ภูษิก พัฒนปราการ | เพราะชีวิตยังต้องการพลัง ให้ก้าวเดินด้วยความกล้าหาญ

The Guest
25 Jan 2019
เรื่องโดย:

ธนดิษ ศรียานงค์, พัทธมน วงษ์รัตนะ

กล้าพูดอย่างเต็มปากเลยว่า ‘ป๋าตึก’ – ภูษิก พัฒนปราการ คือคนอายุ 66 ปีที่จัดจ้านที่สุดเท่าที่เราเคยเจอมา เพราะแม้ตัวเลขอายุเขาจะจัดอยู่ในวัยชราที่อาจต้องประสบกับความอ่อนล้าทางร่างกาย แต่จิตใจก็ยังเรียกร้องความเปรี้ยวเก๋ สนุกสนาน และโหยหาความตื่นเต้นใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนจากเสื้อเชิ้ตตัวยาวสีชมพู แว่นกันแดดสีแดงสด และรองเท้า Balenciaga ลวดลายเท่ๆ ซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่เขาแสดงออกให้โลกรู้ว่า วิกฤตวัยไหนก็ทำอะไรเขาไม่ได้ ถ้าเรารู้วิธีที่จะสนุกกับชีวิตในทุกวัน

 

     เรามาเยี่ยมป๋าตึกถึงบ้านของเขาในย่านลาดพร้าว หลังจากถามไถ่เรื่องทั่วไปกันพักใหญ่ เขาก็เริ่มเล่าเรื่องการไปออกบูธขายของ มิลานแฟชั่นวีก ลูกสาวสองคนที่ปัจจุบันอยู่อังกฤษ การแต่งตัวของนักการเมืองไทย ยาวไปถึงเรื่องเล่นพระและการดูลายมือ โดยมีเรานั่งฟังไปขำไป พลางนึกแปลกใจว่าคนอายุเท่านี้ยังทำให้ชีวิตตัวเองเต็มไปด้วยสีสันขนาดนี้ได้อย่างไร

     “กูพูดเหี้ยอะไรอยู่เนี่ย! เอ้า! เข้าเรื่อง!” ป๋าตึกเบรกตัวเองเสียงดัง ทำเอาเราสามคนหัวเราะลั่นออกมาอย่างเลี่ยงไม่ได้

     ก่อนจะมาเป็นสไตล์ไอคอนชื่อดังของเมืองไทย ป๋าตึกเคยเป็นเด็กหาดใหญ่ธรรมดาๆ ที่ชอบดูหนัง อ่านหนังสือ เพื่อเปิดโลกทัศน์ของตัวเอง

     “เราเป็นเด็กต่างจังหวัด สมัยก่อนไม่มีอินเทอร์เน็ต จะเปิดโลกตัวเองมันยาก ก็เลยอาศัยการดูหนัง พอดูแล้วก็มีความฝันนะ เห็น สตีฟ แม็กควีน แล้วก็อยากแต่งตัวแบบเขา เท่มาก (เน้นเสียง)” พออายุยี่สิบกว่า ป๋าตึกกับภรรยาก็จับพลัดจับผลูไปอยู่อังกฤษ ทำให้ลูกสาวเกิดมาได้สัญชาติบริติช โดยมีคุณพ่ออย่างเขาคอยทำงานทุกอย่างที่พอทำได้

     “แล้วป๋าเคยเจอวิกฤตหรือปัญหาอะไรตอนเข้าสู่วัยกลางคนไหม” เราเอ่ยถามป๋าตึกด้วยความสงสัย

     “โห สู้ฉิบหาย อาจเพราะความจนของเราตอนเด็กมันอยากทำให้เราเป็นคนรวย อยากใส่โรเล็กซ์ มันเป็นความฝันของเรา เลยไม่ได้รู้สึกว่าเราอยู่ในวิกฤตอะไร สู้อย่างเดียว ตอนอายุประมาณ 40 ก็ไปทำธุรกิจอยู่แอฟริกา ทำอยู่เป็นสิบปี ทั้งในแทนซาเนีย แซมเบีย เคนยา จนทางการเขาสงสัยว่ามึงมาทำอะไรบ่อยขนาดนี้ มันต้องมีอะไรตุกติกแน่ๆ ตอนนั้นชีวิตตื่นเต้นตลอด มันเหมือนหนังสือที่ไม่ได้เขียนอะไรเลย แต่เราจะทำยังไงให้มันเป็นนิยายที่ตื่นเต้น สนุก ก็อย่าไปกลัวอะไรทั้งนั้น เดี๋ยวนี้ป๋าแก่แล้วเลยเริ่มปอด แต่หนุ่มๆ ไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น พอเป็นคนกล้า คนก็กล้ามาลงทุนทำธุรกิจกับเรา

     “พอถึงวัยนี้แล้วก็ไม่เคยกลัวว่าตัวเองจะแก่นะ ต้องมีแรงบันดาลใจที่รุนแรงเหมือนกัน กูอายุ 60 ก็ยังไปสักอยู่เลย ความคลุ้มคลั่งของเรามันไม่มีวันหมด จะไปโดดร่ม เป็นโรบินฮู้ด ทำอะไรก็ได้ 40 ยังเป็นโรบินฮู้ดไหวเลย ขนาดพ่ออายุ 70 กว่า ยังส่งพ่อไปล้างจานที่อเมริกาเลยว่ะ (หัวเราะ) ให้เอาตัวรอด ตอนแรกก็คิดว่าไม่ไหว ปรากฏถ่ายรูปใส่เสื้อหนาวแฮปปี้ เก๋ไปอีก”

 

ป๋าตึก

 

     ป๋าตึกแนะนำว่าตอนไหนที่รู้สึกว่าชีวิตไม่ตื่นเต้นแล้ว ลองย้ายไปอยู่ต่างประเทศสักพักก็ช่วยได้มากเหมือนกัน

     “เราได้เห็นสเกลของโลกที่มันใหญ่มาก ประเทศเราสเกลเล็ก ตอนไปอเมริกาป๋าคิดว่า กูไม่มีทางจนเลย คนเยอะขนาดนี้ ประเทศเขามีกึ๋น ช่วยเปิดความคิดเราได้ ตอนนี้ยังไม่อยากตาย เพราะกูยังไม่เคยได้ใส่ Yohji Yamamoto เลย (หัวเราะ) มันก็เป็นความสุขของเราอะเนอะ ใส่เสื้อเท่ๆ นั่งพารากอน”

     เราเหลือบไปเห็นคอลเล็กชันหมวก รองเท้า และเสื้อผ้ามากมายในบ้านของป๋าตึก ในขณะที่คนวัยทำงานมากมายตั้งใจเก็บเงินก้อนไว้ใช้หลังเกษียณ แต่ป๋าตึกกลับไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด

     “เคยมีคนมาถามว่าป๋ารวยขนาดไหน ป๋าก็บอกว่า มึงอย่าถามว่าป๋ามีเงินเท่าไหร่ ถามว่าป๋าใช้เงินไปเท่าไหร่ดีกว่า (หัวเราะ) จะมีเงินเยอะไปทำไม จุกตูดตายห่า ตายไปก็เท่านั้น”

     เขาให้ความเห็นว่า คำถามที่สำคัญกว่าการมีเงินเท่าไหร่คือ เรามีเงินเพื่ออะไร “คุณแค่โดนอบรมสั่งสอนจากผู้ใหญ่ว่าคุณต้องมีเงิน อ้าว แล้วมีไปทำไม ต้องใช้มันให้เป็นประโยชน์ แล้วก็ช่วยคนรอบข้างด้วย แต่ไม่ใช่ฟุ่มเฟือยจนโง่ จนลำบาก มีเงินก็ต้องใช้แหละ แต่ใช้อย่างฉลาด ตอนป๋ามีแม่ แม่ไม่สบายเราก็ต้องมีเงินรับผิดชอบ

     “แต่ถ้าเป็นเรื่องของตัวเอง ป๋าใช้แหลกเลย ถ้าป๋ามีเงินนั่งเครื่องบินเฟิสต์คลาสได้ ป๋านั่งเฟิสต์คลาสทันที ถ้าหมดไปแล้วป๋าก็ไม่เสียดาย เพราะกูนั่งมาแล้ว แต่ถ้าเป็นแม่แม่ด่าฉิบหาย มึงซื้อตั๋วราคาเป็นแสนทำไม ซื้อสามหมื่นก็พอ แต่ป๋าก็อยากลองสักครั้ง คนโบราณเขาชอบด่าว่า ซื้อของแพงแล้วเหาะได้เหรอ ใส่รองเท้าคู่เป็นหมื่นมึงเหาะได้หรือไง มึงก็เหาะไม่ได้เหมือนกูแหละ แต่กูมีคนมอง หนังสือลง มีรายได้ ตอนป๋าไปอยู่อังกฤษก็ไปเทสต์หน้ากล้อง เพราะเขาต้องการคนหน้าเอเชีย ก็ไปเลย ทำอะไรทำให้สุด

     “ถ้าเราฟุ่มเฟือยวันนี้แล้ววันหน้าจะลำบาก เราก็ต้องลำบาก สู้ตาย (หัวเราะ) ถึงแม้ลึกๆ จะมีกลัวเหมือนกัน นี่ป๋าก็ผิดพลาดนะ ไม่ได้มีตังค์ ต้องมานั่งเปิดท้าย ยังอายเขาอยู่เลย ไม่ได้เปิดเพราะสนุกหรอก เอาตังค์! ไม่มีตังค์! (หัวเราะ) มันก็ตลกร้ายแหละ คนอื่นเขาไปถึงไหนกันแล้วเรามานั่งเปิดท้ายอยู่ ทุเรศทุรัง แต่เราก็ไม่ได้อะไรหรอก เพราะตอนนี้มีหลายๆ เรื่อง ทำหลายๆ อย่าง ทุกวันนี้ก็มีความสุข แต่ที่พูดไม่ได้หมายความให้ฟุ่มเฟือยขนาดนั้น แค่อยากบอกว่าไม่ต้องไปกระมิดกระเมี้ยน ชีวิตมันสั้นมากเลย แป๊บเดียวก็ 70 กว่าแล้ว ถ้าพรุ่งนี้เป็นมะเร็งก็ตายห่าไม่ได้ใช้อะไรเลย”

 

ป๋าตึก

 

     แม้ชีวิตป๋าตึกจะเต็มไปด้วยสีสัน แต่เราก็อดสงสัยไม่ได้ว่าคุณพ่อที่ไม่ได้อยู่บ้านกับลูกๆ จะเคยรู้สึกเหงาบ้างไหม เพราะมีคนมากมายที่เคยประสบวิกฤตวัยกลางคนเนื่องจากลูกสุดที่รักต้องออกไปมีชีวิตของตัวเอง ทิ้งให้พ่อแม่เกิดความรู้สึกว่างเปล่าในจิตใจ

     “ลูกสาวทั้งคู่ไม่ได้อยู่กับป๋ามาเป็นสิบปี คนใช้ก็ไม่มี แล้วเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยอยากโทร.หาใคร มันเหมือนเราขี้คุย หลังๆ ก็เลยเหงานิดหนึ่ง ไม่ใช่ว่าหยิ่งนะ แต่ก็ไม่รู้จะคุยอะไรเหมือนกัน ตอนนี้ลูกไม่ได้อยู่ด้วยก็จริง แต่เป้าหมายคือเราไม่ได้อยากให้ลูกอยู่กับเราไปตลอด ชีวิตของเขา เขาก็ต้องออกไปใช้ เดี๋ยวนี้ยังบอกเขาเลยว่า ไม่ต้องกลับมาก็ได้ลูก ส่วนลูกเองก็บอกให้ป๋าขึ้นไปหาที่ลอนดอนดีกว่า ป๋าก็จะได้มีชีวิตอีกแบบหนึ่ง เราจะได้เปลี่ยนแปลงชีวิตที่มันปกติ จืดชืด ให้มีสีสัน

     “ป๋าเคยอ่านมาเหมือนกันว่า คุณจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้อย่างไร ถ้าคุณใช้ชีวิตเหมือนเดิมทุกวัน ทุกวันนี้ป๋าก็อยากเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ วันดีคืนดีก็อยากเปลี่ยนศาสนาเหมือนกันนะ (หัวเราะ) เผื่อจะดีขึ้น ชีวิตมันต้องเปลี่ยน เหมือนเราทำงานทางนี้ทุกวัน แล้วก็ขับรถกลับบ้านทางเดิมซ้ำๆ ก็สอนลูกเหมือนกันว่าอย่าทำอะไรเหมือนเดิม ลูกเขาโตต่างประเทศ ก็บอกเขาเสมอว่าไม่ต้องกลับมาอยู่กับเราหรอก มันเป็นชีวิตเขา เขาควรจะไปดู ไปเรียนรู้ตามแบบของเขา ถ้าเขาเบื่อจะกลับมาก็ได้ ส่วนเราก็ต้องดูแลตัวเอง เป็นคนโชคดีที่มีเด็กรุ่นใหม่ๆ มาคุยเล่น มาปรึกษาเรา เพราะเราเห็นอะไรมาเยอะ แล้วอีกอย่างคือเราก็ออกไปสิ อย่าจมอยู่กับบ้าน ยังมีขา ยังมีแรงอยู่ เกิดขาเดินไม่ได้แล้วก็ว่าไปอย่าง”

     ทุกวันนี้ป๋าตึกออกไปเดินเล่นสยามพารากอนเกือบทุกวัน เพื่อไปนั่งดูผู้คน ดูหนังเรื่องใหม่ อย่างวันนี้เขาก็ตั้งใจไปดู Green Book กับภรรยา

     “เดี๋ยวนี้ชอบออกจากบ้านไปดูหนัง ส่วนหนึ่งอาจเพราะลูกไม่ได้อยู่ด้วย แล้วก็ไม่ต้องเลี้ยงหลาน ถ้ามีหลานก็ไม่ได้แล้ว เดี๋ยวโรงเรียนเลิกต้องออกไปรับหลาน (หัวเราะ) มันก็เป็นอีกเรื่อง เพราะป๋ารักเด็กด้วย ยิ่งถ้าเป็นลูกครึ่งนะ อุ้มไปเดินพารากอนเลย

     “แต่ถ้าถามว่าตอนนี้ดีไหม ก็ไม่ได้บอกว่ามันเพอร์เฟ็กต์ไปทุกอย่าง แค่อย่าหยุดนิ่ง ทำตัวเหมือนเดิม พูดจริงๆ เดี๋ยวนี้ถ้าป๋าอยู่เฉยๆ ก็เปิดอินเทอร์เน็ตเรียนเรื่องดูลายมือ เส้นนู้นเส้นนี้หมายความว่ายังไง (หัวเราะ) คือยังไม่หยุดหาความรู้ ถ้าจะไปเรียนอย่างอื่นก็ได้ แต่ตอนนี้ชอบดูลายมือมาก”

 

ป๋าตึก

 

     ถ้าเปรียบชีวิตเราเป็นรถไฟที่บางเวลาวิ่งช้า บางวันก็วิ่งเร็ว ชีวิตป๋าตึกคงเป็นเหมือนโรลเลอร์โคสเตอร์ที่เหาะตีลังกา หวาดเสียว น่าสนุกสนาน ชวนให้ตื่นเต้นอยู่ตลอด

     “ถ้าเราอยากให้ชีวิตดีขึ้น ก็หยุดทำอยู่ซ้ำๆ ตลอดเวลา คุณนั่งบ่นว่าชีวิตคุณไม่ดีขึ้น แต่ก็ทำอะไรเหมือนเดิม ไปที่เดิม กินเหมือนเดิม ตอนนี้เลยคิดว่ากูลองเป็นมุสลิมดีไหม อยากรู้ว่าเป็นยังไง ถ้าตายไปจากโลกนี้จะเจอโลกหลังความตายแบบไหน แม่ก็บอกว่าป๋าไฮเปอร์ ถ้าไม่มีอะไรทำก็หาอะไรเรียนในอินเทอร์เน็ต เรียนจนจำได้ ลายมือก็เป็นงานอดิเรกเล่นๆ แต่เรื่องอื่นก็ยังมีอย่างแฟชั่น แต่งตัว มิลานแฟชั่นวีก ดูตลอดว่ามีแฟชั่นที่ไหนเพิ่งเดิน ดูอย่างใกล้ชิดเลย ส่วนลูกป๋าก็ไม่ต้องห่วง เป็นบริติช เขาก็มีสวัสดิการกันดีอยู่แล้ว”

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง

เรื่องโดย

พัทธมน วงษ์รัตนะ

ผู้หญิงสายชิลที่พาตัวเองมาทรมานในประเทศเจ้าระเบียบอย่างเยอรมนี