ชวนคุณหลงลืมชั่วขณะ แล้วก้าวผ่านความเจ็บปวดกับ Hotel De Mentia โปรเจกต์ใหม่ของ Riety

The Guest
5 Mar 2022
เรื่องโดย:

คุลิกา แก้วนาหลวง

Highlights

ย้อนกลับไปช่วงต้นปีที่แล้ว เป็นช่วงที่กระแส NFT เริ่มต้นบูมในประเทศไทยเนื่องจากเริ่มมีศิลปินหลายคนสร้างรายได้จากเทคโนโลยีนี้ ‘ปั๋น’ – ดริสา การพจน์ หรือ Riety ก็เป็นหนึ่งในศิลปินกลุ่มแรกๆ ที่ทดลองขายงานศิลปะในรูปแบบ NFT แล้วชิ้นงานถูกซื้อในมูลค่าที่ถือว่าค่อนข้างสูงในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ในฐานะยูทูเบอร์ เธอยังปล่อยวิดีโออธิบายเรื่อง NFT ขั้นพื้นฐานเพื่อให้ผู้ติดตามได้เข้าใจในเทคโนโลยีนี้มากขึ้น

        “เราน่าจะเป็นคลิปแรกๆ ที่พูดถึงเรื่องนี้แล้วแปลเป็นภาษาไทยก็เลยได้ผลตอบรับดีมาก ตอนนั้นก็กดดันนิดหนึ่งเพราะว่าชิ้นแรกที่ลงไป ขายได้ภายใน 1-2 นาทีแรกเลย เลยรู้สึกว่าคนจะต้องรอดูแน่เลยว่างาน NFT ชิ้นต่อไปของเราจะเป็นอย่างไร” 

        หลังจากปล่อยผลงานชิ้นแรกไปแล้ว ดูเหมือนว่าเธอจะหายจาก NFT ไปพักใหญ่นั่นเพราะเธอแอบสะสมประสบการณ์อยู่เงียบๆ จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงปลายปีที่แล้วปั๋นก็ได้เริ่มต้นโปรเจกต์ใหม่ของตัวเองชื่อว่า ‘Hotel De Mentia’ หรือ ‘โรงแรมหลงลืม’ โดยมี NFT จำนวน 10,000 คาแรกเตอร์ให้นักสะสมเลือกเก็บ นอกจากนี้ยังวางแผนต่อยอดในเชิง Utility ด้วยการสร้าง NFT Game ขึ้นมาจากเรื่องราวเดียวกัน

        ย้อนกลับไปช่วงต้นปีที่แล้ว เป็นช่วงที่กระแส NFT เริ่มต้นบูมในประเทศไทยเนื่องจากเริ่มมีศิลปินหลายคนสร้างรายได้จากเทคโนโลยีนี้ ‘ปั๋น’ – ดริสา การพจน์ หรือ Riety ก็เป็นหนึ่งในศิลปินกลุ่มแรกๆ ที่ทดลองขายงานศิลปะในรูปแบบ NFT แล้วชิ้นงานถูกซื้อในมูลค่าที่ถือว่าค่อนข้างสูงในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ในฐานะยูทูเบอร์ เธอยังปล่อยวิดีโออธิบายเรื่อง NFT ขั้นพื้นฐานเพื่อให้ผู้ติดตามได้เข้าใจในเทคโนโลยีนี้มากขึ้น

        “เราน่าจะเป็นคลิปแรกๆ ที่พูดถึงเรื่องนี้แล้วแปลเป็นภาษาไทยก็เลยได้ผลตอบรับดีมาก ตอนนั้นก็กดดันนิดหนึ่งเพราะว่าชิ้นแรกที่ลงไป ขายได้ภายใน 1-2 นาทีแรกเลย เลยรู้สึกว่าคนจะต้องรอดูแน่เลยว่างาน NFT ชิ้นต่อไปของเราจะเป็นอย่างไร” 

        หลังจากปล่อยผลงานชิ้นแรกไปแล้ว ดูเหมือนว่าเธอจะหายจาก NFT ไปพักใหญ่นั่นเพราะเธอแอบสะสมประสบการณ์อยู่เงียบๆ จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงปลายปีที่แล้วปั๋นก็ได้เริ่มต้นโปรเจกต์ใหม่ของตัวเองชื่อว่า ‘Hotel De Mentia’ หรือ ‘โรงแรมหลงลืม’ โดยมี NFT จำนวน 10,000 คาแรกเตอร์ให้นักสะสมเลือกเก็บ นอกจากนี้ยังวางแผนต่อยอดในเชิง Utility ด้วยการสร้าง NFT Game ขึ้นมาจากเรื่องราวเดียวกัน

‘Hotel De Mentia’ หรือ ‘โรงแรมหลงลืม’ ที่มาที่ไปของคอนเซปต์โปรเจกต์นี้คืออะไร 

        เพราะว่าจะมีบางช่วงเวลาที่คนเราเจอเรื่องหนักหนาในชีวิต ทำให้เครียดมาก มีแต่คำถามว่าทำไมชีวิตเราถึงเป็นอย่างนี้ แล้วการกระทำที่เกิดขึ้นกับเราในวันนี้มักจะเป็นผลจากอดีตที่สะสมมาเป็นเวลานาน แล้วบางทีอดีตที่ตามจองล้างจองผลาญเรานั่นเอง ทำให้เรารู้สึกว่าไม่มีอนาคตอีกต่อไปแล้ว ไม่รู้จะไปอย่างไรต่อดี หมดทางออกในชีวิต ซึ่งช่วงเวลาแบบนี้เป็นช่วงเวลาที่อันตรายมากๆ เลย เพราะไม่รู้ว่าเราจะทำอะไรลงไปบ้าง ดังนั้น Hotel De Mentia ก็จะโผล่ขึ้นมา

เพื่อทำให้เราหลงลืมปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่เหรอ

        นิยามของโรงแรมอธิบายไว้ว่า ในขณะที่จิตใจคนยังยึดติดกับอดีตข้างหลัง แต่ร่างกายเรากกลับเคลื่อนที่ไปข้างหน้า อาจเพราะว่าเรากำลังขับรถ หรือทำอะไรบางอย่างอยู่ ณ เวลานั้นเองที่กายและจิตแยกออกจากกันมากๆ จนเกิดภาวะ ‘ขวัญหลุด’ พอเกิดภาวะขวัญหลุด โรงแรมก็จะโผล่ขึ้นมาเป็นโรงแรมปริศนาที่ไม่ได้อยู่ในสถานที่และกาลเวลาไหนเลย 

        เพื่อเสนอทางออกของชีวิตให้คือ ‘ให้โอกาสใหม่’ ‘ให้ชีวิตที่สอง’ คือคุณสามารถเข้ามาที่โรงแรมนี้แล้วซื้อร่างใหม่ที่มีความทรงจำใหม่ มีเรื่องราว มีอนาคตใหม่ๆ ให้ แต่ต้องแลกกับการลืมเรื่องราวของตัวตนเดิมไปหมดเลย ซึ่งพอแขกอยู่ในโรงแรม บางคนอาจจะรู้สึกมีความสุขที่ได้ลืมทุกอย่าง แต่สำหรับบางคนพอลืมเรื่องร้ายแล้วเราก็ลืมเรื่องดีไปด้วย ลืมคนที่เรารัก ลืมทักษะที่เราเคยทำได้ เขาก็เลยรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว อยากกลับไปร่างเดิม 

        แต่สุดท้ายสิ่งที่โรงแรมเสนออาจไม่ใช่การหลงลืมไปตลอดกาล แค่ทำให้ลืมไปชั่วคราวในตอนที่ทุกข์ที่สุดเท่านั้นเอง สุดท้ายสิ่งที่โรงแรมเสนอให้คือ ‘การให้อภัยตัวเอง’ จนผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากแล้วออกมาได้ต่างหาก 

เห็นว่านำ 5 Stages of Grief ของการก้าวผ่านความโศกเศร้ามาเป็นกิมมิกในเกมด้วย 

        ด้วยความที่เกมเป็นแนว survival horror เราก็จะมีการวิ่งตามดันเจี้ยนต่างๆ เพื่อเก็บของ ซึ่งตัวระบบตรงนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปสุดท้าย เพราะว่าเกมเพิ่งเริ่มขั้นตอนแรก แต่คอนเซปต์จะประมาณนี้ เหตุผลที่เรานำเรื่องนี้เข้ามาเพราะว่าโรงแรมแค่อยากจะให้คุณหลงลืมไปชั่วคราวตอนที่คุณทุกข์ที่สุด 

        สุดท้ายเมื่อคุณอยากจะกลับไปนำตัวตนของตัวเองกลับมา ก็ต้องวิ่งผ่านด่าน 5 Stages of Grief เพื่อผ่านกระบวนการในตัวเอง ผ่านความเศร้า และเมื่อผ่านทั้ง 5 ด่านแล้วก็หวังว่าทุกคนจะสามารถให้อภัยตัวเองแล้วก็เริ่มชีวิตใหม่ได้ เพราะคนที่มายังโรงแรมนี้ในตอนแรกมักจะกลัวผลลัพธ์มาก ไม่กล้ายอมรับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองเลยเกิดภาวะที่อาจเรียกว่า ‘จิตหลุด’ หรือยอมตายดีกว่าจะกลับไปเจอปัญหา หรือความเจ็บปวดเหล่านั้น โรงแรมจึงเสนอหนทางนี้ให้  

คิดว่าคนเรามีระดับความรู้สึกเจ็บปวดในแต่ละเรื่องเท่ากันไหม 

        เราเป็นคนที่มีเรื่องเกิดขึ้นในชีวิตเยอะ ทำให้ต้องผ่านขั้นตอนพวกนี้บ่อย หลายคนจะชอบบอกว่ายิ่งคุณโตขึ้นคุณจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นนะ เรื่องที่คุณโดนสมัยเด็กๆ ไม่ค่อยเท่าไหร่หรอก เดี๋ยวเป็นผู้ใหญ่แล้วก็จะเจอเรื่องหนักกว่านี้อีก ความจริงต่อให้เรื่องที่เราเจอจะทวีความรุนแรงขึ้นก็จริง แต่สำหรับเราระดับความเจ็บปวดยังเท่าเดิมเลย 

        ไม่ว่าจะเป็นตอนที่อยู่มัธยมแล้วโดนเพื่อนเลิกคบกับตอนโตมาแล้วเราทำงานพลาด ความรู้สึกเจ็บปวดมีระดับเท่ากันเลย ดังนั้น เราไม่อยากให้ทุกคนรู้สึกว่าความเจ็บปวดในช่วงวัยของเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ รวมถึงของผู้สูงอายุแตกต่างกัน เราอยากให้ทุกคนเข้าใจว่าเจ็บปวดก็คือเจ็บปวด 

        แล้วทุกคนเจ็บปวดได้ และมีวิธีการก้าวผ่านความเศร้าที่เหมือนกัน เพราะความจริงแล้วมนุษย์เราไม่ว่าจะชนชาติไหน ภาษาไหน เราเหมือนกันมากกว่าที่คิดนะ แล้วสิ่งที่มันเป็น common theme คือ ‘ความสุข’ และการที่คนเราเจอเรื่องเจ็บปวดก็ทำให้เราโตขึ้น เราเลยรู้สึกว่าอยากจะพูดเรื่องความเจ็บปวดให้สวยงาม และมีพลัง 

แล้วเหตุผลที่ใช้โรงแรมเป็นฉากหลังของเส้นเรื่อง มาจากความสุขที่คุณชอบท่องเที่ยวด้วยรึเปล่า

        เราเป็นคนที่ท่องเที่ยวมาตั้งแต่เด็กเลยเพราะที่บ้านชอบไปเที่ยว ทำให้เราชอบกลิ่น ชอบบรรยากาศของโรงแรม แล้วที่สำคัญที่สุดคือเราชอบความรู้สึกที่ตื่นขึ้นมาแล้วไม่ใช่ห้องเดิม ทำให้เรารู้สึกว่าวันนี้เราตื่นขึ้นมาเราจะเป็นใครก็ได้ สมมติเราไปนอนโรงแรมหรูมากที่ปกติชีวิตพวกเราไม่ได้นอนห้องหรูขนาดนี้ 

        แต่วันนั้นเราตื่นขึ้นมาแล้วจะสมมติว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิงก็ได้ หรือสมมติว่าเราไปนอนในโรงแรมที่เท่มากๆ สไตล์อินเดีย เราอาจจะตื่นขึ้นมาแล้วจินตนาการว่าเป็นนักผจญภัยก็ได้ เป็นช่วงเวลาที่ดีมากเลยสำหรับเรา เรารู้สึกว่าโรงแรมที่องค์ประกอบที่สามารถเป็นเรื่องเวอร์มากๆ เป็นฉากหรูหราก็ได้ หรือจะเป็นฉากน่ากลัวแบบนิยายผีก็ได้ โรงแรมเหมือนเป็นแคนวาสว่างเปล่าที่ไม่มีที่สิ้นสุด สามารถเกิดอะไรขึ้นก็ได้ 

ในฐานะที่ผ่านการทำ NFT มาระยะหนึ่งแล้วได้มุมมองใหม่ๆ จากสิ่งนี้อย่างไรบ้าง 

         ทำให้เราเข้าใจความทุกข์ได้อย่างดีเลย เราเจอปัญหาเรื่องใจไม่นิ่ง เพราะกลัวทำไม่เสร็จ เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่ที่เราไม่เคยเรียนรู้มาก่อน เช่น การทำ Generative Art หนึ่งหมื่นตัวได้ก็ต้องเรียนเขียนโค้ด หรือเกมที่เราต้องใช้ Unity ทำเกม เป็นการเปิดวิชาใหม่ที่เราจะต้องเรียนรู้สิ่งต่างๆ แม้ว่าเราเคยทำ NFT มาก่อนก็จริง แต่ว่าทั้งหมดที่เราทำล้วนเป็น Decorate NFT หมดเลย แต่ NFT Utility มีเรื่องของเทคนิคเยอะ ต้องโปร่งใส่ในทุกสิ่งที่ทำ เราต้องแถลงออกไปให้คนฟังว่าเราทำอะไรบ้าง 

NFT ชิ้นแรกขายใน OpenSea ทำไมโปรเจกต์นี้เปลี่ยนมาเป็น Solana Blockchain

        เพราะว่ามีความไว ค่าธรรมเนียมถูก ทำให้ผู้เล่นของเราไม่ต้องเสียเงินแพงมากในการที่จะทำอะไรต่างๆ แล้วเชนนี้ก็ค่อนข้างที่จะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า เพราะเรารู้ว่าคริปโตและบล็อกเชนค่อนข้างทำลายสิ่งแวดล้อม เราก็ไม่ได้อยากทำลายสิ่งแวดล้อมขนาดนั้น

        ในมุมมองเราคิดว่าเราไม่ควรจะละทิ้งเทคโนโลยี เพราะมีศิลปินมากมายขายงานได้กับ NFT รวมถึงเรื่องต่างๆ ในชีวิตของพวกเราต่างเกี่ยวข้องเทคโนโลยีทั้งนั้น 

        แต่สิ่งที่ควรทำคือเราไปกับเทคโนโลยีอย่างไรให้มีความยั่งยืนที่สุดทั้งด้านการเงิน สิ่งแวดล้อม และในความเป็นมนุษย์ของเราด้วย เพราะสุดท้ายแล้วมนุษย์ทุกคนอยากมีชีวิตที่ดี อยากได้ทำงานที่ฝัน ซึ่งการมาของเทคโนโลยีนี้ทำให้หลายคนได้ทำงานที่ฝัน 

แนะนำหน่อยว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ เมื่ออยากสร้างโปรเจกต์ NFT ขึ้นมาสักโปรเจกต์หนึ่ง 

        เราว่าคำตอบนี้เป็นคำตอบที่ใช้กับทุกอาร์ตฟอร์มไม่ใช่แค่กับ NFT คือ ‘What do you have to tell, what do you have to give’ ไม่ว่าจะเขียนหนังสือ จะวาดรูป จะทำหนัง หรือทำอะไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือ ‘คุณมีอะไรอะไรในใจที่อยากเล่า’ ศิลปะถ้าไม่มีเมสเสจออกไปก็มีแค่ความสวย ซึ่งความสวยเป็นอะไรที่แต่ละยุคสมัยตัดสินไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ยากมากเลยที่คนสองคนจะเห็นของหนึ่งอย่างสวยเหมือนกัน แต่ถ้าเกิดว่าเมสเสจของคุณแข็งแรงจริงๆ คนที่รับสารเขาสัมผัสได้ เขาเข้าใจ งานของคุณก็จะเป็นงานที่ดี เราว่าสิ่งนี้ใช้ได้กับทุกอย่างที่อยากทำเลย

คุณเป็นคนหนึ่งที่ทำงานอยู่กับการเล่าเรื่องมา ได้สังเกตไหมว่าเติบโตจากสิ่งนี้มากน้อยแค่ไหน 

        เรารู้สึกว่าเราโตมากจากคลิปแรกจนถึงตอนนี้ เหมือนกดสูตรเร่งโต โตขึ้นไปสิบปี เวลาเราเป็นนักเล่าเรื่องเราต้องสะสมข้อมูลจากทุกๆ ฝ่ายมา เสร็จแล้วบางอย่างที่มีชุดข้อเท็จจริงหลายๆ ทางเราก็ต้องตัดสินใจว่าเราจะเล่าสิ่งนี้ในลักษณะไหน ซึ่งในการตัดสินใจของเราคือต้องตัดสินใจจากพื้นฐานว่าตัวเองชอบอะไร แล้วสิ่งที่เราเล่าไปจะส่งผลอย่างไรกับสังคม 

        ซึ่งวิธีการคิดแบบนี้เราเพิ่งคิดได้เมื่อไม่นานมานี้เอง เป็นสิ่งที่กว่าจะตกตะกอนได้ว่าเวลารับข้อมูลเข้ามา เราต้องกรอง ต้องตัดสินใจ แล้วเราป้อนอะไรออกไปให้สังคม ก่อนหน้านี้ทำไปโดยสัญชาตญาณล้วนๆ เลย ก็เลยมีทั้งดีบ้าง ไม่ดีบ้างแต่ว่าตอนนี้เข้าใจแล้ว 

        เราว่าตัวเองปฏิเสธความจริงว่าเราเป็นคนของประชาชนจนวินาทีสุดท้ายเลย เราไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นดาราหรือบุคคลธารณะเลย เราจะคิดอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นแค่คนที่ชอบวาดรูปกับนักแสดง แล้วเราก็ไม่ได้ดังขนาดนั้นเพราะคนก็ไม่ได้ดูคลิปเราเยอะขนาดนั้น ก่อนหน้านี้เราเลยอาจจะไม่ได้กังวลว่าการเป็นคนของประชาชนมันมีน้ำหนักของคำพูดอยู่ เลยรู้สึกว่าโตขึ้นมาก

        ตอนเจอดราม่าตอนแรกก็คิดว่าจะทำอย่างไรให้ดีที่สุดในสถานการณ์นี้ดี เลยคิดว่างั้นนำความทุกข์นี้มาเล่าให้คนอื่นฟังดีกว่าว่า “เฮ้ เราสามารถทุกข์สุดๆ ได้เลยนะ แต่วันหนึ่งมันก็จะผ่านไปเว้ย” 

ในอีกแง่หนึ่งความทุกข์ถือว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนเหมือนกัน อาจมีคนแย้งคุณว่าไม่ใช่ทุกคนจะเอาตัวรอดจากความทุกข์ทนได้นะ คุณอยากตอบเขาว่าอย่างไร 

        เราเชื่อว่าสัญชาตญาณข้างในตัวมนุษย์ทุกคนคือ ‘การเอาตัวรอด’ แต่บางคนอาจไม่ได้เอาตัวรอดในแบบที่สังคมมอง คือไม่ได้เอาตัวรอดไปประสบความสำเร็จในเชิงทุนนิยม แต่เขาอาจจะปลีกจากสังคมที่ toxic ไปอยู่เงียบๆ ของเขา ไปพบว่าเขาชอบแมว พบเซฟโซนของตัวเอง เราเคยพูดว่าสุดท้ายคนทุกคนจะอยู่ในสวรรค์ของตัวเองเสมอ ทุกคนจะพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ตัวเองมีความสุข และสงบ และยอมรับความเป็นตัวเองได้ในที่สุด  

 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

คุลิกา แก้วนาหลวง

ชอบพูดคุยผ่านตัวอักษร เรียนรู้ที่จะอยู่กับดาร์กไซด์ของตัวเองทุกวัน ขับเคลื่อนชีวิตด้วยความรัก รักในชาไทยและช็อกโกแลต