PALM PAWEE | มือคีย์บอร์ดสายละมุนจากวง MEAN กับผลลัพธ์ที่เกิดจากการเลิกโฟกัสความสุขของตัวเอง

The Guest
6 Aug 2019
เรื่องโดย:

พัทธมน วงษ์รัตนะ, ภาสกร ธวัชธาตรี

ถ้าสไลด์ฟีดเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ช่วงนี้ ชื่อของ ปปว หรือ ‘ปาล์ม’ – ปวีร์ ปรีชาวีรกุล มือคีย์บอร์ดสายละมุนจากวง MEAN ต้องมีโผล่ขึ้นมาให้ใจบางเป็นพักๆ อย่างแน่นอน

     เขาผันตัวเองจากการเป็นคนเบื้องหลัง สู่นักดนตรีที่มีผู้ติดตามอย่างล้นหลาม และล่าสุดกลายเป็นกระแสสังคมด้วยการจุดประกายคำพูดไวรัลต่างๆ เช่น พี่ดุนะ หนูไหวหรอ และโพสต์คลิปวิดีโอขณะใส่เสื้อเชิ้ตเล่นคีย์บอร์ดที่ทำเอาสาวๆ หลายคนใจจะลายไปตามๆ กัน

     แต่ทุกอย่างที่ว่ามานั้น ปาล์มยืนยันว่าไม่มีสิ่งไหนเลยที่เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ

     “เมื่อก่อนเราเคยคิดถึงแต่ตัวเองอย่างเดียว อยากเป็นศิลปิน เป็นอาร์ทิสต์ บอกเล่าเรื่องราวของตัวเองผ่านผลงานที่ยิ่งใหญ่ แต่มันไม่เวิร์กเลย วันหนึ่งยอดวิวขึ้นแค่ 500 วิว ก็โวยวายว่าทำไมได้แค่นี้ เพราะเรามัวแต่โฟกัสอยู่กับตัวเอง”

     แต่หลังจากที่ปาล์มลองปรับความคิด เปลี่ยนจากทำเพื่อตัวเองเป็นทำเพื่อคนอื่น เปลี่ยนจากการขอเป็นการให้ ซึ่งสะท้อนออกมาเป็นการปรับสไตล์การสื่อสารที่ยึดหลักการทำให้ผู้อื่นมีความสุขและเต็มไปด้วยพลังบวก จนถึงวันนี้ เขาได้รับการพิสูจน์แล้วว่าความสุขนั้นจะสะท้อนกลับมาหาเขาเอง และมีความหมายยิ่งกว่ายอดไลก์และยอดแชร์หลายพันเท่า

 

PALM PAWEE

 

คุณใฝ่ฝันอยากเป็นศิลปินมาตั้งแต่เด็กๆ เลยไหม

     จริงๆ เรื่องศิลปินเป็นแค่ส่วนหนึ่งมากกว่า ตอนเด็กๆ รู้แค่ว่าเราชอบดนตรี พอถึงวันเกิด คุณพ่อก็จะซื้อเครื่องดนตรีให้ พอถึงช่วง ป.4 ครูถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร เราก็บอกว่าทำอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับดนตรี แล้วเราก็พยายามหาโอกาสต่างๆ ทำทุกอย่างเกี่ยวกับดนตรีมาเรื่อยๆ ทั้งงานเพลงประกอบเบื้องหลัง เพลงประกอบโฆษณา ซึ่งพอได้ทำหลายๆ อย่างแล้ว จุดหนึ่งจึงอยากลองทำงานของตัวเองดูบ้าง ก็เลยหยุดงานทุกอย่างแล้วลุยทำอันนี้ดู

 

ในมุมมองของคุณ การเป็นศิลปินยุค 2019 เป็นยังไง เมื่อทุกอย่างถูกดันไปสู่โลกออนไลน์แล้ว มีอุปสรรคอะไรบ้าง

     ศิลปินคือคนเบื้องหน้า ตอนเด็กๆ เราอาจไม่ได้เข้าใจหมดทุกอย่างว่ามันมีหน้าที่อะไรบ้าง เราเลยใช้เวลานานเพื่อเรียนรู้ว่าการศิลปินมันเป็นยังไง ในยุคนี้ ผมรู้สึกว่าตัวเราเองเนี่ยแหละที่เป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุด ถ้าสังเกตดีๆ คนที่เป็นศิลปินที่เคยโด่งดังในอดีต ส่วนมากในยุคนี้เขายังอยู่ได้ เพราะเขารู้ว่าหน้าที่ที่เขาจะต้องทำคืออะไร

     จากประสบการณ์ตัวเอง เคยมีช่วงหนึ่งที่คิดแล้วท้อมาก มองว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว ไม่เหมือนเดิม ทุกอย่างมันยากขึ้น ซึ่งจริงๆ เป็นความเข้าใจผิดของตัวเอง เพราะเราหลงทางมากกว่า อุปสรรคคือการที่เราเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับความสำเร็จรูปแบบอื่นๆ ของคนรอบข้าง แล้วก็คิดไปเองว่า ทำไมเราถึงไม่ได้แบบเขา ทั้งๆ ที่มันไม่ได้เป็นที่ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป แต่เป็นการรู้ตัวตลอดมากกว่าว่าหน้าที่ของเราจริงๆ คืออะไร แล้วเราต้องทำอะไรบ้าง

 

ช่วยเล่าให้ฟังได้ไหมว่าช่วงที่หลงทางไปนั้นเกิดอะไรขึ้น

     เราไปคิดถึงตัวเองอย่างเดียว ไปมองว่าเราทำเพลงในแบบที่ชอบ ทำผลงานที่บอกความเป็นตัวเรา แต่ทำไมคนไม่รับฟัง ทำไมทุกคนไม่เข้าใจเหมือนเราไปโฟกัสอยู่ที่การอยากได้อย่างเดียว ซึ่งจริงๆ แล้ว เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง มันไม่ใช่แค่เรื่องของศิลปินเท่านั้น แต่เป็นทุกอย่างในชีวิต ในโลกใบนี้ ถ้าอยากได้อะไร เราต้องรู้จักให้ก่อน โดยเฉพาะคนเบื้องหน้า เราต้องมองว่าเราสามารถมอบอะไรให้ผู้คนได้มากขนาดไหน ถ้าเราอยากได้การรับฟัง การได้ยิน การถูกมองเห็น เราต้องทำอะไรสักอย่างให้เขาก่อน ช่วงที่หลงทางไป เหมือนเราไม่ได้สนใจคนอื่นเลยว่าเขาจะได้อะไรไปจากการฟังเพลงของเรา จนกระทั่งเราเริ่มเปลี่ยนความคิดว่า จริงๆ แล้วเราควรจะให้ก่อนนะ หลังจากนั้นก็เริ่มได้รับกระแสที่ดีตอบกลับมา เพราะเราให้เขา แล้วเขาก็ให้เรากลับมาด้วย

 

แสดงว่าการเป็นศิลปินไม่ใช่การ express ตัวตนที่แตกต่างของตัวเองออกมา แต่เป็นการทำเพื่อคนอื่นเหรอ

     เรามองจากมุมของคนรอบข้างว่าเขาจะได้อะไรจากสิ่งนี้บ้าง ถ้าสมมติเราทำเพลงที่ทำให้เขามีกำลังใจในการใช้ชีวิตที่ดีขึ้นได้ มันก็จะเกิดการส่งต่อเรื่องราวดีๆ ซึ่งกันและกัน อย่างเพลง Strong หรือ พอเถอะ ที่วง MEAN ทำมา เราก็พยายามบอกคนที่กำลังจมอยู่กับความเศร้าให้ก้าวต่อไปในชีวิตได้ ซึ่งก็เป็นเพลงที่ทำงานในตัวของมัน เพราะคนที่อยาก move on เขาก็แชร์เพลงนี้ เพื่อเป็นการบอกตัวเองและบอกคนอื่น แล้วก็ส่งพลังงานดีๆ ต่อกันไปเรื่อยๆ จากนั้นคนก็อยากมาฟังเราเล่นสด เพราะเขาอยากได้พลังงานนี้ ซึ่งมันต่างจากตอนแรกมาก ที่เราคิดแต่ให้เขามาฟังเราอย่างเดียว 

 

 

คิดว่าแนวคิดการทำเพื่อคนอื่นที่ว่านี้มีส่วนทำให้คุณได้รับความนิยมในโซเชียลฯ อย่างล้นหลามและเกิดแฮชแท็ก #ปปว ด้วยหรือเปล่า

     ผมว่ามีส่วนนะ เพราะตั้งแต่ที่เปลี่ยนทัศนคติของตัวเอง มันก็เปลี่ยนทุกอย่างที่ผมทำเลย อย่างผมมีเพจของตัวเอง ผมก็อยากลงคอนเทนต์ที่ทำให้คนที่ผ่านมาเห็นมีความสุขได้ เช่น คลิปที่เราร้องเพลง เหนื่อยไหม มันก็มีขึ้นเพื่อถามคนที่เหนื่อยมาจริงๆ ในวันนั้น ถ้ามีใครสักคนถามเขาว่าเหนื่อยไหม เขาอาจจะรู้สึกดีขึ้นก็ได้ แล้วก็ทำให้เกิดการส่งต่อได้จริงๆ เพราะมันเป็นการมอบกำลังใจให้กันและกัน

 

น่าตกใจไหมที่แค่เปลี่ยนความคิดก็มีคนติดตามมากขึ้นขนาดนี้

     ผมเคยอ่านเจอว่า บางทีเราไม่รู้หรอกว่ารูปร่างเราเปลี่ยนไป เรามองไม่เห็นว่าเราโตขึ้น อ้วนขึ้น หรือผอมลง จนกระทั่งมีคนทัก ความดังที่ว่านี้ก็เหมือนกัน ความรู้สึกของผมต่อตัวผมมันเหมือนเดิม สิ่งที่รู้สึกชัดเจนกว่านั้นคือข้างในเราเปลี่ยนไป จนสะท้อนกลับมาถึงการกระทำภายนอก ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นความรู้สึกที่ดีมากนะ ผมคิดว่ามันเป็นหน้าที่สำหรับคนเบื้องหน้าอย่างเรา ที่จะเป็นกระบอกเสียงในการส่งต่อพลังงานดีๆ ให้คนได้

 

การทำเพื่อคนอื่นมีลิมิตไหม โดยเฉพาะศิลปินที่ยังควรมีความเป็นตัวของตัวเองอยู่

     บางครั้งก็เคยรู้สึกว่าเกินความเป็นตัวเองเหมือนกัน เหมือนกำลังทำบางอย่างที่คนกำลังขอให้ทำ แต่เรารู้สึกว่า ถ้าไม่ได้เหนือกำลังเราจริงๆ เราก็ยินดีทำนะ เพราะเราเลือกเองที่จะมายืนอยู่ตรงนี้ การปรับทัศนคติใหม่ทำให้เราเข้าใจเลยกว่าการอยู่เบื้องหน้าเป็นแบบนี้นี่เอง ถ้ายังอยากอยู่ตรงนี้เราก็ต้องรับสิ่งนี้ให้ได้ ถ้าเกิดวันหนึ่งผมตั้งลิมิตว่าสิ่งนี้ทำได้ สิ่งนี้ทำไม่ได้ หรือเริ่มที่จะไม่สนใจใครเลย อย่างนั้นผมขอย้ายกลับไปอยู่เบื้องหลังดีกว่า มันก็แฟร์กับทุกคน

 

เราเห็นคุณออกมาไลฟ์ในอินสตาแกรมค่อนข้างบ่อย เคยมีครั้งไหนไหมที่รู้สึกว่าการไลฟ์นี้เป็นสิ่งที่ต้องทำ มากกว่าสิ่งที่อยากทำ

     ช่วงประมาณ 3-4 ปีแรกเป็นแบบนั้นเลย แล้วก็มีคนดูอยู่ประมาณ 25-30 คน ซึ่งตอนนั้นไลฟ์ทุกวันเลยนะ เพราะคิดว่าเราจะสร้างความสม่ำเสมอและต่อเนื่องให้คนดู แต่สุดท้ายก็เห็นว่า มันไม่มีคนติดตามเลย จึงปรับใหม่ว่าจะไลฟ์ก็ต่อเมื่อมีเรื่องราวดีๆ อยากแชร์ในช่วงเวลานั้นดีกว่า ถ้าผมมีความสุขอยู่ หรือผมได้ไปเจอ ไปฟังอะไรดีๆ มา ผมก็จะไลฟ์ เพราะตอนนั้นถือว่าเราอยู่ในสภาวะที่พร้อมจะแบ่งปันพลังงานดีๆ ให้คนได้ ไม่ใช่ไลฟ์ไปเพื่อดึงให้คนสนใจอย่างเดียว แล้วคนดูก็เยอะขึ้นจริงๆ

 

PALM PAWEE

 

การออกมาถ่ายทอดตัวเองในโลกออนไลน์ บางทีก็ตามมาด้วยฟีดแบ็กเชิงลบจากคนที่ไม่เข้าใจหรือเห็นต่าง คุณจัดการกับความรู้สึกแบบนี้อย่างไร

     ผมเข้าใจมันตั้งแต่แรกมากกว่าว่ายังไงก็ต้องมีแนวคิดอีกแบบที่ไม่ตรงกับเรา เลยไม่ต้องดีลกับมันหลังจากนั้นมากเท่าไหร่ พอเราเข้าใจมันตั้งแต่แรก พื้นที่ของผมจึงเป็นพื้นที่ที่ให้ใครก็ตามมาแสดงความคิดเห็น เช่น ชื่นชม เก็บไปเป็นความสุข หรือระบายอารมณ์ก็มี ถ้าวันไหนมีใครมาแสดงความคิดเห็นที่ไม่ดีใส่เรา มาระบายอารมณ์ใส่เรา นั่นอาจจะทำให้วันนั้นของเขาดีขึ้นก็ได้ (หัวเราะ) เป็นความรับผิดชอบและหน้าที่อย่างหนึ่งที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว

 

ไม่เคยโต้ตอบเลยเหรอ

     เคยโต้ตอบไปครั้งหนึ่ง ตอนประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว แล้วมันไม่มีอะไรดีขึ้นเลย เหมือนตอนนั้นเรายังไม่เข้าใจว่าเบื้องหน้าคืออะไร จึงทำทุกอย่างผิดหมดเลย ทั้งเอาแต่ใจตัวเอง โต้ตอบ เขาว่ามาก็ตอบกลับ แล้วเราก็ค้นพบว่า เรารู้สึกไม่ดีที่ไปโต้ตอบเขา และเขาก็คงรู้สึกไม่ดีด้วยเหมือนกัน

 

คุณมองว่าการที่ศิลปินมาขยับขยายไปสู่ช่องทางออนไลน์มากขึ้นเป็นทางรอดของยุคนี้ไหม

     ผมว่ามากกว่าคำว่าทางรอดอีก เหมือนถ้าเราถอยไปดูยุคก่อน ตอนแรกมีแต่วิทยุ แต่พอมีทีวีขึ้นมาก็เกิดเป็น MTV เป็นมิวสิกวิดีโอ ทุกคนทำมิวสิกวิดีโอหมด พอตอนนี้ เกิดอินเทอร์เน็ตขึ้น ทุกคนก็เข้ามาอยู่ในนี้ เพราะฉะนั้น มันเป็นมากกว่าทางรอด แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำ เหมือนตอนนี้ศิลปินไม่ได้มีหน้าที่แค่ทำเพลงอีกแล้ว แต่ต้องเป็นแอดมินเพจ เป็นสื่อกลาง เอาจริงๆ หน้าที่ของเราก็เหมือนเดิมแหละ คือการสื่อสารและเป็นกระบอกเสียงให้คนจำนวนมาก เพียงแต่ว่าตอนนี้คนจำนวนมากนั้นอยู่ในโลกออนไลน์เกือบทั้งหมด

     ยุคก่อนเราอาจจะถูกจำกัดอาชีพว่า คนนี้เป็นนักร้อง คนนี้เป็นดารา แต่พอตอนนี้ทุกคนมีพื้นที่สื่อโซเชียลของตัวเอง ทุกคนก็เลยกลายเป็นอย่างเดียวกัน นั่นก็คือนักสื่อสาร หรือ content creator ต่างกันแค่ว่าสิ่งที่คุณสื่อสารคืออะไร แล้วคุณพร้อมที่จะให้คนเสพขนาดไหน ถ้าคุณพร้อมที่จะให้มาก ก็มีคนตามมากขึ้นไปเอง

     อย่างผู้หญิงไม่รู้จะแต่งหน้าอย่างไร ก็เกิดบิวตี้บล็อกเกอร์ คนไม่รู้จะไปเที่ยวที่ไหน ก็เกิดทราเวลบล็อกเกอร์ เมื่อก่อนคำว่าศิลปินอาจจะฟังดูยิ่งใหญ่ จริงจัง แต่ยุคนี้ผมว่ามันไม่ต่างอะไรกับบิวตี้บล็อกเกอร์ด้วยซ้ำ เพียงแค่คอนเทนต์ของศิลปินคือเพลง ช่วยสร้างพลังบวก สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนฟังได้ แล้วเราก็แค่สื่อสารตามโจทย์ของเรา

 

มันไปเปลี่ยนภาพจำของยุคหนึ่งที่ศิลปินดูยิ่งใหญ่ มาเป็นนักสร้างคอนเทนต์ที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้หรือเปล่า

     ผมว่ามันเป็นแบบนี้มานานแล้ว เพียงแต่ว่าเราไม่เคยเห็นมันในภาพนี้มากกว่า ด้วยสมัยก่อนอาจมีการสร้างความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่มากขึ้นไป ยืนเล่นคอนเสิร์ตท่ามกลางคนหมื่นๆ คน แต่ถ้าเรามองไปที่แก่นของคำว่าศิลปิน เช่น พี่บอย โกสิยพงษ์ หรือบอดี้สแลม ที่เขายิ่งใหญ่และเป็นที่รู้จักจนถึงทุกวันนี้เพราะเขาสามารถให้กำลังใจคนได้เป็นจำนวนมาก คนทั่วไปเข้าถึงได้ และเขาก็มอบเรื่องราวที่อยากให้คนฟังได้อะไรกลับไป แล้วถ้ามันสำเร็จ คนก็จะให้เขากลับมาเช่นกัน

 

PALM PAWEE

 

คุณตั้งเป้าหมายต่อไปว่าอย่างไร

     ไม่ได้คิดเลย เพราะเคยมีช่วงหนึ่งในชีวิตที่เราอยากได้ไปทุกอย่าง ใฝ่ฝันถึงขั้นว่าจะไปเล่นที่ราชมังคลากีฬาสถานด้วยซ้ำ แล้วก็ดูไม่ใกล้เลยสักที จนทุกข์ใจว่าเราคงไม่มีทางแล้วชีวิตนี้ หรือไม่ก็โวยวายว่าทำไมวันนี้ยอดวิวเพลงขึ้นแค่ 500 วิว แบบนั้นเราไม่มีความสุขหรอก เพราะเราไปยึดแต่ว่าเราต้องได้อะไร แต่ตั้งแต่เปลี่ยนทัศนคติตัวเองครั้งนั้น เราโฟกัสแค่ว่าสิ่งที่เราทำตอนนี้มีความสุขไหม แล้วเราก็ค้นพบว่าความสุขที่ง่ายที่สุดในชีวิตมันคือการให้คนอื่น

 

ถ้าวันหนึ่งยอดวิวหรือยอดไลก์ของคุณตกลงไปอีกจะเสียใจหรือเปล่า

     ไม่น่าจะเสียใจนะ แต่คงคิดว่าสิ่งที่เราทำอยู่คงไม่ได้ให้อะไรกับคนได้เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว อย่างที่บอก เราไม่ได้สนใจที่จำนวนยอดวิว แต่เราสนใจการให้ที่ส่งต่อไปในแต่ละโพสต์ ถ้าวันไหนเราเห็นว่ายอดวิวมันไม่เยอะ แสดงว่าสิ่งที่เราทำไม่ได้ให้ประโยชน์กับคนมากพอ แค่นั้นเอง มันเป็นแบบนี้ทุกครั้ง

 

เราเชื่อว่ามีคนมากมายที่อยากให้คนอื่น ทำคอนเทนต์ที่มีประโยชน์ สร้างแรงบันดาลใจ ให้ความรู้ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้เป็นที่รู้จักหรือประสบความสำเร็จเสมอไป

     ผมคิดว่ามันประกอบกัน 2 ส่วน คือสารที่ให้และวาทศิลป์ที่ใช้ อย่างเราเอาเงินไปให้คน 200 บาท แต่น้ำเสียงนักเลงมาเลย พี่ให้สองร้อยเอาปะ (ตะคอก) เขาก็ไม่เอา ถูกไหม นึกว่าเป็นเงินโจร เพราะฉะนั้น วิธีการพูดของเราจึงสำคัญมากที่จะทำให้เขากล้ารับเงิน 200 บาทนั้นไป

     อย่างผมเอง เมื่อก่อนเคยทำเพลงให้แรงบันดาลใจ แต่มันก็ไม่ได้เวิร์กขนาดนั้น เพราะอาจจะด้วยวิธีการเล่าที่ทำให้คนฟังไม่กล้ารับสารที่เราสื่อ ผมจึงเชื่อว่างานที่ไปได้กว้างจริงๆ ต้องมีความลงตัวมากๆ ระหว่างการอยากให้อะไรบางอย่าง และการเข้าใจว่าให้แบบไหนคนส่วนมากถึงรับได้

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

พัทธมน วงษ์รัตนะ

อดีตนักศึกษาเอกภาษาเยอรมัน ผู้ชอบตีเนียนเป็นคนโลคอลเวลาไปเที่ยว พยายามกินอาหารมังสวิรัติ แต่ตัดใจจากหมูกรอบไม่ได้สักที

เรื่องโดย

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN