ณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ | ต้นไม้ใหญ่หรือใบหญ้า ควรถูกให้คุณค่าไม่แตกต่างกัน

The Guest
25 Jun 2019
เรื่องโดย:

ปริญญา ก้อนรัมย์, วงศกร ยี่ดวง

ในช่วงเวลาของการเมืองที่เข้มข้นที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย เราได้เห็นการต่อรองเชิงอำนาจ กลเม็ดเด็ดพรายที่เหล่านักการเมืองงัดมาใช้ใส่กัน พื้นที่การต่อสู้เชิงความคิดถูกย้ายมาอยู่บนเครื่องมือใหม่ที่เรียกว่าโซเชียลมีเดีย แต่วาทกรรมน้ำเน่าและการผิดสัญญาก็ยังคงมีไม่แตกต่างจากที่ผ่านๆ มา

     แต่สิ่งหนึ่งที่เราสนใจและแปลกใหม่อย่างมากคือความเคลื่อนไหวของการเมืองที่หลากหลาย การสมัครรับเลือกตั้งมีพรรคการเมืองลงแข่งขันมากที่สุดที่เคยมีมา นโยบายหาเสียงเจาะเข้าสู่ประเด็นปัญหาของกลุ่มประชาชนได้ลึกและตรงจุด และเราก็ได้เห็นนักการเมืองที่เป็นตัวแทนของความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม LGBT ผู้พิการ ไปจนถึงกลุ่มชาติพันธุ์

     ‘เก๊ง’ – ณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ คือหนึ่งในนั้น เพราะเขาเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่ออันดับที่ 24 ของพรรคอนาคตใหม่ – Future Forward Party เป็นชาวม้งคนแรกของประเทศไทยที่ได้ก้าวสู่การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

     เส้นทางชีวิตที่ผ่านมาของเขาน่าสนใจมากๆ เพราะเขายืนอยู่ระหว่างคนสองรุ่น ที่ได้ออกไปเห็นโลกกว้างผ่านประสบการณ์ชีวิต ในขณะที่รากของวัฒนธรรมก็ยังคงซึมลึกอยู่ในเนื้อตัว เราอยากชวนคุณไปรับรู้เรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่ง ที่แบกความหวัง ความฝัน และปัญหาต่างๆ จากยอดดอยมาต่อสู้เรียกร้องสิทธิ์ในสภา เพื่อค้นหาจุดสมดุลระหว่างการพัฒนาและการคงความงดงามและหลากหลายของวัฒนธรรมให้คงอยู่

 

ณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์

ถึงจุดๆ หนึ่งผมบอกตัวเองและกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ว่าเราอยู่แบบนี้ไม่ได้แล้ว เราไม่ลงมาพูดไม่ได้แล้ว อันนี้คือจุดที่ทำให้ผมตัดสินใจว่าต้องลงมาสมัครเป็นผู้แทนราษฎร เพื่อเอาปัญหาที่พวกเรารู้ดีมาพูดในสภา

 

จากที่เคยใช้ชีวิตบนดอย พอรับตำแหน่ง ส.ส. เข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ แบบนี้ ต้องปรับตัวเยอะไหม

     ผมต้องหาที่พักในกรุงเทพฯ ต้องจากป่า จากอากาศที่บริสุทธิ์ จากดอยที่วิว สวยงามมาอยู่ในเมือง ต้องเจอชีวิตยุ่งๆ เหมือนทุกคนแล้วครับ (หัวเราะ) ในเมืองวุ่นวาย แต่นี่คือวิถีชีวิตแบบคนเมือง ก็มีทั้งข้อดีและความยุ่งของมัน ส่วนข้างบนดอยอาจจะอยู่ด้วยความสบายใจแต่ก็ขาดอะไรหลายๆ อย่างไม่เหมือนในเมือง

     สมัยก่อนที่ยังหนุ่มๆ ผมก็ทำงานอยู่ในเมือง อยู่ในกรุงเทพฯ ระยะหนึ่ง ก่อนจะกลับไปใช้ชีวิตอยู่บนดอย จริงๆ ผมเคยทำงานมาหลายอย่าง เป็นบ๋อย เป็นเด็กเสิร์ฟ ทำงานในโรงแรม ทำงานในสนามบินดอนเมือง เคยทำงานในเรือสำราญกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ผมน่าจะเป็นชาวม้งคนแรกๆ ที่ได้ไปทำงานท่องโลกแบบนั้น ได้เห็นโลกจากชีวิตจริงผ่านประสบการณ์การเดินทาง ได้เห็นว่าความเจริญเป็นอย่างไร และถ้าจะพัฒนาหมู่บ้านชาวม้งของเราควรจะทำแบบไหน และถ้าเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎร จะต้องกลับไปช่วยเหลือพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ของเราอย่างไรบ้าง

 

หลายคนอยากรู้ว่าคุณเรียนจบอะไรมา

     ผมเป็นคนสองรุ่น ระหว่างคนรุ่นที่มีการศึกษา ได้เห็นชีวิตในเมือง กับคนที่ไม่ได้เห็น ผมเป็นคนม้งที่มีโอกาสได้เข้ามาเรียน ได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ ได้เห็นโลก 3-4 ภาพในตัวคนเดียวกัน แต่ผมเรียนจบจริงๆ แค่วุฒิ ม.6 ยุคนั้นเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว ไม่มี กยศ. ให้เรากู้ยืมเหมือนตอนนี้ พอจบ ม.6 ผมก็เข้ามาสมัครเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง

     แต่ลองนึกดูว่าเด็กคนเดียวเข้ามาอยู่ในเมืองกรุง ไม่มีญาติพี่น้อง ชีวิตก็ลำบาก พอเงินหมดผมก็ต้องทำงานหาเงินเพื่อประทังชีวิตอย่างเดียว ไม่ต้องนับเลยว่าจะมีโอกาสไปเรียน แต่ผมก็คิดว่าถ้าเราไม่มีโอกาสเรียนในมหาวิทยาลัย งั้นผมเรียนจากชีวิตจริงก็ได้ ไม่มีโอกาสเรียนก็อย่านิ่งเฉย คุณเรียนรู้และเอามาใช้ได้เลย

     จุดเปลี่ยนในชีวิตอีกครั้งคือช่วงประมาณ 10 ปีที่แล้ว ผมคิดว่าอยากจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ แต่ชีวิตมันถึงทางสองแพร่ง พอดีแม่ป่วย ตรงนี้ก็เป็นจุดที่ทำให้ชีวิตต้องเปลี่ยนแปลงหมดเลย ผู้หญิงที่ให้กำเนิดเรามาอีกไม่ถึงปีเขาจะจากเราไปแล้วนะ เพราะเขาเป็นมะเร็งในถุงน้ำดี ถ้าเราไปทำตามความฝันของเรา กลับมาอาจจะไม่เจอเขาแล้ว เอาล่ะ ผมทิ้งแผนที่มีทั้งหมดและกลับมาอยู่บ้าน ผมว่าเหมือนพรหมลิขิตกำหนดให้เรามาอยู่ตรงนี้ การมาเป็นผู้แทนราษฎรก็เหมือนกัน เหมือนพรหมลิขิตกำหนดให้ผมมาทำงานตรงนี้ ผมคิดอย่างนั้น

 

คุณเชื่อเรื่องพรหมลิขิต

     ตอนหนุ่มๆ ผมก็ไม่เชื่อนะ แต่ชีวิตผมมันเริ่มต้นแบบนั้นเสียทุกอย่างเลย

 

ที่ผ่านมาคุณคิดว่าต้นตอและรากปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์บนดอยคืออะไร

     ชีวิตชาวม้งกับการเมืองที่ผ่านมา เราเป็นเหมือนเครื่องมือ เป็นดอกไม้ริมทางที่เขาใช้แล้วก็ทิ้งไป ผมไม่ได้เกลียดการเมืองนะ เพราะว่าชีวิตจริงๆ เราก็ต้องผูกพันกับการเมืองอยู่ดี การจะรอคนที่จริงใจมาแก้ปัญหาของเรา เราเข็ดกับที่ผ่านมาแล้ว ถึงจุดๆ หนึ่งผมบอกตัวเองและกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ว่าเราอยู่แบบนี้ไม่ได้แล้ว เราไม่ลงมาพูดไม่ได้แล้ว อันนี้คือจุดที่ทำให้ผมตัดสินใจว่าต้องลงมาสมัครเป็นผู้แทนราษฎร เพื่อเอาปัญหาที่พวกเรารู้ดีมาพูดในสภา ปัญหาที่กลุ่มชาติพันธุ์เจอมีเยอะแยะเต็มไปหมด

     ปัญหาที่ดินอยู่อาศัยและพื้นที่ทำกิน พื้นที่ที่เราเคยใช้ชีวิตปกติได้ เราถูกขีดเส้นว่าต่อไปนี้คุณใช้ชีวิตอย่างที่คุณเป็นอยู่ไม่ได้แล้วนะ แล้ววิถีชีวิตของคุณก็ต้องเปลี่ยนไปจากที่เคยตัดไม้ใช้สอยในชีวิตประจำวัน จากที่เคยมีวิถีชีวิตไปเคารพบรรพบุรุษ เขาบอกว่าคุณเข้าไปไม่ได้แล้ว นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นกับชาวดอย การทวงคืนพื้นป่าคือปัญหาใหญ่ของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์

 

ทำไมคุณถึงคิดว่าปัญหาเหล่านั้นต้องแก้ในสภา

     ทุกอย่างถูกขีดด้วยคำว่ากฎหมาย ด้วยคำว่าพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เวลาเกิดปัญหา ชาวบ้านไปร้องเรียนกับนายอำเภอ นายอำเภอก็บอกว่ากฎหมายว่ามาอย่างนี้ ไปถึงผู้ว่าฯ อธิบดีทุกกระทรวง ก็พูดเหมือนกัน อย่างนั้นถ้าทุกอย่างถูกขีดด้วย พ.ร.บ. ด้วยกฎหมาย เราก็คงต้องมารื้อดูว่ากฎหมายข้อไหนที่ลิดรอนความเป็นมนุษย์ สิทธิความเป็นชาติพันธุ์และวัฒนธรรม คงต้องเข้าไปแก้ ไปดูในสภาถึงจะทำได้

     และผมมีความเชื่อมั่น แม้จะมีอุปสรรคขวากหนาม หรือติดขัดด้วยปัญหาร้อยแปดอย่างไร แต่ผมเชื่อว่าการต่อสู้ในสภาคือวิธีเดียว ผมเชื่อว่าประชาธิปไตยคือการปกครองที่เหมาะที่สุด บางปัญหาอาจจะเหมือนหมอกควันที่เรายังมองไม่ชัด อาจจะเหมือนปัญหาที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อตอไม้ แต่ผมเชื่อว่าวันหนึ่งประเทศไทยจะเป็นพิพิธภัณฑ์ประชาธิปไตยที่คนทั่วโลกมาศึกษาจากไทย และผมก็อยากเห็นภาพนั้นก่อนที่ผมจะจากโลกนี้ไป

 

ณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์

 

ก่อนจะเดินเข้าสู่สภา คุณพกความเชื่อแบบไหนมา

     แน่นอนว่า ถ้าเรามาโดดๆ คนเดียว การที่จะแก้กฎหมายในสภาคงแก้ไม่ได้ เราต้องร่วมกับพรรคที่มีแนวนโยบายที่เห็นปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ อันนี้คือประเด็นที่หนึ่ง

     ประเด็นที่สองต้องเป็นพรรคที่มีนโยบายและมีความตั้งใจจริงที่จะแก้ปัญหาของเรา อันนี้คือโจทย์และเป็นคำตอบสุดท้ายที่ว่าทำไมพรรคอนาคตใหม่ถึงเป็นคำตอบในการตัดสินใจของผม ที่นี่ให้โอกาสพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์มาเป็นตัวแทนของเขา มาใช้สิทธิ์ใช้เสียง มาพูดปัญหาแก้ปัญหาของเขาในสภา

     ผมคิดว่าที่ผ่านมา การแก้ปัญหาอาจจะติดขัดที่ข้อมูล ที่วิธีคิด ซึ่งยังตอบโจทย์ไม่ได้ ผมคิดว่าการมีตัวแทนของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในพื้นและรับรู้ปัญหามาร่วมมาประสานว่าตั้งแต่นี้ต่อไปเรื่องบริหารที่ดินเราจะจัดการกันอย่างไร เรื่องป่าไม้ คนต้องอยู่กับป่าได้ จะอยู่ร่วมกันอย่างไร

     อย่างทุกวันนี้นะครับ ไม่ว่าที่น่าน แม่ฮ่องสอน หรือตาก ปัญหาเหมือนกันหมด คือพื้นที่ในหมู่บ้านอยู่ในเขตป่า การทำมาหากิน คุณจะใช้ประโยชน์การเพาะปลูก หรือทุกอย่างมันถูกขีดเส้นจาก พ.ร.บ. คุณทำอะไรไม่ได้อย่างใจคิด จะสร้างทางก็ไม่ได้ จะขุดบ่อน้ำก็ไม่ได้ บางหมู่บ้านมีสายไฟฟ้าอยู่ข้างๆ แต่ต่อเข้าไปไม่ได้ ก็เพราะว่าอยู่ในเขตป่า นี่คือปัญหา ผมเชื่อว่ายังมีช่องทางแก้อยู่ ถ้าทุกฝ่ายมาคุยหาทางแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์จริงๆ

 

แล้วพอเข้าไปสัมผัสบรรยากาศในสภาจริงๆ เป็นอย่างไร เหมือนที่คาดหวังไหม

     สิ่งที่ผมกังวลใจคือการที่มีผู้แทนราษฎรคนหนึ่งพูดว่า เราต้องยอมรับความไม่เท่าเทียม สิ่งนี้สร้างความกังวลใจให้เราอย่างมาก เพราะถ้าผู้ที่จะมาเป็นรัฐบาลคิดแบบนี้ ปัญหาต่างๆ จะไม่ถูกแก้ และจะไม่มีการยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม ไม่ยอมรับการมีตัวตนอยู่ของกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ ปัญหาต่างๆ ก็คงจะแก้ไม่ได้ อันนี้เป็นความกังวลใจซึ่งไม่ใช่แค่เฉพาะตัวผม แต่กับกลุ่มพี่น้องที่อยู่บนดอยทุกคน

 

ความเป็นมนุษย์ในมุมมองของคุณคืออะไร

     ผมมองว่าเป็นความหลากหลายของวัฒนธรรม ผมไม่มองเรื่องชาติพันธุ์ จริงๆ คำว่าชาติพันธุ์ผมเองก็ไม่ค่อยอยากจะใช้เท่าไหร่ เพราะมันเหมือนว่าเราได้แบ่งแยกว่าชาติพันธุ์นี้เป็นอย่างนี้ ชาติพันธุ์นั้นเป็นอย่างนั้น ผมอยากให้มองเรื่องวัฒนธรรมของชนชาติที่มีความหลากหลายและก่อเกิดมายาวนาน คุณค่าของคำว่าวัฒนธรรมผมว่านี่คือสิ่งที่บอกคุณค่าของมนุษยชาติ

     อีกตัวอย่างหนึ่งคือคำว่า ‘ชาวเขา’ เมื่อไหร่คุณจะคิดว่าทั้งผืนแผ่นดินไทยนี้คือ ‘ชาวเรา’ นะ ไม่ใช่ชาวเขา ตั้งแต่คำพูดและสิ่งที่อยู่ในใจ ถ้าเรายอมรับว่าพวกเราเป็นคนคนหนึ่งที่อยู่ในโลกใบนี้ร่วมกัน เพียงแต่ว่าพื้นที่เข้ามาขีดเส้นว่าอันนี้คือประเทศนี้นะ คือประเทศนั้นนะ ผมอยากเรียกร้อง อยากบอกพี่น้องคนไทยว่าวันนี้กับวันพรุ่งนี้ในอนาคตข้างหน้า เราต้องเจอกับภัยพิบัติทางธรรมชาติเยอะแยะมาก เราควรจะเอาคำว่ามนุษยชาติบนโลกนี้มาเป็นตัวตั้ง เราต้องอยู่ด้วยความรักความเข้าใจ สีหน้า สีผิว ทรงผมอาจจะต่างกัน แต่ว่าเราคือมนุษย์คนหนึ่งที่เราอยู่บนโลกใบนี้ด้วยกัน

 

มีความเข้าใจผิดอะไรบ้างที่คนในเมืองมีต่อกลุ่มชาติพันธุ์

     คนบนดอยมักถูกมองในแง่ไม่ดี ยกตัวอย่าง ป่าไม้ถูกตัดไปก็ชาวเขา ยาเสพติดก็ชาวเขา น้ำท่วมก็ชาวเขา ไฟไหม้ควันเต็มไปหมดก็ชาวเขา ประเด็นที่เราเห็นตามข่าวมันเป็นอย่างนั้น แต่ความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นทั้งหมด

     ถ้าเปรียบเทียบกับในเมือง คุณเคยเห็นไหมว่ามีป่าไม้ที่เขียวขจีตรงไหน สมมติถ้าคนบนดอยออกกฎหมายได้บ้าง เราเรียกร้องได้บ้าง บอกทุบตึกในเมืองให้ราบและเหลือแต่ต้นไม้ ถามว่าคุณชอบไหม ในทางกลับกันคุณตัดต้นไม้ของคุณเสียหมด แล้วก็ไปปลูกตึกเต็มไปหมด แล้วคุณบอกว่าคนบนดอยห้ามตัดไม้ ถามว่าแบบนี้มันยุติธรรมไหม การมองปัญหาต้องมองให้ลึกซึ้ง มองให้ละเอียดให้เห็นถึงต้นตอ ไม่ใช่มองแค่ปลายเหตุ

     ผมคิดการทำความเข้าใจกลุ่มชาติพันธุ์บนดอย หรือที่คนไทยเรียกว่าชาวเขา ที่ผ่านมานั้นความเข้าใจจะออกมาจากสื่อส่วนกลาง ออกมาจากในเมืองอย่างเดียว เพราะฉะนั้น ไม่แปลกที่จะไม่เข้าใจพวกเราว่าเสื้อผ้าที่เราใส่นั้นเป็นของกลุ่มชาติพันธุ์ไหน เรามีวิถีชีวิตแบบไหน มีความเป็นอยู่อย่างไร เขาไม่รู้ไม่เข้าใจ อันนี้ผมไม่ได้โกรธ แต่เป็นหน้าที่ของเราที่จะทำให้เขารู้ว่าเราที่อยู่บนดอยก็มีเรื่องดีๆ มีความรู้สึกดีๆ ต่อคนเมืองนะ ถึงเวลาหรือยังที่เราจะมาทำความเข้าใจระหว่างคนบนดอยกับคนเมือง

     ผมเชื่อมั่นว่าคนบนดอยควรจะเปิดประตูความเข้าใจกับศตวรรษที่ 21 ได้แล้วครับ เพราะที่ผ่านมาเราถูกทิ้งอยู่ด้านหลัง เป็นวัฒนธรรมที่อยู่ชายขอบ เราต้องนำทุกอย่างเข้ามาอยู่ศูนย์กลางด้วยกัน

 

ณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์

ถ้าเปรียบเทียบกับระบบนิเวศในป่า ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งก็ควรจะมีค่าไม่ต่างจากต้นหญ้า ที่แม้จะเล็กแต่ก็ควรจะได้รับคุณค่าเท่าๆ กัน อยากให้คนมองวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าเหล่านั้น มากกว่าเสื้อผ้าที่ใส่ มากกว่าตัวเงินที่มีอยู่ในธนาคาร มากกว่าบ้านหลังใหญ่หรือเล็ก

 

เราควรจะทำอย่างไรให้คนที่อยู่ต่างวัฒนธรรมเข้าใจกันมากขึ้น

     ส่วนหนึ่งก็คือตัวเราเองต้องแสดงให้เห็นว่าเราไม่ใช่ตัวปัญหา และไม่ใช่แค่ทำให้คนพื้นราบเข้าใจเราอย่างเดียว แต่เราก็ต้องพยายามทำความเข้าใจเขามากขึ้นด้วย

     เราปฏิเสธไม่ได้ถึงความเจริญจากในเมือง เทคโนโลยีที่กำลังขึ้นมาถึงทุกหมู่บ้าน ทุกครัวเรือนของกลุ่มชาติพันธุ์ เราคงปฏิเสธความเจริญของโลกโลกาภิวัตน์ไม่ได้ เราจะทำอย่างไรที่จะทำให้วิถีชีวิต ทำให้วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ยังคงอยู่ อันนี้เป็นโจทย์ที่เราต้องมาคิดกันให้มาก ถามว่าจะเปลี่ยนแล้วจุดสมดุลอยู่ตรงไหน วิถีชีวิตเขาต้องไม่เปลี่ยนมากจนเกินไป

 

แล้วเราจะพัฒนาอย่างไรให้คงความหลากหลายไว้เหมือนเดิม

     ถ้าทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด วัฒนธรรมและวิถีชีวิตต้องเปลี่ยนไปแน่ แต่ในใจที่ผมคิดคือเก็บความเป็นวัฒนธรรมของเขาไว้ ในการพัฒนาคือทำอย่างไรให้เขาดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่เดือดร้อน การกินอยู่ดีขึ้น เพราะชีวิตของพี่น้องบนดอยส่วนมากเป็นเกษตรกร รายได้ไม่คุ้มทุน

     ปัญหาใหญ่ตอนนี้เหมือนกับที่ภาคอีสาน คือคนรุ่นใหม่ทิ้งพ่อแม่ ทิ้งลูกเล็ก และลงมาใช้แรงงานในเมือง เพราะอาชีพเกษตรกรไม่คุ้มทุน ทำแล้วขาดทุน อันนี้คือปัญหาที่รัฐต้องเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อไม่ให้ปัญหาที่มีลุกลาม

 

วัฒนธรรมที่หลากหลายสวยงามอย่างไรในมุมมองของคุณ

     ยกตัวอย่างที่บ้านของผมทุกๆ ปลายเดือนธันวาคม ขึ้น 1 ค่ำเดือน 1 จะเป็นปีใหม่ของคนม้ง ทุกคนไม่ว่าอยู่ที่ไหนจะกลับมารวมญาติ คนหนุ่มสาว คนเฒ่าคนแก่ จะกลับมารวมตัวและใส่ชุดประจำชาติพันธุ์นั้นๆ อันนี้คือวัฒนธรรมที่งดงาม ที่ทุกคนมาพบปะมาเจอะเจอกัน ซึ่งชุดเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละชาติพันธุ์ เช่น คนม้ง จะใส่เสื้อครึ่งท่อน กางเกงอาจจะรุ่มรามหน่อย แล้วก็มีผ้าคาดเอว ลวดลายที่อยู่บนชุดจะเป็นก้นหอยที่ม้วนมาเจอกัน นักวิชาการบางคนเขาให้ความหมายว่า นั่นคือกาแล็กซี เป็นวงโคจรของจักรวาล

     ผมคิดว่าในแต่ละกลุ่มวัฒนธรรมที่มีอยู่บนโลกนี้ อย่างแรกเราแสดงออกผ่านทางเสื้อผ้า อย่างที่สองคือภาษาที่เราพูดกันอยู่ สองสิ่งนี้คือคุณค่าของทุกวัฒนธรรม และมีความสำคัญต่อมนุษยชาติมาก ผมก็มีคำคำหนึ่งในการพูด อีกคนก็มีคำคำหนึ่ง ผมอยากให้คนทุกคนมองเห็นความสำคัญของความเป็นมนุษย์ ของวัฒนธรรมแต่ละชาติพันธุ์

     ถ้าเปรียบเทียบกับระบบนิเวศในป่า ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งก็ควรจะมีค่าไม่ต่างจากต้นหญ้า ที่แม้จะเล็กแต่ก็ควรจะได้รับคุณค่าเท่าๆ กัน อยากให้คนมองวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าเหล่านั้น มากกว่าเสื้อผ้าที่ใส่ มากกว่าตัวเงินที่มีอยู่ในธนาคาร มากกว่าบ้านหลังใหญ่หรือเล็ก

 

มองเห็นโอกาสและความหวังต่อเมืองไทยอย่างไร

     ผมอยากบอกพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ของผม และอยากบอกในนามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งว่า ประเทศไทยมีดีทุกอย่าง ผมโตมากับป่ากับดอย กับความยากจน แต่ผมมีโอกาสได้ไปสัมผัสกับชีวิตในเมือง ในป่าคอนกรีต ผมได้ไปสัมผัสประเทศต่างๆ เดินทางกลางมหาสมุทร ประมวลได้เลยว่าประเทศไทยมีทุกอย่างที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนา ขอให้ทุกคนมองประเทศไทยให้ชัดเจน มองศักยภาพของประเทศไทย อย่าเอาปัญหาประเทศมาเป็นอุปสรรค เรายังหลงทางกันอยู่ ยังเดินสะดุดขา ยังมองตัวตนของประเทศไทยไม่เจอ ลองมาโฟกัสแล้วเอกซเรย์ประเทศไทยอีกทีสิ ผมว่าคำตอบมีรออยู่แล้ว เราแค่ลองไปหา

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ปริญญา ก้อนรัมย์

ชื่นชอบการถามเพื่อนว่า “ชีวิตช่วงนี้เป็นไงบ้าง?” ส่วนถ้าช่วงนี้ใครถามกลับมา จะตอบไปว่า “กำลังหามรุ่งหามค่ำเพื่อชีวิตเอกเขนก...”

เรื่องโดย

วงศกร ยี่ดวง

ฝ่ายสร้างสรรค์วิดีโอประจำ a day BULLETIN