การตีความของ Avegee ผ่านบริบทของสังคมไทย สู่การนำเรื่องพุทธศาสนาเข้าสู่โลกของ NFT

The Guest
23 Jan 2022
เรื่องโดย:

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

Highlights

จากเด็กที่มีความสุขในการขีดเขียนการ์ตูนไปบนฝาผนังบ้าน และวาดการ์ตูนล้อเลียนเพื่อนร่วมชั้น โดยมีแรงบันดาลจากหนังสือการ์ตูนไทยอย่าง ‘ขายหัวเราะ’ จนเข้าศึกษาด้านศิลปะอย่างจริงจัง และจบออกมาประกอบอาชีพเป็นคนทำงานศิลปะในนาม Avegee (อ-เว-จี) ก่อนจะก้าวเข้าสู่การเป็นศิลปินที่น่าจับตามองในตลาด NFT เราชวนทำความรู้จักกับ ‘เจ๋ง’ – จีรภัทร ศรีปราชญ์ ทั้งในด้านของการหาเอกลักษณ์ของตัวเองในผลงาน ไปจนถึงมุมมองของศิลปะดิจิทัล พร้อมการตีความหมายของคำว่า อเวจี ที่เขาเชื่อมโยงเข้ากับสภาพสังคมในประเทศไทยตอนนี้ได้อย่างน่าสนใจ

The Starting Point

        จุดเริ่มต้นของเจ๋งก็ไม่ต่างกับคนที่รักการวาดรูปมาตั้งแต่เด็กคนอื่นๆ ที่ชอบขีดเขียนลายเส้นทั่วไปตามประสาเด็กที่กำลังซน และทางบ้านของเขาก็ไม่ได้ห้ามปรามทั้งยังสนับสนุนจนตัวเขาค้นพบว่า การวาดรูปคือสิ่งที่ตัวเองสามารถทำได้ดีที่สุด จนเขาเลือกเส้นทางของตัวเองด้วยการเข้าศึกษาต่อที่คณะศิลปประยุกต์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

        เขาบอกว่างานของตัวเองตอนเด็กๆ นั้นได้รับอิทธิพลจากลายเส้นของนักวาดการ์ตูนชั้นครูหลายคนที่อยู่ในหนังสือการ์ตูนขายหัวเราะ เพราะโตมากับหนังสือการ์ตูนเล่มนี้ และค่อยๆ ปรับเปลี่ยนผสมผสาน รวมทั้งหาแนวทางให้ลายเส้นนั้นมีความแตกต่าง จนเกิดเป็นเอกลักษณ์ในแบบของตัวเอง

        “ผมใช้เวลาตามหาเอกลักษณ์ของตัวเองประมาณสามปี กว่าจะจับทางของตัวเองได้ โดยพยายามเขย่าให้งานของตัวเองออกมาเป็นเอกลักษณ์ของเรา เพราะยอมรับว่าเราฝึกวาดรูปตามศิลปินที่ชอบ ทำให้เราติดคาแรกเตอร์งานของพวกเขามาด้วย จึงต้องตามหาว่าเราชอบอะไรในงานของศิลปินแต่ละคนบ้าง อย่างคนนี้เราชอบที่ลายเส้น ส่วนศิลปินอีกคนเราชอบงานของเขาที่การใช้สี และเมื่อถึงจุดที่เราต้องทำงานของตัวเองจริงจัง ผลงานของเราก็ควรที่จะมีความแตกต่างไม่เหมือนงานของใครเสียทีเดียว ซึ่งยอมรับว่าเป็นเรื่องยากเหมือนกันในตอนนั้น”

        สุดท้ายเขาก็สามารถสร้างผลงานที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองขึ้นมาได้ ผ่านงานวิทยานิพนธ์ที่เจ๋งเลือกทำเรื่องของ ‘อเวจี’ การพูดถึงนรกและศาสนา ซึ่งต่อมาคำว่า Avegee ได้กลายเป็นฉายาของเขาในฐานะศิลปิน

        ส่วนเทคนิคเบื้องต้นที่เขาแนะนำในการใช้ตามหาลายเส้นของตัวเอง นั่นคือศึกษาเรื่องของกายวิภาค (Anatomy) และการทำความเข้าใจเรื่องขององค์ประกอบศิลป์ จากนั้นจึงคิดว่าจะเล่าเรื่องอะไรที่ตัวเองสนใจอย่างจริงจัง

        “เดิมทีผมวาดการ์ตูนและใส่มุก 5 บาท 10 บาท อย่างการ์ตูนแก๊กทั่วๆ ไป จนกระทั่งโตขึ้นก็พบว่าสังคมได้เปลี่ยนแปลงขึ้นเรื่อยๆ สภาพสังคมตอนนี้เหมือนคนกำลังถูกเฆี่ยนตีด้วยความไม่ชอบธรรมจากคนมีอำนาจ ซึ่งผมว่ามันเชื่อมโยงกับเรื่องของนรก โดยเฉพาะบริบทของนรกนั้นค่อนข้างสะท้อนและเปรียบเทียบกับสังคมตอนนี้ได้ชัดเจนมากๆ นั่นจึงเป็นแนวทางการทำงานของผมที่ต้องการสื่อสารเนื้อหาบางอย่าง ให้คนดูเอากลับไปคิดหรือตั้งคำถามต่อได้ มากกว่าจะทำงานที่ออกมาสวยงามหรือดูน่ารักแล้วก็จบไป”

        เขาจึงตีความหมายของคำว่า ‘อเวจี’ ว่าหมายถึง ขุมนรกที่มีแต่ความวุ่นวาย ความร้อนระอุไปทั่วทุกพื้นที่ มีแต่ความสับสน ความทุกข์ทรมานวนเวียนอยู่อย่างนั้นไม่มีที่สิ้นสุด

        “เหมือนกับสังคมไทยในทุกวันนี้ที่เราต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดีที่เกิดขึ้นตลอดเวลาทั้งเรื่องสังคม ศาสนา การเมืองและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน” เขากล่าวเสริม

Avegee NFT Art

        หลังจากสำเร็จการศึกษา เจ๋งทำงานศิลปะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ของตัวเองมาได้สักพัก จนกระทั่งกระแสของงานศิลปะดิจิทัลหรือ NFT เริ่มเข้ามาในบ้านเราตอนต้นปี 2021 เขารู้ข่าวนี้จากเพื่อนๆ ในแวดวงศิลปะ และมีโอกาสได้ลองทำงานขึ้นขายในมาร์เกตเพลส NFT และติดตามคนรู้จักไปศึกษาวิธีการขายและนำเสนอผลงานให้กับนักสะสมงานศิลปะต่างๆ ในโซเชียลเน็ตเวิร์กอยู่เป็นประจำ

        “สำหรับผม NFT คือ งานศิลปะ 40 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือคือเรื่องของการทำการตลาด เพราะ NFT คือการขายงานศิลปะให้กับนักสะสมงานจากทั่วโลก ดังนั้น งานที่คนทำออกมาขายนั้นจึงมีมากมายมหาศาล มีการแข่งขันสูง ดังนั้น คนที่ทำงาน NFT ต้องคำนึงถึงเรื่องของการทำการตลาดเป็นอันดับหนึ่ง” เขาให้ความเห็น

        “ตลาด NFT นั้นมีหลายปัจจัย ผมพยายามเรียนรู้วิธีการขายงานให้กับนักสะสมชาวต่างชาติ ทั้งเรื่องของสคริปต์เวลาอธิบายผลงาน เรื่องของการทำ NFT Collection ทำโรดแมปให้เขาเห็นว่าโปรเจกต์ของผมนั้นจะเป็นอย่างไร เราจะมีการให้ NFT ในรูปแบบของ Airdrop เป็นของแถมให้คนที่ซื้อผลงานไหม นี่คือหนึ่งในขั้นตอนที่จะดึงดูดนักสะสมให้เข้ามาซื้อผลงานของเรา”

        เจ๋งเล่าต่อว่า NFT ของ Avegee เป็นงานที่บอกเล่าเรื่องความเชื่อของศาสนาพุทธ และหยิบเรื่องราวของไตรภูมิ มาออกแบบเป็นตัวคาแรกเตอร์ที่มีความร่วมสมัยมากขึ้น ซึ่งสามารถขายผลงานในตอนเริ่มต้นได้จำนวนหนึ่ง จนเมื่อศึกษาตลาดของ NFT มากขึ้น เขาจึงพบว่าการทำงานขาย NFT นั้น จะใช้เพียงแค่ความชอบของตัวเองเพียงอย่างเดียวนั้นค่อนข้างเป็นเรื่องที่ยาก

        “เราสามารถใส่ความเป็นศิลปินหรือความเป็นตัวเองลงไปในงานได้ แต่สิ่งสำคัญคือ การทำการตลาด เราจะทำอย่างไรให้คนที่เห็นงานของเราเข้าใจ หรือรู้สึกอินกับงานของเราได้มากที่สุด สิ่งที่ครีเอเตอร์ส่วนใหญ่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการขายผลงาน หนึ่งในปัจจัยนั้นคือ เขาทำงานที่ตัวเองอินมากๆ ออกมา และรอให้คนมาซื้อ ซึ่งบางครั้งในเนื้อหาของงานนั้นไม่คลิกกับตัวของนักสะสมงานศิลปะ ทำให้งานขายออกได้ยากขึ้น ซึ่งงานในช่วงแรกของผมก็เป็นอย่างนั้น ดังนั้น จะเห็นว่างาน NFT ที่ขายดีหรือขายได้ง่ายจะเป็นงานเกี่ยวกับมีม หรืองานที่มีอารมณ์ขัน ซึ่งมันเข้าถึงคนดูได้มากกว่า ดังนั้นการทำงาน NFT เราต้องคิดถึงในแง่ของความเข้าใจที่เป็นหลักสากลด้วย ซึ่งจะทำให้เราสามารถเจาะตลาดได้ดีมากขึ้นด้วย”

        NFT ในมุมมองของ Avegee จึงมองว่าเป็นหนึ่งในช่องทางของการทำมาหากิน หรือเครื่องมือในการขายผลงานอีกแขนงหนึ่งเท่านั้น เพราะส่วนตัวเขาเองก็ยังคงทำงานศิลปะจริงๆ ควบคู่กับงานศิลปะดิจิทัลไปด้วย โดยโปรเจกต์ที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นคือการนำเรื่องของ ‘กบฏผีบุญ’ เรื่องราวที่ถูกปิดซ่อนไว้ของรัฐไทยในประวัติศาสตร์อีสาน มาแสดงในนิทรรศการที่จังหวัดอุบลราชธานี

คุณค่าของ ‘งานศิลปะ’ สำหรับ Avegee

        การเกิดขึ้นของ NFT สร้างแรงกระเพื่อมให้กับโลกของงานศิลปะอย่างรุนแรง จนเกิดเป็นข้อถกเถียงกันถึงความหมายของคำว่าคุณค่าในงานศิลปะ โดยเรื่องนี้มีการให้ความคิดเห็นที่แตกออกมาหลายฝ่าย ซึ่งประเด็นนี้เขาบอกเราไว้อย่างน่าสนใจ

        “ผมเคยคุยกับคนที่มาซื้อภาพวาดของผมว่าไม่สนใจ NFT บ้างเหรอ เขาก็ตอบว่ายังก่อน ซึ่งเขาให้เหตุผลว่า การซื้อ NFT เหมือนซื้ออากาศหรือซื้อสัญญาปากเปล่า จะเห็นว่านักสะสมงานศิลปะก็จะมีคนที่คิดแบบนี้อยู่ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด ส่วนคนที่ยินดีจะเก็บงาน NFT ก็มีเยอะเหมือนกัน มันอยู่ที่ความชอบหรือความต้องการของแต่ละคน บางคนมองว่า NFT จะเข้าไปอยู่ในเมตาเวิร์สได้ ทั้งหมดเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล ที่ไม่มีใครผิดไม่มีใครถูก”

        สำหรับตัวเขาเองล่ะ มองคุณค่าของงานศิลปะดิจิทัลอย่างไร – เราถามต่อ

        “สำหรับผมงานศิลปะที่จับต้องได้ก็จะยังอยู่ในโลกจริงต่อไป คนที่วาดรูปลงผืนผ้าใบก็จะทำงานนี้ต่อไป งานวาดรูปบนผ้าใบก็ไม่ได้หายไปไหน และจะมีมูลค่าของมันในโลกจริง เป็นทั้งมูลค่าทางจิตใจ มูลค่าในการเก็บสะสม ส่วน NFT ก็จะมีมูลค่าของมันเอง มีคุณค่าของมันในอีกแบบหนึ่ง มันอยู่กันคนละกลุ่มตลาดกัน”

        “ส่วนตัวผมมองว่าคุณค่าของ NFT ก็เหมือนกับงานศิลปะทั่วไป มันมีคุณค่าทางจิตใจระหว่างผู้สร้างกับผู้ซื้อ คนที่มาซื้อ NFT เขาจะรู้สึกว่าได้เก็บงานศิลปะที่เป็นออริจินัลในรูปแบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นความรู้สึกเดียวกับคนที่ได้เก็บงานศิลปะที่จับต้องได้ในโลกจริง เพียงแค่ข้อดีของ NFT คือ หากเราจะเอางานไปแสดงในนิทรรศการที่ต่างประเทศ เราจะส่งผลงานไปได้ง่ายกว่า เพราะเป็นไฟล์ดิจิทัล ซึ่งช่วยเรื่องความสะดวกได้มาก แต่ส่วนตัวมองว่าคุณค่าของงานศิลปะทั้งสองแบบนั้นไม่มีความแตกต่างกันเลย”

อนาคตต่อไปของ Avegee

        “พูดในภาพรวมผมมองว่า NFT มีพลังมากพอที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้” เขาตอบคำถามของเราเกี่ยวกับมุมมองต่อไปในอนาคตของตลาด NFT

        “ยกตัวอย่างเช่น เราจัดงาน NFT ขึ้นมาในชุมชน ถือเป็นการดึงให้คนเข้ามาดูงานศิลปะในงาน ก็จะเกิดการหมุนเวียนซื้อขายสิ่งต่างๆ กับพ่อค้าแม่ค้าที่อยู่ในละแวกนั้น หรือการนำงาน NFT ของศิลปินไทยไปแสดงโชว์ ซึ่งอย่างที่ผมบอกไปข้างต้นว่า ทำได้ค่อนข้างง่าย ซึ่งนี่คือพลังเล็กๆ ส่วนหนึ่งของ NFT ที่ถ้ารัฐบาลมองเห็นเรื่องของ NFT หรือแม้แต่คริปโตเคอร์เรนซีก็ตาม และช่วยสนับสนุนผลักดัน ผมเชื่อว่า NFT จะช่วยพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้ มากกว่าที่จะมาเอาแต่คอยจ้องหาผลประโบชน์จากสิ่งตรงนี้แค่นั้น

        “การเติบโตของ NFT เป็นไปได้มากมายและหลากหลาย ซึ่งความสำเร็จของ NFT ไทยวันนี้ยังเพิ่งแค่เริ่มต้นเท่านั้น ส่วนจะแตกแขนงออกไปเป็นอะไรบ้างนั้น ปัจจัยหนึ่งก็คงต้องมาจากการที่ มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก จะสร้างโลกเมตาเวิร์สขึ้นมาแบบไหน และรัฐบาลไทยจะมองเห็นประสิทธิภาพตรงนี้ของศิลปะดิจิทัลหรือไม่ และเอาไปพัฒนาขับเคลื่อนส่วนไหนของประเทศได้บ้าง”

        แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ช่วงเริ่มต้น แต่ตอนนี้จะเห็นได้ว่าคนในแวดวง NFT ของประเทศไทย ต่างช่วยเหลือกันคนละไม้ละมือเพื่อผลักดันให้งานศิลปะดิจิทัลนี้เติบโตและยั่งยืน มีการเริ่มต้นทำโปรเจกต์แสดงผลงาน NFT ออกมาสู่สาธารณะกันมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทุกฝ่ายต่างก็เชื่อมั่นว่า NFT จะเป็นกำลังสำคัญให้วงการศิลปะไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยอาจจะเป็นทางหนึ่งที่ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจในสังคมให้ดีขึ้น และสามารถพาเราออกไปจากนรกอเวจี ที่ศิลปินคนนี้ตีความหมายและมองประเทศไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวล่ำขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์ ,, IG/Twitter : @Matt_Doraemon