อุ๋ย Buddha Bless: ไม่ต้องนับถือศาสนาก็ได้ แต่ให้มองความทุกข์อย่างเข้าใจ แล้วจะค้นพบธรรมะเอง

The Guest
3 Jan 2020
เรื่องโดย:

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ, ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

Highlights

เมื่อแนวทางคำสอนของพระพุทธเจ้าอาจเหมือนยาขมหม้อใหญ่ที่ดื่มยากแต่ได้ผลดีที่สุด อุ๋ย Buddha Bless จึงดื่มยาขมนั้นด้วยตัวเอง เพื่อนำมาบอกเล่าถึงรสชาติแห่งความเป็นจริงของชีวิต และวิธีทางวางทุกข์ให้ทุกคนเข้าใจได้ไม่ยาก โดยที่คุณไม่ต้องดื่มยาขมก็ได้ ขอแค่รับฟังและนำไปปรับใช้ก็พอ

อุ๋ย Buddha Bless

ตั้งแต่ที่ทุกคนรู้ว่าคุณเชี่ยวชาญในเรื่องหลักคำสอนของศาสนาพุทธ ปัญหาส่วนใหญ่ที่คนเข้ามาขอคำปรึกษาคุณคือเรื่องอะไร

        เรื่องงานก็มี ทุกข์เรื่องเงินแล้วมาขอยืมก็มี (หัวเราะ) แต่ที่เยอะสุดคงเป็นทุกข์ทางใจ

คุณใช้หลักพุทธศาสนาบอกคนเหล่านั้นอย่างตรงไปตรงมาเลยหรือเปล่า

        ผมใช้ในตอนแรก แต่หลังๆ ผมรู้สึกว่าการบอกเขาแบบนี้มันจับต้องยาก ผมเลยพยายามนึกถึงตัวเอง ว่าถ้าตัวเองเจอปัญหาแบบนั้นแล้วจะทำอย่างไร เช่น เวลาผมมีปัญหาเรื่องความรัก ผมทนอยู่กับมันได้นานมาก เรื่องอื่นผมจะผ่านมาได้สบายๆ แต่พอมานึกภาพเวลาผมตื่นขึ้นมาแล้วความทุกข์เพราะรักนั้นหายไป ตัวเราเองจะดีขึ้นได้แบบไหน จนในที่สุดผมก็เลยได้รู้ว่าการที่เราไปต่อไม่ได้ก็เพราะมึงจมลงไปเอง ดังนั้น มึงต้องตกต่ำจนมึงตื่นขึ้นมาเอง

        ดังนั้น พอมีคนมาปรึกษา ผมเลยบอกว่า หากอยากให้ทุกข์หายไปก็อย่าเพิ่งอยากให้มันหายไปเร็ว ให้ทำใจก่อน เปรียบเหมือนเป็นเรามีแผลอยู่แล้วเดินไปชนโต๊ะ ชนเก้าอี้ซ้ำ เพื่อให้รู้ว่าเราเจ็บ สิ่งที่ทำอันดับแรกคือยอมรับกับคำว่า ‘รอเวลา’ ที่จะหาย ไม่อยากรอก็ต้องรอ พอยอมรับได้แล้วมันจะหายทุกข์ไปสเต็ปหนึ่ง แต่ถ้าคุณยังอยากจะอุ้มความทุกข์นั้นไว้ แล้วบอกว่าอยากฟังเพลงเศร้า อยากจะจมกับมัน ผมบอกได้คำเดียวว่า ‘เชิญ’ แล้วไปให้สุดทาง แต่หากทางที่เลือกนั้นคุณเลือกที่จะไปดื่มเหล้า ขับรถชน แล้วตาย คุณจะไม่มีวันได้กลับมาแก้ตัว ในทางกลับกัน ถ้าคุณไปจนสุดทางในระดับที่ไม่สุดโต่ง เปรียบเสมือนคุณถือก้อนหินก้อนใหญ่ไว้จนเมื่อยไปต่อไม่ไหว คุณก็คิดที่จะวางมันลงได้เอง ดังนั้น คุณก็ทุกข์ไปเลย อยากจะนึกถึงอดีตก็นึกไปเลย เดี๋ยวคุณไม่ไหวแล้วคุณก็จะวางมันลงเอง

ถ้าบอกว่าที่ทำได้ก็เพราะผ่านมาแล้วนี่คุณก็เลยพูดได้น่ะสิ คุณจะโต้แย้งอย่างไร

        ก็ใช่ ที่ผมพูดได้ก็เพราะว่าผมเคยเป็นแบบนั้นมาก่อน มนุษย์เราไปๆ มาๆ ก็กวนตีนน่าดู บางทีก็เหมือนจมทุกข์อยู่อย่างนั้น แล้วอยู่ๆ ก็ดีขึ้นเฉย แต่พอบอกว่าอย่าคิดมาก อย่าไปจม กลับยิ่งทำให้เราคิด เราจม ซึ่งก็จริงที่เพราะผ่านมาแล้วผมจึงพูดต่อได้ อย่างที่ พระอาจารย์นวลจันทร์ กิติปัญโญ ท่านเทศน์ให้ฟังตอนหนึ่งว่า ‘ทุกข์ให้ถึงที่สุด แล้วจะถึงที่สุดของทุกข์ พอถึงที่สุดของทุกข์ ก็จะวางเอง การปล่อยวางนั้นพูดง่าย แต่การหาวิธีวางยากกว่า’ ผมจึงเข้าใจเลยว่า จริงๆ แล้วต่อให้สิ่งของที่ถือมามีน้ำหนักเบา แต่ถ้าถือไปนานๆ สุดท้ายเราก็อยากวางอยู่ดี

ทั้งๆ ที่คุณรู้ว่าคนเราทุกข์เพราะเรื่องทางใจ ทำไมคุณถึงไม่ทำเพลงที่ตอบโจทย์เพื่อแนะนำพวกเขาในทางอ้อมไปเลย

        ผมมองว่าการทำเพลงแบบทิ้งดิ่งหรืออกหักหนักๆ ไปเลย ใครๆ ก็ทำ อีกอย่างผมเห็นข้อเสีย คือถ้าดิ่งแล้วเรากลับขึ้นมาได้ แสดงว่าเรามีลิมิต แต่ถ้าดิ่งไปเลยแล้วออกมาเป็นเพลงที่สร้างยอดเข้าชมร้อยล้านวิว โดยที่เนื้อเพลงบอกว่า ไปชนแก้วกัน ไปเมากัน ต้องดื่มให้เมา ผมบอกเลยว่า ขอโทษนะ อย่าหาว่าพี่หัวโบราณ พี่ขอไม่ทำเนื้อเพลงแบบนี้ได้ไหม

เพลงไหนที่คุณคิดว่าให้ข้อคิดกับคนได้ดีที่สุด

        Live and Learn คือเพลงที่ยกให้เป็นไอดอลของผม ตามด้วยเพลง ฤดูที่แตกต่าง ของ บอย โกสิยพงศ์ และเพลง ความเชื่อ ของ Bodyslam สามเพลงนี้ทำให้ผมอยากทำอาชีพนี้ รวมถึงเพลงสะท้อนสังคม เพราะให้ข้อคิดคนได้ ทำให้คนที่อยู่ดินแดนที่เป็นด้านลบกลับมาอยู่บนดินแดนที่เป็นด้านบวกได้ ส่วนเพลงที่ผมชอบที่สุดคือ ลืมไป ของแว่นใหญ่ ชอบท่อนเนื้อร้อง… ‘ลืมไปว่าทุกวัน อาจไม่ได้เจอเธอเหมือนเดิม’ ประโยคนี้ให้สติคนได้มากและก็ฮิตด้วย ผมว่าเพลงนี้คือที่สุดของส่วนผสมแล้วล่ะ

 

แล้วเพลง ทำให้ตาย ของคุณล่ะ

        (หัวเราะลั่น) ผมรู้สึกจั๊กจี้กับเพลงตัวเองนิดๆ นะ คือผมไม่ได้เป็นคนที่พร้อมจะตายเพราะความรัก ผมพร้อมจะตายด้วยการขับรถปาดหน้ากันมากกว่า ผมเป็นพวกพร้อมบวกนะ ทำไมเราจะต้องมานอนจมอยู่บนเตียงแล้วตายวะ ดูไม่เจ๋งเลย ผมไม่ได้อินกับแบบนั้น อีกอย่างมันก็เป็นทุกข์ ทำให้คนติดอยู่กับอารมณ์เศร้าด้วยซ้ำ

แสดงว่าเวลาที่คุณทำผลงานออกมา มันต้องตอบโจทย์สิ่งที่อยู่ภายในของคุณก่อนเสมอ

        ผมว่าเป็นส่วนสำคัญเลย เรียกว่าเป็นแรงขับภายใน ถ้าทำจากแรงขับภายนอกซึ่งก็คือความต้องการของตลาดอย่างเดียว ทำออกไปแล้วไม่มีความเป็นเราอยู่ในนั้นเลย แป้กด้วย แถมตลาดก็ไม่เอา แล้วนี่เรากำลังทำอะไรอยู่ แต่ถ้าคนไม่ได้คิดอะไรเยอะ ก็อาจจะรู้สึกว่าคือการทดลอง เหมือนปล่อยสินค้าไปถ้าไม่โดน ลองใหม่ก็ได้ แต่สำหรับผม ไม่ได้มองว่ามันเป็นโปรดักต์ ผมมองว่าการทำเพลงเป็นงานศิลปะ มันจะต้องมีความเป็นตัวเราอยู่ในนั้นด้วย ดังนั้น หากเลือกที่จะขายวิญญาณแล้วผลลัพธ์คือขายไม่ได้ เราจะรู้สึกว่าวิญญาณเราแม่งโคตรถูก (หัวเราะ) ขายแล้วเสือกไม่มีคนซื้อด้วย ก็เลยรู้สึกว่าถ้าจะยอมขายขนาดนั้นแล้ว ก็ต้องตอบโจทย์ในทางใจเราระดับหนึ่ง

คุณคิดอย่างไรกับการที่เห็นว่าโลกโซเซียลฯ ทำให้คนเราเป็นทุกข์มากขึ้น

        ผมยังเป็นเลย ขนาดผมแนะนำคนอื่น กระบวนการที่เราเกิดความทุกข์โดยที่อิจฉาหรือเปรียบเทียบมันสั้นมาก รู้ตัวอีกทีก็ถึงตอนจบแล้ว นั่นคือเราทุกข์ไปแล้ว เราอยากเป็นอย่างเขาแล้ว เป็นเรื่องธรรมดามากที่เวลาใครได้เงินโบนัสเยอะๆ ได้เที่ยวที่สวยๆ กินดีอยู่ดี ส่วนใหญ่ก็จะมาโพสต์ลงโซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งเป็นเรื่องตื่นเต้นของเขา เขาอยากแชร์โมเมนต์ดีๆ ของตัวเอง ซึ่งบางคนเขาก็ไม่ได้อยากให้คนอิจฉาก็มี และก็มีประเภทที่อยากให้คนอื่นอิจฉา แต่ก็จะมีคนบางประเภทเหมือนกันที่เขารู้สึกดีกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เขาไม่รู้จะถ่ายรูปแล้วเอาไปแชร์ให้ใครฟังหรือดู อย่างสมัยก่อนที่ไม่มีโซเซียลเน็ตเวิร์ก เราอาจจะโทรศัพท์ไปบอกแม่ว่าวันนี้ได้งาน ได้ไปที่นั่น ได้กินอันนี้ พอมีโซเชียลเน็ตเวิร์ก เขาก็บอกผ่านทางนี้ไป คนได้รู้กันเยอะดี กดโพสต์ครั้งเดียวรู้กันหมด

        แต่คุณลองคิดดู คนที่เสพสื่อแบบนี้ ได้เฝ้ามองความตื่นเต้นของคนอื่นนับร้อยคน ร้อยความตื่นเต้น จนแล้วจนรอดก็อดที่จะเอาไปเปรียบเทียบไม่ได้ว่าชีวิตทุกคนดีหมดเลย ยกเว้นตัวเอง กลายเป็นว่าไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี กลับอยากเป็นเหมือนคนอื่น ความทุกข์จึงคูณสอง ทั้งไม่พอใจสิ่งที่ตัวเองมี อยากมีแบบเขา ซึ่งหลายคนไม่รู้ตัว และไม่กล้ายอมรับว่าเราอิจฉาเขาอยู่

ยิ่งอิจฉามากเท่าไหร่ คนก็ยิ่งทุกข์มากขึ้นเท่านั้นใช่ไหม

        ความอิจฉาคือเรื่องปกติ ยิ่งเราอยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ย่อมเกิดการเปรียบเทียบอยู่ตลอดเวลา เราจะต้องเป็นผู้ชนะถึงจะได้รับการจดจำ จนเราเผลอเปรียบเทียบโดยที่ไม่รู้ตัวมากกว่า จนกลายเป็นทุกข์

ทุกอย่างย่อมมีสองด้าน คุณมองว่าข้อดีของโซเซียลเน็ตเวิร์กคืออะไร

        ผมมองว่าโซเซียลเน็ตเวิร์กทำให้คนหิวยอดไลก์ กระหายยอดฟอลโลว์ เพราะสิ่งนี้เอาไปวัดผลได้ และบางอย่างก็กลายเป็นข้อดี ตอนที่ผมไปถ่ายงานที่ประเทศอังกฤษก็มีน้องช่างภาพไปด้วย ปรากฏว่าเขาจะอยู่เที่ยวต่อหนึ่งเดือนโดยไม่กลับพร้อมกับผม ปรากฏว่าด่านตรวจคนเข้าเมืองเขาไม่ให้เข้า ตอนนั้นพวกเราไปกันเป็นทีม ผมก็โดนล็อกตัวนั่งสัมภาษณ์ เขาสงสัยน้องช่างภาพว่าเงินในบัญชีก็ไม่ได้ดีมาก แถมยังเดินทางต่างประเทศเป็นครั้งแรก แล้วจะอยู่ต่อหนึ่งเดือน จะไปอยู่ที่ไหน สุดท้ายคุยกันเกือบชั่วโมง ผมก็ยังไม่ได้เข้าประเทศ เขาจึงขอดูโซเชียลมีเดียของเรา เพราะเราบอกว่าเราเป็นศิลปิน แต่ครั้งนี้ไม่ได้มาเล่นคอนเสิร์ต จึงใช้วีซ่าท่องเที่ยว สุดท้ายเขาต้องดูยอดผู้ติดตามของผม ซึ่งมีเป็นแสน เขาจึงยอมรับได้ และผมก็สามารถรับรองคนที่มาด้วยได้

        กลายเป็นว่า เฮ้ย! ยอดผู้ติดตามเป็นเครดิตในการทำให้เราเข้าประเทศได้ ต่อจากนี้ใครบอกว่าการบ้ายอดผู้ติดตามเป็นเรื่องปัญญาอ่อน อย่าไปบ้าจี้ตาม ผมบอกเลยมันไม่ปัญญาอ่อนแล้วนะเว้ย มันเป็นโซเชียลเครดิตอย่างหนึ่งเลยในตอนนี้

 

อุ๋ย Buddha Bless

สิ่งนี้จะยิ่งทำให้เด็กรุ่นใหม่มีอัตตาที่สูงขึ้นจนไม่ยอมลงให้ใครไหม

        จริงๆ มันก็คือดาบสองคมที่อาจทำให้เด็กโหยหายอดผู้ติดตามและต้องทำอะไรก็ตามเพื่อให้ยอดเพิ่มขึ้น ซึ่งอัตตาเป็นผลมาจากโซเซียลมีเดีย มันชี้นำทุกอย่างได้อย่างเร็วมาก คนจะรักหรือจะเกลียด เขาสามารถโต้ตอบเรากลับมาได้ทันที อย่างสมัยก่อน หากเราไปนั่งวิจารณ์อะไรสักอย่างกับเพื่อนในมหาวิทยาลัย บางคนเขาอาจจะนั่งฟังเฉยๆ บางคนก็แค่ชักสีหน้าหากไม่เห็นด้วย หรือยิ้ม ผงกหัวตามเพราะเห็นด้วย ทุกอากัปกิริยาของเพื่อนเราอาจจะไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำ แต่ทุกวันนี้ สิ่งเหล่านี้คือการกดไลก์ การพิมพ์คอมเมนต์ แล้วปริมาณไม่ได้อยู่แค่เพื่อนที่โต๊ะที่ส่งกลับมา ในนั้นอาจมีญาติ พี่น้อง เพื่อนสมัยประถม สารพัดคน ยิ่งผมเป็นคนสาธารณะ ทุกอย่างมันโต้ตอบกลับมาทันที เหมือนโดนเขวี้ยงก้อนหิน

คนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มประกาศตัวว่าเขาเป็นคนที่ไม่นับถือศาสนาใดๆ แล้ว นั่นหมายความว่าเขาจะไม่มีวันรับธรรมะเข้าสู่จิตใจเลยใช่ไหม

        เป็นคนละเรื่องกันเลยนะ เพราะตอนเด็กๆ ผมก็เคยเป็นแบบนั้น ผมเป็นเด็กบ้าเหตุบ้าผลมากๆ ผมเช็กทุกอย่าง ตั้งคำถามเยอะ จนมาถึงวันที่ตัวเองปฏิเสธทุกอย่าง ยึดติดกับความคิดของตัวเองโดยที่ไม่ได้ทดลอง เชื่อคนอื่น และก็งมงายไม่ต่างกับคนอื่น ผมเคยมองว่าการไปนั่งหลับตาทำสมาธิ เดินจงกรมอยู่กับที่ เป็นเรื่องที่โคตรงี่เง่าไร้สาระ ชีวิตจะดีขึ้นได้อย่างไรกับการทำอะไรแบบนี้ ตอนนั้นผมตัดสินไปแล้วทั้งๆ ที่ไม่ได้ลองทำ จนวันหนึ่งผมจึงคิดใหม่ ลองทำในระดับที่สามารถวัดผลได้ คือถ้าผมนั่งสมาธิ 3-5 นาที อาจจะยังไม่เห็นผล ผมจึงลองเข้าคอร์สจริงจัง

        หากเราเป็นคนบ้าเหตุบ้าผลจริง ก็ควรจะต้องทดลอง ตั้งสมมติฐานก่อน แล้วค่อยสรุปผล ถ้าไม่จริงเลยสักนิดเดียว ผมจะมาบอกทุกคนเลยว่า ‘มึงอย่าไปทำ’ หรือ ‘ไร้สาระ’ แล้วผมจะไม่กลับไปทำอีก แต่ถ้าพิสูจน์มาแล้วว่าดีจริงก็ถือว่าเป็นกำไรชีวิต พอไปลองก็รู้สึกว่าที่ผ่านมาเหมือนไปติดกระดุมผิดทั้งแผง พอเม็ดแรกติดผิด เม็ดต่อๆ ไปก็ย่อมผิด การไปลองในครั้งนั้นของผมคือการไปติดกระดุมเม็ดแรกใหม่ จากนั้นผมก็ค่อยๆ ติดให้ถูกต้อง

        ย้อนกลับไปที่คำถามว่า ‘ถ้าเขาจะไม่นับถือศาสนา’ เขาก็ทำได้ ไม่ผิดอะไรเลย แต่เขาควรศึกษาให้ถ่องแท้ก่อนแล้วค่อยเลือกตัดสินใจ อันนี้ผมว่าแฟร์กว่า เพราะการนับถือศาสนาแล้วบอกว่าเราเป็นพุทธ เราเป็นคริสต์ เราเป็นมุสลิม เป็นแค่การแปะป้ายบอกคนอื่นเฉยๆ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือการทำตัวอย่างไรมากกว่า คุณทำตัวดีขึ้นหรือเปล่า คุณเป็นชาวมุสลิมที่ดีหรือเปล่า เป็นชาวคริสต์ที่ดีหรือเปล่า เพราะว่าถ้าคุณยังดื่มเหล้าเมามาย ด่าทอคนอื่น แล้วยืนยันว่านับถือศาสนาพุทธ ผมมองได้สองอย่างคือเขาแค่เชื่อในสิ่งที่ศาสนาพุทธสอนกับเขาปฏิบัติตัวตามที่ศาสนาพุทธสอน (เหรอ) ส่วนคนที่บอกว่าไม่นับถือศาสนาอะไรเลย แต่เขาเป็นคนที่นึกถึงใจเขาใจเรา จะพูดอะไรนึกถึงคนอื่น คนอย่างนั้นผมว่าน่านับถือมากกว่าคนที่ทำความเดือนร้อนให้กับสังคมเสียอีก

หากเราดึงป้ายบ่งบอกศาสนาออก เราควรสูดอะไรเข้าตัวเองและผ่อนอะไรออกไป

       การนึกถึงส่วนรวม ผมมองว่าเป็นสิ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นได้น้อยมาก อย่าง ศีล 5 ที่ศีลสี่ข้อแรกก็คือการนึกถึงคนอื่น ส่วนข้อ 5 ดื่มสุรา หากคุณดื่มในปริมาณที่เหมาะสม คุณไม่ได้ไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่คนอื่น ผมว่าก็เกือบจะครบแล้ว นอกจากนี้คือการไม่เห็นแก่ตัว ไม่อยากไปเอาของคนอื่น ไม่ไปผิดลูกผิดเมียคนอื่นเขา นึกถึงใจคนอื่น แค่นี้ก็ดีมากแล้ว และถ้าพิจารณาให้ดีคุณจะพบว่าหลักการทั้งสี่ห้าข้อนี้คือหลักของการอยู่ร่วมกันในสังคมล้วนๆ เลย

        แต่หากจะพูดถึงวิธีการในการจัดการกับความทุกข์ แต่ละศาสนาก็ไม่เหมือนกัน บางคนบอกว่าให้ยึดประชาธิปไตย เพราะว่าเป็นหลักสากลที่ให้มนุษย์เท่าเทียมกัน ผมเคยคุยกับเพื่อนชาวเกาหลี เขาบอกว่าเพียงแค่คุณเคารพกฎหมายก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องสนใจศาสนา กฎหมายทำให้คนอยู่ร่วมกันได้ สำหรับผม ถ้าพูดในแง่สังคมก็ถูกต้อง แต่ว่าในแง่ปัจเจก ผมบอกเลยว่าคุณเกิดความทุกข์ขึ้นมาในใจแน่นอน เพราะกฎหมายไม่สามารถแก้ทุกข์ให้เราได้ ศาสนาเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งกว่านั้น ในทางกลับกัน ถ้าคุณถือถือศีล 5 แล้วทำได้จริงๆ สังคมก็แทบจะไม่ต้องมีตำรวจเลย การที่มีกรณีพิพาทกันนั้นก็เพราะเราละเมิด 5 ข้อนี้ไป และถ้าจะลงลึกไปอีกก็จะเป็นการกลับไปจัดการความทุกข์ที่เกิดขึ้นในตัวเรา ที่เกิดจากความคิดของเรา

สิ่งที่คุณบอกมามันดีมากๆ แต่ก็เป็นเหมือนอาหารรสจืดที่หลายคนไม่อยากกิน กว่าจะยอมกินก็ต้องรอให้เจ็บปวดทุกข์ทรมานเสียก่อน

        ผมเจอหลายคนที่ไม่ได้สนใจพุทธศาสนาหรือธรรมะ ผมก็เข้าใจเขา และไม่คิดจะชักชวน เพราะว่าชีวิตของเขาดูมีความสุขดี มีชื่อเสียง มีเงินทอง หรือบางคนอาจจะมีทุกข์อยู่แต่ไม่รู้ตัวว่าทุกข์ เขาก็ยังสนุกสนาน ร่าเริง เขายังไม่เห็นถึงความจำเป็นของธรรมะ แต่พอเกิดความทุกข์ขึ้นจริงๆ บางคนจึงเริ่มมองหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มองหาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่ว่าทางที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นอาจฟังแล้วเป็นเหมือนยาขมไปสักนิด แต่การขจัดทุกข์ไม่ได้มี shortcut สำเร็จรูป ไม่ได้มี how to ง่ายๆ ให้ได้ใช้ ไม่ต่างอะไรกับการออกกำลังกาย ซึ่งนั่นเป็นการออกแรงทางกาย แต่ธรรมะเป็นการออกแรงทางจิต ย่อมต้องเหนื่อยไปกับการเฝ้าสังเกตความทุกข์และความคิดของตัวเอง แน่นอนว่าการปล่อยไหลไปเลยย่อมสบายกว่า

        เพราะฉะนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณมีความทุกข์ ลองหาวิธีอื่นแล้วทุกข์ก็ยังกลับมาอีก ผมก็อยากจะบอกว่าให้มาลองทางพุทธศาสนา ไม่เสียเงิน และใช้ได้เรื่อยๆ เหมือนกับการพกยาที่ไม่มีผลข้างเคียงอยู่ตลอด ทุกข์ขึ้นมาก็ฉีดสเปรย์หนึ่งที ก็จะรู้สึกดี แถมยังสะดวกด้วย แค่ว่าช่วงแรก อาจจะเห็นผลช้าไปนิด ทรมานหน่อยๆ แต่ว่ามีผลข้างเคียงต่ำมากจริงๆ

 

อุ๋ย Buddha Bless

เรื่องจริงที่เจ็บแสบอีกอย่างคือเวลาพูดว่าใช้หลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนาปุ๊บ โอ้โฮ! เชยมาก โคตรน่าเบื่อเลย แต่กลายเป็นว่าถ้าเราพูดถึงเต๋า เซน หรือวิถีการเข้าใจชีวิตของคนญี่ปุ่นต่างๆ กลับดูเก๋ดูเท่ขึ้นมาทันที 

        ผมมองว่าตามทฤษฎีฝรั่งส่วนใหญ่จะมีคำที่เขาบอกว่าสนามหญ้าบ้านคนอื่นเขียวกว่าบ้านเราเสมอ มันเป็นแบบนั้นเลย มนุษย์ส่วนใหญ่จะไม่เห็นค่าสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ แต่จะเห็นค่าสิ่งที่คนอื่นมี ก็เหมือนเรื่องโซเชียลมีเดียที่เราคุยกันไป เมื่อก่อนที่เขาบอกว่าแค่สุขภาพดี มีลมหายใจอยู่ ก็เป็นสิ่งมีค่าของชีวิตแล้วนะ ซึ่งฟังแล้วคำนี้ก็เชยจริงๆ ผมก็ยังรู้สึกแบบนั้นเลย (หัวเราะ) แต่วันที่ผมคัดจมูก หายใจไม่ออก แล้วต้องหายใจทางปาก เราจะรู้สึกถึงคุณค่าของการหายใจได้คล่องจมูกทันที ดังนั้น เราจะไม่เห็นค่าสิ่งที่มันมีอยู่จนกระทั่งเราจะเสียมันไป

       เรื่องเต๋า เซน ก็เหมือนกัน ผมรู้สึกว่าคนไทยอาจจะเส้นผมบังภูเขา เห็นว่าของเดิมมันปนไปด้วยพิธีกรรม คนรุ่นใหม่ก็จะรู้สึกว่าพิธีกรรมเป็นเรื่องปัญญาอ่อน เชื่อไปได้ยังไง เกิดมาเดินได้ 7 ก้าว มีดอกบัวมารอง เรื่องไร้สาระพวกนี้เชื่อเข้าไปได้ยังไง ผมก็เห็นด้วย แต่ก็ไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมดนะ แค่มุมมองของผมคือไม่ได้ให้ค่าตำนานที่เล่าต่อกันมาเลย ผมมองแค่ว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไรไว้ คำสอนนั้นทำให้เราทุกข์น้อยลงไหม แล้วทำให้เราหายทุกข์ได้ไหม ส่วนเรื่องนิยายปรัมปราที่เล่ากันมา จะจริงหรือไม่จริงไม่ใช่สาระที่ผมจะต้องมาสนใจ แล้วบางคนที่บ้าเหตุบ้าผลถึงเวลาจะแต่งงาน คุณก็ยังไปดูฤกษ์ดูยามอยู่เลย คุณยังห้อยหินสีเสริมดวงชะตาที่ข้อมืออยู่เลย อะไรที่เห็นจนชินตั้งแต่เด็กเราจะรู้สึกว่ามันไม่ได้มีค่าอะไร แต่อะไรที่มาจากต่างประเทศหรือดูทันสมัยหน่อยมันเลยน่าสนใจ

สงสัยเรื่องหนึ่งว่า เมื่อเรารู้ตัวเอง มีสติ เข้าใจความเป็นไปของชีวิต อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นดีเสมอ แล้วมันส่งผลให้ความทะเยอทะยานหรือไฟในการทำงานของเราลดลงไปด้วยไหม

        เรื่องนี้แต่ก่อนผมก็แยกไม่ออก พอเขาบอกว่าคนเราทุกข์เพราะความคิด ผมก็ฉิบหายละ อาชีพกูต้องใช้ความคิดเป็นหลักเลยนะ แล้วมันจะแยกยังไงละ จนผมไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม เป็นคอร์สดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายและการเผชิญความตายอย่างสงบ แต่เขาสอนเรื่องจิตด้วย เขาจะมีแบบทดสอบให้ทำ คือให้เรานั่งแล้วก็ขยับมือตามแพตเทิร์น ขยับไปเรื่อยๆ ระหว่างนั้นเราคิดอะไรขึ้นมาให้หยุดทำแล้วจดใส่กระดาษ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม พอครบ 15 นาที คราวนี้เอากระดาษมาอีกแผ่นหนึ่ง ให้เลือกเมนูอาหารที่เราชอบกินมากที่สุด แล้วก็เขียนส่วนประกอบ ขั้นตอนการประกอบอาหารในเมนูนั้นออกมา ถ้าไม่ทราบให้เราลองจินตนาการดูว่าถ้าเราลองทำเมนูนั้นขึ้นมาเอง ขั้นตอนมันน่าจะมีอะไรบ้าง

        เขียนเสร็จแล้วเอากระดาษสองแผ่นมาวางเทียบกัน จะเห็นเลยว่าแผ่นแรกมีแต่อะไรไม่รู้สะเปะสะปะมาก อยู่ดีๆ ก็คิดถึงตอนเด็กๆ อยู่ดีๆ ก็คิดถึงแฟน อยู่ดีๆ ก็คิดถึงเรื่องงาน แต่อีกแผ่นเป็นลำดับขั้นตอน มันชี้ให้เห็นเลยว่าความคิดคนเรามีสองแบบ แบบที่เป็นความฟุ้งซ่านที่เป็น autopilot อันที่สองความคิดสำหรับการใช้ชีวิตและการทำงาน เป็นระบบ เป็นขั้นตอน เป็นลำดับ เราก็เลย อ๋อ มันไม่ใช่ทุกความคิดที่ทำให้เราเกิดความทุกข์ ความคิดที่เผลอไปคิดต่างหากที่ทำเป็นความทุกข์ แต่ความคิดที่ตั้งใจคิดอย่างเป็นระเบียบแบบแผน ไม่นับความกังวลฟุ้งซ่าน ถ้าเราตั้งใจคิดอย่างมีสมาธิ มีสติ มันก่อให้เกิดงานได้ คราวนี้ก็แยกแยะออกละว่าไม่ใช่ไม่ให้คิด ศาสนาพุทธไม่ได้สอนไม่ให้คิด แต่สอนให้รู้ทันเวลาเผลอคิดไป

เข้าใจผิดมาตลอดเลยว่าการปล่อยวางทำให้เราหมดแล้วซึ่งความอยากใดๆ กลายเป็นคนไม่หือไม่อือต่อสิ่งใดๆ ในโลก งานมีเข้ามาก็ทำๆ ไปให้จบไปวันๆ

       เพราะว่า 1 ในมรรคมีองค์ 8 คือทิศทางแห่งการพ้นทุกข์ โดย 1 ใน 8 ข้อนี้ คือการเลี้ยงชีพชอบหรือสัมมาอาชีวะ ดังนั้น ถ้าเราไม่ได้ทำอาชีพที่เดินไปขอข้าวคนกินหรือที่เรียกว่าพระสงฆ์ เราก็ต้องเลี้ยงชีพด้วยอาชีพสุจริต มันก็ต้องมีการคิด มีการวางแผนเป็นเรื่องปกติ เพราะทางพ้นทุกข์ไม่ได้บอกว่าคุณต้องโกนหัวห่มผ้าที่ย้อมด้วยสีแก่นไม้ แล้วไปเดินขอข้าวคนกินถึงจะพ้นทุกข์ได้ แม้กระทั่งสมัยพระพุทธกาลยังมีโสเภณีบรรลุธรรมได้ เพราะฉะนั้น การทำมาหากินเลี้ยงชีพแบบปกตินั้นทำควบคู่ไปได้

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวล่ำขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์ ,, IG/Twitter : @Matt_Doraemon

เรื่องโดย

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

กองบรรณาธิการ นิตยสาร a day BULLETIN ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคุณแม่ half time เลี้ยงลูกชายวัยเบบี๋ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่ง (ของชีวิต) ต้องปั่นต้นฉบับส่งให้คุณอ่านกันรัวๆ

ภาพโดย

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN