90s Archive โปรเจกต์ NFT ของ ‘ทู สิราษฎร์’ ให้เราสามารถแต่งตัวและมินต์งานด้วยตัวเอง

The Guest
12 Dec 2021
เรื่องโดย:

คุลิกา แก้วนาหลวง

Highlights

ตลาด NFT ไทยในช่วงที่ผ่านมา เราจะสังเกตเห็นว่าศิลปินมักสร้างงานในลักษณะโปรเจกต์ generative art ออกมาเป็นจำนวนมาก และด้วยกระแสการตอบรับที่ดีจากนักสะสม รวมทั้งนักลงทุน จึงทำให้ผลงานลักษณะดังกล่าวกลายเป็นนิยมในเหล่าบรรดาศิลปิน NFT   

        แต่ไม่นานมานี้เราได้พบกับ NFT โปรเจกต์หนึ่ง ที่เดิมทีเจ้าของโปรเจ็กต์ตั้งใจจะทำผลงานออกมาในลักษณะ generative art แต่เขาต่อยอดไอเดียของตัวเองให้แตกต่างออกไป ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มของตัวเองขึ้นมา เพื่อให้คนเข้ามาประกอบคาแรกเตอร์ได้เองราวกับกำลังเล่นเกมแต่งตัว โดยเราสามารถเลือกลักษณะหน้าตา ทรงผม สีผม จนไปถึงเสื้อผ้าได้ ก่อนจะสามารถทำการมินต์งานนั้นได้ด้วยตัวเองอีกด้วย 

        โปรเจกต์นี้มีชื่อว่า 90s Archive เจ้าของโปรเจกต์ที่กล่าวถึงก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นนักแสดงหนุ่มผู้มีหน้าตา และการแต่งตัวสไตล์นิปปอนบอย ‘ทู’ – สิราษฎร์ อินทรโชติ นั่นเอง เขาเล่าให้ฟังว่าเริ่มสนใจงานศิลปะตั้งแต่ตอนเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนโครงการ AFS ที่แอฟริกาใต้ 

        “เราอยากลองอะไรใหม่ๆ พอได้เจอวิชาศิลปะสีน้ำมัน รวมทั้งได้ลองเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ ก็เริ่มสนใจในศิลปะมากขึ้น ยิ่งพอได้ลองวาดรูปด้วย เรายิ่งสนุกกับมันมากขึ้น”

        แม้หลังจากเดินทางกลับมา เขาจะไม่ได้แตะการวาดรูปอีกเลย แต่เพราะช่วงระบาดของโรคโควิด-19 จึงทำให้ทำให้เขาเริ่มกลับมาวาดรูปสีน้ำมันอีกครั้ง กระทั่งมีคนรู้จักชักชวนให้เข้าวงการ NFT พอได้ลองผิดลองถูกมาถึง 2 ครั้ง ในที่สุดก็มาถึงโปรเจกต์ที่ 3 ที่ชื่อ ‘90s Archive’ ที่ทำให้เขาได้พบกับทางของตัวเอง

โปรเจกต์ 90s Archive เริ่มต้นได้อย่างไร

        ผมเห็นงานแนว generative art มาเยอะมาก อย่าง CryptoPunks หรือ Bored Ape เลยอยากลองทำเป็นเหมือนการแต่งตัว เพราะผมเป็นคนที่ชอบแต่งตัวอยู่แล้ว ตอนแรกตั้งใจจะทำแบบ auto generate ซึ่งโดยปกติมันจะคอยทำหน้าที่เปลี่ยนคาแรกเตอร์ให้ ด้วยการเปลี่ยนบางส่วนประกอบของภาพไปเรื่อยๆ 

        แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร เลยเริ่มจากวาดส่วนประกอบออกมาหลายๆ ส่วนก่อน มีตั้งแต่ทรงผม เสื้อผ้า และเครื่องประดับต่างๆ หลายแบบ หลายสไตล์  

        พอลองทำไปสักพักหนึ่งก็คิดอีกว่า ถ้าทำเป็นโปรเจกต์ใหญ่ที่มีสักหมื่นตัวเลยเราจะไหวไหม เลยเรียกเพื่อนมาช่วยแต่งคาแรกเตอร์ เพื่อนก็แต่งไปสองสามตัวแล้วก็อยากได้เอง ตรงนี้แหละที่คิดว่าหรือเราจะทำ NFT แบบที่เขาสามารถแต่งตัวเองได้ก่อนจะซื้อไปโดยไม่ต้องใช้ AI ทำ auto generate ก็ได้ นี่จึงเป็นการเริ่มต้นให้เราทำเป็นโปรเจ็กต์ใหญ่นี้ขึ้นมา

หลังจากนั้นเริ่มขึ้นโครงสร้างโปรเจกต์ไว้แบบไหน มีศึกษาเพิ่มเติมหรือเปล่า

        ผมศึกษาเรื่อง Smart Contract เพิ่ม (ชุดคำสั่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่กำหนดขั้นตอนทำธุรกรรมล่วงหน้าอัตโนมัติ โดยไม่มีตัวกลาง) ปรึกษาคนที่รู้เรื่องนี้เขาก็บอกว่าต้องใช้เงินทุนเยอะมาก ผมก็เลยไปหาพาร์ตเนอร์จากในกรุ๊ป NFT แล้วก็เจอกับพี่คนหนึ่งเขาเป็นเพื่อนกับรุ่นพี่ที่ผมสนิท พอคุยกันดู เขาก็ตกลงร่วมทำโปรเจกต์นี้ด้วย จากที่คิดว่าจะลองทำดูเล่นๆ ก็กลายเป็นโปรเจกต์ใหญ่ ถือว่าเติบโตเยอะขึ้นมากในช่วงระยะเวลา 2-3 เดือนที่เริ่มวาดมา อีกอย่างคือมุมมองเราที่มีต่อ NFT เปลี่ยนไปตลอด ไม่สามารถวางเส้นทางที่แน่ชัดได้ เพราะจะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ตอนนี้พวกเรากับ NFT จึงเหมือนเติบโตไปด้วยกัน 

        โปรเจกต์นี้คนที่เข้ามาสามารถแต่งตัวเองได้ หลังจากนั้นเราจะส่งไอเทมไปให้เขาเปลี่ยนเป็น token เพื่อที่จะสามารถเปลี่ยนการแต่งตัวได้ ซึ่งก็เข้ากับคอนเซปต์เดียวกับเราเลยคือ ‘เติบโตไปด้วยกัน’ เราเป็นเจ้าของโปรเจกต์ โปรเจกต์นี้จะเติบโตกับเราไปเรื่อยๆ อยู่แล้ว แต่ถ้าตัว NFT สามารถเติบโตไปกับผู้ถือได้ด้วยล่ะ ผมว่านี่เป็นจุดขายที่น่าสนใจของเราเลย

        แต่เราก็ต้องทำโปรเจกต์ให้น่าเชื่อถือด้วย อย่างงานด้านอาร์ตของเราสวย ก็ต้องชมตัวเองด้วย (หัวเราะ) เพื่อให้นักสะสมงานศิลปะสนใจ และมีโร้ดแมปที่กว้างไกล สำหรับนักลงทุนที่อาจจะไม่ได้ชอบสไตล์งานมากนัก แต่ถ้าเขาเห็นว่าโปรเจกต์ดูดีน่าลงทุน เขาก็จะมีความสนใจขึ้นมา ดังนั้น ถ้าเรามีแนวทาง วางแผนให้กับโปรเจกต์ของตัวเองได้ดี ผลงานก็จะมีนักลงทุน และนักสะสมเข้ามาสนใจเยอะ

แสดงว่าด้านการตลาดก็ต้องวางแผนหนักเหมือนกันใช่ไหม

        ใช่ครับ เราทำการตลาดหนักพอสมควร เรื่อง NFT เป็นสิ่งที่ใหม่มาก ดังนั้น การตลาดเก่าๆ แบบเสื้อผ้าที่ผมทำอยู่ก็ใช้ไม่ได้กับสิ่งนี้ พวกอินฟลูเอนเซอร์ก็ใช้ไม่ได้ เพราะต้องอาศัยการพูดผ่านคอมมูนิตี้ พูดปากต่อปากกันไปเรื่อยๆ 

กลับมาพูดถึงชื่อโปรเจกต์ ทำไมถึงนำความเป็นยุค 90s มาเล่น

        ผมอยู่ในวงการแฟชั่น ทั้งเป็นนายแบบ และทำแบรนด์ตัวเองด้วย ผมเลยชอบยุค 90s  เหมือนว่าเป็นยุคที่ไม่ตายสักที ก็มีหลายแบรนด์ที่ทำเสื้อผ้ายุค 90s แต่ก็หายไปช่วงหนึ่งแล้วก็กลับมาใหม่ เวลาย้อนกลับไปดูอะไรที่เป็น 90s เหมือนเป็นการย้อนวันวาน แล้วผมว่าคนยุค 90s นี่แหละที่เล่น NFT เยอะ รวมถึงที่เล่น crypto ด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นคนยุคนี้เยอะ น่าจะสร้างคอมมูนิตี้ง่ายด้วย ในอนาคตก็อาจจะต่อยอดไปเป็น metaverse ได้ 

        ผมจินตนาการว่าความเป็นยุค 90s จะเป็นอย่างไรในอนาคต เลยระบุเวลาให้เป็นปี 2090  แล้วสร้างเนื้อเรื่องมาเชื่อมว่าในยุคปี 2090 เกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้นมา คนตายไป 90 เปอร์เซ็นต์ ถ้าให้สืบพันธุ์กันเองก็ไม่ได้เลยต้องชุบชีวิตคนเอา ดินชั้นบนๆ ก็โดนกัมมันตรังสีหมดแล้ว เราจึงต้องขุดเอาศพของดินชั้นล่างๆ เป็นศพจากปี 1990 ในอดีต 100 ปีก่อนขึ้นมา เพื่อนำ DNA ของคนยุคนั้นมาชุบชีวิตใหม่ กลายเป็นว่าเขาก็มีความทรงจำเดิมหลงเหลืออยู่ พอโลกมีคนจำนวนน้อย พวกเขาจึงได้เผยแพร่วัฒนธรรมยุค 90s ให้กลับมาใหม่ ทำให้ยุค 90s ไม่ตายสักที 

โปรเจกต์นี้เราสามารถเข้าไปแต่งตัวเอง แล้วก็มินต์เองได้ด้วย แล้วคุณที่เป็นเจ้าของโปรเจกต์จะได้อะไรจากตรงนี้

        ผมได้เงินจากค่ามินต์นี่แหละ แล้วทุกคนที่เข้ามาทำผมจะให้ค่า loyalty เขาด้วย ผมถือว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของศิลปินในโปรเจ็กต์นี้ คุณเป็นคนประกอบ ผมเป็นคนวาด คุณก็ควรที่จะได้รับ loyalty ด้วย ดังนั้น ในการขายต่อครั้งที่ 2-3 คนที่เป็นคนมินต์งานเขาจะได้ loyalty ต่อเหมือนเดิม อีกส่วนหนึ่งก็เป็นผมกับทีมที่ได้ ถือเป็น utility หรือคุณประโยชน์ให้กับคนถือ ซึ่งเป็นกิมมิกเล็กๆ น้อยๆ ของโปรเจกต์เรา

คิดอย่างไรกับประโยคที่ว่าเดิมที NFT ไม่ใช่ศิลปะร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วคุณค่าของงาน NFT ควรประกอบด้วยปัจจัยอะไรบ้างคนถึงจะสนใจ

        ในความคิดผม ผมมอง NFT เป็นศิลปะร้อยเปอร์เซ็นต์นะ มันยิ่งกว่าศิลปะที่เราเคยทำมาทั้งชีวิตเสียอีก แต่นี่ก็เป็นความคิดผมที่ไม่เหมือนศิลปินท่านอื่น คือผมคิดว่า NFT สามารถผลักดันศักยภาพของงานศิลปะออกมาได้เยอะขึ้น เพราะผมไม่มองงานศิลปะเป็นแค่ชิ้นงานแล้ว แต่ NFT สามารถเป็นไอเดียก็ได้ หรือคอนเซปต์ก็ดี อย่างงาน Banksy นั่นคือคอนเซปต์มากๆ เลย มีชิ้นงานแต่ทำลายทิ้งนี่คือ conceptual art เลยนะ ผมจึงมองว่าศิลปะเป็นอะไรที่มากกว่าชิ้นงาน และ NFT สามารถผลักดันแนวคิดนี้ได้ 

        บางคนก็อาจจะคิดว่าศิลปะต้องเป็นอย่างแวนโก๊ะถึงจะเป็นศิลปะถ่องแท้ แต่ตอนมีชีวิตแวนโก๊ะเขาขายได้แค่ 1 งาน พอเขาตายไปถึงจะมีทำการตลาดที่ทำให้งานของเขาโด่งดังถึงทุกวันนี้ คนที่ทำให้งานศิลปะของเขามีมูลค่าไม่ใช่แวนโก๊ะ แต่คือคนที่ทำการตลาด และใน NFT สามารถผลักดันให้เราได้ใช้เงินในชาตินี้ ไม่ใช่ตายก่อนแล้วรอคนมาทำการตลาดให้เรา 

        ผมว่าศิลปะกับการตลาดห่างกันไม่ได้ เพราะต้องมีการนำเสนอตัวเอง ถ้าสมมติเราทำแล้วเราไม่แชร์ออกไป ไม่มีทางที่จะมีคนเห็นงานเราเลย เพราะเขาก็ไม่ได้มาเห็นคุณค่าของงานเราเท่าที่เราเห็นคุณค่าของงานตัวเอง ผมเลยมองว่า NFT เป็นจุดที่ทำให้เกิดการนิยามความหมายศิลปะในแบบใหม่ ผมจะไม่บอกว่าอะไรเป็นศิลปะแท้ไม่แท้ เพราะศิลปะมีได้หลายแบบ ซึ่ง NFT เป็นจุดผลักดันศักยภาพของศิลปะให้เป็นไปได้มากขึ้น 

        ไม่ว่าจะเป็นศิลปะยุคใดก็ตาม ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการตลาดได้เลย อย่างโมนาลิซาที่ราคาแพงขึ้นได้เนื่องจากมีหลายประเทศอยากได้ เพราะมีผลประโยชน์ต่อประเทศชาติ นึกดูว่าคนบินมาดูงานโมนาลิซา ทางโรงแรมได้เงิน เศรษฐกิจดีขึ้น ทุกอย่างขับเคลื่อนทั้งประเทศ นี่แสดงให้เห็นว่าทุกอย่างคือการตลาด ให้คนไปดูเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่งานโมนาลิซา ดังนั้น ถ้ามองว่าโมนาลิซาคือโคตรอาร์ต คุณก็ต้องมองว่า NFT คือโคตรอาร์ตเหมือนกัน เพราะมีแพตเทิร์นการเพิ่มมูลค่าแบบเดียวกันเลย จึงวนกลับมาที่ว่างานศิลปะกับการตลาดแยกจากกันไม่ออก ถ้าเราวาดรูปแล้วไม่พูดออกไปว่าเราวาดเพราะอะไร แล้วยิ่งไม่มีการตลาด คนก็จะยิ่งไม่เข้าใจในสิ่งที่เราต้องการถ่ายทอดออกมา

หมายความว่าถ้าเราไม่นำเสนอตัวเอง ก็จะไม่เกิดการพัฒนาหรือการไปต่อได้ 

        ผมมองว่าคุณค่าของมันคือ ‘ความเชื่อ’ เชื่อว่ามีมูลค่า ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ทั้งศิลปะเก่า หรือใหม่ เพราะคนเชื่อว่าสิ่งนี้มีมูลค่า มันถึงจะมีมูลค่า แล้วการที่ทำให้คนเชื่อว่าสิ่งใดก็ตามมีมูลค่า นั่นคือการทำการตลาด หรือการนำเสนอตัวเอง สุดท้ายแล้วก็นำไปสู่คุณค่างานศิลปะ นี่คือ NFT ในมุมมองของผม

สำหรับโปรเจกต์ 90s Archive วางโร้ดแมปไว้อย่างไรบ้าง

        ในอนาคตผมคิดว่าจะทำ Gen 2 Gen 3 ขึ้นมา ตอนนี้ผมเรียกที่ผมทำว่า Deadbot ในอนาคตอยากทำตัวลิงเพราะเห็นคนชอบ และจะไปถึง metaverse อยากไปสร้าง headquarter ที่นั่น และนำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองเข้าไปในนั้นด้วย คนที่ถืออยู่ก็จะสามารถซื้อเสื้อเราได้ในราคาที่ถูกกว่า ซึ่งผมวางโร้ดแมปไว้ที่ 3 ปี เราอยู่ยาวกับโปรเจกต์นี้อย่างต่ำก็ 4 ปี ถ้าสมมติไปต่อได้ไกลมากๆ ก็ทำไปทั้งชีวิตเลย ทำไปจนกว่าจะตายไป (หัวเราะ) 

มีคำแนะนำถึงคนที่อยากจะเข้ามา NFT แต่ยังลังเลอยู่ไหม

        อย่าคิดว่างานศิลปะเป็นแค่ชิ้นงานอย่างเดียว งานศิลปะไม่จำเป็นต้องเป็นแค่ชิ้นงาน และอย่าเกี่ยงเรื่องการตลาด อย่าไปคิดว่างานเราจะขายได้ด้วยตัวเอง เพราะมีศิลปินทั้งโลกอีกมากมายที่พร้อมจะเข้ามา และพร้อมที่จะนำเสนองานของตัวเอง NFT เป็นตลาดที่ไม่เหมือนตลาดนัดหน้าบ้าน เพราะนี่คือตลาดทั้งโลก ดังนั้น เราต้องมีการนำเสนอตัวเองที่มากกว่าปกติ อย่าไปคิดว่างานเราดีอยู่แล้วไม่ต้องทำการตลาดก็ได้ เพราะในโลกนี้มีคนที่เก่งกว่าเราอีกมาก นอกจากทำงานเก่งแล้ว เราก็ต้องพูดให้เก่งด้วย ผมว่าศิลปินหลายๆ ท่านต้องโม้ให้เก่งด้วยนะ มันไม่ใช่สิ่งไม่ดี เพราะผมก็ต้องโม้โปรเจกต์ตัวเองให้เขามาซื้อเราให้ได้เหมือนกัน

        อีกเรื่องคืออยากให้คนไทยหลายๆ คนศึกษาเรื่อง Discord ไว้ด้วย เพราะ Discord คือตลาด world wide ถ้าเราอยากจะเข้าตลาด world wide เราก็ต้องศึกษาช่องทางการเข้าตลาดไว้ด้วย เพราะกว่าที่ผมจะมาถึงจุดนี้ได้ ก็ทำมาเรื่อยๆ ทำทีละอย่างมาเป็นเดือน โลกของ NFT มีหลายอย่างยิบย่อยมาก Discord ก็ต้องทำ ทวิตเตอร์และสเปซก็ต้องเข้า รูปก็ต้องวาด โปรเจกต์ก็ต้องคิด คอนเซปต์ก็ต้องมี การตลาดก็ต้องทำ ทุกอย่างมันเป็นเรื่องเล็กๆ ที่รวมกันแล้วกลายเป็นภาพใหญ่ ต้องเตรียมใจด้วยว่าถ้าเราอยากเป็นศิลปินใน NFT เราไม่ได้วาดรูปอย่างเดียว แต่ถ้าอยากจะเป็นศิลปินวาดรูปอย่างเดียวควรอยู่สายงาน physical แต่สุดท้ายก็ต้องทำการตลาดอยู่ดี เพราะทาง physical ก็ต้องมีคนรู้จัก ต้องมีคอมมูนิตี้อยู่ดี สองอย่างนี้คล้ายกันแค่เปลี่ยนแพลตฟอร์มเท่านั้นเอง

แสดงว่าการทำ NFT ถ้ามีทีมก็น่าจะสามารถแบ่งเบาภาระของเราได้มากกว่าการทำคนเดียว

        อยู่ที่ว่าโปรเจกต์ใหญ่ขนาดไหน ถ้าสมมติเราทำคนเดียวไหวก็ดีนะ เพราะจะไปในทิศทางที่เราต้องการ แต่ถ้าทำเป็นโปรเจกต์ใหญ่ ผมว่ามีทีมดีกว่า เพราะเราไม่สามารถเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ทุกอย่างรอบตัวเราได้ ถ้ามีคนช่วย ผลงานจะสมบูรณ์แบบมากกว่า 

        ศิลปินคนไหนที่อยากได้ทีม อย่าเกี่ยงว่านี่ผลงานเรา เราต้องได้ส่วนแบ่งเยอะกว่า เพราะการทำ smart contract การทำการตลาดก็ใช้งบเยอะมากอยู่แล้ว ดังนั้น การแบ่งเงินก็ต้องยอมรับว่าไม่ได้เยอะขนาดนั้น แต่ถ้าเรามีชื่อเสียง ถ้าครั้งหน้าทำโปรเจกต์เล็กๆ การมีชื่อเสียงก็สามารถทำให้เงินตามมา ซึ่งทุกอย่างต้องอาศัยการลงทุนเหมือนกัน


ติดตามผลงานของทูและโปรเจกต์ 90sArchive ได้ที่:

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

คุลิกา แก้วนาหลวง

ชอบพูดคุยผ่านการขีดเขียนด้วยตัวอักษร อาศัยอยู่ในโลกจินตนาการ และใฝ่ฝันว่าวันหนึ่งจะกลายเป็นลูกครึ่งสัตว์วิเศษ