“ความภูมิใจในงานคือสิ่งที่สำคัญที่สุด” สิ่งที่ PoonChan1nt ได้รับหลังเข้าวงการ NFT

The Guest
15 Jan 2022
เรื่องโดย:

คุลิกา แก้วนาหลวง

Highlights

“ผมพูดเลยนะ นี่เป็นความรู้สึกที่เงินก็ซื้อไม่ได้ ระหว่างงานผมได้บิต 1 อีเธอเรียม กับงานได้ไปอยู่ในวงดนตรีที่เราชอบ ผมรู้สึกว่าอย่างหลังพิเศษมาก อย่างน้อยคนข้างนอกก็ได้เห็นงานเรา แล้วเหมือนเป็นอีกจารึกหนึ่งว่างานนี้ไปได้ไกลแล้ว เพราะผมจะพูดตลอดเลยว่าอยากให้งานไปได้ไกล ต่อให้ราคาจะขายไม่ได้แพง แต่พอมองกลับมาเรารู้สึกว่ามันมีเรื่องของการเดินทางเล่าไว้อยู่” 

        ชายหนุ่มบอกเล่าความรู้สึกของเขาต่อหนึ่งการเดินทางครั้งใหม่ที่เพิ่งผ่านมา น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความปลื้มปีติที่ในวัยเพียง 20 ปี จะก้าวมาเป็นส่วนหนึ่งของวงดนตรีที่ตัวเองฟังมาตั้งแต่เด็ก รวมถึงความภูมิใจในการเดินทางที่พาตัวเองมาถึงวันนี้ได้ 

        ‘ปุณ’ – ชนินทร์ จันทวงค์ หรือ Poon Chan1nt​ (ปุณ ชนินทร์) นามปากกาในฐานะศิลปิน NFT สร้างผลงานในรูปแบบ Motion Illustrator เขาคือหนึ่งในศิลปินที่ถูกไตเติ้ล (ฐิติพันธ์ ทับทอง หรือ THAIGHOST อ่านบทสัมภาษณ์ได้ ที่นี่) ชักชวนให้มาร่วมแสดงผลงานมิวสิกวิดีโอเพลง ‘แม้ฉันไม่มีอะไรให้เธอ’ ของวงค็อกเทล ที่เพิ่งปล่อยออกมาไม่นานให้ฟัง 

        แต่ขณะเดียวกันเขาคือนิสิตน้องใหม่เฟรชชี่จากเอกเรขศิลป์ คณะศิลปกรรมศาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ใช้เวลาไม่นานนักนับตั้งแต่ค้นพบเส้นทางของตัวเอง ในการสั่งสมประสบการณ์จนมาถึงวันที่สัมผัสได้ถึงความภูมิใจในผลงานตัวเอง

คุณบอกว่าวันนี้ตัวเองเดินทางมาไกลมาก เลยอยากว่ารู้จุดออกตัวของคุณเริ่มต้นอย่างไร

        ผมเป็นเด็กปกติที่ชอบวาดรูป แม่ก็จะชอบเอากระดาษมาให้วาดเพราะผมชอบเขียนผนัง พอวาดเสร็จผมก็จะเอาไปแปะตามผนังบ้านเหมือนเป็นแกลเลอรีส่วนตัวของตัวเอง  ทีนี้จุดเปลี่ยนครั้งแรกเริ่มตอนช่วงประถม ตอนนั้นค่อนข้างติดเพื่อนก็เลยเริ่มห่างหายจากการวาดรูป ประกอบกับตอนนั้นที่โรงเรียนไม่ได้ทำให้เราสนุกกับการทำงานศิลปะเท่าไหร่ แค่ทำงานส่งอาจารย์ให้เสร็จไปมากกว่า 

        แล้วจุดที่ทำให้ผมหันมาสนใจศิลปะอีกครั้งคือตอน ม.2 ผมเริ่มถ่ายรูป จนเข้ามัธยมปลายที่โรงเรียนสาธิตประสานมิตร ผมได้เข้าเรียนสายดิจิทัลมีเดียอาร์ต แต่ตอนนั้นผมก็ปักธงในใจไว้ว่าเราไม่ชอบงานดรออิ้งด้วยมือ อยากจะไปฝั่งที่เป็นสายทำหนัง (Filmmaker) มากกว่า พอผ่าน ม.4 เราเริ่มเปิดใจกับงานศิลปะหลายๆ แนวมากขึ้น แม้ว่ายังไม่ได้วาดรูปเก่ง ซึ่งตอนนี้ก็ยังวาดไม่เก่งเหมือนเดิม (หัวเราะ) แต่ผมจับทางได้ว่าเราชอบงานด้าน Motion Graphic มากที่สุด

เพราะอะไรถึงชอบงาน Motion Graphic 

        เพราะเรารู้สึกว่างานรูปแบบนี้สามารถทำให้ภาพนิ่งขยับได้ แล้วก็สามารถเพิ่มเรื่องราวลงไปในงานได้ แล้วพอนำมาผสมกับเทคนิคภาพยนตร์ หรือการถ่ายภาพก็จะออกมาเป็นงานสไตล์เรามากขึ้น 

ที่ว่าช่วง ม.4 เริ่มกลับมาเปิดใจกับศิลปะมากขึ้น คุณไปพบกับอะไรมา

        เพราะเราได้เรียนรู้ศาสตร์ของศิลปะมากขึ้น ผมนั่งทบทวนกับตัวเองว่า ถ้าต้องมานั่งคิดว่าเมื่อไรจะผ่านๆ วิชานี้ไปอาจพลาดโอกาสดีๆ และเสียเวลาที่เราจะเอาไปทำอย่างอื่น เลยเปลี่ยนความคิดว่า สิ่งที่เราเรียนรู้ตรงนี้สามารถนำมาปรับเข้ากับสิ่งที่เราชอบอย่างไรได้บ้างดีกว่า

        อย่างผมชอบฟิล์มแต่ไม่ได้ชอบงานเพนต์ ก็อาจจะไม่ได้เอางานเพนต์มาใช้ต่อยอดกับฟิลม์มากนัก แต่นำความรู้เรื่องการวางองค์ประกอบจากฟิล์มไปใช้กับงานวาดแทน ประกอบกับช่วงนั้นเริ่มทำงานประกวดด้วย ทั้งออกแบบโลโก้ ภาพประกอบ หนังสั้น ถ่ายภาพ มีชนะบ้าง แพ้บ้าง เหมือนเป็นการเรียนรู้ ได้ลองออกจากกรอบเดิมๆ ของตัวเองไปเรื่อยๆ

        แล้วผมก็เชื่อเรื่องหนึ่งคือ ผลลัพธ์สำคัญกว่าวิธีการ อย่างงานที่อยู่ใน MV ของวงค็อกเทล งานนั้นผมใช้การวาดมือแค่ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ของงานทั้งหมด คือตัวละครพระนาง 2 ตัว แต่นอกนั้นใช้เครื่องมือใน Illustrator ในการขึ้นโครงตึก แล้วก็ใช้วิธีการทำสีเหมือนกับการเกรดสีภาพยนตร์ (Color Grading) จนออกมาเป็นผลงานอย่างที่เห็น

ตอนแรกบอกว่าสนใจสายภาพยนตร์ แต่ทำไมสุดท้ายถึงเบนเข็มมาเรียนสายนี้ได้

        ผมกลัวว่าเราพอเรียนในสิ่งที่ชอบแล้วจะกลายเป็นเราไม่ชอบมันอีกเลย แล้วการเรียนฟิล์มต้องทำงานเป็นทีมซึ่งเราไม่สารถการันตีได้ว่าวันนี้เราจะเจอทีมที่ดี หรือสนิทใจได้เท่ากับเพื่อนเราหรือเปล่า และเป็นเวลาประจวบเหมาะกับช่วงนั้นผมสนใจงานอาร์ตด้วยเลยลองหันมาศึกษาสายนี้ดู แล้วพอรู้สึกว่าตัวเองน่าจะไปสายนี้ได้ก็เริ่มติว ทำพอร์ต เริ่มเก็บผลงานส่วนตัวยื่นเข้าคณะจนสอบติดมาได้ (ยิ้ม)

แล้วไม่กลัวว่าพอมาเรียนสายนี้แล้วหากเกิดไม่ชอบขึ้นมาเหมือนกันจะทำอย่างไร  

        ก็มีเพื่อนถามเหมือนกันนะว่าเราไม่กลัวว่าเอาความชอบกราฟิกมาทำลายเหรอ ผมก็บอกว่าถ้าเทียบองค์ความรู้ด้านกราฟิกตอนนั้น กับองค์ความรู้ด้านภาพยนตร์ ความรู้ด้านกราฟิกผมมีน้อยกว่ามาก เหมือนกับแก้วที่เรายังเติมน้ำเข้าไปไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ เลยรู้สึกว่าถ้ามาด้านนี้เหมือนกับการเปิดโอกาสให้เราได้ลองอะไรหลายๆ อย่างมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหาแนวทางงาน หาสไตล์ หาตลาด ซึ่งผมรู้สึกว่าน่าจะสนุกดี 

        ยิ่งช่วงโควิด-19 เราออกกองหนังสั้นกับเพื่อนไม่ได้ พอว่างก็เริ่มฝึกทำ Motion Graphic มากขึ้น จากการรับงานคอมมิสชัน ทำสื่อการสอน จนมาช่วงที่สอบติดมหาวิทยาลัย ช่วงนั้นคือว่างยาวเลย แล้ว NFT ก็เป็นกระแสขึ้นในเมืองไทยพอดี

การเข้ามาในวงการ NFT ถือว่าเป็นอีกก้าวสำคัญในฐานะศิลปิน แต่อะไรทำให้คุณสนใจวงการนี้

        เริ่มจากการเป็นวัยรุ่นคริปโตมาตั้งแต่ประมาณ ม.6 เลยครับ (หัวเระา) เราชอบอัพเดตข่าวสารตลาดดูว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง แล้วพอมีข่าว NFT ขึ้นมา เลยลองศึกษาดูว่ามันคืออะไร พอรู้ว่ามันสามารถผูกกับงานศิลปะได้ก็คิดว่าหรือนี่อาจจะเป็นทางของเรา 

        ผมจะแบ่งรูปแบบการทำงานเป็น 2 อย่าง คือหนึ่ง งานเพื่อคนอื่น เช่น งานคอมมิสชัน ตั้งแต่เจอมาพูดได้เลยว่า 90 เปอร์เซ็นต์เป็นงานที่เราไม่ได้สนุกกับมันเลย ส่วนสองคือการทำงานเพื่อตัวเอง เป็นสิ่งที่เราสนุกมาก เพราะเรามีไอเดียอะไรเราก็ใส่ลงไปได้เต็มที่เลย แต่การทำงานเพื่อตัวเอง เราอาจจะไม่ได้เงินในส่วนนี้ จุดนี้ก็เลยเป็นเหมือนช่องวางที่ NFT มาเติมพอดี คือเราได้ทำในสิ่งที่อยากทำแล้วก็ได้ขายด้วย หรือต่อให้ขายไม่ได้ผมก็มองว่ามันคือโอกาสที่ทำให้เราได้พัฒนาฝีมือ แล้วก็ลองตลาด ถ้าคนเขาชอบงานเรา แปลว่าเราเริ่มมาถูกทางแล้ว  คือถ้างานยังขายไม่ออกก็ถือว่าได้พัฒนาฝีมือขึ้น หรือถ้าอยากจะบ้าบิ่นก็ลองไปอีกทางหนึ่งไหม ทดลองใหม่ไปเรื่อยๆ 

สิ่งที่คิดว่าเป็นความยากที่สุดที่ต้องเจอเมื่อเข้ามายังตลาดอันกว้างใหญ่เหมือนมหาสมุทรนี้คืออะไร

        สำหรับผม สิ่งที่มองเห็นชัดเจนที่สุดเลยคือเรื่องของการสู้กับความรู้สึกตัวเองครับ ในยุคที่อัลกอริทึม (Algorithm) มักจะนำเสนอสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงด้านเดียวให้เราได้เห็น หมายถึงว่าในวันหนึ่งเราจะเห็นคนที่ประสบความสำเร็จเยอะมาก ผมก็จะเกิดการตั้งคำถามกับตัวเองแล้วว่า ทำไมเราถึงขายงานตัวเองไม่ได้ ทั้งที่จริงแล้วยังมีคนอีกเยอะที่อยู่ข้างหลังเหมือนกับเรา หรือพี่ที่เราเห็นว่าขายได้ กว่าที่จะมาถึงจุดนี้เขาก็พยายามมาเยอะมากๆ นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดเลยในการเข้าสู่ตลาดนี้ 

        อีกเรื่องที่ผมมองคือเรื่องของ ‘สไตล์’ ผมเคยเข้าไปฟังในสเปซทวิตเตอร์ของพี่คนหนึ่ง เขาบอกว่า “สิ่งที่สำคัญกว่าฝีมือเราคือสไตล์”  เพราะจะทำให้คนมองแล้วรู้เลยว่างานนี้เป็นงานของใคร 

ตอนนี้เจอสไตล์งานของตัวเองแล้วหรือยัง 

        ผมรู้สึกว่าเหมือนจะเจอแล้วแต่ก็ยังสนุกกับการทดลองอยู่ เพราะว่าผมก็ลองเอางานตัวเองไปถามคนรู้จักว่าดูออกไหมว่างานนี้เป็นเรา เขาก็บอกว่าดูออกว่าเป็นเรานะ

ถ้าอย่างนั้นช่วยบอกเล่าสไตล์งานของ Poon Chan1nt ให้ฟังหน่อย 

        ผมทันเล่นเกม 8 บิต แล้วก็อินกับกราฟิกแนว 2 มิติที่ไม่ได้มี perspective ชัดเจน มันจะมีลักษณะที่เป็น perspective ที่ซ้อนๆ กันไป แล้วก็เป็นคนที่ชอบความเป็นโลกอนาคต (futuristic) หรือ Cyberpunk ที่มีแสงสี มีไฟนีออน มีความฟุ้ง มีไฟวิบวับๆ มีป้ายโฆษณาใหญ่ๆ ซึ่งเป็นสไตล์ที่ผมชอบ ก็เลยชอบหยิบส่วนประกอบเหล่านี้มาใช้กับงานตัวเอง 

        เรื่องส่วนใหญ่ในงานที่ผมเลือกมาเล่ามักจะเป็นเรื่องธรรมดาๆ เรียบง่าย ทั้งที่เกี่ยวกับตัวเอง หรือจินตนาการขึ้นมา บางครั้งก็แล้วเเต่อารมณ์ตัวเอง คล้ายกับซีนภาพยนต์ซีนหนึ่ง แต่ที่สำคัญเลยคือต้องมีแมวอยู่ในงาน เพราะเป็นคนที่อยากเลี้ยงเเมวมาก เเต่ที่บ้านเลี้ยงไม่ได้ (หัวเราะ)

        อย่างงานแรกที่ลงใน Foundation ครั้งแรก ตอนนั้นเรียนในคลาสของมหาวิทยาลัย แล้วเขาให้โจทย์มาว่าเราต้องวาดต้นไม้จาก 3 ฤดู  ซึ่งผมก็โยงเข้ากับเรื่องราวความรู้สึกของนักโทษในเรือนจำ ว่าแต่ละฤดูเขาจะมีความรู้สึกยังไง วาดเสร็จผมก็สแกนไว้ ส่งอาจารย์เสร็จก็นำเข้าโปรแกรม 3D ทำเป็นห้องขัง วางมุมกล้องแบบขยับเข้าออกๆ ก็เลยเป็นงานที่ค่อนข้างมีเรื่องราวเยอะ แต่ก็ยังขายไม่ได้จนทุกวันนี้ แต่สิ่งที่อยากจะสื่อก็คืองานแรกของผมเป็นงานที่มี conceptual ค่อนข้างแน่นมาก แต่พอเราเริ่มจับทางตลาดได้ก็เริ่มลดคอนเซปต์ลง ให้เป็นสตอรี หรือเรื่องราวที่คนอ่านก็เข้าใจง่าย ไม่ต้องมีอะไรลึกมาก ไปเน้นที่รูปแบบงานมากขึ้นแทน แต่ก็ไม่ได้บอกว่าเป็นวิธีที่ถูกต้องนะครับ เพราะว่าขึ้นอยู่กับสไตล์ว่าเราจะอยากเล่าอะไร 

แล้วงานที่อยู่ในมิวสิกวิดีโอของวง Cocktail มีเรื่องราวว่าอย่างไร

        คิดสตอรีง่ายๆ เลย คือเป็นโจรพาผู้หญิงหนีแล้วก็เอาอัญมณีมาด้วย มีแทรกกิมมิกไว้ว่าอัญมณีนี้สามารถให้พรแก่คนที่ถือครองได้ แล้วเมืองที่ทั้งสองคนต้องหนีออกไป เป็นเมืองที่แม้ว่าจะมีแสงสี แต่ก็มีความไม่ดีแฝงอยู่ด้วย 

ภูมิใจแค่ไหนกับงานชิ้นนี้

        งานนี้เป็นชิ้นที่เล่าถึง NFT Artist ของตัวเองได้ดีที่สุดตั้งแต่ที่เริ่มทำมา เพราะว่าไม่ได้ขายออกในทันที แต่เป็นงานที่ผ่านกระบวนการนั่งคิดเยอะมากว่า จะโปรโมตอย่างไร เริ่มตั้งแต่เข้าทวิตเตอร์สเปซไปเล่าคอนเซปต์งานทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จนถึงขั้นที่เรานั่งคิดกับตัวเองว่างานเราดีแล้วหรือเปล่า แต่สุดท้ายก็บอกตัวเองว่า มันดีที่สุดที่เราสามารถทำได้ในตอนนั้นแล้ว พองานขายได้ พี่ไตเติ้ลทักมาเรื่อง MV แล้วล่าสุดผมก็เพิ่งส่งงานไปร่วมกับ BKK NFT x Plan B ซึ่งผ่านเข้ารอบ ได้ขึ้นโชว์เหมือนกัน ส่วนตัวมีความรู้สึกว่านี่เป็นงานที่เดินทางมาไกลเหมือนกัน 

กว่าจะมาถึงวันที่งานผลิดอกออกผล ต้องมีวันที่ท้อ หรือหมดไฟบ้าง คุณจัดการสภาวะนั้นด้วยวิธีใด

        ผมคุยกับเพื่อนอย่างเดียวเลยครับ รู้สึกว่าเวลาคุยกับเพื่อนทำให้เราลืมความรู้สึกท้อไปได้สักช่วงหนึ่ง พอเราลืมความรู้สึกท้อ เราจะเริ่มคิดอะไรบางอย่างออก แต่ถ้าท้อหนักจริงๆ ผมจะหยุดเล่นโทรศัพท์สักพักหนึ่ง เพราะอย่างที่บอกไป พวกอัลกอรึทึมมักจะนำเสนอเรื่องราวด้านใดด้านหนึ่งมาให้เราเห็นเสมอ ถ้าเราไม่ได้เข้มแข็งมากพอ จะยิ่งกลายเป็นท้อได้ 

การพัฒนาฝีมือตัวเองในฐานะศิลปิน NFT มาได้เกือบหนึ่งปี รู้สึกว่าตัวเองเติบโตขึ้นแค่ไหน 

        ผมเป็นคนที่วาดรูปไม่เก่ง แต่สิ่งสำคัญคือผมมีความภูมิใจในงานตัวเองมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะมาก เมื่อก่อนไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมาเข้าทางสายกราฟิก แต่ความคิดนี้ถูกหักล้างด้วยความรู้สึกที่ว่า เราอยากจะเรียนสายนี้จริงๆ พอวันที่เราสามารถสอบติดคณะที่อยากเข้าได้ มันเหมือนเครื่องพิสูจน์ครั้งแรกว่า งานกราฟิกของเราก็ไม่ได้แย่นะ 

        แล้วพอเข้ามาในตลาด NFT เราได้ทำงานที่เป็นตัวเองจริงๆ แม้ว่างานนั้นจะขายได้บ้าง ขายไม่ได้บ้าง หรืออาจจะเก็บกลับมาบ้าง แต่มันก็เป็นเรื่องที่เราได้เรียนรู้ที่จะเติบโตขึ้น ได้จัดการความรู้สึกของตัวเอง จนมาถึงวันที่งานขายได้แล้วได้ขึ้นใน MV ของวงที่เราชอบ ได้ขึ้นบิลบอร์ด ได้ขึ้นจอของสื่อในเครือ Plan B เรื่องเหล่านี้มันทำให้รู้สึกว่า เราก็มาไกลเหมือนกันนะ จากคนที่ไม่มั่นใจในงานศิลปะตัวเอง จนกลับมามั่นใจอีกครั้ง เป็นความภูมิใจที่ทำให้เราพูดออกมาได้ว่า “นี่คืองานเรานะ” มันเป็นความรู้สึกที่สุดยอดมาก ผมรู้สึกว่านี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด (ยิ้ม)

        ตอนนี้เราพูดได้เต็มปากเลยว่า งานทุกชิ้นที่เราทำออกไป เราชอบทุกชิ้น ต่อให้งานชิ้นนั้นจะไม่มีการบิตหรือขายไม่ออกก็ตาม เราก็ชอบที่ได้ทำงานนั้นออกมา สิ่งต่างๆ ที่เราทำไป จะเก็บสะสมเป็นพอร์ตที่เป็นผลดีต่อเราในวันข้างหน้า วันที่เราจบจากมหาวิทยาลัยไป 

เมื่อมาถึงจุดนี้แล้วได้วางแผนการเดินทางของตัวเองในอนาคตไว้อย่างไร

        ถ้ามองภาพรวม ผมวางแผนว่าปีนี้อาจจะเริ่มพัฒนางานตัวเองมากขึ้น ลองอะไรใหม่ๆ มากขึ้น ส่วนถ้าในระยะยาว ผมมองตัวเองว่าอยากจะไปสายของการเป็นฟรีแลนซ์ก่อน แล้วก็อาจจะวางตำแหน่งตัวเองในแนวเป็นครีเอเตอร์ด้วย เพราะผมเป็นคนที่สนุกกับการเล่าเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานถ่ายภาพ งานหนัง หรืองานกราฟิก ซึ่งมีสิ่งเดียวที่เหมือนกันคือ การเล่าอะไรสักอย่างหนึ่งในนั้น นอกจากนี้ก็แอบคิดว่าอยากให้งานตัวเองไประดับโลกเหมือนกัน (หัวเราะ) แม้ว่าจะต้องใช้เวลา เเละประสบการณ์มากพอสมควร แต่ระหว่างนี้จะพยายามเก็บประสบการณ์ และพัฒนางานตัวเองไปเรื่อยๆ (ยิ้ม) 


ติดตามผลงานของ PoonChan1nt ได้ที่: 

https://twitter.com/pchan1nt

https://linktr.ee/poonchanint

Author

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

คุลิกา แก้วนาหลวง

ชอบพูดคุยผ่านตัวอักษร เรียนรู้ที่จะอยู่กับดาร์กไซด์ของตัวเองทุกวัน ขับเคลื่อนชีวิตด้วยความรัก รักในชาไทยและช็อกโกแลต