Moreloop: สตาร์ทอัพรับซื้อผ้าสต็อกด้วยแพลตฟอร์มที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

The Guest
31 Aug 2019
เรื่องโดย:

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล, ธนดิษ ศรียานงค์

Highlights

ทุกวันนี้มีสตาร์ทอัพจำนวนไม่น้อยที่หันมาทำธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กับค้นหาช่องทางการจัดการขยะ โดยส่วนใหญ่มักจะหาทางแก้ปัญหามุ่งเน้นไปที่ขยะชุมชน ในขณะเดียวกันยังมีขยะอุตสาหกรรมอีกมากมายที่เป็นวัสดุเหลือใช้ที่ดีมีคุณภาพ หนึ่งในนั้นคือผ้าเหลือสต็อกในวงการการ์เมนต์ ธุรกิจโรงงานรับผลิตเสื้อผ้า ที่ได้สตาร์ทอัพอย่าง Moreloop ขับเคลื่อนธุรกิจโดย ‘พล’ – อมรพล หุวะนันทน์ อดีตนักวิเคราะห์ด้านการเงินและความเสี่ยงบริษัท และ ‘แอ๋ม’ – ธมลวรรณ วิโรจน์ชัยยันต์ ทายาทรุ่นที่ 2 ของโรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป เกิดเป็นธุรกิจรับซื้อผ้าสต็อกด้วยแพลตฟอร์มใหม่ที่อิงแนวคิด upcycling การนำกลับมาทำให้เป็นสินค้าใหม่ได้อย่างยั่งยืน 

 

moreloop

ทำไมมอร์ลูปถึงสนใจเรื่องขยะอุตสาหกรรมมากกว่าขยะชุมชน

        พล: จริงๆ แล้วจุดเริ่มต้นมาจากความสนใจส่วนตัว เราสนใจเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็ก ประมาณ 5-6 ขวบ ซึ่งตอนนั้นมีการรณรงค์เรื่องการไม่ทิ้งขยะลงบนพื้นสาธารณะหรือตาวิเศษ เราฝังใจกับข้อมูลที่บอกว่าถุงพลาสติกใบหนึ่งกว่าจะย่อยสลายได้ใช้เวลา 450 ปี สำหรับเราคือย่อยไม่ได้ คำถามคือมีใครรู้ไหมว่ามันจะย่อยสลายได้จริงๆ จะหายไปได้จริงๆ คุณลองจินตนาการตามว่าขยะชิ้นแรกที่เกิดขึ้น ไม่มีใครรู้เลยว่าสภาพตอนนี้เป็นยังไง เวลาผ่านไปถูกใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะสะสมกันเยอะ จนตอนนี้คือผลลัพธ์ที่เป็นปัญหาระดับโลก 

        ทุกวันนี้ คนไทยสร้างขยะชุมชนเฉลี่ยแล้วมีจำนวน 27 ล้านตันต่อปี ส่วน ‘กากอุตสาหกรรม’ หรือของที่เหลืออยู่ในโรงงานทั้งหมด เราพบข้อมูลว่ามีรวมกันมากถึง 50 ล้านตัน หลายคนอาจจะคิดว่ามันคือน้ำเสียในโรงงาน เป็นสารเคมีที่อันตรายหรือเปล่า คำตอบคือใช่ แต่ทว่ามีเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่เหลืออีก 99 เปอร์เซ็นต์เป็น dead stock คือสินค้าที่เหลือค้างอยู่ในสต็อก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นวัตถุดิบที่นำกลับมาใช้ได้อีกล้วนๆ เช่น เปลือกมันสำปะหลัง ไม้หรือเหล็กที่เหลือ รวมทั้งกระดาษที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือนำไปรีไซเคิลได้

        และเมื่อคิดในมิติของธุรกิจ จะเห็นว่าขยะอุตสาหกรรมประเภท dead stock ถ้ายังคงอยู่ในภาคของธุรกิจที่เรียกว่า sunset industry หรือธุรกิจไร้อนาคตก็จะมีโอกาสไปต่อได้ เพราะในขณะที่เจ้าของโรงงานกำลังเหนื่อย แต่เมื่อเปิดโกดังแล้วยังเห็นว่ามี dead stock อยู่ แล้วสามารถสร้างอะไรบางอย่างจากวัตถุดิบนั้นๆ ได้ สร้างของออกมาขายใหม่ได้ สามารถเปลี่ยนมูลค่าหรือทำออกมาให้กลายเป็นเงินได้ cash flow ที่ติดอยู่ก็คงจะดีขึ้น ธุรกิจนั้นๆ ก็จะไปต่อได้ ซึ่งเราเริ่มที่ตรงนี้ และค่อยๆ คิดให้เป็นธุรกิจสตาร์ทอัพได้ด้วย  

คุณมาเจอกับขยะอุตสาหกรรมที่เรียกว่า ‘ผ้าเหลือสต็อก’ ด้วยความบังเอิญ

        พล: ใช่ ตอนนั้นคุณแอ๋ม ซึ่งเป็นเพื่อนกันมานานและที่บ้านมีธุรกิจโรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป ได้โทรศัพท์มาถามเราว่าสนใจที่จะขายผ้า dead stock ไหม ที่เขาโทร.มาเพราะรู้ว่าเราเคยทำแพลตฟอร์มมาร์เกตเพลซมาก่อน 

 

        แอ๋ม: จริงๆ คือกะว่าจะขโมยไอเดียในการจัดการผ้าที่เหลือนั่นเอง (หัวเราะ) บวกกับเขาไม่ได้ทำแพลตฟอร์มนั้นต่อแล้ว เราจึงคิดว่าน่าจะใช้แพลตฟอร์มของเขากับผ้าเหลือของเรามาสร้างธุรกิจบางอย่างที่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องสต็อกของเราได้ และยังตอบโจทย์สิ่งที่เขาอยากแก้ปัญหาขยะและช่วยสิ่งแวดล้อมได้ด้วย ดังนั้น เราจึงร่วมมือกัน

ตอนนั้นคุณพลคิดภาพ dead stock จากโรงงานการ์เมนต์ว่าเป็นอย่างไร

        พล: ในจินตนาการคิดว่าเป็นเศษผ้าที่เหลือจากการตัดแพตเทิร์น เราคิดว่ายังไงก็ต้องใช้ผ้าจนหมดม้วนอยู่แล้ว เพราะมันคือต้นทุน แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย มันคือผ้าเป็นม้วนๆ ที่เหลือจากการซื้อมาเผื่อเหลือเผื่อขาด ทั้งๆ ที่ทางโรงงานได้คำนวณการใช้ผ้ามาเป็นอย่างดี สำหรับเราการตัดแพตเทิร์นคือศาสตร์ชั้นสูง เพราะทั้งหมดต้องผ่านกระบวนการคิดที่มีขั้นตอนและมีรายละเอียดเยอะมาก ถึงขั้นต้องคำนวณหาพื้นที่ของผ้าด้วยจุดทศนิยม แต่ถึงอย่างนั้นการ์เมนต์ก็ไม่สามารถใช้ผ้าได้ทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ เต็มที่ใช้เพียง 97 เปอร์เซ็นต์  

เท่ากับว่า 1-3 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือคือขยะหรือของเหลือ เพราะอะไรจึงเป็นแบบนั้น 

        พล: อธิบายเบื้องต้นคืออย่างเวลาจะผลิตผ้าในแต่ละครั้ง เริ่มต้นด้วยการสั่งทอผ้า โดยใช้เวลาในการทออยู่ที่ 60 วันต่อครั้ง ซึ่งขึ้นอยู่กับขั้นต่ำของการทอด้วย เช่น ลูกค้าสั่งเสื้อ 100 ตัว เราจะสั่งผ้าเอาไว้เผื่อเหลือเผื่อขาด เพราะหากไม่พอขึ้นมาจริงๆ เท่ากับว่าจะต้องรออีก 60 วัน แต่หากจะเอาแบบเสกได้เลยก็คงแพงมาก และบางโรงทอก็ไม่รับจำนวนขั้นต่ำที่ 100 ตัว เขาอาจจะรับที่ 200 ตัวก็ได้ บางครั้งก็จำเป็นต้องสั่งมา ซึ่งก็เกินอยู่แล้ว นี่เป็นแค่หนึ่งในกระบวนการเกินของระบบอุตสาหกรรม เพราะทุกโรงงานจะมี Value Chain ที่เป็นตัวแปร ไม่มีอะไรในกระบวนการจะราบรื่น เพราะมีเงื่อนไขและข้อแม้มากมายที่ทำให้ทุกคนที่อยู่ในสายพานนี้อยู่รอดได้ แต่ความอยู่รอดได้ของทุกคน กลับทำให้เป็นของเหลือ ที่เหลือและเหลืออยู่ตลอดเวลา จนสะสมไว้เป็นจำนวนมากแทบจะล้นโกดัง

 

         แอ๋ม: ผ้าเหลือสต็อกของเรา จริงๆ แล้วก็คือ raw material อย่างหนึ่ง ที่เรามีผ้าเหลือคงค้างจำนวนมากเพราะรูปแบบการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมจะต้องหมุนไปเรื่อยๆ เราไม่มีเวลามากพอที่จะเดินวนกลับไปกลับมาหาหนทางเพื่อใช้ของเก่าที่มีอยู่ในโกดังให้หมด หากทำแบบนั้นเราก็จะเดินต่อไปข้างหน้าไม่ได้ ดูแลคนข้างหลังก็ยาก โรงงานก็ไม่มีความมั่นคง หมดความยั่งยืนด้วยเหมือนกัน 

 

moreloop

ที่ผ่านมาโรงงานการ์เมนต์ได้จัดการขยะหรือของเหลือเหล่านี้อย่างไร

        แอ๋ม: ก็จะมีซาเล้งเวอร์ชันรถบรรทุกขนาดใหญ่มารับซื้อประมาณกิโลกรัมละ 50 บาทเทียบเท่าราคาขยะ เราจะพาเขาเดินดูที่สต็อก เรารู้ว่ามูลค่าผ้าทั้งหมดนี้อาจจะเป็นล้านบาท แต่เมื่อเขามากวาดสายตาดู อาจจะตีราคาเหมาทั้งหมดแค่ไม่กี่แสนเท่านั้น หากเราตอบตกลง เขาก็จะส่งรถสิบล้อมาขน หากรับราคาไม่ได้ เขาก็กลับ เพราะเขารู้ว่าของเหล่านี้กินพื้นที่โรงงาน ทำให้คนรับซื้ออยู่เหนือกว่า เป็นต่อมากกว่า และราคาซื้อขายจะผันผวนตามคนรับซื้ออีกที 

หลังจากมีรถมารับซื้อเหมาแล้ว ปลายทางของผ้าเหล่านี้ไปอยู่ที่ไหน

        แอ๋ม: ซาเล้งก็จะนำผ้าเหล่านี้ไปขายต่อในตลาดสำเร็จรูป ขายปลีกให้กับคนทั่วไปอีกที แต่หากอยากรู้ว่าผ้านั้นเป็นผ้าเหมาสต็อกหรือเปล่า ให้ลองถามชื่อชนิดของผ้าดู เช่น มีผ้า Cotton Spandex ขายมั้ย หรืออะไรก็ได้ที่ยากๆ แปลกๆ คนขายจะบอกว่า ‘มี’ แต่จะให้มาจับเนื้อผ้าเอง แปลว่า ใช่ เพราะเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เวลามาเหมาก็รวมกันไปหมด ไม่ได้มีข้อมูลแยกชนิดผ้าและจำนวนที่มีแนบให้ไป 

มอร์ลูปแตกต่างจากซาเล้งเวอร์ชันรถบรรทุกนั้นอย่างไร

        แอ๋ม: ในเชิงการเป็นคนกลาง เราก็ไม่ต่าง แต่สิ่งที่แตกต่างชัดๆ เป็นเรื่องของการเข้าถึงผ้าดีๆ ที่ถูกใจได้โดยไม่ต้องสั่งทอใหม่ สามารถซื้อในราคาที่จับต้องได้ และไม่มีขั้นต่ำในการสั่งซื้อของฝั่งคนซื้อ และไม่มีขั้นต่ำในการขายจากทางฝั่งโรงงานผ้าที่เหลือสต็อกอีกด้วย

        แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการซื้อขายในราคาที่ถูกมากๆ แสดงว่าต้องมีใครสักคนในวงโซ่นี้ขาดทุนหรือจ่ายแพงกว่าเสมอ คำถามคือทำไมต้องเป็นคนคนนั้นที่ต้องมาจ่ายแพงกว่าคนอื่น แต่ถ้าผู้รับจ่ายในราคาที่ถูกต้องได้ คนขายขายในราคาที่ถูกต้อง แถมยังได้ราคาดีกว่าขายทิ้งแบบถูกๆ ส่วนเราในฐานะตัวกลางก็หมุนธุรกิจต่อได้ ก็ win-win ก่อให้เกิดพันธมิตรกันไปเรื่อยๆ ทำให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องอยู่ต่อได้ 

 

       พล: ที่คุณแอ๋มอธิบาย สิ่งเหล่านั้นทำให้เราเห็นถึงความไม่มีประสิทธิภาพในตลาดผ้าสต็อก เราจึงคิดหาช่องทางที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพที่ดีกว่านี้ ซึ่งเราก็คิดกันอยู่นานมากว่าจะทำอย่างไร ใช้รูปแบบไหน จนสุดท้ายเราใช้แพลตฟอร์มมาร์เกตเพลซ และมอร์ลูปก็เกิดขึ้น 

คอนเซ็ปต์และโมเดลธุรกิจของมอร์ลูปเป็นอย่างไร

        แอ๋ม: คอนเซ็ปต์ของมอร์ลูปคือ upcycling การนำของที่มีอยู่แล้วกลับมาใช้ใหม่ คอนเซ็ปต์นี้จะมีความยืดหยุ่น อะลุ่มอะล่วยระหว่างมอร์ลูปและลูกค้า ที่จะสามารถพูดคุยกันได้บนพื้นฐานของสิ่งที่มีอยู่ เกิดเป็นสินค้าใหม่ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า

        แต่ในขณะเดียวกันก็มีลูกค้าหลายคนชอบคอนเซ็ปต์นี้ แต่ยังคงอยากให้เราผลิตสินค้าที่เท่ากันเป๊ะๆ ซึ่งมอร์ลูปทำให้ไม่ได้ เพราะเรามีผ้าแต่ละกลุ่มสี แต่ละเนื้อผ้าไม่เท่ากัน บางครั้งสั่งล็อตแรกไปแล้ว ลูกค้าบอกว่าขายดี ต้องการสั่งแบบเดิมเพิ่ม เราอาจจะผลิตเพิ่มให้ไม่ได้ เพราะเนื้อผ้าชนิดนั้นหมดไปแล้ว สิ่งที่มอร์ลูปต้องการสื่อสารคือมายด์เซต เราเชื่อว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่คนเราเปลี่ยนมายด์เซต เมื่อนั้นอะไรๆ ก็จะเปลี่ยนได้เช่นกัน 

 

        พล: ส่วนโมเดลธุรกิจของมอร์ลูปมีอยู่สองแบบ แบบแรกคือลูกค้าที่เข้ามาซื้อผ้าอย่างเดียว เช่น ดีไซเนอร์ที่เพิ่งเริ่มทำแบรนด์ แบบที่สองคือ ลูกค้าที่เข้ามาสั่งผลิตเสื้อ กระเป๋า หรือสิ่งของที่ทำจากผ้าแบบสำเร็จรูป เช่น องค์กรต่างๆ ที่ต้องการสินค้าสำเร็จรูปที่อยากมีส่วนร่วมกับคอนเซ็ปต์ของเรา และเรายังรับฝากขายผ้าสต็อกจากโรงการ์เมนต์ที่ผลิตเสื้อผ้าส่งออก และธุรกิจแบรนด์เสื้อผ้าไฮเอนด์ที่มีผ้าเหลือจากการเปลี่ยนคอลเล็กชันอีกด้วย

 

        แอ๋ม: มอร์ลูปคือตัวกลางขายผ้า แต่เราไม่มีผ้า เราเป็นเหมือน Airbnb ผ้าทุกพับทุกชนิดที่เราโพสต์ขึ้นแพลตฟอร์มยังอยู่ที่โรงงานนั้นๆ ซึ่งทางโรงงานก็สามารถขายให้กับลูกค้าตรงเองก็ได้ จะฝากขายผ่านมอร์ลูปก็ได้ วิน-วินทั้งนั้น

 

        พล: และวินไปจนถึงลูกค้ารายย่อยที่ต้องการสั่งผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปแค่ 5-10 ตัว เพราะหากจะวิ่งไปหาการ์เมนต์คงไม่มีที่ไหนเปิดโรงงานให้ หรือคงจะหาผ้าดีๆ ได้ยาก หากไม่ใช่คนรู้จักจริงๆ แต่มอร์ลูปจัดให้ (หัวเราะ) เพราะเรามีหน้าที่ที่จะเข้าไปคุยกับทุกๆ ฝ่าย เป็นตัวกลางที่รวบรวมผ้าและสามารถอธิบายถึงคุณสมบัติของผ้าแต่ละชนิดที่มีอยู่ให้ฟังได้ ก่อนที่จะรับผลิตต่อไป 

 

ระหว่างทางของการทำธุรกิจนี้ สิ่งที่ทำให้พวกคุณแฮปปี้มากกว่าการสร้างรายได้คืออะไร

        พล: คงเป็นเรื่องที่เราสามารถแก้ปัญหาเรื่องผ้าสต็อกให้กับโรงงานได้ 

 

        แอ๋ม: เราเรียกความสุขนั้นเป็น Happy Price ของทุกฝ่ายมากกว่า เพราะบางครั้งมอร์ลูปก็ได้ผ้าดีๆ ในราคาที่คาดไม่ถึงมาเหมือนกัน แต่นั่นเป็นเพราะกลุ่มโรงงานที่มาฝากขายผ้ากับเราต้องการระบายผ้าเพื่อเคลียร์พื้นที่จึงตัดใจขายในราคาว้าวๆ นั่นทำให้ลูกค้าของมอร์ลูปได้ราคาผ้าเนื้อดีในราคาที่ว้าวเช่นกัน ซึ่งราคาที่มอร์ลูปได้มาและจำหน่ายออกไปนั้น ลูปราคาแบบนั้นที่เราเรียกว่า Happy Price ทุกฝ่ายแฮปปี้กับราคาที่ตั้งไว้ ซึ่งไม่ได้แพงไปกว่าตลาดเลย แต่สิ่งที่ลูกค้ามอร์ลูปจะได้รับคือผ้าที่แปลกไปจากเดิมในปริมาณที่น่ารักกว่าเดิม 

ตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจจนถึงทุกวันนี้ มอร์ลูปช่วยระบายสต็อกให้กับโรงงานผ้าได้จำนวนเท่าไหร่

        พล: ในปี 2561 ซึ่งเป็นปีแรกที่ทำมอร์ลูป ตอนนั้นเราระบายผ้าสต็อกได้ประมาณ 700 กิโลกรัม เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เราสามารถระบายผ้าได้ 2,300 กิโลกรัม และปัจจุบัน (17 สิงหาคม 2562) เราระบายออกได้ถึง 3,700 กิโลกรัม นี่คือตัวเลขที่เราระบายออกไปได้จริง ไม่นับรวม order book ในอนาคต ซึ่งมีสั่งจองล่วงหน้ากันเข้ามาเป็นจำนวนอีกไม่น้อย  

มอร์ลูปใช้ระยะเวลาระบายผ้าต่อครั้งนานแค่ไหน

        พล: ยกตัวอย่างแบรนด์เล็กๆ ที่มาฝากขายที่ 30 ล้วน มอร์ลูปใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ พรึ่บ! หมดเกลี้ยง มีคนอยากได้และรอของพวกนี้อยู่ เพื่อนำไปผลิตเป็นสินค้าที่ดีมีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เราเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน

รูปแบบที่มอร์ลูปทำทั้งหมด คล้ายกับกระบวนการ zero waste เวอร์ชันธุรกิจการ์เมนต์ เป็นแบบนั้นหรือเปล่า

        แอ๋ม: ยังไม่ได้ถึงขั้น zero waste เพราะว่าในเชิงการผลิต มอร์ลูปเองก็ยังคงใช้ระบบอุตสาหกรรมที่เป็น fast fashion อยู่ แต่หากจะเป็น zero waste ส่วนใหญ่จะนึกถึง slow fashion ที่เป็นกลุ่มงานคราฟต์ต่างๆ ที่ค่อยๆ ทำและเก็บรายละเอียดไปเรื่อยๆ ส่วนมอร์ลูปคืออยู่ตรงกลางระหว่าง fast fashion กับ slow fashion มากกว่า ที่คอยวิ่งเก็บผ้าจากความเร็ว แต่ก็ผลิตเร็วมากพอที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายได้ ซึ่งก็คือ sustainable fashion ทั้งเรื่องของเวลา ไอเดีย สิ่งแวดล้อม และความอยู่รอดของทุกฝ่ายที่จะขับเคลื่อนธุรกิจไปได้อย่างต่อเนื่อง 

 

        พล: จริงๆ แล้วก็มีคำว่า zero waste patterns ที่ออกแบบแพตเทิร์นให้ไม่เหลือเศษ แต่ถึงอย่างนั้นในกระบวนการอื่นๆ ของระบบอุตสาหกรรมก็ยังเกิดขยะได้อยู่ดี สำหรับเรา zero waste คืออุดมการณ์ที่ยากเกินไปที่จะทำ มีโควตคำพูดหนึ่งบอกว่า เราไม่ต้องการคนจำนวนน้อยๆ ที่ทำ perfect zero waste แต่เราต้องการคนจำนวนมากที่ทำ imperfect zero waste ซึ่งก็ไม่เป็นไร หากจะไม่ได้ทำสิ่งนี้ แต่อย่างน้อยเราเองก็ขอเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ช่วยลดการเกิดผ้าใหม่ที่ไปสร้างคาร์บอนฯ ให้กับโลกนี้ไปได้ไม่มากก็น้อย 

 

        แอ๋ม: เราสามารถใช้รูปแบบของ zero waste patterns ได้ แต่ในความเป็นจริง จะ waste of times มาก (หัวเราะ) 

แต่การลดผ้าใหม่ในวันนี้ ก็จะเกิดเสื้อผ้าสำเร็จรูปใหม่ในวันข้างหน้าจนกลับกลายเป็นขยะอยู่ดี คุณคิดเห็นเรื่องนี้อย่างไร 

        แอ๋ม: เรื่องนี้ก็จริง แต่ถ้าเราไม่เอามาใช้ในวันนี้ ก็จะกลายเป็นขยะทันทีเลย แต่อย่างน้อยเราก็ได้เวลา อาจจะ 5 ปีหรือ 10 ปีก่อนจะเป็นขยะ หรือถูกส่งไปอยู่ที่บ่อขยะกลับคืนมา เพราะทุกสิ่งบนโลกนี้มีความเสื่อม รวมทั้งผ้า ถ้าหากมันถูกใช้ตอนที่ยังใช้ได้ มันก็ยังได้ใช้ประโยชน์ก่อนจะไปถึงจุดจบ

 

        พล: และวิธียืดอายุของมอร์ลูปก็คือการทำผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ สามารถนำกลับมาใส่ซ้ำได้เรื่อยๆ ให้ได้มากที่สุด แต่สุดท้ายก็ต้องทิ้งอยู่ดี ซึ่งทางมอร์ลูปเองก็รู้อยู่แล้วว่าจะต้องเกิดขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ก็ยังคงเป็นคำถามที่เราถามตัวเองกันอยู่เสมอ และจากคำถามนี้ก็จะนำทางให้เราคิดอะไรได้มากกว่านี้อีก ซึ่งเราไม่หยุดไว้เพียงเท่านี้อย่างแน่นอน

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

กองบรรณาธิการ นิตยสาร a day BULLETIN ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคุณแม่ half time เลี้ยงลูกชายวัยเบบี๋ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่ง (ของชีวิต) ต้องปั่นต้นฉบับส่งให้คุณอ่านกันรัวๆ

เรื่องโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง