‘นัชชี่ นัทธ์ชนัน’ เมื่อไอดอลวงร็อกผันตัวเป็นอาสาในกลุ่ม ‘ต้องรอด Up for Thai’

The Guest
14 Jul 2021
เรื่องโดย:

คุลิกา แก้วนาหลวง

ทุกวันนี้ที่ตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่ต้องทำคือเปิดดูข่าวยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมยอดผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นตามกัน นั่นแปลว่าแต่ละวันเราใช้ชีวิตไปพร้อมกับจำนวนผู้คนที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นทุกวัน ทั้งจากผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส และเหตุฉุกเฉินเลวร้ายที่เกิดขึ้น หรือเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงงานหมิงตี้เคมิคอล ที่เพลิงเพิ่งสงบลงไป

        แต่ท่ามกลางบรรยากาศที่ชวนหดหู่ หมดแรง และหมดหวังเช่นนี้ เรายังพอเห็นแสงสว่างเล็กๆ จำนวนมากจากอาสาสมัครโครงการช่วยเหลือต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือผู้คนที่กำลังเดือนร้อนจากวิกฤตการณ์นี้ โดยเฉพาะในกลุ่มอาสาสมัครที่คอยประจำจุดช่วยเหลือของโครงการ ‘ต้องรอด Up for Thai’ มีหญิงสาวคนหนึ่ง ที่ก่อนหน้านี้เธอเป็นศิลปินไอดอลวงร็อกสไตล์ญี่ปุ่น จากเดิมที่ไอดอลเป็นสัญลักษณ์แห่งรอยยิ้มของแฟนคลับ แต่ตอนนี้ ‘นัชชี่’ – นัทธ์ชนัน กัลปนา สมาชิกไอดอลวง AKIRA-KURØ กำลังง่วนอยู่กับการดูแลสต็อกข้าวของเครื่องใช้ที่ได้รับบริจาคมา ทำหน้าที่เป็นแสงแห่งความหวัง ให้กับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างไม่เหน็ดเหนื่อย

จากความช่วยเหลือสู่ความช่วยเหลือ จึงส่งต่อความช่วยเหลือ

        เมื่ออาชีพการเป็นศิลปินในช่วงนี้เรียกได้ว่าอยู่ในสถานะตกงาน นัชชี่ซึ่งเป็นไอดอลจึงว่างงานเช่นเดียวกับศิลปินคนอื่นๆ 

        เธอเล่าให้ฟังถึงเหตุผลที่เข้ามาเป็นอาสาสมัครโรงการ ‘ต้องรอด Up for Thai’ เป็นเพราะรู้จักกับ ‘คุณชายอดัม’ – ม.ร.ว. เฉลิมชาตรี ยุคล ตั้งแต่ที่เขาเข้ามาช่วยเป็นผู้กำกับมิวสิกวิดีโอให้กับวงของเธอด้วยความเต็มใจไม่คิดค่าแรง หลังจากนั้นจึงร่วมทำงานเบื้องหลังกันมาตลอดเลยทำให้สนิทกัน  

        “เพราะเรารู้สึกว่าผูกพันกับเขาก็เลยช่วยงานเขามาตลอด ตั้งแต่งานสมาคมผู้กำกับแล้วก็ติดโควิด-19 ไปด้วยกัน (หัวเราะ) พอหายจากโควิด-19 ก็ไม่มีงานดนตรีเลยจึงตัดสินใจมาช่วยพี่เขา ช่วงแรกๆ โดนจับให้ไปทำงานบัญชีเพราะเราจบบัญชีมา แต่เพราะไม่มีคนเข้ามาทำงานส่วนกองคลัง การเช็กสต็อกของ เราเลยได้มาทำตรงนี้แทน ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ก็ทำมา 2 เดือนกว่าแล้ว”

        แล้วหน้าที่ความรับผิดชอบฝ่ายกองคลังต้องทำอะไรบ้าง – เราถามต่อ

        “ช่วงแรกหน้าที่ของเรามีแค่ดูแลสต็อกของสิ่งของที่ได้รับบริจาค หรือซื้อของเข้ามาเพื่อจัดการให้ทางครัวมาเบิกไปใช้ทำอาหาร แต่พอขยับขยายเป็นศูนย์ช่วยเหลือที่ใหญ่มากขึ้น ก็จะไม่ได้มีแค่หน้าที่ดูแลสต็อกของแล้ว แต่มีหน้าที่ดูแลการแจกจ่าย จำหน่ายออกไปให้กับทีมต่างๆ ที่เข้ามาขอความช่วยเหลือจากเรา เช่น ชุมชนคลองเตยเราก็ส่งข้าวสาร ไข่ น้ำมัน เข้าไปให้โรงครัวเขา ถ้าเขาต้องการอะไรก็สามารถติดต่อเรามาได้ นอกจากนี้ก็มีโรงพยาบาลสนาม แคมป์คนงานเข้ามา ซึ่งเราจะโทร.ไปถามก่อนว่าเขามีกันกี่คน เราก็จะเตรียมของเท่าที่เรามีวิ่งเอาไปให้” 

        ล่าสุดเธอเล่าถึงเหตุการณ์ระเบิดของสารเคมีที่โรงงานหมิงตี้เคมีคอล ในซอยกิ่งแก้ว 21 จ.สมุทรปราการ เพิ่มว่า ในคืนนั้นเป็นคืนที่โหดที่สุดเท่าที่เธอเคยทำงานมาเลย เพราะมีศูนย์อพยพเกิดขึ้นพร้อมกัน 11 ที่ ทำให้ต้องกระจายของช่วยเหลือไปยังศูนย์ต่างๆ ทั้งคืน ทั้งยังต้องส่งของให้กับโรงพยาบาลสนามอีกด้วย “เริ่มช่วงค่ำในคืนนี้จบตีห้าของเช้าอีกวันหนึ่ง” เธอว่า ซึ่งทำให้อาสาสมัครทุกคนต้องทำงานกันหนักมาก ต้องสอบถามข้อมูลกันตลอดเวลา ไหนจะต้องคำนวณว่าอพยพกี่วัน มีจำนวนผู้อพยพกี่คน และต้องใช้ของช่วยเหลือจำนวนเท่าไหร่ 

        “เมื่อคนเดือดร้อนเราก็ไม่รู้ว่าจะพักได้อย่างไร เพราะมีคนมากมายที่ยังอยู่ข้างหลังเรา เราก็ต้องเข้าไปช่วย” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทุ่มต่ำลงนิดนึง

สิ่งที่เห็นผ่านดวงตาของตัวเองผ่านบทบาทของอาสาสมัคร

        ทุกวันนี้แค่เรานั่งไถฟีดข่าวบนจอโทรศัพท์อยู่ที่บ้านก็ได้รับรู้ถึงปัญหามากมายที่กำลังเกิดขึ้นในสังคม แต่สำหรับคนที่ได้เห็นมากับตาตัวเองเช่นคนด่านหน้าแล้ว ยังมีอะไรอีกบ้างที่เกิดขึ้นแต่อีกหลายคนทางบ้านไม่เคยรับรู้ นัชชี่จึงเล่าให้ฟังว่า 

        “ช่วงที่มีข่าวว่าจะล็อกดาวน์แคมป์คนงาน เรารู้มาว่ามีคนที่หนีออกมา แต่เพราะศูนย์ต้องรอดของเราได้เข้าไปช่วยส่งข้าวส่งน้ำ ผลตอบรับที่ได้คือคนงานก็ไม่ได้หนีออกมา การช่วยเหลือของเราทำให้เขาได้อยู่บ้าน ทำให้คนที่กำลังรอเตียง หรือรอไปตรวจเชื้อ ไม่ออกมาเพื่อเสี่ยงต่อคนอื่น

        “หรือคนที่ไปรอตรวจโควิด-19 ฟรี ซึ่งกว่าจะได้ตรวจก็ต้องไปรอรับคิวกันตั้งแต่ช่วงสามทุ่ม เราว่าเป็นอะไรที่เลวร้ายมาก พอเราเป็นคนที่รับฟังว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไรบ้าง เราเลยคิดว่าพอจะเอาอะไรไปช่วยเขาได้บ้าง มีพี่กู้ภัยที่มาช่วยที่ศูนย์เขาก็จะมาเล่าให้เราฟังว่าไปเจอเคสอะไรบ้าง เราเห็นแล้วก็ยังพอช่วยได้ แม้จะไม่ได้ช่วยให้เขาอยู่ได้ทั้งเดือนแต่แค่สัปดาห์เดียวก็โอเค ดังนั้น เราก็จะมีการปรับเปลี่ยนรายการของบ้างเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน และตั้งมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เข้ามา เราจะเห็นได้เลยว่าคนที่เขาเดือดร้อนอยู่ยิ่งเดือดร้อนเข้าไปอีก เช่น ผู้ป่วยติดเตียง” 

        จากที่ความตั้งใจเดิมที่คุณชายอดัมผู้ริเริ่มโครงการตั้งเป้าไว้ว่าจะทำศูนย์ช่วยเหลือนี้เพียงแค่ 3 เดือน แต่หลังจากที่เริ่มโครงการจริง ได้รับรู้ถึงปัญหาของคนที่เดือดร้อนซึ่งนับวันมีแต่ตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้น นัชชี่จึงบอกกับเราว่าคงพับเก็บเป้าหมายที่จะมาช่วยงานกับทางกลุ่ม ‘ต้องรอด Up for Thai’ แค่ 3 เดือนลงกระเป๋า แล้วเปิดศูนย์ช่วยเหลือต่อไปจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น หรือจนกว่ากำลังของอาสาสมัครที่มียังไหว 

        “คนที่อยู่ตรงนี้ล้วนมากันด้วยใจกันทั้งหมด และด้วยสถานการณ์ตอนนี้เราก็เลยมีการเช็กไทม์ไลน์ของอาสาสมัครที่เข้ามาช่วยเราด้วย จึงมีการพ่นฆ่าเชื้อของทุกครั้งทั้งตอนรับเข้ามาและส่งออกไป”

อาสาเยียวยาปัญหา แต่คนอาสาก็เจอปัญหาเช่นกัน

        สำหรับคนที่ทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครนั้นใช้ทั้งแรงกาย และแรงใจแลกไปกับการช่วยเหลือชีวิตคนอื่น ซึ่งถือว่าเป็นงานที่หนักมาก เพราะแทบจะไม่ได้ผลตอบรับกลับมาที่เป็นรูปธรรมเลย แต่ทำไมไอดอลสาวคนนี้ยังมีใบหน้ายิ้มแย้มได้ขนาดนี้ ทั้งที่ต้องเจอกับปัญหาผ่านสายตามากมายในแต่ละวัน 

        “ตอนนี้เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่มีความเครียดสะสมแล้ว เพราะว่าอาสาทุกคนที่อยู่ตรงนี้ไม่ว่าจะทีมไหนก็ตามทุกคนแข็งแกร่งกันมาก พอเราได้มาทำตรงนี้จริงๆ เรารู้เลยว่าคนที่เขามาเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือคนอื่น มีความเครียดที่เขาต้องรับมาจากการที่ได้รับฟังจากชาวบ้านนั้นสูงมาก แต่นัชชี่ก็ยังดีใจที่เราอยู่ในส่วนของคลัง จึงไม่ได้รับรู้ปัญหาของชาวบ้านโดยตรง แต่เป็นส่วนที่รับข้อมูลมา แล้วส่งของออกไปช่วย ซึ่งนัชชี่คิดว่าก็เป็นส่วนที่เหมาะกับเรา และเราก็ทำตรงนี้ได้ดีแล้ว

        “เราอยากให้เข้าใจว่างานของอาสาสมัครไม่ได้ใช่แค่การช่วยเหลืออย่างเดียว แต่เราก็ต้องรับมือจากความเครียดของคนที่เข้ามาด้วย เราจึงพูดกันเสมอว่าเราต้องไปต่อเพราะยังมีคนที่รอความช่วยเหลืออยู่ เราพยายามจะช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ และอยากจะเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านให้เร็วที่สุด แต่มันก็เกิดคำถามว่า ทำไมเราถึงต้องทำกันขนาดนี้ เราก็พูดได้แค่ว่าถ้าไม่ใช่พวกเราที่ทำขนาดนี้ก็อาจจะไม่มีทีมอื่นที่ทำได้ขนาดนี้ก็ได้ เพราะว่าสิ่งที่ทีมต้องรอด Up for Thai แข็งแกร่งมากก็คือเรื่องของสื่อ เรามีทีมของพี่อดัมที่สามารถทำงานด้านสื่อได้เยอะ ซึ่งเป็นการเผยแพร่ออกไปได้ว่ากลุ่มเราทำอะไรอยู่ ซึ่งอาจจะเป็นจุดแข็งของเราเลยที่ทำให้เรายังทำตรงนี้ได้อยู่” 

ต่อให้ต้องเจอกับสถานการณ์ที่เลวร้าย ใช่ว่าจะมีมุมดีๆ ไม่ได้

        “เราเพิ่งได้ส่งของไปให้ศูนย์พักคอยตรงชุมชนริมทางรถไฟ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่คนคลองเตยทำขึ้นมาเอง ไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล เขาจัดเป็นเต็นท์เพื่อแยกออกมาจากครอบครัวเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อโควิด-19 เพื่อรอรถมารับไปโรงพยาบาล เห็นไหมว่าเรามาถึงจุดนี้กันแล้ว 

        “คำถามคือเรามาถึงจุดที่เราต้องดูแลกันเองได้อย่างไร พอเราได้รับฟังเรื่องนี้มาก็มีท้อบ้างแต่ก็ยังไหว และเราก็ยังเห็นว่ายังมีประชาชนที่ออกมาช่วยกันเองเยอะมาก ล่าสุดเราคาดการณ์ว่าจำนวนแอลกอฮอล์ที่จะนำไปแจกจ่ายนั้นไม่เพียงพอ จึงได้เปิดรับบริจาค จนตอนนี้จำนวนแอลกอฮอล์ที่เรามีอยู่กองเป็นภูเขาเลย มีมาเยอะมากๆ เราเลยรู้ว่าทุกคนยังพร้อมช่วยเหลือกันอยู่ ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะเป็นยังไงก็ตาม ภาคประชาชนยังพร้อมจะช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนกว่าเสมอเลย” 

        เธอทำให้เรานึกถึงหนังสั้น หรือคลิปโฆษณาหนึ่งของต่างประเทศ ซึ่งเล่าเรื่องที่เริ่มต้นจากหนึ่งความช่วยเหลือส่งต่อไปยังความช่วยเหลืออีกหลายต่อ กลายเป็นลูกโซ่แห่งความช่วยเหลือ สิ่งที่เธอเล่ามาทำให้เราคิดได้หนึ่งอย่างว่าแม้ในวันที่เจอเรื่องย่ำแย่ หรือเลวร้ายแค่ไหนก็สามารถมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นได้เสมอ

        “อีกสิ่งหนึ่งคือ พอได้มาทำงานในส่วนนี้เรารู้สึกว่าได้เป็นที่รักของใครหลายๆ คน อย่างเวลามีพี่มาส่งของเขาก็ถามว่าเราด้วยความห่วงใยว่าเข้ามาทำตรงนี้ได้เงินบ้างไหม เราก็บอกว่าเราเป็นอาสาสมัครไม่ได้เงินหรอก ทำด้วยใจล้วนๆ แล้วตอนนั้นก็มีรถไอติมผ่านมาพอดีพี่เขาก็บอกว่าเดี๋ยวเลี้ยงไอติมนะ พี่เขาบอกว่าเขามาส่งของอยากได้เงินค่าจ้างจากบริษัท แต่น้องมาทำตรงนี้น้องไม่ได้เงินเลย หลังจากเรื่องนี้เราจึงรู้สึกว่า เราจะได้เจอประสบการณ์ใหม่ๆ เสมอจากคนที่เข้ามาหรือคนที่ออกไป เราจึงก็ยังรู้สึกว่าสนุก แล้วถ้าเรายังไหวก็อยากจะทำต่อไปอีก”

การเติบโตขึ้นจากประสบการณ์การช่วยเหลือผู้อื่น

        การเป็นอาสาสมัครอาจไม่ได้รับค่าตอบแทนในรูปแบบของเงินตรา แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือรอยยิ้ม มิตรภาพที่เจอระหว่างทาง รวมถึงการเติบโตที่ไม่รู้ตัวซึ่งอาจทำให้เราเป็นคนที่ดีกว่าเดิม และรู้ถึงคุณค่าของตัวเองที่ลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม

        “เรารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่รับมือกับสถานการณ์ได้มากขึ้น ได้ทุกทาง เพราะเมื่อมาทำตรงหน้าที่ตรงนี้เราต้องรับมือทั้งทีมงานของเรา ทั้งข้อมูลที่เข้ามาก็เยอะในแต่ละวัน การบริหารจัดการ การประสานงาน ยิ่งเหตุการณ์ฉุกเฉินเข้ามา ไม่ว่าจะฉุกเฉินแค่ไหนเราก็ต้องรู้ว่าเราก็ยังมีหน้าที่ที่ต้องทำ ซึ่งต้องใช้ความใจเย็น และการจัดการอารมณ์ของเราเองด้วย รวมถึงต้องตั้งสติ ไหนจะเรื่องของการแสดงออก การพูดคุยก็เป็นเรื่องที่สำคัญเหมือนกัน เราต้องรับมือกับคนทางโซเชียลฯ แล้วคนที่อยู่ตรงหน้าเรา เราก็ต้องปรับตัวเองและเรียนรู้ที่ว่าเราจะต้องพูดอย่างไรเมื่อเราทำงาน”

จากคนที่มอบความสุข กลายเป็นคนที่ได้รับความสุข

        “เรามาทำตรงนี้ ทุกคนก็รู้แหละว่าเป็นงานที่เครียด อย่างเราเป็นไอดอลที่มอบความสุขและรอยยิ้มให้กับแฟนๆ ล่าสุดก็เพิ่งทวิตเตอร์ไปหาแฟนคลับว่า ขอโทษนะที่ช่วงนี้โซเชียลฯ ของเราทั้งหมดจะไม่ใช่เรื่องที่ทำให้ทุกคนยิ้มได้เลย เราโพสต์ถึงสถานการณ์ในช่วงนี้ยังศูนย์พักคอยที่ประชาชนทำขึ้นมาเอง ซึ่งไม่ได้ทำให้ทุกคนยิ้มได้ นัชชี่รู้สึกว่าการเป็นศิลปิน หรือการเป็นไอดอลมันคือการสร้างรอยยิ้ม นัชชี่ก็ทำได้แค่ขอโทษแฟนคลับที่ตอนนี้ทำให้ทุกคนยิ้มไม่ได้ 

        “แฟนคลับก็เลยบอกว่าเมื่อก่อนนัชชี่เป็นพลังบวกให้กับพวกเขา ตอนนี้แฟนคลับก็อยากจะเป็นพลังบวกให้กับนัชชี่ จะอยู่ข้างๆ นัชชี่ที่คอยช่วยเหลือคนอื่นอยู่ก็เลยทำให้เรารู้สึกว่าเราโตมากขึ้น รู้สึกว่าตัวเองไม่ต้องมาแบกอยู่คนเดียว งานบางอย่างคนมาน้อยก็จริงแต่ก็มีคนช่วย ของบางอย่างเราไม่มีเราก็ขอรับน้ำใจจากคนอื่นได้ มันทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว  สองเดือนที่เราได้มาทำตรงนี้มันทำให้เราคิดเลยว่าการช่วยเหลือมันไม่ได้เดียวดายขนาดนั้น”

        ก่อนจากกันไป ไอดอลสาวที่ตอนนี้กลายเป็นอาสาสมัครพลังบวกให้กับทีมงาน ก็ฝากบอกว่าใครที่ยังมีไทมไลน์ที่สะอาดอยู่ ก็สามารถไปช่วยเป็นอาสาสมัครที่ศูนย์ ‘ต้องรอด Up for Thai’ ได้ 

        “เพราะการได้มาเป็นอาสาสมัครคือการได้ทำเพื่อใครสักคนจริงๆ สิ่งที่เราทำไปถึงมือพวกเขาจริงๆ ทุกคนอยากให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ไม่อยากให้มีการสูญเสียเกิดขึ้น ถ้าเรายื่นความช่วยเหลือไปให้ในจุดที่ยังขาดอยู่ก็จะสามารถช่วยพวกเขาได้จริงๆ ดังนั้น ถ้าเราสามารถช่วยตรงไหนได้ให้ช่วยกัน แต่อย่าช่วยจนตัวเองลำบากไปด้วยก็พอ ถ้าคุณไม่สะดวกในการบริจาค เราแค่ขอให้คุณไม่ป่วยก็ขอบคุณมากๆ แล้ว”


Where to Donate

สำหรับคนที่อยากช่วยเหลือด้วยการบริจาคอาหาร และข้าวของเครื่องใช้ สามารถบริจาคได้ที่ ศูนย์อาสาต้องรอด Up for Thai วัดเทวสุนทร เลขที่ 1 หมู่ 19 ถ.กำแพงเพชร 6 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 รายละเอียดเพิ่มเติมที่เฟซบุ๊ก ต้องรอด Up for Thai


MVP Coin
Social giving | Stake for society

ส่วนใครที่มีเหรียญ MVP Coin ก็สุขใจในการเป็นผู้ให้ง่ายๆ โดยผู้ถือเหรียญร่วมล็อกดาวน์นี้ สามารถบริจาคเงินผ่านการถือครองเหรียญ MVP Coin เพื่อช่วยเหลือผู้ที่กำลังประสบภัยสาธารณะได้ เมื่อครบกำหนดการกักตัว 14 วัน ผู้ใช้งานเหรียญ MVP สามารถ Unstake เหรียญ เพื่อรับเหรียญคืนเต็มจำนวนได้ทันที และเหรียญ MD ที่ได้รับมาจะสามารถใช้งานได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2564 ซึ่งหลังจากนั้นเหรียญ MD จะสิ้นอายุการใช้งาน และถูก Burn ออกไปจากระบบทั้งหมดภายในวันที่ 1 สิงหาคม 2564

ผู้ที่สนใจและมีเหรียญ MVP สามารถเข้าร่วมไปใช้บริการได้ทันที ตั้งแต่วันนี้ที่ www.mvp-coin.com

หมายเหตุ: เหรียญ MVP นี้ไม่ใช่การลงทุน แต่เป็นกิจกรรมร่วมสนุกและตอบแทนสังคมสำหรับผู้มีเหรียญ MVP ภายในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ผู้ที่มีเหรียญ MVP จะต้องศึกษาและทำความเข้าใจในกระบวนการ Stake ก่อนเข้าร่วมกิจกรรม


ภาพ: ต้องรอด Up for Thai

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

คุลิกา แก้วนาหลวง

ชอบพูดคุยผ่านการขีดเขียนด้วยตัวอักษร อาศัยอยู่ในโลกจินตนาการ และใฝ่ฝันว่าวันหนึ่งจะกลายเป็นลูกครึ่งสัตว์วิเศษ