ปราโมทย์ ปาทาน: นิยามของความตลก หยาบคาย และความเหี้ยสีชมพู

The Guest
17 Dec 2017
เรื่องโดย:

ปริญญา ก้อนรัมย์, ทรรศน หาญเรืองเกียรติ, รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ตลอดปีที่ผ่านมา ชื่อของ ‘โอ๊ต’ – ปราโมทย์ ปาทาน เป็นเหมือนระเบิดลูกใหญ่ ที่อยู่ๆ ก็ทำปฏิกิริยาส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งสังคมไทย และพาหลายๆ คนตั้งคำถามกับความตลก หยาบคาย ว่าจริงๆ แล้วเรารับสิ่งเหล่านี้กันได้มากแค่ไหน

        แต่มุมมองส่วนตัว เขานิยามความตลก หยาบคาย ที่พวกเราเห็นว่า คือ ‘ความเหี้ยสีชมพู’ เฉดสีความตลกแกมหยาบคายเขาเป็นแบบไหน ชวนคุณไปหาคำตอบในบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้

 

โอ๊ต ปราโมทย์

 ปี 2560 อยู่ๆ ชื่อของ ‘โอ๊ต’ – ปราโมทย์ ปาทาน ก็ระเบิดบูมขึ้นมาในสังคมไทย เกิดอะไรขึ้น

        ผมไม่รู้เลยครับ มันคือมิราเคิลเหรอ สิ่งมหัศจรรย์หรืออะไร ผมไม่รู้ มันมาแบบเราไม่ได้ตั้งตัว เราเองยังรับมือกับมันไม่ทันเลย เพราะไม่คิดว่าจากหนึ่งจะมาถึงขั้นสิบเร็วแบบนี้ เราก็อยู่แบบสมถะมาตลอด ทำงานร้องเพลง ใช้เท่าที่มีเท่าที่ได้ แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าทุกอย่างประดังเข้ามา ทุกคนอยากได้เราไปอยู่ในจุดที่เขาใช้ประโยชน์จากเราได้ เป็นอย่างนั้นจริงๆ นะ เมื่อก่อนไม่มีใครสนใจเราเลย จะไปรายการไหนหรือว่าทำอะไร แต่วันนี้กลายเป็นทุกคนอยากได้ มาช่วยพี่หน่อยเถอะ ก็เป็นดาบสองคมให้เราได้เห็นอะไรใหม่ๆ แปลกๆ มากขึ้น

        พูดจริงๆ แล้วผมก็ไม่คิดว่าชีวิตศิลปินจะลำบากขนาดนี้ด้วย ไม่คิดว่าจะต้องอดทนเป็นสิบปีกว่าจะมาถึงวันนี้ ที่จริงจะยอมแพ้อยู่แล้ว จะไม่เอาแล้ว ก็กลับตาลปัตร แต่ถามว่าปราโมทย์ ปาทาน ดังไหม ก็ไม่กล้าพูดว่าดังหรอก แต่คนรู้จักมากขึ้นกว่าสิบปีที่แล้ว

        ถามต่อว่าหอมหวานไหม ผมว่าไม่นะ มันต้องแลกมาด้วยอะไรหลายๆ อย่าง สภาพร่างกายที่แย่ลง พักผ่อนน้อย ไม่ได้เจอหน้าแม่ แฟนเองก็แทบไม่ได้เจอ แล้วก็ไม่มีชีวิตส่วนตัวเลย ไม่มีชีวิตที่เราจะได้ไปถ่ายรูปเหมือนเดิม ไปเดินเล่นช้อปปิ้งกับแฟนกับเพื่อน กลายเป็นว่าตอนนี้เราต้องมีเซอร์วิสมายด์ให้กับคนอื่นตลอดเวลา

        ด้วยความที่เราเป็นคนเข้าถึงง่าย เป็นคนตลก ก็ต้องทำตัวสบายๆ เอาเลยพี่ เย็ดเข้ ถ่ายรูปเลยครับ ครางชื่อผมหน่อย… หรือต้องเต้นกลางสยาม ภาพเรากลายเป็นแบบนั้นไปแล้ว แต่เราไม่ได้รู้สึกเหนื่อยที่ทำนะ แต่ก็สูญเสียชีวิตแบบเมื่อก่อนไป ตอนนี้กลายเป็นว่าเราต้องคอยดูคนอื่นว่าเขาจะเข้ามาเล่นกับเราหรือเปล่า เพื่อที่จะตอบสนองเขา ไม่ให้เขาผิดหวัง

ต้องคอยสังเกตคนอื่นตลอดเวลา ฟังคนอื่นตลอดเวลา มีเวลาคุยกับตัวเองบ้างไหม

        ไม่มีเลยนะ ขนาดไปเที่ยวยุโรปมา 8 วัน คุยไลน์กับผู้จัดการทุกวันว่ามีงานอะไรไหม หรือพรุ่งนี้ต้องทำอะไร มีปัญหาอีกรายการเข้ามาก็ต้องจัดการ ดีลเรื่องค่าโปรดักชันยังไง เที่ยวไปด้วยแต่ก็ทำงานตลอดเวลา เราทิ้งมันไปไม่ได้ เหมือนอย่างที่บอก ถามว่าเหนื่อยกายไหม เหนื่อย แต่ตั้งสิบปีกว่าที่ผมจะมีวันนี้ ย้อนกลับไปปีสองปีที่แล้วผมยังลำบากอยู่เลย ตอนนี้เหนื่อยแค่ไหนก็ต้องทำ ต้องยอม นอนน้อยแค่ไหนก็ต้องฟื้นมารับผิดชอบให้ได้

ผมจะบอกคนอื่นเสมอว่า ถ้าวันนี้มึงยังไม่พร้อม มึงต้องทำตัวให้พร้อม เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่เป็นเวลาสำหรับมึง แต่ไม่พร้อม โอกาสจะไม่มาอีก ตัวเองต้องเก่งก่อน มีของก่อน แล้วเมื่อไหร่ที่เวลามาถึงมึงจะได้โชว์ว่ามีอะไร

โฟกัสในวันนี้เป็นเรื่องงานล้วนๆ เลย

        อย่างเดียวเลยครับ ตอนนี้โฟกัสอยู่ที่งานเท่านั้น แต่เราเป็นคนไม่เหยาะแหยะ และค่อนข้างจะตั้งใจ ถ้าได้รับผิดชอบอะไรแล้วก็จะคอยถามทุกคนที่อยู่รอบๆ ตลอด ว่างานพรุ่งนี้คืออะไร ผมต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง เขาต้องการแบบไหน เราไม่ใช่คนที่ฟังผ่านๆ แล้วคิดว่าช่างแม่งเดี๋ยวก็ผ่านไป แต่จะลงรายละเอียดกับมัน อะไร ยังไง ที่ไหน เมื่อไหร่ ลูกค้าต้องการอะไร เพราะเราเคยทำงานกับคนที่ไม่ละเอียดแล้วหงุดหงิด เราไม่ชอบ เรารู้สึกว่าเมื่อมีคนมอบหมายงานอะไรให้ แสดงว่าเขาต้องเห็นอะไรในตัวเรา ต้องไม่ทำให้เขาผิดหวัง และพอเสร็จงานก็จะถามทุกครั้งว่าวันนี้โอเคไหม ลูกค้าไม่โอเคตรงไหน ครั้งหน้าจะได้ไม่ทำ

ทำงานหนักเหมือนคนเป็นหนี้เราตลกกับคำที่คุณแซวตัวเองอันนี้มาก แต่พอไปดูจริงๆ เหมือนคุณกำลังเอาพลังงานชีวิตในอนาคตมาใช้อยู่เลย

        เป็นอย่างนั้น แต่ผมคิดว่าผมเป็นคนตายเร็วอยู่แล้ว ผมไม่อยากอยู่นาน เพราะเห็นพ่อแม่ของเราตอนแก่ เห็นปู่เห็นย่าแล้วคิดว่าเราจะอยู่ให้เดือดร้อนคนอื่นทำไมวะ ตอนนี้เรามีแรงทำงาน แถมมีโอกาสดีกว่าคนอื่นตั้งเยอะ ทำไปเลย ทำให้มันสุด พอถึงวันหนึ่งเราจากไปอย่างน้อยก็ได้ทิ้งอะไรเยอะแยะเอาไว้ คนเราต้องตายอยู่แล้ว แค่ตายช้าตายไว ตายไวก็เป็นผีรุ่นพี่ ตายช้าก็เป็นผีรุ่นน้อง (หัวเราะ) อาจจะไปรับน้องกันข้างล่างก็ได้

 

โอ๊ต ปราโมทย์

ย้อนไปก่อนที่ชื่อเสียงจะไต่มาถึงวันนี้ เมื่อก่อนวิธีคิดการทำงานของคุณเป็นอย่างไร

        เมื่อก่อนคิดแค่ว่าให้รอดไปในแต่ละเดือน คือช่วงก่อนที่คิดจะเลิกทำงานในวงการ ตอนนั้นปีหนึ่งมีงานประมาณ 5 งาน แล้วผมก็รู้สึกว่า เฮ้ย เราหาเงินได้น้อยกว่าแฟนที่ทำงานเป็นแอร์ฯ อีก กูยังดูแลตัวเองไม่ได้เลย จะเอาหน้าที่ไหนไปบอกพ่อกับแม่เขาว่าจะดูแลลูกสาวเขาได้วะ คือผู้ชายพออายุขึ้นเลขสาม ระบบการคิดจะไม่เหมือนยี่สิบแล้ว จะไม่ได้สนุกไปวันๆ ต้องมีความมั่นคงของชีวิต แต่ตอนนั้นเราไม่มั่นคงไง ใช้เวลาไปเกือบสิบปี เฮ้ย เราควรพอแล้วไหมวะ ถอยออกไปสักก้าวหนึ่ง เอาเป็นอาชีพรอง แล้วกลับไปทำงานที่บ้าน นั่นคือ ณ ช่วงเวลาก่อนที่ทุกอย่างจะบูม ระเบิดขึ้นมา

        ให้มองย้อนไป ผมว่าคนเราต้องการโอกาสที่จะให้คนเห็น แต่เราก็ต้องมีของพร้อม ไม่ใช่เป็นพลุที่มาปังเดียวแล้วหายไป ผมจะบอกคนอื่นเสมอว่า ถ้าวันนี้มึงยังไม่พร้อม มึงต้องทำตัวให้พร้อม เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่เป็นเวลาสำหรับมึง แต่ไม่พร้อม โอกาสจะไม่มาอีก ตัวเองต้องเก่งก่อน มีของก่อน แล้วเมื่อไหร่ที่เวลามาถึงมึงจะได้โชว์ว่ามีอะไร และถ้าตัวตนคุณแข็งแรงจริงๆ คนก็จะเชื่อในตัวคุณ เมื่อไหร่ที่คนเชื่อในตัวคุณแล้ว เขาก็จะเชื่อตลอดไป เหมือนการปั่นจักรยาน พอมึงปั่นเป็นแล้วก็ไม่มีทางจะกลับไปปั่นไม่เป็นได้อีก

หมายความว่าที่ผ่านมาคุณพยายามที่จะไม่เป็นพลุ ที่มาแวบเดียวแล้วหายไป แต่อยากเป็นคนปั่นจักรยานปั่นไปได้ยาวๆ

        นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมที่ผ่านมาผมถึงไม่ไปประกวดร้องเพลงเวทีต่างๆ เพราะผมเคยเห็นน้องๆ หลายคน เคยเห็นเพื่อนๆ หลายคนไปประกวด แล้วชีวิตเหมือนพลุ มันตูมแล้วก็หายไปเลย ทุกวันนี้วงการเพลงบ้านเราเหมือนโรงงานผลิตสินค้าอะไรสักอย่าง ที่ปีหนึ่งเรามีโอกาสจะได้เห็นศิลปินประมาณสามสิบสี่สิบคนเกิดขึ้น นั่นคือเวทีประกวดต่างๆ ที่มีคนดูนะ แล้วศิลปินเล็กๆ อย่างผมจะเอาพื้นที่ไหนมายืน

        แต่ผมก็ไม่อยากเข้าไปอยู่ในวงจรนั้น เพราะถ้าคุณชนะ ชีวิตมันเหมือนหนึ่งแล้วกระโดดไปสิบเลย แต่ขั้นสอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด ไม่เคยได้ลองเดิน เหมือนขึ้นลิฟต์ ปิ๊ง! แล้วไปโผล่ตรงนั้นเลย พอขึ้นไปชั้นสิบเวลาลงมันลงไม่ถูก ถอยมาหกไม่เป็น ถอยมาเจ็ดไม่เป็น พอตกแม่งกลับขึ้นไปใหม่ไม่ได้ แล้วพอร่วงลงมาคนเหล่านั้นจะหมดกำลังใจทันที

        ผมให้คำปรึกษากับคนพวกนี้เยอะมาก มีเพื่อนมีน้องหลายคนที่ผ่านเวทีประกวดแบบนี้มา ผมก็จะบอกว่า เฮ้ย มึงต้องตักตวงช่วงเวลาแบบนี้ให้เยอะที่สุด วันหนึ่งจากร้องเพลงกลางคืนได้วันละพัน แต่วันนี้สมมติมึงชื่อสแวกแกก นามสกุลเดอะวอยซ์ นั่นหมายความว่ามึงสามารถใช้นามสกุลอัพค่าตัวมึงจากพันเดียวเป็นสี่พัน แค่นี้มึงก็ชนะแล้ว จะไปคิดอะไรมากมาย

        ส่วนเรื่องเพลง ทุกอย่างเป็นเรื่องของคนดูที่เขาจะตัดสินมึงว่าควรจะอยู่ในวงการนี้ต่อไปหรือเปล่า บางคนที่เขาสำเร็จในระยะยาวได้เพราะเขาพร้อม ทุกวันนี้คุณต้องทำตัวเหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ใส่น้ำร้อนแล้วแดกได้เลย ไม่มีเวลาให้ปรุง เพราะจบปีนี้ไป ปีหน้ามีศิลปินอีกสิบคนมาแล้ว

แล้วชีวิตคุณเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบนั้นหรือเปล่า

        เราถึงบอกไงว่าตลอดเก้าปีสิบปี คนไม่รู้ว่าเราผ่านอะไรมาบ้าง เราเริ่มร้องเพลงตั้งแต่ได้เงินสามร้อยห้าสิบบาท เริ่มมาเป็นห้าร้อยบาท เริ่มมาเป็นหนึ่งพันบาท ตอนที่ไปแข่ง Pump Up Music Contest จัดที่ผับหลังห้างเอสพลานาด แล้วได้เล่นใน Pump Up ผับที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ณ ตอนนั้น แล้วก็เริ่มมาเล่นที่ทองหล่อ เอกมัย ไปพัทยา ไอ้เหี้ยเล่นพัทยาสองเบรกได้เงินสองพันสอง จำได้เลยขึ้นรถจากหน้า Pump Up หนึ่งทุ่ม กลับถึงกรุงเทพฯ ตีห้า นั่นคือเยอะสัตว์ๆ

        ทุกวงดนตรีในกรุงเทพฯ ต้องการจุดนี้ เราสั่งสมประสบการณ์มาตลอด เจอลูกค้ากวนตีน สคริปต์ต้องเปลี่ยน กีตาร์สายขาด ประสบการณ์มันผ่านการหมักมา เหมือนเคยอยู่เขาเหลียงซานมาแล้ว ร้องเพลงโดยที่ไม่มีมอนิเตอร์ก็ต้องทำให้ได้ ทุกวันนี้เราเป็นศิลปินที่ไม่เคยใช้เอียร์มอนิเตอร์เลย ไม่ว่าคอนเสิร์ตใหญ่แค่ไหนก็ตาม เราสามารถได้ยินคอร์ดเปียโนคอร์ดเดียวขึ้นมาแล้วร้องได้เลย เพราะมันผ่านการฝึกมาตลอดเวลา

อันนี้เราหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมเป็นแบบนี้ ต้องถามคนอื่นว่าทำไม ปราโมทย์ ปาทาน ถึงเป็นคนหยาบ แต่ดูไม่หยาบ เป็นคนเหี้ยแต่มีความน่ารักมาผสม แต่เราเป็นแบบนี้มานานแล้วไม่ได้เพิ่งสร้างขึ้นมา

อยากรู้ว่าสิบระดับของลิฟต์ในชีวิตคุณ ตอนอยู่ชั้นไหนสนุกสุด

        สนุกทุกจุดเลยครับ เพราะว่าแต่ละชั้นมีความสนุกของมัน ตอนได้ประกวดดนตรีครั้งแรก ได้เล่นผับครั้งแรก ได้เล่นซิตคอมครั้งแรก ได้จัดรายการครั้งแรก ได้ร้องไกด์ให้นักร้องเบอร์ใหญ่ๆ ครั้งแรก ได้ปล่อยเพลงแบบอินดี้ไม่มีใครสนับสนุนครั้งแรก ทุกอย่างที่เป็นครั้งแรกมันสนุกเสมอ เพราะเรารู้สึกได้ท้าทาย หรือแม้แต่ครั้งแรกที่โดนดูถูก ครั้งแรกที่โดนเหยียดหยาม ครั้งแรกที่โดนหลอก ครั้งแรกที่โดนขโมยเพลง โห แต่ละครั้งแรกแม่งสนุกมาก แต่ละช่วงอายุจะพาเราผ่านไปเจออะไรเอง เราจะเจอบททดสอบยากๆ เสมอ คือถ้าชีวิตมึงไม่เคยผ่านเรื่องยากเลย ชีวิตมึงจะไม่มีทางประสบความสำเร็จ มึงต้องล้มก่อน ล้มแล้วลุก

ฟังดูเป็นคำเกร่อๆ นะ ล้มแล้วถึงจะสำเร็จ แต่ชีวิตมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

        ใช่เว้ย สังคมเราโหดร้าย และพร้อมที่จะบดขยี้เราภายในห้านาที อย่างถ้าวันนี้เราเป็นคนที่พิมพ์คำว่าควยลงไปในโซเชียลมีเดียแล้วคนขำ ลองเป็นดาราคนอื่นที่ไม่ใช่เราพิมพ์คำว่าควยลงไปในโซเชียลมีเดียสิ เย็ดแม่ มึงอาจจะโดนนักข่าวรุมทึ้งก็ได้ เราไม่รู้ว่าทุกวันนี้มาตรฐานของสังคมมันอยู่ตรงไหน ตอบไม่ถูก เพราะอย่างเราเองก็ไม่มีมาตรฐานเลย มีทั้งคนชอบและคนไม่ชอบ แต่ในตอนนี้คนกลับชอบ และลูกค้าซื้อ ซื้อในความเหี้ยของเรา นั่นหมายความว่า โอเค วันหนึ่งอาจจะมีคนเหี้ยได้น่าฟังแบบเราขึ้นมาอีกก็ได้ เพราะฉะนั้นตอนนี้ที่ยังมีเราอยู่คนเดียว ก็ต้องตักตวงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ใช่ว่าเราฉวยโอกาสนะเว้ย แต่มันคือเวลาของเราไง วันที่ไม่ใช่ กูก็ไม่เคยออกมาโวยวาย แต่พอวันนี้ถึงเวลาของกูแล้ว ก็ทำงานของเราให้เต็มที่

 

โอ๊ต ปราโมทย์

เมื่อกี้คุณพูดว่าตัวเองทำตัวเหี้ยได้น่าฟัง อธิบายเพิ่มหน่อย

        มันคือเหี้ยสีชมพู เหี้ยแบบพาสเทล (หัวเราะ) อันนี้เป็นสิ่งที่เราไม่เคยตอบได้เลยเว้ย คนประมาณแปดสิบเปอร์เซ็นต์บอกว่าเราเป็นคนหยาบแต่ดูไม่หยาบ ซึ่งอันนี้เราหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมเป็นแบบนี้ ต้องถามคนอื่นว่าทำไมปราโมทย์ ปาทาน ถึงเป็นคนหยาบ แต่ดูไม่หยาบ เป็นคนเหี้ยแต่มีความน่ารักมาผสม แต่เราเป็นแบบนี้มานานแล้วไม่ได้เพิ่งสร้างขึ้นมา

ย้อนกลับไปที่คำถามที่เราคุยเล่นกันตอนถ่ายรูป ว่าหยาบคายแล้วไปไหน คุณพอนึกคำตอบออกหรือยัง

        สำหรับเรา หยาบคายมันพามาถึงตรงนี้นะ แต่พูดแบบนี้มันดูเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี แล้วเราก็จะโดนด่าว่าคุณภูมิใจเหรอที่พูดคำว่าเหี้ยแล้วก็เป็นตัวอย่างให้เยาวชน เราก็เคยโดนด่านะ ในโซเชียลมีเดียเลย คนด่าแล้วแท็กไปที่ GMM Grammy เหี้ย! ตลกปะ ด่าแกรมมี่ว่าคุณเซ็นสัญญากับศิลปินแบบนี้ได้ไงครับ โชว์แล้วหยาบคายขนาดนี้ นี่เหรอครับศิลปินที่จะเป็นไอดอลให้เด็กๆ แกรมมี่ช่วยหันมาดูหน่อยนะครับ

        ผมก็แบบ… ไอ้เหี้ยนี่วาระแห่งชาติเลยเหรอวะ กูหยาบมาตั้งนาน เพิ่งมาด่ากูคลิปนี้ ผมก็ไปตอบแบบดีๆ ว่า กราบขอโทษนะครับพี่ สิ่งที่ผมทำหยาบคายในครั้งนี้ถ้ากระดากหูพี่ ผมว่าหาอย่างอื่นดูดีกว่าครับ จะได้ไม่เคืองใจกัน อีกอย่างคลิปนี้ผมไม่ได้เป็นคนเอามาลง ผมโชว์ของผมแล้วมีคนถ่ายเอาไปลง นั่นหมายความว่าผมไม่ได้อยากดัง อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย พี่ไม่ต้องแท็ก GMM Grammy หรอกครับ คนทั้งประเทศเขาก็รู้ว่าผมเหี้ย พี่ด่าเหี้ยผมก็ไม่โกรธ

        ถ้าพี่รู้จักผมจริงๆ ทุกครั้งที่สัมภาษณ์ผมจะบอกไว้เสมอว่าเอาผมเป็นแบบอย่างได้เรื่องความหยาบคาย แต่ขอให้มีกาลเทศะ ผมไม่เคยหยาบคายกับพ่อแม่ของผม ผมไม่เคยหยาบคายกับผู้ใหญ่ คนไหนที่ผมเคารพผมไม่เคยหยาบคายใส่ ผมรู้ว่าควรจะพูดสิ่งเหล่านี้กับใครในพื้นที่ไหน ผมไปออกทีวีผมก็ไม่เคยพูดว่า สวัสดีครับ เรื่องเล่าเ-้านี้ ควย! fuck the world! ผมไม่เคยทำไง ผมเลยลงท้ายว่า แสดงว่าคุณไม่ได้รู้จักผมจริงๆ เพราะฉะนั้นอย่าด่าผมเลย ถ้าไม่ได้รู้จักผมจริงๆ

        ผมสอนลูกหลานทุกคนว่าให้ดูเป็นความบันเทิง แต่ถ้าไม่บันเทิง ฟังแล้วระคายหู ทุกคนมีวิจารณญาณของตัวเอง สมมติผมพูดคำว่าควยคำแรกลงไปในคลิป แล้วคุณรู้สึกว่า โอ๊ย เครื่องเพศ ฟังไม่ได้ โอเค ก็ไปฟังธรรมะ ฟังพี่อ้อยพี่ฉอดอะไรก็ว่าไป นั่นแสดงว่าจริตเราไม่ถูกกัน ให้คิดเสียว่ารายการผมเป็นทางเลือก ถ้าพี่เบื่ออะไรอย่างนั้นก็มาดู

หมดยุคที่เราจะกลัวความจริงกันแล้วหรือเปล่าในมุมมองคุณ

       คือสังคมเราชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก ชอบทำเรื่องธรรมดาให้ซับซ้อน เหี้ย! ทุกคนแม่งรู้ว่ามีบ่อนในบ้านเรา ทุกคนรู้ว่ามีอาบอบนวด อาบอบนวดคือซ่องเว้ย แต่เราใช้คำเลี่ยง ทั้งๆ ที่คนรู้ว่าเราไปจ่ายเงินเราได้เย็ดผู้หญิง ตลกไหม แต่เราพยายามเลี่ยงบาลี เลี่ยงคำให้ดูซอฟต์ ทั้งๆ ที่ทุกคนรู้ คิดว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไม่รู้เหรอ รู้! แล้วทำไมเราถึงอยู่ในสังคมแบบนี้ได้วะ

        เราอยู่ในสังคมที่อูเบอร์ผิดกฎหมาย ไอ้เหี้ย อันนี้คือเรื่องที่ควายหมาหน้ากระรอกมาก บ้านเมืองอื่นที่เขามีอูเบอร์เขาก็ยังมีแท็กซี่ ไม่ได้หมายความว่ามีอูเบอร์แล้วแท็กซี่จะสูญพันธุ์ แท็กซี่ดีๆ ก็มี แล้วถ้าดีพี่จะไปกลัวอูเบอร์ทำไม มันเป็นสิ่งที่เราตอบไม่ได้ คือคำถามที่โลกแตก ไม่มีขาวไม่มีดำ แต่อยู่ที่เทาเข้มหรือว่าเทาอ่อน

 โอ๊ต ปราโมทย์

แล้วอะไรบนโลกโซเชียลมีเดียที่คุณคิดว่าไม่เข้าข่ายความเหี้ยสีชมพูในแบบคุณ

        ทุกวันนี้คำที่เรารู้สึกขนลุกเวลาได้ยินคือ ‘เน็ตไอดอล’ เราไม่ชอบ คนมาบอกว่าเราเป็นเน็ตไอดอลจะไม่ชอบ กูเป็นนักร้อง แต่กูเหี้ย แล้วคนก็ไปบัญญัติเองว่าให้กูเป็นเน็ตไอดอลในเรื่องความต่ำตม แต่อาชีพหลักกูคือร้องเพลง หน้าที่คือการเอนเตอร์เทนคน ไม่ใช่ว่าเอาสบู่มาทาหัวนมแล้วคราง โอ๊ยๆ

        เน็ตไอดอลสมัยนี้เป็นคำขยะ บ้านเราคือสุดยอดแห่งความซับซ้อน แม่งคือเขาวงกตแห่งวงการโซเชียลมีเดียบนโลกใบนี้ คำว่าเน็ตไอดอลต้องระวัง อย่าไปบ้าจี้บอกว่าคนนั้นคนนี้เป็นเน็ตไอดอล ให้เขาเห็นความสามารถจริงๆ ก่อน คุณต้องใช้คำว่าเน็ตไอดอลกับคนที่มีมูลค่าจริงๆ อย่างเช่น โปรเม เอรียา นักกอล์ฟหญิงไทยมือหนึ่งของโลก แต่ยอดฟอลโลว์ยังน้อยว่าแก๊งค์นางฟ้าที่มาเต้นๆ ในโซเชียลมีเดียกันอีก เราใช้คำว่าเน็ตไอดอลกับบุคคลที่เราไม่รู้เลยว่ามีความสามารถอะไรบ้าง เราไม่บอกแค่สื่ออย่างเดียวนะ แต่บอกสังคมด้วย คำนี้มันต้องเลือกใช้กับคนที่แม่งเก่งจริงๆ หรือมีความสามารถอย่างใดอย่างหนึ่ง

การอยู่กับความหยาบคาย เหมือนไต่อยู่กับความเสี่ยงของดราม่าตลอดเวลา คุณทำใจกับมันอย่างไร

        เราไม่รู้จริงๆ ว่าชื่อ ปราโมทย์ ปาทาน แม่งจะหมดเมื่อไหร่ ดังในเรื่องความหยาบคาย ชีวิตแม่งเสี่ยงมากนะ เหมือนอยู่บนเรือที่โคลงเคลงตลอดเวลา เมื่อไหร่ที่มึงพลาดทำเหี้ยอะไรเกินกว่าที่ลิมิตสังคมจะรับได้ นั่นหมายความว่าทุกคนรอจะกระทืบมึงทันที คนในพันทิปนี่รอเผาบ้านกูเลย

        ผมอยากเตือนทุกคนเลยว่า สังคมไทยเป็นอะไรที่ชอบด่า อันนี้คือเรื่องจริง ต้องยอมรับ บทสัมภาษณ์นี้ออกมาต้องมีคนเอาไปด่าแน่ๆ แต่ผมโอเคนะ แต่อยากขอว่า อย่าสักแต่ว่าจะด่า บางคนด่าจนลามไปพ่อแม่เขา ด่าลามยันแฟนเขา ด่าไปยันโคตรเหง้าเขา ด่าไปสถานศึกษาเขา

        เฮ้ย บางทีความผิดมันเป็นความผิดของบุคคล เราไม่รู้กันหรอกว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้น ณ เวลานั้นคืออะไร โอเค บางคนอาจจะพูดว่าถ้าเป็นผม ผมจะไม่ทำอย่างนั้นหรอกครับ แต่คนเราร้อยพ่อพันแม่ ปูมหลังและสังคมที่เขาอยู่มันต่างกัน เราไม่รู้หรอกว่าก่อนเหตุการณ์ตรงนั้นจะเกิดมันมีอะไรบ้าง เหตุการณ์จากหนึ่งถึงสิบคืออะไร อย่าตัดสินแค่ตอนที่เห็น ค่อยๆ ดู ใจเย็นๆ ไล่เรียงแล้วตัดสินว่าถ้าจะด่า ก็ด่าอย่างมีเหตุผล

ชีวิตคุณในอีกห้าปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

        ไม่รู้ จินตนาการไม่ได้ อาจพลาดตกเรือไป หรือกลับมานั่งในเรือไม่หยาบคายแล้ว หรืออาจจะเหยียบเรือแล้วสั่นแบบนี้ไปตลอดจนถึงฝั่ง ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าฝั่งมันอยู่ตรงไหน อะไรคือเป้าหมาย คนอาจจะเบื่อในความหยาบคายพวกนี้แล้ว เบื่อไอ้อ้วนคนนี้ ไม่เห็นมีอะไรเลย มีแต่เหี้ย สัตว์ หี ควย น่าเบื่อว่ะ

        ชีวิตคนเรามีขึ้นมีลง ผมรู้สึกว่าตอนนี้กราฟชีวิตกำลังขึ้น เราเป็นคนชอบทดสอบตัวเองว่าชีวิตจะไปแตะจุดสูงสุดได้แค่ไหน ไม่ได้หมายความว่ากูหาเงินได้ขนาดนี้ต่อหนึ่งเดือนแล้วกูเท่ ไม่ใช่ หรือมีคนต้องการเรามากแค่ไหนเวลานี้ แต่เมื่อไหร่ที่แตะจุดพีกแล้วพอถึงช่วงขาลง ผมจะไม่เสียใจ เพราะผมมาจากวันที่ไม่มีอะไรเลย แล้วมาได้ขนาดนี้ ได้แซงเพื่อนบางคนที่อยู่มานานกว่า ได้แซงเพื่อนรุ่นเดียวกัน ผมไปอยู่ตรงนั้นแล้ว ในวันที่ผมลงมาจะได้แนะนำเพื่อนเราได้ แนะนำคนรอบตัว หรือแม้กระทั่งลูกเรา พ่อเคยไปถึงจุดนั้นนะ ตอนนั้นพ่ออย่างงั้นอย่างงี้ เวลาลงก็ค่อยๆ ลง จากหนึ่งถึงสิบเราผ่านมาแล้ว เราไม่ได้ขึ้นไปแบบเหมือนพลุ

พอใจกับชีวิตในตอนนี้แค่ไหน

        ผมไม่พอใจกับชีวิตตอนนี้ แต่ผมมีความสุขที่ผมเป็นแบบนี้ คนจะชอบหรือไม่ชอบผมไม่ใช่สาระสำคัญ แต่ถ้าคนชอบผม ผมอยากให้คนที่ชอบศึกษามุมมองของผมบ้างว่า โอ๊ต ปราโมทย์ ไม่ใช่คนคูล ไม่ใช่คนเท่ หรือเป็นแฟชั่นนิสตา หรือหล่อแบบอนันดา แต่ผมเชื่อว่าตัวเองก็มีอะไรดีๆ ให้ศึกษาอยู่เหมือนกัน เวลามหาวิทยาลัยมาขอให้ไปเป็นวิทยากร ถ้าเป็นช่วงที่ว่าง ผมไม่เคยปฏิเสธเลยสักครั้ง ผมชอบถ้าได้เห็นเด็กรุ่นใหม่ที่โตแล้วคิดอะไรคล้ายๆ เรา ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณจะต้องมีความรับผิดชอบ รักเพื่อน และสามารถถ่ายทอดอะไรดีๆ ให้กับคนอื่นได้ อย่าสร้างมลพิษทางสังคมเยอะ เมื่อไหร่ที่คุณมีตรรกะที่ดี สิ่งดีๆ จะออกมาจากตัวคุณเอง และนั่นคือพลังบวกที่เราจะส่งให้กันได้

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ปริญญา ก้อนรัมย์

ชื่นชอบการถามเพื่อนว่า “ชีวิตช่วงนี้เป็นไงบ้าง?” ส่วนถ้าช่วงนี้ใครถามกลับมา จะตอบไปว่า “กำลังหามรุ่งหามค่ำเพื่อชีวิตเอกเขนก...”

เรื่องโดย

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวล่ำขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์ ,, IG/Twitter : @Matt_Doraemon

เรื่องโดย

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ฝ่ายสร้างสรรค์วิดีโอประจำกอง a day BULLETIN