‘โอม’ – ปัณฑพล ประสารราชกิจ | เคล็ดลับความสำเร็จของนักร้อง นักกฎหมาย และอีกหลากหลายบทบาทที่คุณคาดไม่ถึง

คุณอาจจะรู้จัก ‘โอม’ – ปัณฑพล ประสารราชกิจ ในฐานะฟรอนต์แมนของวง Cocktail หรือเริ่มรู้จักเขาในบทบาทของหน้ากากหอยนางรม และต่อมาก็รู้ว่าเขามีอีกอาชีพหนึ่งคือเป็นนักกฎหมาย แต่สิ่งที่เราทึ่งไปกว่านั้นคือ เขาบอกว่า จริงๆ ตัวเองยังทำอีกหลายอาชีพ ทั้งดำรงตำแหน่งผู้บริหารค่าย Gene Lab ทำธุรกิจสตาร์ทอัพเล็กๆ ด้านการพัฒนาแอพพลิเคชัน รวมถึงการเป็นอาจารย์พิเศษที่บรรยายทั้งเรื่องกฎหมาย และการจัดการธุรกิจดนตรี

โอม Cocktail

     “ผมไม่รู้ว่าทั้งหมดนั้นเรียกว่าอาชีพได้หรือเปล่า เพราะผมเป็นคนทำงาน งานคืองาน ไม่มีเกี่ยง มีงานมาให้ทำก็ทำหมด เลยไม่ได้นับว่าทำงานกี่อย่างแล้วตอนนี้” เขาตอบในระหว่างที่เรากำลังนับนิ้วอยู่ว่าผู้ชายคนนี้ทำงานกี่แขนงกันแน่

     “จะว่าการทำงานเป็นสีสันของชีวิตก็ได้ เพราะผมเสียดายถ้าตัวเองไม่ได้ทำ ผมเริ่มต้นทำงานจากการเป็นอาจารย์ พอได้เป็นนักร้องก็ทำเพราะอยากมีโอกาสในชีวิตที่มากขึ้น อยากเห็นโลกมากขึ้น อยากลองทำอะไรที่น้อยคนจะมีโอกาสได้สัมผัส เมื่อได้สิทธิ์นั้นมาก็ต้องลอง พอเป็นนักร้องก็ต้องลาออกจากการเป็นอาจารย์ แต่ก็ยังรู้สึกเสียดายสิ่งที่ตัวเองเรียนมา พอมีคนมาเชิญให้ไปเป็นอาจารย์พิเศษก็ตอบรับทันที ต่อมาก็ได้รับมอบหมายให้ดูแลค่าย Gene Lab ผมก็ลองทำเพราะสนใจเรื่องของการจัดการบริหารอยู่แล้ว”

     เขาบอกถึงข้อดีว่า งานที่ทำไม่ได้มีลักษณะของงานประจำที่ต้องเข้างานตามเวลา จึงทำให้สามารถจัดการตัวเองให้ทำงานหลายๆ อย่าง พร้อมกันได้ แต่ก็เขาก็นับถือคนที่จดจ่อกับงานของตัวเองเพียงหนึ่งเดียวเพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุดออกมา

     “การทำอะไรหลายอย่างไม่ได้แปลว่าผมเจ๋งกว่าคนที่ทำอาชีพเดียว เพราะคนที่ทำงานอย่างเดียวทั้งชีวิตแล้วทำได้ดีก็มีเยอะ เช่น แจ็ก หม่า หรือ สตีฟ จ็อบส์ เขาก็ทำอาชีพเดียว และก็กลายเป็นคนที่สุดยอดในอาชีพของเขา ผมเป็นนักร้อง ข้อดีคือไม่มีเวลาเข้างาน การบริหารค่ายดนตรีก็แค่ทำให้ได้ตามกรอบของเป้าหมายในแต่ละช่วงให้ได้ บริษัทกฎหมายเล็กๆ ที่เปิดกับเพื่อนก็มีไว้รับทำคดีที่เราเลือกกันแล้วว่าจะช่วยคนที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ จากเรา มีคดีก็ทำ บางคดีรู้ตัวว่าทำไม่ได้ก็ส่งให้คนอื่นทำ ทั้งหมดอยู่ที่การจัดการตัวเอง”

 

โอม cocktail

 

     เมื่อก่อนจะได้ยินมาเสมอเรื่องของการให้ทดลองเยอะๆ ตามหาตัวเองให้เจอ เมื่อเจอแล้วก็มุ่งมั่นไปในทางนั้นให้สุด ให้เป็นเลิศในด้านนั้น แต่ตอนนี้เหมือนแนวคิดแบบนี้กำลังจะเปลี่ยนไป ซึ่งเขาเองก็บอกว่าไม่เห็นด้วย

     “บางคนที่เขาเก่งเฉพาะทางอยู่แล้วผมก็ไม่แนะนำให้เป็นอย่างนั้น การที่เขาสอนว่าให้ทำอะไรสักอย่างให้ดีที่สุดตามความถนัดของตัวเองนั้นเขาพูดถูกแล้ว แต่ต้องมองว่าคนคนนั้นเขาถนัดอะไรบ้าง ถนัดกี่เรื่อง ซึ่งถ้าเขาถนัดหลายๆ เรื่องก็สามารถทำได้ แต่ถ้าเป็นตัวผม ผมมองว่าตัวเองเหมือนเป็ดมากกว่า เป็นคนที่ถนัดหลายอย่างแต่ก็เก่งไม่สุดสักเรื่อง ผมเรียนกฎหมายได้เกียรตินิยมอันดับ 1 ก็จริง แต่เพื่อนผมก็ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 เหมือนกัน ผมได้เกรด 3.64 แต่เพื่อนได้ 3.99 มันคนละเลเวลกันเลยนะ ผมเป็นนักร้องผมร้องเพลงได้ประมาณนี้แต่ก็ร้องเสียงสูงๆ ได้ไม่เท่าพี่ปาล์ม Instinct เพลงของผมก็ไม่ได้ฮิตเท่าเพลงของพี่ตูน บอดี้สแลม แต่ผมชอบแบบนี้ อยู่กลางๆ แต่สำหรับบางคนเขาเกิดมาเพื่อที่จะเป็นสุดยอดในเรื่องนั้น

     “แต่ก่อนที่จะบอกว่าอยากจะเป็นอย่างนั้นจะเป็นอย่างนี้ คุณรู้จักตัวเองหรือยังว่าตัวเองเป็นอะไร ผมรู้ตัวเองดีกว่าเป็นคนแบบนี้ เป็นคนที่ไม่สุดสักเรื่อง แต่ผมทำได้ดีในงานที่มีขอบเขตของตัวเองประมาณนี้ (เอามือวาดเป็นวงกลม) ซึ่งสุดท้ายก็เป็นเรื่องของการบริหารจัดการเกือบทั้งหมด”

ดวงตาของเราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้มองไปข้างหน้า ข้อเสียคือไม่ได้ถูกออกแบบให้เห็นตัวเราเอง ดังนั้น การรู้จักตัวเองให้ดีที่สุดคือการทดลอง และได้ทำงานกับคนเยอะๆ เพราะภาพสะท้อนที่ดีที่สุดจะเป็นภาพที่ออกมาจากสายตาของคนอื่น

     บางคนจะบอกว่าการทำอาชีพที่สองคือการเติมเต็มของชีวิต ได้เติมความสุขที่หาไม่ได้จากงานประจำ ได้ปลดปล่อยความเครียดบางอย่างออกไป แต่สำหรับเขาการได้ทำอาชีพที่สอง (และ สาม สี่ ถึงห้า) หมายถึงการเรียนรู้ชีวิต

     “เวลาไปสอนหนังสือก็ได้คุยกับเด็ก ตอนรับคดีความก็ได้คุยกับคนที่มีปัญหา เรื่องราวในเพลงของวง Cocktail ก็มาจากคนเหล่านี้ ผมเห็นชีวิต ผมเล่าชีวิต นักดนตรีบางคนที่เขาเกิดมาเพื่ออุทิศตัวเองให้กับดนตรี เขาอาจจะรู้สึกไม่ดีกับผม แต่ผมยอมรับว่าตัวเองไม่ได้บูชาดนตรีขนาดนั้น ดนตรีสำหรับผมคือเครื่องมือที่ใช้เล่าเรื่องที่อยากเล่า ผมรักเรื่องที่อยากเล่าเป็นอันดับหนึ่ง ดนตรีเป็นสิ่งที่รักรองลงมา”

 

โอม cocktail

 

     สิ่งหนึ่งที่เขาย้ำกับเสมอคือชีวิตที่อย่าไปยึดติดกับความฝัน

     “ไม่อย่างนั้นเราจะติดกับดักของความฝัน ทุกวันนี้เราถูกขายฝันในทุกช่องทาง สิ่งที่ต้องมีจริงๆ นั้นไม่ต้องมีอะไรมากหรอก มีความพอใจเป็นสิ่งสำคัญก็พอ คุณมีรถสิบคัน ถ้าคุณไม่พอใจ มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ ความพอใจราคาซื้อไม่ได้ ต้องกำกับเอาเอง ต้องไม่ยึดติด แต่ไม่ใช่ไม่รู้สึก ต้องมีความทะเยอทะยาน ความทุ่มเท แต่ไม่ยึดติดกับสิ่งที่เกิดขึ้น แม้สิ่งที่ทำจะประสบความสำเร็จก็ต้องไม่ยึดติด เพราะวันนี้เราสำเร็จได้พรุ่งนี้ก็ล้มเหลวได้เหมือนกัน”

     ความล้มเหลวเป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับคนในตอนนี้ บ่อยครั้งเราจะพบว่าเมื่อเริ่มต้นทำอะไรขึ้นมา แล้วไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควร ก็จะเกิดเป็นความท้อแท้ และเลิกล้มไปอย่างง่ายดาย ไม่คิดที่จะฮึดสู้ขึ้นมา

     “คำว่า work hard Fail fast, but get up faster. คือ ให้ทำอะไรจนสุดโต่ง เพื่อให้ตัวเองพังแล้วจะได้รีบเริ่มต้นใหม่ แต่หลายคนไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้มีหัวใจเป็นเหล็ก เลยกลายเป็น Fail fast แล้ว Fail Forever ไปเลย ทิ้งแผลไว้ในใจแล้วไม่ยอมลุกขึ้นอีกเลย ผมเป็นคนที่วิ่งเข้าหาความเจ็บปวด ยิ่งเจ็บเท่าไหร่ก็ยิ่งจำ เหมือนกับที่ Rocky Balboa พูดไว้ในหนังเรื่อง Rocky ว่า ‘ไม่มีอะไรต่อยเราหนักเท่าชีวิตแล้ว’ ถ้าเราคิดว่าจะขึ้นเวทีไปเพื่อหลบหมัดอย่างเดียว ต้องมีสักวันที่เราต้องโดนต่อย คุณหลบหมัดจากคู่ต่อสู้ไม่ได้ทั้งชีวิตหรอก ถ้าคุณไม่สร้างร่างกายเพื่อให้ทนต่อแรงชกของหมัดได้ พอโดนต่อยขึ้นมาแล้วจะเป็นอย่างไร”

     เสียงหัวเราะลั่นที่ใสและกังวานเหมือนกับเสียงร้องเพลงของเขาดังขึ้นมา เมื่อเราถามไปตรงๆ ว่าแล้วจะต้องแข็งแกร่งแค่ไหนถึงจะอยู่ได้ในทุกวันนี้

     “ช่วยอยู่กับความเป็นจริงกันหน่อย โลกแม่งเฮงซวยขนาดนี้แล้ว (หัวเราะ) เราจะไปคาดหวังอะไรกับมันได้ ผมไม่คิดหรอกว่าพรุ่งนี้โลกจะดีขึ้น แต่ผมจะทนกับความเฮงซวยพวกนี้ได้ แต่ถ้าอยู่ๆ พรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาแล้วโลกดีขึ้นจริงๆ ผมก็จะรู้สึกว่าตัวเองได้กำไร แต่ถ้าโลกในพรุ่งนี้จะเป็นเหมือนเดิม ก็แล้วไง… ช่างมัน”

Share Post
Like 3 View 929

Author

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวอวบขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์IG/Twitter : @Matt_Doraemon