PANPAN YEEYEE: ความจริงเบื้องหลังโลกแห่งจินตนาการ และรอยยิ้มสดใสของศิลปินสาวสุดปั่น

The Guest
22 Nov 2019
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์

Highlights

ช่วงที่ผ่านมาวงการเพลงไทยได้ทำความรู้จักกับ PANPAN YEEYEE (ปันปัน ยีย์ยีย์) หรือ ‘ปันปัน’ – รสิกา สายแสง ศิลปินสาวน้อยค่าย LABo ในเครือ LOVEiS เจ้าของผมหน้าม้าและเสื้อผ้าหลากสี ที่หลายคนติดตามเธอมาตั้งแต่เวที Hotwave Music Awards 2017 ในฐานะมือเบสแห่งวง The Ambulance 

        ‘สวัสดีค่ะ’ คือซิงเกิลเปิดตัวของเธอ ที่ไม่ใช่แค่โดนใจวัยรุ่นเท่านั้น แต่ผู้ใหญ่หลายคนยังต้องหยุดฟัง ก็เพราะเนื้อเพลงน่ารักแกมกวน หยอกล้อการใช้วรรณยุกต์ที่ผิดเพี้ยน เช่น “สวัสดีคะ”, “จะไปไหนค่ะ”, “แจ้งวัฒนะคะ” หรือ “ทานไรยังค่ะ” แต่เมื่อถูกฉาบด้วยเอ็มวีสีสันสดใส เสมือนการพาคนดูเข้าไปอยู่ในโลกแฟนตาซีของสาวน้อย ย่อมทำให้ใครต่อใครต่างก็เอ็นดูและอมยิ้มไปกับจินตนาการของเธอ

        ระหว่างการสนทนาเต็มไปด้วยรอยยิ้มแสนสดใสและพลังบวก หลายๆ คำตอบของเธอทำให้เรารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าศิลปินสาววัย 19 ปีคนนี้ไม่ธรรมดา 

        “เพลงคืออะไรที่ไม่มีขอบเขตมากั้น เหมือนเราได้กระดาษมาแผ่นหนึ่ง แล้ววาดรูปอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่การสเก็ตช์ การแรเงา หรือแค่วาดลงไปเท่านั้น แต่เรายังเอาสีแต้มได้ เอากากเพชรมาโรยได้ ตัดแปะก็ได้ คอลลาจก็ได้ เอาความคิดสร้างสรรค์อะไรมาใส่ลงไปในนั้นก็ได้ เพลงก็เหมือนกัน เราจะทำอะไรกับมันหรือจะเล่าอะไรก็ได้”

        เมื่อศิลปินปลดปล่อยตัวเอง และมองโลกด้วยสายตาที่ปราศจากการตัดสินและอคติ ผลงานของเธอจึงเต็มไปด้วยไอเดียที่สร้างสรรค์และสดใหม่

 

PANPAN YEEYEE

คุณรู้สึกอย่างไรบ้างที่ผู้คนมากมายรู้จักเพลงของคุณ และยังนำไปถกเถียงต่อยอดกันไปต่างๆ นานา 

        ปันรู้สึกตกใจเพราะมีคนฟังเยอะ ตอนแรกไม่ได้คาดหวังอะไรเลย (หัวเราะ) เพราะเวลาปันทำเพลง ปันแค่ทำในสิ่งที่อยากทำ พอมันออกมาก็เหมือนว่าเราทำตามที่หวังไว้เรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นจะเป็นอย่างไรก็ปล่อยไป ไม่ได้คาดหวัง ปันรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาๆ เพราะพี่บิว (รังสรรค์ ปัญญาใจ), พี่อ๊อฟ (อนุชา โอเจริญ), พี่รัฐ (รัฐ พิฆาตไพรี) ทีม Welfare 6 ที่เป็นโปรดักชันเฮาส์ทำเพลง เขาเข้าใจสิ่งที่ปันอยากทำออกมา รู้สึกในสิ่งเดียวกัน พวกพี่เขาเลยชวนปันเข้ามาในค่าย LABo เมื่อเขาให้เราทำในสิ่งที่อยากทำ ปันเลยดีใจมาก 

เล่าที่มาของเพลง สวัสดีค่ะ ให้ฟังหน่อย

        ปันเรียนดนตรีและชอบเล่าเรื่องราวออกมาเป็นเสียงเพลง อย่างเพลง สวัสดีค่ะ เกิดขึ้นเพราะปันแค่นั่งรถผ่านไปเจอป้ายแจ้งวัฒนะ แล้วก็คิดในใจว่า ถ้าเราจะบอกแท็กซี่ เราต้องบอกพี่เขาว่าอย่างไร ระหว่าง “พี่คะ ไปแจ้งวัฒนะค่ะ” กับ “พี่คะ ไปแจ้งวัฒนะคะ” 

        ปันตลกกับไอเดียอันนี้ นั่งขำทั้งวัน พอไปเล่าให้เพื่อนฟัง ก็มีเพื่อนคนหนึ่งบอกว่าลองเอาไอเดียนี้มาทำเป็นเพลงดูสิ เราก็เลยลองทำ และหาคำอื่นๆ มาใส่ในเพลงด้วย เช่น “คะน้าค่ะ” หรือ “คะน้าคะ” ใช้เวลาแต่งเพลงและทำเดโมเสร็จภายในวันเดียว (หัวเราะ) พี่ๆ ในค่ายก็ชอบและคิดว่าถ้าเอาเพลงนี้มาปล่อยก็น่าสนุกดี

รู้สึกอย่างไรเวลาเห็นคำว่า “นะค่ะ” 

        รู้สึกว่ามันบียอนด์ดีค่ะ (หัวเราะ) 

คุณเคยทำเพลงเองลงยูทูบมาก่อนหน้านี้ พอมาอยู่สังกัดในค่ายเพลง วิธีการทำงานต่างกันไหม

        ถ้าเป็นเรื่องกระบวนการก็ไม่ต่างอะไรกันเลย (หัวเราะ) คือเล่าที่อยากเล่าออกมา ทำเดโมเอง แต่สุดท้ายก็ต้องส่งไปให้พี่บิวช่วยดูอีกที อย่างช่วงที่ทำเพลงก่อนเข้าค่าย ปันยังเรียนอยู่ชั้น ม.ปลาย ก็ทำเพลงอย่างง่ายๆ ด้วยตัวเองผ่านแอพฯ Garage Band ทำในช่วงที่อาจารย์ยืนพูดหน้าแถวนานๆ ระหว่างรอเคารพธงชาติหน้าเสาธง ทำในห้องเรียน แล้วก็กลับบ้านมาทำก่อนนอน 

 

สิ่งที่โดดเด่นมากในผลงานของคุณคือเนื้อเพลง อยากรู้ว่ามีการกำหนดกรอบในการเลือกเรื่องราวหรือมุมมองในการเล่าไหม 

        ทุกเรื่องมาจากมุมมองของปันเอง ปันเป็นคนไม่ซีเรียส มองอะไรก็เป็นเรื่องก็ขำๆ อย่างเพลง ‘เดือดจัด’ ปันแต่งตอนปี 1 ซึ่งมาจากเรื่องจริง เพราะนั่งทำงานส่งอาจารย์มาทั้งคืนเลย แต่พอไปเรียน ดันลืมงานไว้ที่หอ ก็เลยรีบกลับไปเอามาส่ง แต่พอกลับมาถึงห้องเรียน อาจารย์ไม่รับงานแล้ว ฮือ เสียใจ ทำเป็นเพลงดีกว่า (หัวเราะ) ปันรู้สึกว่าเรื่องง่ายๆ ก็หยิบเอามาทำเป็นเพลงได้ ไม่จำเป็นต้องจริงจังไปทั้งหมด เพราะส่วนมากปันไม่ค่อยได้คิดก่อนหรอกว่ามันจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ปันแค่คิดว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรก็เล่าออกมาเลย ปันชอบความที่ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ

        เวลาเจอเหตุการณ์อะไรที่น่าสนใจ ปันจะจดเอาไว้ แล้วค่อยมาดูว่าเรื่องไหนน่าทำเป็นเพลงบ้าง แต่ว่าช่วงนี้กับเมื่อก่อนจะไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นตอนมัธยม เวลาได้เรื่องอะไรมา ปันก็จะทำคืนนั้นเลย แต่พอเรียนมหา’ลัย ปันจะลิสต์เอาไว้เยอะๆ แล้วค่อยมาเลือกทำ อย่างเช่น เราเคยกินอาหารร้านนี้ประจำ อยู่ๆ วันหนึ่งปันกลับมาอีกที เขาหายไปแล้ว รู้สึกเหมือนอกหักเลย (หัวเราะ) ถึงแม้จะเป็นเรื่องแค่นี้ แต่เราก็คิดว่าความรู้สึกเสียใจที่เขาไม่มีวันกลับมาขายอาหารให้เรากินอีกแล้ว มันน่าหยิบมาเล่า อาจจะเป็นเพราะว่าเราชอบเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ 

คุณเติบโตมาในครอบครัวแบบไหน มีความชอบอะไรในวัยเด็กบ้าง

        ครอบครัวปันไม่มีใครไปทางวิชาการเลย น้องชายตีกลอง เล่นสเกตบอร์ด ตอนเด็กๆ ชอบดูหนัง เล่นเกม อ่านการ์ตูน แม่ปันบอกว่า ถ้าชอบอะไร อยากทำอะไร ให้ทำตอนนั้นเลย ไม่ต้องลังเล เพราะทุกอย่างที่ทำคือประสบการณ์ที่มีค่า เก็บเกี่ยวเอาไว้ให้เยอะที่สุด (ยิ้ม) ตอนที่แม่พูดปันรู้สึกว่า ดีจังเลย มันเป็นความคิดที่ถูกต้อง เพราะบางครั้งปันเห็นเพื่อนที่พ่อแม่ห้ามไม่ให้เล่นดนตรี ให้ตั้งใจเรียนอย่างเดียว ปันเลยคิดว่าตัวเองโชคดีที่ตอนเป็นเด็กเราได้ทำอะไรเยอะ จนถึงตอนนี้ก็ไม่รู้สึกเสียดายอะไรเลย 

        ตั้งแต่เด็กพ่อกับแม่จะสอนว่าอันไหนถูก อันไหนผิด สอนว่าอะไรดี ไม่ดี พอเขามั่นใจว่าปันรู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี เขาก็จะปล่อยให้เราใช้ชีวิตไปเลย 

กังวลหรือเปล่าว่าอาจมีคนหงุดหงิดกับเพลงของคุณ 

        ปันรู้สึกว่าเพลงไม่จำเป็นมีขอบเขตมากั้น เหมือนเราได้กระดาษมาแผ่นหนึ่งแล้ววาดรูปอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่การสเกตช์ การแรเงา หรือแค่วาดลงไปเท่านั้น แต่เรายังเอาสีแต้มได้ เอากากเพชรมาโรยได้ ตัดแปะก็ได้ คอลลาจก็ได้ เอาความคิดสร้างสรรค์อะไรมาใส่ลงไปในนั้นก็ได้ เพลงก็เหมือนกัน เราจะทำอะไรกับมันหรือจะเล่าอะไรก็ได้ 

        เพลงอาจจะเป็นเหมือนบันทึกเหตุการณ์ประจำวัน เป็นการจดไดอารี ที่พอเรากลับมาฟัง เราจะคิดถึงอารมณ์ตอนนั้น อ๋อ เพราะมันเกิดสิ่งนี้เราจึงคิดแบบนี้แล้วเราก็ถ่ายทอดมันออกมาเท่านั้น ปันเลยคิดว่าเพลงไม่มีคำว่าดีหรือไม่ดี เพลงคืออะไรก็ได้ 

เจอคอมเมนต์แย่ๆ บ้างหรือยัง 

        ก็มีความคิดเห็นประมาณว่า แบบนี้เขาเรียกว่าเป็นเพลงได้จริงเหรอ ซึ่งปันไม่ได้รู้สึกอะไรนะ เพราะอย่างที่บอกไปว่าความคิดของปันคือกระดาษที่เราสามารถทำอะไรกับมันก็ได้ ปันเรียนศิลปะ เรียนภาพยนตร์ มันสอนให้เราเรียนรู้ที่จะเข้าใจมุมมองของคนอื่นๆ ด้วย

        เมื่อพยายามทำความเข้าใจ เราก็จะไม่ว่าเขาว่าทำไมแสดงความคิดเห็นแบบนี้ แต่เราจะเข้าไปมองในมุมของเขา เพราะเขาผ่านอะไรมาไม่เหมือนเรา เขาจึงเป็นคนแบบนี้ และเขาก็มีสิทธิที่จะเห็นต่างได้ คอมเมนต์ที่แย่ในบางครั้งก็ทำให้เราได้เรียนรู้ความแตกต่างหลากหลายของคนมากขึ้น 

 

PANPAN YEEYEE

PANPAN YEEYEE

เวลามองคุณ เราจะเห็นเด็กสาวที่เต็มไปด้วยจินตนาการที่สดใส มีความสามารถในการมองเรื่องธรรมดาให้กลายเป็นแฟนตาซี อยากรู้ว่าจริงๆ แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณหงุดหงิดที่สุด 

        ปันจะหงุดหงิดกับอะไรที่จัดการไม่ได้ แต่เชื่อว่าไม่ช้าไม่นานเราจะได้เจอทางออกเล็กๆ เสมอ บางทีปันรู้สึกว่า อันนี้จัดการไม่ได้แล้ว คอนโทรลไม่ได้แล้ว แต่สุดท้ายมันก็จะมีรูเล็กๆ ให้เราลอดตัวออกไปได้ เป็นทางออกให้เรา

มองตัวเองในอายุ 19 อย่างไร เรายังเป็นเด็ก หรือเราควรจริงจังกับการวางแผนชีวิตได้แล้ว 

        ปันเป็นคนไม่คิดไปไกล ไม่เคยคิดว่าตอนโตเราอยากเป็นอะไร จริงๆ ตอนเด็กก็เคยมีความคิดทำนองว่า อยากเป็นคนขายสายไหม ขายขนมโตเกียว อยากเป็นคนขายลูกโป่งในสวนสัตว์ หรือตอนได้ดูโคนันเราก็อยากเป็นนักสืบ (หัวเราะ) แต่พอโตมาเราจะเริ่มได้ยินว่า พ่อแม่คนนั้นอยากให้ลูกโตไปเป็นอาชีพนั้นอาชีพนี้ แต่ที่บ้านปันไม่ได้เป็นแบบนั้น ปันก็เลยไม่เคยกระโดดไปคิดว่าตอนโตจะทำงานอะไร อย่างการเป็นศิลปินก็ไม่ได้มาจากการที่เราวางแผนล่วงหน้าว่าจะต้องเป็นให้ได้ ปันแค่จริงจังกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้นเอง 

ศิลปินต้องแตกต่างหรือต้องมีความเป็นตัวของตัวเองสูงหรือเปล่า

        ปันไม่ได้คิดว่าเราต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ปันแค่ทำตามใจตัวเอง คือเราจะเป็นคนที่เอาแต่ใจนิดหนึ่ง (หัวเราะ) หมายความว่า เราอยากทำอะไรก็ทำ ไม่ต้องคิดว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ได้ทำอะไรที่ชอบก็พอแล้ว ถ้าวันนี้อยากใส่เสื้อส้มก็ใส่ อยากติดกิ๊บก็ติด แต่ไม่ได้มาจากความคิดที่ว่าเราทำเพราะต้องการแตกต่าง ปันเชื่อว่าอะไรก็ตามที่เราเลือกและทำมันจะรวมออกมาเป็นตัวเราเอง

ความยากของการเป็นวัยรุ่นหรือความกดดันในชีวิตช่วงนี้คืออะไร 

        การจัดการเวลา เพราะงานที่มหา’ลัยค่อนข้างหนักหน่วงและสู้ฟัดมากๆ บางทีก็ไม่ได้นอน 24 ชั่วโมง หรือเกินกว่านั้นก็มี บางทีก็มีงอแงว่าอยากกลับห้องไปนอนแล้ว แต่ก็รู้สึกว่าต้องไหว ซึ่งเวลาอยากผ่อนคลาย ปันจะฟังเพลงเมทัล รู้สึกว่านี่แหละคือการเติมพลัง (หัวเราะ) หรือเวลานั่งทำงานไป ก็จะตะโกนร้องเพลงเสียงดังไปกับเพื่อนๆ คืองานหนักก็จริง แต่อย่างน้อยปันรู้ว่ายังมีเพื่อนที่จะทำงานไปพร้อมๆ กับเรา ไม่ได้มีเราคนเดียวสักหน่อย เราไม่ได้นอน เพื่อนก็ไม่ได้นอนเหมือนกัน (หัวเราะ)

 

PANPAN YEEYEE

การชอบฟังเพลงเมทัลกับภาพลักษณ์แสนสดใสของคุณดูขัดกัน

        ปันเริ่มฟังมาจากคุณพ่อ เพราะพ่อฟัง Red Hot Chili Peppers ปันเลยได้ฟังมาตั้งแต่เด็ก รู้จักเพลงเยอะเลย เพลงที่ชอบที่สุดคือ Can’t Stop ปันว่าไลน์เบสเขาเฟี้ยว จนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ปันเลือกเล่นเบส ถ้าเป็นคนที่ติดตามปันมาตั้งแต่ตอนประกวด Hotwave Music Awards ก็อาจจะรู้สึกว่าปันเปลี่ยนไปมากเลย แต่ถ้าคนใกล้ตัวหรือคนในวงก็จะรู้ เพราะปันชอบเล่นนูเมทัล อย่างเพลงไทย ปันชอบ BOMB AT TRACK กับ ANNALYNN ถ้าเป็นต่างประเทศชอบ Limp Bizkit, Red Hot Chili Peppers แล้วก็ Bring Me The Horizon ปันชอบฟังดนตรีหนักๆ พอฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลายสบายใจเฉยเลย เหมือนได้ปลดปล่อย มีแรงลุยต่อ

นี่คือความสนุกในช่วงชีวิตตอนนี้ของคุณหรือเปล่า

        ใช่เลยค่ะ มันคือความสนุก อีกอย่าง สิ่งที่อาจารย์สอนและทำคือสิ่งที่เราจะต้องไปเจอในอนาคต หลีกเลี่ยงไม่ได้ ปันพยายามมองวิธีการอยู่กับมันให้ได้มากกว่า ถ้าเจอปัญหาก็ค่อยหาวิธีแก้ไขต่อไป 

หลังจากนี้มองสเต็ปต่อไปในชีวิตไว้อย่างไร

        ปันคิดว่ายังมีอะไรให้ทำอีกเยอะ โอกาสใหม่ๆ มาได้เรื่อยๆ ปันพร้อมที่จะสนุกกับทุกอย่างด้วย จะได้ไม่ต้องเสียดายทีหลัง (ยิ้ม)

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

เด็กเชียงใหม่ที่พูดคำเมืองไม่ได้ เลิฟดนตรี หนังสือ และรูปถ่าย เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เติบโตมาในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

ภาพโดย

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN