คุยกับเกมเมอร์เพจ ‘Mooncat แมวกาวเกม’ ลงทุนกับ GameFi จะรอดหรือไม่

The Guest
26 Dec 2021
เรื่องโดย:

คุลิกา แก้วนาหลวง

Highlights

ช่วงท้ายปีมานี้คอเกมเมอร์คริปโตน่าจะเห็นกันแล้วว่ามี GameFi หรือเกมที่เรียกกันว่า Play to Earn เริ่มเปิดตัวแล้วปล่อยให้เล่นกันมากขึ้น ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งของการลงทุนในวงการคริปโต แต่เนื่องจาก GameFi ยังเป็นสิ่งใหม่ เราจึงชวน ‘คิว’ – ธีระฑัต หนูดำ ผู้ก่อตั้งเพจ ‘Mooncat แมวกาวเกม’ เพจเกมเมอร์คริปโต มาแลกเปลี่ยนมุมมองกันว่าในอนาคต GameFi จะเข้ามามีบทบาทกับชีวิตเราขนาดไหน 

        “จริงๆ แล้วผมเป็นเจ้าของแบรนด์ขายตัวกล่องปิดท้ายมอเตอร์ไซค์ให้กับบริการส่งอาหารเดลิเวอรีต่างๆ 

        ซึ่งก็ลงทุนกับเหรียญบิตคอยไว้ตั้งแต่ปี 2017 แล้ว แต่ตอนที่มูลค่าเหรียญลงหนักๆ 80-90 เปอร์เซ็นต์ก็เลิกเล่นไป กลับมาอีกทีตอนต้นปีนี้ เพราะเพื่อนชวนเข้าเล่น Decentralized Finance (DeFi) ก็ได้กำไรมาบ้าง แต่มีขาดทุนไปหลายตัว พอขาดทุนเราก็มองหาว่ามีตัวไหนที่น่าสนใจอีกบ้าง เลยได้รู้จัก NFT จึงลงทุนซื้อพวกภาพโปรไฟล์มาขายเก็งกำไร”  

คุณเริ่มให้ความสนใจกับ GameFi ตอนไหน 

        ผมรู้จักจากตอนที่ศึกษา NFT อีกที แต่ช่วงแรกๆ ลักษณะไม่ใช่เกมด้วยซ้ำ เขาเรียกกันว่า Click to Earn แค่จิ้มแล้วก็ได้เงิน คล้ายกับเกมชนไก่ แต่มูลค่าก็ขึ้นแรงลงแรงเหมือนกัน ตอนขึ้นเราก็ดีใจ แต่ขายไม่ทันก็ติดดอย มีเจ็บตัวบ้าง ทำให้เราจับทางได้ว่า เกมลักษณะนี้ต้องเข้าไวออกไว 

        พอเราศึกษาจริงจังมากขึ้น เลยได้เห็นแพลตฟอร์มเกมที่เขาทำแล้วหาเงินมาจ่ายเราได้จริงๆ เราเริ่มมองเห็นเส้นทางของเงินที่ค่อนข้างยั่งยืนกว่า เพราะอย่างเกม Click to Earn เรายังมองไม่ออกเลยว่าเขาเอาเงินที่ไหนมาจ่ายเรา เนื่องจากปกติจะนำเงินคนใหม่มาจ่ายคนเก่าเป็นหลัก ด้วยลักษณะแบบนี้เขาจึงเรียกกันว่า ‘แชร์ลูกโซ่’

        เพราะปกติแพลตฟอร์มเกมต้องมีรายได้ เราก็ศึกษาว่ารายได้ของเกมนี้มาจากไหน แล้วก็รู้จัก Gala Games เป็นบริษัทเกมที่มีกำไรในโลกเดิมอยู่แล้ว พอเขามาอยู่ในโลกนี้ปุ๊บ เราก็มองเห็นโครงสร้างกำไรของเกมสู่ผู้เล่น เริ่มมองเห็นที่มาของรายได้จริงๆ ถ้ามีคนมาเล่นเกมเยอะๆ ก็มีโอกาสที่แพลตฟอร์มของเกมจะดึงสปอนเซอร์เข้ามา ดึงโฆษณาเข้ามา แล้งเงินเหล่านั้นก็จะย้อนกลับมาสู่ผู้เล่นอย่างเรา เพื่อให้ผู้เล่นอยู่กับเกมเยอะและนานขึ้น พอมีผู้เล่นอยู่นานก็จะดึงสปอนเซอร์เข้ามาอีก นี่เป็นภาพที่เรามองเห็นจึงเริ่มศึกษา GameFi จริงจัง 

หลังจากศึกษาจนพร้อมแล้ว คุณไปเก็บประสบการณ์จากเกมไหนมาบ้าง

        ผมเจอเกมที่เล่นจริงจังแล้วได้เงินคือ Splinterlands เป็นเกมการ์ด แล้วได้ค้นพบว่าเกมที่ดีคือต้องมีความสนุก เพราะก่อนหน้านี้เราไปพังมากับเกมไดโนเสาร์แต่พอมาเจอ Splinterlands เรารู้สึกว่าเกมที่ดีก็ควรจะหัวร้อน และมีอารมณ์ร่วมกับเกมด้วย เพราะมันทำให้คนอยากมีไอเทมเพิ่ม พอซื้อไอเทมเพิ่มถึงจะได้มีเงินกลับมาหมุนเวียนในเกม 

        มี NFT โปรเจกต์หนึ่งชื่อว่า VOX เราซื้อมาเก็บไว้ตามคำบอกเล่าของเพื่อน พอเราซื้อไปสักพักถึงเพิ่งมารู้ว่ามันสามารถใช้เล่นใน Gala Games ได้ เพราะความตั้งใจแรกคือเราตั้งใจซื้อมาเพื่อเก็งกำไร แต่พอรู้ว่าตัว VOX นำไปเล่นเกมได้ ก็ได้ผลตอบแทนตามค่าความหายากของตัวคาแรกเตอร์นั้นๆ ชื่อเกมว่า town star พอเริ่มเห็นรายได้ก็คิดมุมเดิมว่าเขานำรายได้จากไหนมาจ่ายให้เรา จึงเริ่มศึกษาเพิ่ม จนเห็นรูปแบบรายได้ เห็นว่าตัว NFT ของ Gala มีเยอะมาก มีการซื้อขายตลอดทำให้มีค่า loyalty ที่อยู่ในตัวแพลตฟอร์ม Gala Games เขาจึงมีกำไร

มองว่าในอนาคต GameFi จะเข้ามาแทนที่เกมออนไลน์ที่เราคุ้นเคยไหม 

        เรามองว่าอาจจะไม่ถึงขนาดนั้น เพราะเกมสร้างขึ้นมาเพื่อความสนุก เพื่อความหัวร้อนซึ่งในจุดนี้ชัดเจนอยู่แล้ว แต่เรายังไม่เคยอยู่ในยุคที่เราเล่นเกมแล้วมีไอเทมเป็นของเราจริงๆ ซึ่งตรงจุดนี้จะมีความท้าทายว่า ถ้าฉันชนะฉันจะได้เงินมากกว่า ผมว่า GameFi ต้องมีภาพนี้ เพราะมันเป็นโลกของการแข่งขันอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะถ้าทุกคนเข้ามาเล่นแล้วได้เงินเท่ากันหมด ผมว่านั่นไม่ใช่เกม เกมต้องมีความท้าทาย มีผู้แพ้ ผู้ชนะ มีความพยายาม มีโอกาสที่แตกต่างกัน มีโชคมาเกี่ยวข้อง ถึงจะเรียกว่าเกม 

หรือเกมในยุคเดิมจะปรับตัวมาเป็นเกม Play to Earn 

        ผมว่าใช่ ส่วนใหญ่เริ่มเป็นอย่างนั้น คนส่วนใหญ่ที่ยังเล่นเกมเพื่อความสนุกจริงๆ ยุคนี้เกมสนุกเพราะว่ายุคผมคือเกมที่เล่นคนเดียว หรือกับเพื่อนในร้านเกม ยุคต่อมาอย่าง ROV เล่นกับเพื่อนเป็นทีม แต่ผมว่ายุคต่อไปจะเป็นเน็ตเวิร์คและเป็นอาชีพจริงจังได้ด้วย 

เหมือนในภาพยนตร์เรื่อง Ready Player One ที่ทุกคนจะไปอยู่ในโลกของเกมกันหมดเลยหรือเปล่า 

        ผมมองว่า เมตาเวิร์สคืออีกขั้นหนึ่งของเกม เกมมันคือการเล่นให้จบ หรือทำเควสไป แต่เมตาเวิร์สไม่ได้มีแค่สิ่งที่เป็นบันเทิง แต่ต้องมีโซเชียลเน็ตเวิร์กด้วย ซึ่งจะมีความเชื่อมกันระหว่างผู้คน และมีระบบเศรษฐกิจในนั้นด้วย ในมุมหนึ่งของผมคือเมตาเวิร์สเป็นอีกประเทศที่โผล่ขึ้นมา แล้วคนก็กระโดดเข้าไปอยู่ 

        ถ้าเราอยู่ไทยก็ใช้เงินบาทซื้อของกิน แต่ในโลกของเกมมันคืออีกโลกหนึ่งที่ใช้สกุลเงินของตัวเอง เราก็สามารถเข้าไปอยู่ แต่ความเป็น someone ในเกมมันจะต่างกับความเป็น someone ในโลกฝั่งนี้ ฝั่งนี้เราซื้อนาฬิกา Patek เรือนละ 3 ล้าน อาจทำให้เราดูดีในสังคมฝั่งนี้ แต่ในโลกของ NFT การที่เราซื้อชุดเกราะราคา 3 ล้านก็ทำให้เราเป็น someone ในโลกของเกมได้เหมือนกัน อยู่ที่ว่าเราอยากจะบาลานซ์ชีวิตสองฝั่งนี้อย่างไร คนที่อยู่ในโลกเกมก็จะมีตัวตนในโลกเกม ซึ่งฝั่งนั้นไม่มีการกิน ถ้าอยากกินก็เปลี่ยนเงินบางส่วนมากินข้าวฝั่งนี้ ส่วนฝั่งนู้นก็ยังใช้สกุลเงินของเกมในการสร้างตัวตน ทำอาชีพได้ เราใช้ชีวิตทั้งสองโลกไปพร้อมๆ กันได้

แปลว่าเรายังไม่สามารถปฏิเสธโลกความเป็นจริงได้ แค่มีโลกของ metaverse เกิดขึ้นมาเพื่อให้เราได้ไปมีตัวตนอีกโลกหนึ่ง

        ในมุมของผมรู้สึกว่า โลกที่เราอยู่มันจะสร้างสิ่งที่เรียกว่า useless people เกิดขึ้น ทักษะเดิมของคนหลายๆ คนจะเริ่มหากินไม่ได้ในโลกฝั่งนี้ เห็นบริษัทปลดพนักงาน 20-30 เปอร์เซ็นต์ ไหนจะคนตกงาน แล้วคนกลุ่มนี้เองที่จะเริ่มมองหาโอกาสใหม่ เข้าสู่โลกออนไลน์เป็นยูทูเบอร์ เป็นติ๊กต๊อกเกอร์ แต่เมตาเวิร์สจะเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่คนจะเริ่มเข้าไป ยิ่งถ้ารู้ว่าเข้าไปแล้วสามารถประกอบอาชีพได้ ก็ยิ่งเข้าไปเยอะ พอคนเข้าเยอะ ก็เริ่มมีแบรนด์ต่างๆ ตามเข้าไป 

        ข้อที่สอง ต้นทุนในการใช้ชีวิตข้างนอกจะแพงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน เราจะเริ่มเห็นเด็กที่เขามาทำงานให้เราเงินเดือนหมื่นห้า แต่ก่อนต้นทุนการใช้ชีวิตในการเดินทางทำงาน 5 พัน ก็ยังเหลืออีกหนึ่งหมื่น พอหักค่าใช้จ่ายก็ยังอยู่ได้ แต่ตอนนี้ต้นทุนทุกอย่างแพงขึ้นเรื่อยๆ อาจจะกลายเป็น 8 พัน แต่เงินเดือนไม่ได้เพิ่มทันเท่าค่าใช้จ่าย เขาจะเริ่มคิดแล้วว่าอย่างนี้หาอะไรทำที่บ้านดีกว่า ถ้าหาอะไรทำที่บ้านแล้วสามารถทดแทนกับค่าเดินทางที่เสียไปได้ เขาก็จะเริ่มมองหา อะไรที่เป็นอย่างเมตาเวิร์ส

        อันที่สามที่ผมมองในมุมของนักการตลาด เราขายของกันจนหมดมุกจะเล่นแล้ว ผมเชื่อว่าวันหนึ่งนักการตลาดจะไม่สามารถใช่กลยุทธ์เดิมๆ ได้อีกแล้ว แต่โลกเมตาเวิร์สต่างกัน สมมติจะขายรองเท้าสักคู่หนึ่งที่น้ำหนักเบา ในโลกความเป็นจริงเราเอาดารามาถือ เอามาใส่วิ่ง ทำอย่างไรก็ได้เห็นภาพว่าเบา แต่โลกเมตาเวิร์สอาจจะเป็นการทำรองเท้าให้ตัวอวตาร์ใส่ พอใส่ปุ๊บตัวละครอาจจะใส่แล้วบินได้ วิ่งเร็ว หายตัวได้ เคลื่อนไหวเร็วมาก ดังนั้น ถ้าเราจะขายในเมตาเวิร์สการโปรโมตไม่ใช่แค่การขึ้นป้ายแบนเนอร์โฆษณาแล้ว แต่ทำเป็น NFT ได้ ความแฟนตาซีจะเกิดขึ้นในโลกเมตาเวิร์สเมื่อคนได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่จากเมตาเวิร์สเขาก็กลับมาสู่โลกจริง แล้วมีความระลึกถึงได้ว่าเขาเคยใช้สินค้าแบรนด์นี้ในโลกอวตาร

แบบนี้เหมือนเวลาเราเป็นติ่งอะไรสักอย่างแล้วก็ไปซื้อสินค้าตามหรือเปล่า

        ผมว่านี่เป็นทฤษฎีใหม่เลย แต่ก่อนแบรนด์ไม่เคยแบ่งกำไรให้ลูกค้านะ แม้เราจะได้ยินคำว่าคืนกำไรสู่ลูกค้า แต่ก็เป็นส่วนลดที่เราต้องซื้อของเขาอยู่ดี แต่นี่คือการแบ่งกำไรให้ลูกค้าโดยการให้ลูกค้าเอาของเขาไปสร้างผลตอบแทนในเกมได้เลย 

แล้วเราสามารถพิจารณาจากปัจจัยอะไรบ้างว่าเกมไหนจะรอดหรือไม่รอด

        เมตาเวิร์สก็เหมือนประเทศ เหรียญก็เหมือนสกุลเงินของประเทศนั้นๆ สมมติเราจะย้ายประเทศไหน เราดูจากผู้นำ ผู้พัฒนาเป็นใคร มีวิสัยทัศน์แบบไหนในการทำเกม สองคือพาร์ตเนอร์ พาร์ตเนอร์ทำให้เรารู้ว่าประเทศนี้มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งขนาดไหน สามคือ ประเทศนั้นประชาชากรหรือคอมมูนิตี้อยู่ด้วยความรู้สึกแบบไหน ประเทศที่ดีไม่ได้หมายถึงประเทศที่ได้เงินเยอะ แต่หมายถึงประเทศที่เราอยู่แล้วมีความสุข แต่โลกของเกมคืออยู่แล้วเราสนุกที่จะได้เล่น หรือได้คุยกับเพื่อน 

        หรือถ้าดูให้ลึกลงไปอีกคือ ดูความสามารถในการหาเงินเข้าประเทศของผู้พัฒนา ถ้าพอคนอยู่เยอะขึ้นแล้วเขาเริ่มไปหารายได้ เริ่มหาสปอนเซอร์เข้า หรือมีโครงสร้างในการหากำไรจากเกมได้ เช่น การลงทุน กระตุ้นให้คนซื้อไอเทม ประเทศนี้น่าจะสร้างรายได้ได้ดี เราก็จะพอมองออกว่าเศรษฐกิจน่าจะดีด้วย

ถ้าเป็นคนที่เพิ่งรู้เรื่อง GameFi อาจจะยังมองเห็นแต่ด้านดีๆ ในฐานะผู้มีประสบการณ์อยากให้เล่าด้านมืดให้ฟังหน่อย 

        ตอนนี้ 90 เปอร์เซ็นต์ของเกมเป็นแชร์ลูกโซ่ ถ้าถามว่าวิธีแยกเกมไหนเป็นแชร์ลูกโซ่หรือไม่เป็น ดูได้จากเกมไหนมีรายได้จากข้างนอกเข้ามาเกมนั้นก็รอด แต่ถ้าเกมไหนเอาแค่เงินของคนใหม่มาจ่ายให้คนเก่าแบบนี้ อยู่ไปสักพักก็จะพัง เหมือนประเทศที่สามารถหารายได้ได้ด้วยตัวเอง เขาก็สามารถมีเงินมาหมุนเวียนดูแลประชากร แต่เกมไหนที่เราเห็นว่ามีแผนจะสร้างรายได้ให้กับเกมเลย อยู่ดีๆ 11 วันคืนทุน 5 วันคืนทุน เราต้องฉุกคิดแล้วว่าเขาเอาเงินที่ไหนมาจ่ายเรา 

        ส่วนตัวผมจะดูคอมมูนิตี้เป็นหลัก ถ้าทุกคนมองว่าเข้ามาเล่นเกมนี้แค่เพื่อจะคืนทุน หรือได้กำไรแล้วหนีไป ก็เหมือนประเทศที่ทุกคนจ้องจะย้ายออก ยังไงประเทศนั้นก็พัง แต่ถ้าคนในประเทศบอกว่าวันนี้เราจะไปสู้กับซอมบี้ในเขตไหนดี วันนี้เราทำอะไรกันดี มันก็จะทำให้เป็นคอมมูนิตี้ที่ทำให้คนอยากอยู่ในนั้น 

        ซึ่งวิธีการที่ทำให้คนอยากอยู่ในเกมนานๆ คือความหวัง ยกตัวอย่าง ถ้าเราเล่นเกมแล้วเอาเงินออก ไม่มีใครอยากเก็บสกุลเงินเกมเลย ถ้าเราเล่นเกมกันแล้วเข้าไปโลกของ MIRANDUS เป็นเกมแนวผจญภัย ผลตอบแทนมีเล็กๆ น้อยๆ ไม่มีเรื่องของความคุ้มทุน แต่ถ้าบอกว่าระหว่างที่เข้าไปในป่าใครเจอเม่นสีทอง ซึ่งตัวนั้นราคา 10 ล้าน แค่นี้คนก็ไม่ออกจากเกมแล้ว ทุกคนจะอยู่ด้วยความหวัง พอคนไม่ออก แบรนด์ก็เริ่มเข้า สปอนเซอร์ก็มา ทุกฝ่ายจะอยู่ในนั้นด้วยความหวังบางอย่าง

แล้วตอนนี้ความน่าสนใจของ GameFi มีอะไรบ้าง

        ตัวหลักของ GameFi คือเกมที่สามารถสร้างเน็ตเวิร์กได้ก่อน เพราะเน็ตเวิร์กของเกมต้องมีคนที่เข้ามาแล้วได้มากกว่าแค่การเล่นเกม แต่มีคนพูดคุย กลายเป็นโซเชียลมีเดียอีกรูปแบบหนึ่ง อย่างเฟซบุ๊กเราได้แค่พูดคุยกัน แต่โซเชียลของโลกอย่างเมตาเวิร์สจะต่างกัน ถ้าคุณจะเข้ามาคุยก็เข้ามาในบ้าน หรือเกิดเบื่อๆ เราก็ไปล่าซอมบี้กัน จะมีอีเวนต์ที่เกิดขึ้นมากกว่าการมาไถดูเรื่องของคนอื่น ดังนั้น เกมใดก็ตามที่ทำให้เกิดการร่วมมือร่วมใจกันของมนุษย์ได้ เมตาเวิร์สจะเริ่มเกิด

Author

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

คุลิกา แก้วนาหลวง

ชอบพูดคุยผ่านตัวอักษร เรียนรู้ที่จะอยู่กับดาร์กไซด์ของตัวเองทุกวัน ขับเคลื่อนชีวิตด้วยความรัก รักในชาไทยและช็อกโกแลต