        ความเคว้งเป็นภาวะซึมเศร้า คนเกษียณที่ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีอะไรจะทำ เขาก็จะคิดแต่เรื่องตัวเอง ทำไมลูกไม่มาหา น้ำตาลเราขึ้นไหม ความดันเราขึ้นไหม ลูกจะพาไปหาหมอวันไหน จะเป็นลักษณะแบบนี้ และทำให้จิตใจเราห่อเหี่ยว คือป้าพยายามจะตัดเรื่องพวกนี้ออกจากวิธีคิดของตัวเอง ป้าจะคิดว่าเราอยากจะทำอย่างนี้ พอคิดได้มันก็ช่วยตัดสิ่งที่เราคาดหวังจากคนอื่นออกไปได้เยอะ  

คุณเรียกร้องการเอาใจใส่ดูแลจากลูกหลานมากน้อยแค่ไหน 

        ป้าไม่ได้เรียกร้องสิ่งนี้จากลูกหลานเลย ซึ่งข้อดีของการที่เราเป็นแบบนี้คือมันช่วยทำให้พวกเขาไม่ต้องห่วงกังวลกับเรามากจนเกินไป แล้วเราไม่ได้เป็นภาระให้ลูกหลานต้องมาดูแล ถ้าไปเองได้ก็จะไปเอง จะไปไหนก็ไม่ต้องรอ แค่บอกว่าแม่จะเดินทางไปที่นั่นที่นี่เท่านั้น 

        ทำไมเราต้องรอลูกหลานล่ะ เขาเองก็มีภารกิจที่เขาต้องทำเหมือนกัน อีกส่วนหนึ่งคือป้าไม่อยากให้วัยที่มากขึ้นมาตีกรอบจำกัดการใช้ชีวิตของเรา เช่น บางคนเมื่อมีอายุมากขึ้นแล้วมัวแต่รอให้คนนั้นคนนี้พาไป ป้าไม่อยากเป็นแบบนั้น แต่การที่ใครจะคิดอย่างนั้นก็ไม่ผิด ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน 

คุณกลัววาระสุดท้ายหรือเปล่า

        ไม่กลัวเลย เมื่อไหนก็เมื่อนั้น เหมือนผลไม้สุกงอมเต็มที่ก็ต้องหล่นจากขั้ว เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนต้องเจอ เมื่อเราเตรียมชีวิตเราไว้ดีแล้ว ไปเมื่อไหร่เราก็ไปแบบสบาย ไม่ต้องไปห่วงกังวลอะไร คิดว่าน่าจะโอเคแล้ว ถ้าเราไม่ได้ต้องการอะไรที่มากมายเกินไปกว่านี้นะ ป้าพอใจชีวิตตัวเองมาก ไม่ได้อยากกินอะไรมากกว่านี้ ไม่ได้อยากจะรวยมากกว่านี้ (ยิ้ม)

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

กอง บก. ชาวเชียงใหม่ ผู้ทำเพลงในชื่อ TCNX เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เกิดและเติบโตในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง