ท่องโลก Childhood Dream กับ IPUTSA ศิลปินที่เตือนเสมอว่า “เราต้องเป็นตัวของตัวเอง”

The Guest
10 Nov 2021
เรื่องโดย:

คุลิกา แก้วนาหลวง

Highlights

ใครๆ ต่างก็มี Childhood Dream หรือภาพความฝันในวัยเด็กที่วาดหวังไว้ว่าอยากจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เมื่อเติบโตขึ้น เราต่างพบว่าโลกความจริงนั้นช่างแตกต่างจากภาพที่วาดฝันไว้มากนัก จนหลายคนจำเป็นต้องทิ้งภาพฝันนั้นไว้เบื้องหลัง แล้วดำเนินชีวิตในโลกความจริงต่อไป แต่ใครอีกหลายคนก็ยังเก็บและใช้ภาพนั้นมาเติมเต็มความสุขในทุกวันของตัวเอง 

        เช่นเดียวกับ IPUTSA หรือ ‘พุทรา’ – ณหทัย เนาถาวร จากเด็กมัณฑนศิลป์ที่ผันตัวไปเป็นครีเอทีฟโฆษณา ก่อนจะกลับมาเป็นศิลปินเต็มตัวอีกครั้ง เพราะสุดท้ายแล้วเธอพบว่า ชีวิตนี้ไม่อาจปล่อยมือจากการวาดรูปไปได้ ปัจจุบันจึงทำงานเป็น Freelance Artist กับ Visualizer ด้วยสไตล์งานที่เล่าเรื่องด้วยมุมมอง Childhood Dream

ก่อนตัดสินใจว่าความฝันของฉันคือ การเป็นศิลปิน คุณเริ่มรู้ตัวตั้งแต่ตอนไหนว่าเป็นคนชอบวาดรูป

        พอเริ่มจำความได้ เราก็ชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็กๆ ด้วยความที่เป็นคนไม่ได้เก่งด้านวิชาการเป็นพิเศษจึงเลือกสอบเข้า นิเทศศิลป์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร พอเข้าไปเรียนที่คณะ เราเริ่มเห็นงานศิลปะในรูปแบบอื่นๆ มากขึ้น เลยแอบเบนเข็มมาทางสายโฆษณา หลังจากจบมาก็ทำงานเป็นครีเอทีฟในเอเจนซีโฆษณา แต่เป็นคนที่พอมีเวลาว่างก็จะหาจังหวะวาดรูปอยู่เรื่อยๆ พอย้ายที่ทำงานใหม่ ภาระงานก็เยอะมากกว่าที่เดิมเลยไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อน ไม่มีเวลาว่างให้วาดรูปด้วย ช่วงนั้นถึงเริ่มรู้สึกว่าการวาดรูปสำคัญกับเรามากเหมือนกันนะ สุดท้ายทำได้แค่ 5 เดือนก็ตัดสินใจลาออกมาเริ่มเป็นศิลปินเต็มตัว 

แล้วการวาดรูปสำคัญกับคุณอย่างไร

        พอไม่ได้วาดรูปแล้วเรารู้สึกไม่เป็นตัวเอง ไม่มีอะไรที่ทำให้เราสามารถผ่อนคลายได้ และงานที่ทำอยู่ตอนนั้นไม่สามารถเติมเต็มเราได้เท่าการวาดรูปแค่นั้นเอง 

กว่าจะพัฒนาจนหาสไตล์ของตัวเองเจอ คุณได้รับอิทธิพลมาจากอะไรบ้าง  

        เราชอบดูงานอินทิเรียร์ของต่างชาติที่เป็นมู้ดวินเทจ จึงได้รับแรงบันดาลใจมาบ้าง บวกกับดูศิลปะในเกมส์ประเภทที่มีเนื้อเรื่องซึ่งทำให้เราเห็นมุมมองการใส่รายละเอียดที่เข้ากับธีม ทำให้ส่วนใหญ่งานของเราจะเป็นการเล่าถึงสิ่งที่เจอ หรือความทรงจำทั่วไปในชีวิตประจำวัน แต่จะนำเสนอออกมาผ่านมุมมองแบบ Childhood Dream ที่ดูอบอุ่นๆ บวกกับแฟนตาซีหน่อยๆ เพราะเรารู้สึกว่าพอโตขึ้นมา โลกใบนี้ช่างแตกต่างกับที่เราวาดฝันไว้ตอนเด็กๆ เยอะมาก เลยอยากจะเก็บพื้นที่ตรงนี้เอาไว้สร้างโลกในแบบที่เราอยากให้เป็น หรือพูดง่ายๆ คืออยากให้โลกที่เราวาดออกมาเหมือนเป็น safe zone เวลาที่เราจมอยู่ในห้วงเวลานั้น

 

บอกได้ไหมว่าความฝันในวัยเด็กที่คุณวาดฝันเอาเป็นแบบไหน

        ไม่ได้มีความฝันด้านการเป็นศิลปินในวัยเด็กเลย เป็นแค่เด็กที่ชอบวาดรูปที่ไม่ได้เก่งวิชาการอะไรเป็นพิเศษ ก็เลยมาเรียนสายศิลปะ

ช่วยนิยามถึงผลงานของศิลปินที่ชื่อ IPUTSA หน่อย  

        อาจจะเป็นความหมายของภาพรวมๆ กับรายละเอียดที่มีอารมณ์อยู่ข้างใน ที่เวลาคนมองแล้วเขาจะสามารถจินตนาการเนื้อเรื่องต่อจากที่เราวาดได้อย่างไม่มีถูกหรือผิด  

จากครีเอทีฟโฆษณา สู่การกลับมาเป็นศิลปินภาพประกอบ จนในที่สุดก็เข้าสู่วงการ NFT มันมีที่มาอย่างไร

        เมื่อประมานต้นปีที่ผ่านมา หลังจากลาออกจากงาน ตอนนั้นเราทดลองทำงานด้วยตัวเอง ก็ค่อนข้างเคว้งพอสมควร เพราะไม่ได้มีพอร์ตงานวาดมานานมากๆ แล้ว แต่โชคดีที่ได้คอนเนกชันจากที่ทำงานเก่าคอยส่งงานฟรีแลนซ์มาให้บ้าง รวมกับที่แฟนพุทราเป็นศิลปินมานานแล้ว (JeffAphisit) เขาก็ช่วยสนับสนุนเต็มที่ จนประมาน 3 เดือนต่อมา เขาก็ชวนเข้ากลุ่ม NFT ในเฟซบุ๊กตอนนั้นช่วยกันศึกษาอยู่นานมาก ก่อนจะได้ Invite Foundation จากเจฟมาอีกเหมือนกัน 

        พอเริ่มศึกษาก็เริ่มเข้าใจเหตุผลที่ศิลปินให้ความสนใจ NFT เพราะเป็นพื้นที่ที่เราสามารถเป็นตัวเองได้ และสามารถสร้างรายได้จากสิ่งที่รักได้จริงๆ เพราะถ้าเป็นสมัยก่อนงานดิจิทัลอาร์ตอาจจะเป็นแค่ไฟล์ JPEG ที่ไม่สามารถแสดงความเป็นเจ้าของได้เลย แต่พอถูกนำมาใส่บนบล็อกเชน งานทุกชิ้นจะสามารถระบุตัวผู้สร้างและเจ้าของได้ ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของทั้งศิลปินและเจ้าของ 

เมื่อเริ่มเข้ามาในวงการนี้ คุณมีความคาดหวังกับการเติบโตใน NFT ขนาดไหน 

        ตอนแรกเราใช้เวลานานพอสมควรก่อนจะขายงานได้ ตอนนั้นคิดในใจแค่ว่าไม่อยากขาดทุน เพราะค่าแก๊สแพง (หัวเราะ) แต่พอเริ่มลงตัว เราก็รู้สึกแฮปปี้กับจุดนี้ อยากทำต่อไปได้เรื่อยๆ เพราะยังไงก็มีคนเห็นค่างาน Original ของศิลปินมากกว่างาน Commercial ทั่วไปแน่นอน แต่ก็มีคิดเผื่อไว้ว่าถ้าวันหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลง เราก็ต้องปรับตัวให้ทันเหมือนกัน 

 

กระบวนการคิด และรูปแบบการทำงานเพื่อขายเป็น NFT แตกต่างกับการทำงานปกติไหม 

        สำหรับเราอาจจะไม่ต่างมาก เพราะสุดท้ายแล้วเราก็ต้องเป็นตัวของตัวเอง เราถึงจะภูมิใจกับงานที่ทำออกมา แต่อาจจะมีมุมมองบางอย่างที่เราได้จากวงการ NFT หรือได้รับแรงบันดาลใจมาจากคอมมูนิตี้เหล่านั้น แต่ก็ยังคงสไตล์ที่เป็นตัวเราเหมือนเดิมเอาไว้ตลอด

แล้ววิธีทำการตลาดในแบบของ IPUTSA ส่วนใหญ่ใช้กลยุทธ์ใดในการขายงาน

        ส่วนใหญ่เราจะลงงานในทวิตเตอร์เป็นหลัก เพราะทั่วโลกนิยมแพลตฟอร์มนี้ จึงน่าจะเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงนักสะสมได้หลากหลายที่สุด

        ส่วนตัวเราเองไม่ได้มีทริกอะไรเลย แค่ลงตามอารมณ์ ขึ้นอยู่กับว่าเราอยากเล่าอะไรมากน้อยแค่ไหน ซึ่งศิลปินแต่ละคนก็มีวิธีโปรโมทไม่เหมือนกัน บางคนชอบพูดพิตช์งานใน space บางคนก็ไม่ชอบ ไม่มีวิธีไหนถูกหรือผิด เราก็เป็นคนนำเสนองานไม่ค่อยเก่งก็ไม่ค่อยชอบพูด ส่วนมากเราใช้วิธีให้งานเล่าเรื่องเองมากกว่า 

        เราว่านี่เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับแต่ละคนมากๆ เลย คนที่พิตช์เยอะๆ ขายได้ก็เยอะ คนที่ไม่พิตช์แต่ขายได้ก็ไม่น้อย นักสะสมก็มีเยอะมาก แต่ละคนก็ชอบไม่เหมือนกัน ในแวดวงนี้ไม่ได้มีหลักการอะไรกำหนดว่าทำแบบไหนถึงขายได้เลย

ในมุมมองของคุณ สิ่งสำคัญในการขายงานบน NFT ควรคำนึงถึงอะไรบ้าง 

        ความเป็นตัวของตัวเองน่าจะสำคัญสุด เพราะไม่ว่าผลของการขายจะเป็นอย่างไร ถ้าเราทำแบบที่เราอยากทำ เราก็จะมีความสุขกับผลงาน นอกจากนั้นคงเป็นเรื่องทัศนคติที่ดี เพราะอาจจะมีอาการท้อกันบ้าง เวลารอคนที่ชอบงานมาเห็น หรือเห็นงานคนอื่นขายได้ ถ้าเรามองข้ามพวกนี้ไปได้แล้วโปรโมตของเราต่อไป เราก็จะสามารถทำสิ่งที่เรารักต่อไปได้อย่างสบายใจ 

มีทักษะไหนที่ต้องเรียนรู้ หรือพัฒนาเป็นพิเศษไหมเมื่อต้องเข้ามาใน NFT

        ต้องมีความรู้เรื่อง Cryptocurrency และ Blockchain พอสมควร เพื่อให้เข้าใจความสำคัญของ NFT รวมถึงระบบการทำงานของแต่ละแพลตฟอร์มได้ง่ายขึ้น อีกทักษะหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การใช้ภาษาอังกฤษ เพราะ NFT เป็นคอมมูนิตี้ที่เปิดกว้างมาก คนทั้งโลกสามารถเข้าถึงได้ พูดคุยกัน นอกจากใช้โปรโมตผลงานแล้ว ยังได้เพื่อนต่างชาติที่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน มาคุยเรื่องที่เราอินด้วยกัน อย่างตัวพุทราเองก็ได้รับกำลังใจจากตรงนี้เยอะมาก (ยิ้ม)

มีปัจจัยไหนบ้างที่คิดว่ามีผลต่อการเชิญชวนให้นักสะสมสนใจ และขายงาน NFT ให้ได้

        ปัจจัยงานหลักๆ น่าจะเป็นสไตล์ เพราะศิลปินแต่ละคนควรต้องมีสไตล์ที่ชัดเจน ดูมีเอกลักษณ์ ที่สำคัญมากๆ คือความเป็นตัวเอง เคยมีนักสะสมคนหนึ่งทักมาคุย เขาบอกว่าชอบงานของเรา เพราะเราทำงานแบบที่เราอยากทำ ไม่ได้ทำงานตามเทรนด์ที่คนชอบคิดว่าจะขายได้ 

        แต่ความจริงแล้วปัจจัยการซื้องานของนักสะสมมีหลากหลายมาก บางคนอาจจะแค่ชอบก็ซื้อ แต่สำหรับหลายๆ คนก็อาจจะไม่ได้มาจากแค่ความชอบอย่างเดียว บางคนก็อาจจะอยากรู้จักเราก่อน อยากรู้จักคอมมูนิตี้ของเรา หรือว่าถ้าเป็นนักลงทุน เขาอาจจะคิดว่าถ้าซื้องานเราไปแล้ว จะมีโอกาสที่มูลค่าของมันเพิ่มขึ้นอีกไหม มีคนอยากได้มากน้อยแค่ไหน หรือแม้แต่เรื่องความหายาก (rare) ของงาน เหล่านี้เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการซื้อขายงานทั้งหมด

หลังจากเข้ามาในแวดวง NFT คุณได้เรียนรู้อะไรจากวงการนี้บ้าง 

        เรามองความสำคัญของงานศิลปะต่างจากที่เคยมองมาก่อน เพิ่งเคยรู้สึกว่าโลกนี้มีคนเห็นคุณค่าของงานอาร์ตมากขนาดนี้ เพราะในบ้านเราศิลปะอาจจะไม่ได้ถูกมองว่ามีมูลค่ามากนัก ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ใช่ทุกคนจะทำงานออกมาแบบเราได้

        ประเทศไทยมีศิลปินเก่งๆ เยอะมาก แต่ไม่ได้มีโอกาสแสดงผลงาน จนคนต่างชาติบางคนบอกว่าศิลปินไทยเป็นเหมือน hidden gem แต่ส่วนตัวเราก็แค่ทำงานเหมือนเดิม แต่เราสนุกกับมันมากขึ้นเพราะมีคนเห็นค่าในงานของเรา

คุณว่า NFT จะไปได้ไกลแค่ไหน ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้อยู่รอดในวงการนี้คือ 

        ไม่ได้มีไอเดียเรื่องนี้มากนัก แต่ถ้าตามหลักการ NFT ก็เป็นส่วนหนึ่งของการลงทุน ซึ่งเป็นอะไรที่มีความเสี่ยง ไม่แน่ไม่นอน ดังนั้น ก็ต้องปรับตัวให้ทันสิ่งใหม่ๆ ที่สามารถเกิดขึ้นตลอดเวลา

อยากให้คุณช่วยแชร์ประสบการณ์ในช่วงเวลาที่ท้อหรือหมดไฟหน่อย เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นขายงานใน NFT 

        ช่วงแรกที่ลงงาน เราก็พยายามโปรโมตทุกทางที่ทำได้ แต่ก็ยังไม่ได้ผลตอบรับ รอเป็นเดือน แล้วส่วนตัวเป็นคนที่มีโรคเครียดและวิตกกังวลอยู่แล้ว พอมีช่วงที่ท้อจึงเกิดอาการค่อนข้างหนัก ด้วยความที่เพิ่งลาออกจากงานด้วย เลยยิ่งเครียดมาก จนตัดสินใจไปสมัครงานเอเจนซีโฆษณาอีกครั้งด้วยซ้ำ แต่ก็ปฏิเสธไป 

        เวลานั้นสิ่งรอบข้างมีผลกับเรามากๆ เราต้องพักจากการดูโซเชียลมีเดียไปพักหนึ่งเลย เพราะเวลาเห็นงานคนอื่นขายได้ก็อดเปรียบเทียบกับตัวเองไม่ได้ แต่ก็ต้องขอบคุณกำลังใจจากแฟน เพื่อน และพี่ที่ได้รู้จักกันในคอมมูนิตี้ที่ทำให้เรามองข้ามเรื่องเหล่านี้ไปได้ และไม่หยุดทำงานที่ชอบ เพราะเสียดายพื้นที่ดีๆ เราคิดว่าทุกคนที่ทำงานที่รักแล้วไม่ได้ผลตอบรับ ต้องมีช่วงที่รู้สึกท้อแน่ๆ แต่การมีคนรอบข้างที่ดี จะทำให้เรารู้สึกมีแรงสู้ต่อไป (ยิ้ม)

คติประจำใจในการทำงานของคุณคืออะไร 

        การเป็นตัวของตัวเอง ถึงมันไม่ได้เพอร์เฟกต์ แต่มันก็ทำให้เราแฮปปี้ที่สุด 

ในฐานะศิลปินเต็มตัว มองอนาคตของตัวเองไว้อย่างไร

        คงอยากทำสิ่งที่ตัวเองแฮปปี้ต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งถ้าเลี้ยงชีพได้ตลอดไปก็จะดีมากๆ


ติดตามผลงานของ IPUTSA ได้ทาง: 

https://twitter.com/iputsa

https://linktr.ee/iputsa

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

คุลิกา แก้วนาหลวง

ชอบพูดคุยผ่านการขีดเขียนด้วยตัวอักษร อาศัยอยู่ในโลกจินตนาการ และใฝ่ฝันว่าวันหนึ่งจะกลายเป็นลูกครึ่งสัตว์วิเศษ