“เหมือนโรลเลอร์โคลสเตอร์ มีขึ้นก็มีลง” แนวคิดที่ทำให้ Paerytopia ไม่ยอมแพ้ในการทำ NFT

The Guest
12 Mar 2022
เรื่องโดย:

คุลิกา แก้วนาหลวง

Highlights

“นามปากกา Paerytopia เราตั้งไว้ตั้งแต่ช่วงป.6 หรือม.1 ตอนนั้นเราอยากมีนามปากกาเพื่อใช้แทนตัวเองในการวาดรูปเลยใช้ชื่อตัวเอง ‘Pae’ ผสมกับคำว่า ‘topia’ เพราะชอบคำศัพท์คำนี้ ซึ่งเราอยากให้นามปากกาของตัวเองเป็นเหมือนดินแดนของเราที่รวบรวมผลงาน และความชอบของเราอยู่ในนั้น” 

       ‘แพร’ – พิมพ์ชนก ทีปพงศ์ หรือเจ้าของนามปากกา ‘Paerytopia’ เล่าที่มาชื่อตัวเองให้ฟัง เธอเริ่มเปิดเพจของตัวเองตั้งแต่ช่วงมัธยมต้นประมาณ ม.2 ซึ่งเป็นช่วงที่เฟซบุ๊กกำลังบูมในประเทศไทยพอดี จนถึงตอนนี้ผ่านเวลามาประมาณ 12 ปีแล้ว 

       แต่หากย้อนเวลากลับไป เรารู้จักเธอจากผลงานที่แรนดอมขึ้นมาบนไทม์ไลน์ทวิตเตอร์ ตอนนั้นเธอทำงานในรูปแบบสีน้ำเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเราชอบลักษณะลายเส้นและการใช้สีของเธอจึงกดติดตามมาตลอด 

       กระทั่งเห็นว่าเธอกลายเป็นหนึ่งในศิลปิน NFT ที่สามารถสร้างมูลค่าให้กับงานตัวเองได้ เราจึงชวนเธอมาพูดคุยกันว่ากว่าจะผลิตงานชิ้นหนึ่งออกมา และกว่างานจะขายออกไปได้ เธอต้องเจอกับอะไรบ้าง 

ช่วยเล่าการเติบโตของ Paerytopia ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปีที่ผ่านมาให้ฟังหน่อย

        เรารู้สึกว่าตัวเองพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ งานของเราก็เติบโตตามแต่ละช่วงวัยที่เปลี่ยนไปตามความชอบ ณ ตอนนั้นของตัวเอง ถ้าให้ย้อนกลับไปมอง เราก็รู้สึกภูมิใจในผลงานตัวเองทุกช่วงเวลา เพราะว่าผลงานจะบ่งบอกตัวตนของเราในแต่ละช่วงเวลาว่าในช่วงนั้นเรากำลังชอบอะไรอยู่ มันบอกหมดเลยโดยที่เราไม่ต้องนั่งนึกว่าตอนนั้นเราทำอะไรอยู่ แค่เห็นงานตัวเองก็รู้แล้วว่าช่วงนั้นเราอินหนัง ช่วงนั้นเราอินภาพถ่ายแนวญี่ปุ่น เพราะเราใส่รายละเอียดเหล่านี้ลงไปในผลงานหมดเลย 

แล้วเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของที่เห็นแล้วรู้เลยว่างานชิ้นนี้เป็นของ Paerytopia คืออะไร

        ความจริงแล้วเราค่อนข้างทำงานได้หลากหลายสไตล์มาก เพียงแต่ว่า ณ ปัจจุบันนี้ เราเลือกที่จะทำในสไตล์ที่เรารู้สึกแฮปปี้ และสามารถสื่อสารออกไปได้ดีที่สุดมากกว่า แต่คิดว่าความโดดเด่นหลายอย่างของเราอยู่ในลายเส้น การลงสี หรือเอกลักษณ์บางอย่างที่ฝังอยู่ในผลงาน ซึ่งต่อให้งานเรามีสไตล์ที่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน แต่เราเชื่อว่าจะมีกลิ่นอายบางอย่างที่เกิดจากการทำงานมานานยังคงอยู่ ทำให้คนจดจำเอกลักษณ์นั้นของเราได้โดยที่เราไม่ต้องใส่ลายเซ็นลงไปเลย

เหตุผลที่ทำให้เริ่มเข้ามาทำงาน NFT คล้ายกับศิลปินคนอื่นไหม 

        ตอนแรกเราก็เหมือนกับคนอื่นที่ไม่เข้าใจว่า NFT คืออะไร แต่ได้เข้าไปฟังคลับเฮาส์ซึ่งพี่เอ็ดดี้ (ภราดร ไชยวรศิลป์) แอดมินกลุ่ม NFT and Crypto Art Thailand เป็นผู้ดำเนินรายการ ตอนแรกฟังเพื่อหาความรู้เฉยๆ แต่จุดเริ่มต้นจริงๆ คือมีแฟนคลับต่างชาติเขาทักในอินสตราแกรมว่า “งานของเราสวยมากเลย เหมาะที่จะไปลงแพลตฟอร์ม NFT” พอเขาทักมาแบบนี้เลยทำให้เราคิดว่า “หรือว่าจะลองทำดูดีนะ” จึงไปหาความรู้เพิ่มเติมว่าเราจะลงงาน NFT อย่างไร เริ่มจากแพลตฟอร์มไหน จึงเริ่มสนใจ Foundation ก่อนเพราะรู้สึกว่าน่าเชื่อถือ จากนั้นจึงโพสต์หา แล้วได้อินไวต์มาจากพี่คนหนึ่งในแวดวง NFT ที่มองเห็นความสามารถของเรา พอได้โอกาส เราก็เลยอยากลองทำดู ซึ่งก่อนทำเราก็ศึกษาแล้วว่า NFT มีข้อดีข้อเสียอย่างไร ต้องทำอะไรบ้าง พอชั่งตวงความคิดในหัวเราแล้วก็รู้สึกว่า ถ้าเราไม่ได้ลองทำดูจริงๆ เราก็จะไม่รู้เลยว่ามันเป็นอย่างไร 

หลังจากตัดสินใจแล้วว่าจะทำ วางแผนสำหรับงาน NFT ชิ้นแรกไว้อย่างไร 

        สำหรับเราคิดว่าผลงานชิ้นแรกเป็นตัวกำหนดทุกอย่าง เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะบ่งบอกตัวตนของศิลปิน เราเลยพยายามเลือกผลงานชิ้นที่ชอบที่สุดมาลง เราอยากให้ชิ้นนี้เป็นชิ้นแรกเพราะทุกอย่างในภาพน่าจะบ่งบอกหลายๆ อย่างเกี่ยวกับตัวเราได้ ชื่อว่า I love to draw at night  

        เป็นภาพที่เราวาดขึ้นมาช่วงกักตัวช่วงโควิด-19 วันๆ ไม่ได้ออกไปไหน ก็นั่งวาดรูปแล้วเราชอบทำงานตอนกลางคืนเลยสร้างผลงานนี้มาจากช่วงเวลานั้นของตัวเอง และได้แรงบันดาลใจมาจาก Lofi Girl ด้วย จึงนำมาวาดในลายเส้นของเรา แล้วใส่ตัวเองในบรรยากาศห้องที่เราทำงานอยู่จริงๆ ลงไป เพราะนี่เป็นผลงานแรกในรูปแบบ NFT จึงอยากให้พิเศษ เลยทำ animate เพิ่ม และจ้างคนมาโปรดิวซ์ในส่วนของเพลงเพื่อให้พิเศษมากขึ้น

แล้วผลตอบรับเป็นอย่างไรหลังจากปล่อยงานชิ้นแรกนี้ออกไป

        ตอนนั้นยังจับทางไม่ถูก เลยทำให้งานชิ้นนี้ใช้ระยะเวลานานมาก ประมาณ 2 เดือนถึงจะขายออก ซึ่งในระหว่างนั้นมีอะไรเกิดขึ้นมากมาย ทำให้เรารู้สึกทรมานเหมือนกัน เพราะในขณะที่คนอื่นรอบตัวขายออกหมดแล้ว แต่เรายังขายไม่ออก และไม่รู้จะขายอย่างไรด้วย แต่พอผ่านจุดนั้นมาได้ก็ทำให้เรามีไฟ มีกำลังใจมากขึ้นในการทำงานต่อไปในรูปแบบ NFT 

ช่วงเวลา 2 เดือนที่งานยังขายไม่ออกจัดการกับตัวเองอย่างไร 

        ตอนแรกเราก็พยายามไปชิวงาน (การโพสต์ขายงาน NFT ตามทวิตเตอร์) ซึ่งพอต้องทำแบบนี้เยอะๆ แล้วรู้สึกว่าไม่ใช่ทางเราเท่าไหร่ แล้วตอนนั้นเราใช้แอ็กเคาต์ทวิตเตอร์หลักในการโปรโมตด้วย เลยรู้สึกว่าไม่ค่อยตอบโจทย์ พอผ่านไป 1 เดือนเลยอยากลองพยายามดูอีกครั้ง จึงสร้างแอ็กเคาต์ใหม่ขึ้นมาสำหรับลงงาน NFT โดยเฉพาะ ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมาก 

        ในวันแรกที่เราสร้างแอ็กเคาต์ NFT ขึ้นมากลายเป็นว่ามีคนดัง แร็ปเปอร์ชาวอเมริกัน MC Hammer มาเห็นผลงานของเราแล้วแชร์ผลงาน เราดีใจมากที่อยู่ๆ คนดังระดับโลกมาแชร์ผลงานให้เรา ทำให้มีคนมองเห็นเรามากขึ้นว่าเราเป็นศิลปินใน NFT นะ แม้ว่าตอนนั้นจะยังขายไม่ออก แต่เราก็คิดว่ามันประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้วที่ทำให้คนทั่วโลกเห็นงานเราได้ เราจึงพยายามขายต่อจนผ่านไปอีกเดือนหนึ่ง

        ระหว่างนั้นเราคิดว่าในเมื่อยังขายไม่ออกก็สลับไปทำงานอย่างอื่นบ้าง ทำงาน physical ขายบ้าง เพราะถ้าเรามัวแต่ไปตั้งความหวังจากตรงนี้อย่างเดียว เราจะไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นเลย

พองานชิ้นแรกขายออกแล้ว ตอนนั้นรู้สึกอย่างไรบ้าง

        วันที่ขายออกเป็นวันธรรมดาวันหนึ่งที่เราไปชิวงานตามปกติ แล้วอีเมลก็เด้งขึ้นมาว่ามีนักสะสมคนหนึ่งที่เขาสะสมผลงานสไตล์แนวอนิเมะมาประมูลผลงานเรา และสิ่งที่เราไม่คาดคิดคือมีนักสะสมอีกท่านหนึ่งที่ค่อนข้างดังในวงการ NFT มาแย่งประมูล แล้วผลงานแรกของเราก็จบที่ 1.75 EHT จาก 0.4 ETH เกินฝันมากที่ออกราคานั้น เราไม่เคยคิดว่างานของเราจะสามารถมีมูลค่าสูงขนาดนี้ได้ 

        ก้าวตรงนี้ที่ได้รับมาเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีกำลังใจมากในการอยากทำตรงนี้ต่อ ทำให้เรารู้ว่าไม่ได้มีแค่เราคนเดียวที่เชื่อมั่นในผลงานตัวเอง เพราะตอนที่งานยังขายไม่ออก เราก็คิดว่าหรือจะลดราคานี้ หรือยอมแพ้ไปเลยดี แต่เราก็ยังเชื่อว่างานเรามีมูลค่า และต้องมีคนที่มองเห็นในจุดนี้เหมือนกับที่เรามองเห็น สุดท้ายก็มีจริงๆ 

หลังจากนั้นคิดเลยไหมว่าจะจริงจังกับเส้นทางนี้ 

        ก็คิดว่าอยากจะเริ่มมาทำตรงนี้จริงจังมากขึ้น เพราะพอจับทางได้แล้วว่าต้องขายอย่างไรก็เริ่มสนุกกับมัน สิ่งที่เรามองไม่ใช่แค่เรื่องของเม็ดเงิน แต่เราอยากเรียนรู้จากตรงนี้ให้มากขึ้น เพื่อพัฒนาผลงานตัวเองด้วย เพราะกระบวนการคิด การทำงานปกติของเราไม่ได้แตกต่างจากการทำงานในรูปแบบ NFT เลย 

ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่ากระบวนการทำงานของคุณเป็นแบบไหน 

        เวลาเราทำงานขาย เราจะคิดธีมก่อนว่าอยากเล่าเรื่องอะไร แล้วพยายามสร้างผลงานออกมาเป็นภาพประกอบ รวมทั้งพยายามคิดให้เป็นคอลเลกชันเดียวกัน สมมติเราวางไว้ว่าคอลเลกชันนี้อยากให้มี 4 ภาพในธีมเดียวกัน การทำงานแบบนี้ทำให้ดูมีเรื่องราว และงานน่าสนใจมากขึ้น คนที่เขาเห็นผลงานที่เราลงไป แล้วสักพักเห็นผลงานชิ้นต่อไปที่อยู่ในธีมเดียวกัน เขาจะรู้แล้วว่ามันคือคอลเลกชันเดียวกัน ความน่าสนใจก็มีมากขึ้น ปกติเราทำงานแบบนี้อยู่แล้ว พอมาทำ NFT ก็คิดว่าทั้งหมดนี้ตอบโจทย์เราหมดเลย 

อยู่ในแวดวง NFT มาหนึ่งปีแล้วเจออุปสรรคอะไรมาบ้าง 

        ส่วนใหญ่เราทำคนเดียวแทบทั้งหมด อุปสรรคจึงมีเยอะมาก ตั้งแต่ที่เราต้องคิดแล้วจับทางในการโปรโมตหรือขายผลงานตัวเอง อย่างที่บอกว่ามันไม่ใช่แค่การวาดรูปสวยแล้วลงไปแล้วจะขายได้ แต่อยู่ที่เราจะนำเสนอผลงานเรา และตัวเราเข้าสู่คอมมูนิตี้อย่างไร เมื่อคนเริ่มรู้แล้วว่าเราเป็นใคร พอเรามีตัวตนในคอมมูนิตี้ สิ่งนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผลงานของเราไปเข้าตาคนที่สะสมงานได้ง่ายขึ้น

        ตอนแรกที่ทำ NFT ยังใหม่มาก ยังไม่มีใครรู้ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ เราก็เจออุปสรรคมาบ้างเกี่ยวกับการลงผลงาน แต่เราก็รู้สึกว่าการที่เจออุปสรรคครั้งสองครั้ง เราไม่ได้อยากยอมแพ้ เราคิดว่าสิ่งที่เป็นความผิดพลาดที่เราเคยทำ หรือคนอื่นบอกว่าเราทำแบบนี้ไม่ได้ ในตอนแรกอาจจะเป็นสิ่งที่บั่นทอนทำให้เราคิดว่าหรือเลิกทำไปเลยดี แต่เราคิดว่าถ้าเรายอมแพ้ตั้งแต่วันนั้นที่เราผิดพลาด หรือเจออุปสรรค วันนี้เราจะไม่สามารถรู้เลยว่าเราสามารถไปได้ไกลแค่ไหน 

        เหมือนโรลเลอร์โคลสเตอร์ที่มีขึ้นก็ต้องมีลง ทุกคนมีจังหวะที่ขึ้นสุดแล้วลงมาบ้าง แต่ถ้าเรายอมแพ้ในช่วงที่ลงมาเราก็อาจจะไม่รู้ว่าตอนที่ขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดเป็นอย่างไร เราก็เลยคิดว่าไม่ว่าใครจะพูดอะไร เราก็จะทำต่อไป เราทำเพราะเราชอบ เรามีแพสชั่นและสนุกกับมัน นี่เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับเรา อุปสรรคต่างๆ เป็นเหมือนส่วนหนึ่งที่ทุกคนจะต้องผ่านไป สิ่งที่ผิดพลาดก็จำ แล้วนำไปพัฒนาปรับปรุงเพื่อให้ไม่เกิดขึ้นอีก 

มีโปรเจกต์ไหนที่เป็นมาสเตอร์พีซ หรืออยากพูดหรือเป็นพิเศษไหม

        ถ้าเป็นผลงานที่เราชอบที่สุด เราชอบชิ้นที่สามชื่อว่า The Lost Girl เป็นผลงานที่บ่งบอกตัวตนเราที่สุดแล้ว เพราะว่าสร้างขึ้นมาจากพื้นฐานของเราเอง เราค่อนข้างเจอปัญหาเยอะในช่วงนั้น มีทั้งคนที่เข้าใจและไม่เข้าใจ เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ตอนที่เราเข้ามาทำ NFT มีสิ่งที่เราทำผิดพลาดไป จึงอยากจะสร้างผลงานชิ้นนี้เพื่อบ่งบอกความรู้สึกของเราในตอนนั้น ซึ่งผลงานนี้เราวาดเป็นเด็กผู้หญิงยืนร้องไห้ท่ามกลางเมืองแห่งแสงสี รายล้อมด้วยผู้คนมากมาย 

        สิ่งที่เราจะสื่อคือตามชื่อภาพเลย เราอยากจะสื่อถึงตัวของเราเองที่เรากำลังหลงทางอยู่ท่ามกลางผู้คนที่ไม่รู้จักเรา ไม่เข้าใจเรา เหมือนเราสูญเสียตัวเองไปกับคำพูดหรือสิ่งที่คนอื่นบอกว่าเราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อีกสิ่งที่เราใส่เข้าไปในภาพอีกอย่างคือ พวกป้ายไฟในเมือง ที่เป็นตัวแทนของคนที่เขาเข้าใจ และคอยสนับสนุนเรา เราพยายามใส่คำที่ให้กำลังใจลงไปด้วย สิ่งนี้มันคือสิ่งที่ช่วยฉุดรั้งเราให้ขึ้นมาจากวความรู้สึกที่เราจมดิ่งหรือสูญเสียตัวเอง 

        อีกชิ้นหนึ่งเป็นผลงานที่สี่ ชิ้นนี้ก็มีความหมายกับเรา เราสื่อถึงตัวเองในการเข้ามาในคอมมูนิตี้ NFT รวมทั้งคนในคอมมูนิตี้ด้วย ภาพนี้ชื่อ The Hidden Moon คอนเซปต์คือ พระจันทร์บางดวงก็ไม่ได้เปล่งประกายอยู่บนท้องฟ้า บ้างจมอยู่ใต้มหาสมุทรที่กว้างใหญ่ภายใต้ผืนน้ำสีฟ้า ฉันส่องแสงสว่างอยู่ในห้วงลึกแห่งท้องทะเล ได้โปรดเถอะ ค้นพบฉันที เราแต่งเป็นบทกวีให้เข้ากับภาพด้วย 

        ถามว่าทำไมพระจันทร์ถึงไปอยู่ใต้น้ำ เรามองว่ามีคนที่เก่งแต่ยังไม่ถูกค้นพบ เราก็อยากเปรียบเทียบคนเหล่านั้นเหมือนพระจันทร์ใต้มหาสมุทร เพราะโลกของ NFT กว้างมาก บางคนอาจจะจมอยู่ ยังไม่ถูกค้นพบ จึงอยากจะสื่อสารในเชิงให้กำลังใจว่า สักวันจะมีคนที่ค้นพบคุณแน่นอน ทุกคนมีจังหวะเปล่งประกายชีวิตของตัวเองไม่เท่ากัน สักวันหนึ่งความพยายามหรือสิ่งที่เราทำ เปรียบเหมือนแสงของพระจันทร์ที่จะส่องไปถึงใครสักคนอย่างแน่นอน 

ช่วงเวลาที่เหนื่อยหรือหมดไฟ ฮีลใจตัวเองขึ้นมาด้วยวิธีไหน 

        วิธีแก้คือเราก็ไปทำอย่างอื่น เปลี่ยนแพลตฟอร์ม ไปวาดอีกแนวหนึ่ง หรือไปดูหนัง เล่นเกม เพราะไอเดียต่างๆ มักมาจากการไปเที่ยว หรือพักผ่อน บางอย่างมันก็ได้มาจากตอนที่เราไม่ได้คิดอะไรมาก เช่น ภาพ The Hidden Moon ได้แรงบันดาลใจจากที่เราเล่นเกมมาริโอ ดังนั้น การปล่อยให้ตัวเองไม่ต้องคิดอะไรมาก บางทีไอเดียก็จะมาเอง 

มีคติประจำใจในการทำงานไหม

        เราคิดว่าถ้าทำงานไปเรื่อยๆ ตามแพสชันของตัวเอง สักวันความขยันจะตอบแทนเราเอง อันนี้เป็นสิ่งที่เราใช้มาตั้งแต่ตอนที่เราอยู่มัธยมจนมาถึงตอนนี้ เรามองว่าสิ่งสำคัญในการทำงานมันไม่ใช่แค่ทักษะหรือพรสวรรค์ แต่คือการที่เรายังทำมันอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุด ไม่ยอมแพ้ในความฝันที่มี นี่คือสิ่งที่ทำให้เรามาอยู่ตรงนี้ได้ 

        จริงๆ มันก็มีจุดที่ท้อ แต่สุดท้ายแล้วแค่มีกลุ่มคนที่รักและชอบในผลงานของเรา เรายังทำสิ่งที่เรารักได้ สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ มีคนคอยสนับสนุนและเข้าใจเรา เราต้องการแค่คนที่เห็นความพยายามของเราจริงๆ ต่อให้ไม่ได้ดังไปกว่านี้ก็ไม่เป็นไร เราพยายามในแบบของเรา เราก็ภูมิใจแล้วในช่วงเวลาที่ผ่านมา 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

คุลิกา แก้วนาหลวง

ชอบพูดคุยผ่านการขีดเขียนด้วยตัวอักษร อาศัยอยู่ในโลกจินตนาการ และใฝ่ฝันว่าวันหนึ่งจะกลายเป็นลูกครึ่งสัตว์วิเศษ