ภู่มณี ศิริพรไพบูลย์ | ผู้แปล On The Road นิยายที่พูดถึงสันดานของสังคม และปัจเจกชนผู้โดนซ้ำกระหน่ำ

The Guest
28 Mar 2019
เรื่องโดย:

คุณากร, ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์

“เราคิดถึงเพลง Lullaby of Birdland ของ จอร์จ เชียริง นักเปียโนตาบอดชาวอังกฤษ”

ในคาเฟ่ที่ไม่มีใครคร่ำเคร่งกับการร่ายบทกวีและเสียงดนตรีแจ๊ซ เราพูดคุยกันได้ครู่ใหญ่ๆ อย่างออกรสออกชาติ ก่อนจะชวน ภู่มณี ศิริพรไพบูลย์ ลองจินตนาการอิมโพรไวส์ให้ On the Road ของ แจ็ก เครูแอ็ก ผลงานวรรณกรรมระดับหัวขบวนยุคบีตที่เขาร้อยเรียงสู่ภาคภาษาไทยในชื่อ สู่หนไหน กลายเป็นบทเพลงสักเพลง

     เป็นถ้อยคำและความหมายที่สัมผัสได้ผ่านความรู้สึกและสัญชาตญาณ ราวการพรมนิ้วไปบนคีย์เปียโนของ จอร์จ เชียริง ที่ซุกซ่อนความเศร้าไว้ระหว่างความเริงร่าของตัวโน้ตอันกลมกล่อม เขามีมุมมองเช่นนี้ เช่นที่ทุกบรรทัดของ On the Road บรรจุห้วงอารมณ์หลากหลายอย่างลื่นไหล แต่นี่เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของความน่าสนใจ

     บทสัมภาษณ์นี้จะพาคุณไปสำรวจกันต่อว่า เหตุใดผลงานชิ้นนี้จึงถูกยกย่องให้เป็นหมุดไมล์สำคัญของวงการวรรณกรรมอเมริกาในศตวรรษที่ 20 และเป็นที่ตั้งตารอของคอวรรณกรรมชาวไทย รวมถึงอาจเป็นคัมภีร์ของคน Gen Y แบบเดียวกับที่เคยจุดประกายแก่เหล่าบุปผาชน

 

On The Road

 

คุณคิดว่าเหตุใด On the Road จึงไม่เคยได้รับการแปลเป็นฉบับภาษาไทย

     เราเข้าใจว่าเป็นเรื่องของความยากนะ โดยเฉพาะฉบับม้วนกระดาษพิมพ์ดีด (The Original Scroll) ที่ทางสำนักพิมพ์ไลต์เฮาส์พับลิชชิ่งตัดสินใจนำมาแปลครั้งนี้ บรรณาธิการเล่มถึงกับเขียนเอาไว้ในคำนำเลยว่า ตัววรรณกรรมเต็มไปด้วยศัพท์แสลงเฉพาะกลุ่มและเฉพาะยุคสมัย หรือบางคำก็ไม่ควรจะแปลออกมาเพราะหาคำในภาษาไทยที่เข้ากันไม่ได้

     ที่สำคัญ แจ็ก เครูแอ็ก เนี่ยเขาเกิดในครอบครัวชาวแคนาดาเชื้อสายฝรั่งเศส มันจึงทำให้งานเขียนถูกถ่ายทอดออกมาในลักษณะ French American ซึ่งทำลายโครงสร้างทางไวยากรณ์ภาษาอังกฤษจนแทบหมดสิ้น แถมเครูแอ็กยังใช้วิธีเขียนแบบ กระแสสำนึกฉับพลัน’ พรั่งพรูความนึกคิดใต้ก้นบึ้งของจิตใจอย่างรวดเร็วและหลากไหล ดังนั้น เรื่องความถูกต้องจึงค่อนข้างฉิบหายมาก

     แต่ถ้าเป็นอีกฉบับที่ได้รับการเรียบเรียงก็จะอ่านง่ายกว่า ทว่าก็ถูกดึงอารมณ์ออกไปเยอะเช่นกัน จุดนี้เองที่เราตั้งข้อสังเกตว่า หากให้นักแปลมืออาชีพแปลก็อาจทำให้สูญเสียอรรถรส จนกลายเป็นงานที่หาคนแปลยาก เพราะภาษาของงานมันขับเน้นในเรื่องของอารมณ์มากกว่าหลักการความถูกต้อง เป็นอารมณ์อันเข้มข้นที่จะผสมสร้างความหมายขึ้นมาเมื่อเราอ่าน

 

On The Road

 

On the Road ฉบับม้วนกระดาษพิมพ์ดีดกับฉบับเรียบเรียงแตกต่างกันอย่างไร

     ฉบับเรียบเรียง มันถูกต้องในเรื่องของไวยากรณ์และภาษา ข้อมูลต่างๆ ถูกปรับแก้ไขให้ไม่ผิดเพี้ยน ส่วนฉบับม้วนกระดาษพิมพ์ดีดนั้นถูกต้องในเรื่องของอารมณ์ มันดิบ ข้อมูลบางอย่างจึงมีผิดเพี้ยนบ้าง อย่างชื่อสถานที่หรือชื่อคน เพราะเครูแอ็กใช้เวลาแค่สามสัปดาห์ในการเคาะพิมพ์ดีดไม่หยุดบนม้วนกระดาษที่ติดเทปต่อๆ กันจนยาวเหยียด ก่อนคลอดต้นฉบับหนังสือเล่มนี้ออกมา

     โดยนำเรื่องราวทั้งหมดมาจากประสบการณ์การเดินทางตลอดระยะเวลากว่า 7 ปี ที่เขาจดบันทึกเป็นกิจวัตรลงในสมุดเล่มเล็กๆ ผสมถ้อยความในจดหมายถึงมิตรสหาย Beatnik1 อาทิ อัลเลน กินสเบิร์ก, นีล แคสซาดี้ และ วิลเลียม เอส. เบอร์โรห์ส ซึ่งความต่อเนื่องในการเขียนตรงนี้เองคืออีกหนึ่งความโดดเด่นของ On the Road ด้วย

      เครูแอ็กเป็นคนที่มีวินัยในการเขียนหนังสือสูงมาก เขารู้ว่าสิ่งที่เขารักที่สุดคือการเขียน เขาอยากเป็นนักเขียน และเขาก็มุ่งมั่นจนได้เป็นแบบนั้นจริงๆ ซึ่งเรามองว่าถ้าคน Gen Y ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็อาจจะชอบมากนะ เพราะไลฟ์สไตล์ของพวกเขาคล้ายกับคนในยุค Beat Generation2 มากเลย

 

คล้ายกันยังไง

     คือมันเหมือนเป็นภาพสะท้อนของยุคสมัยที่เชื่อมโยงกันได้ ต้องอธิบายก่อนว่า On the Road เป็นวรรณกรรมที่ล้อไปกับโครงสร้างของสังคมสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งก็คือโครงสร้างที่ผู้คนเริ่มกลับมามุ่งมั่นทำงาน ชีวิตวนอยู่บนสายพานของการผลิต (Produce) การบริโภค (Consume) และการทำงาน (Work) เหมือนคนยุค Baby Boomer ทีนี้เครูแอ็กก็เลยอยากทำลายตรงนี้ เพราะแนวคิดของ Beat Generation ยึดถือกันว่าต้องทำงาน (Work) เขียนหนังสือ (Write) และใช้ชีวิต (Live) เช่นที่ อัลเลน กินสเบิร์ก เคยพูดถึงหลักการของมันไว้สั้นๆ “Live More and Write More”

     วิถีบีตคือวิถีของการสร้างสรรค์ศิลปะ อย่าง บ็อบ ดีแลน ก็ถือเป็น Beatnik นะ เขียนหนังสือ แต่งเพลง ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องความมั่นคงของชีวิตมากมาย เพราะเชื่อว่าชีวิตต้องก้าวเดินไปข้างหน้า แล้วคน Gen Y ก็เป็นแบบนี้ คือถ้าเขามีเป้าหมายหรือความต้องการบางอย่างเขาจะมุ่งไปให้ถึงจุดนั้น ซึ่งหากพยายามแล้วพบว่ามันผิดทิศทาง เขาจะกลับมาที่เดิมและก้าวเดินใหม่

     ลองสังเกตดูบางคนทำงานได้ไม่เกินปีนะ เพราะเขารู้สึกว่าทำไปแล้วเหมือนย่ำอยู่กับที่ ในนิยายเล่มนี้ก็มีตอนหนึ่งที่เครูแอ็กไปทำงานเก็บฝ้ายอยู่กับแฟน ใช้ชีวิตแบบนั้นไปเรื่อยๆ กระทั่งรู้สึกว่านี่มันไม่ใช่ชีวิต จึงตัดสินใจหยุดและออกเดินทางมุ่งไปสู่เป้าหมายของเขา

     วิถีการเดินทางคือความเหมือนอีกอย่างที่เราสัมผัสได้ คือคนยุคนี้ทำงานเพื่อใช้ชีวิต ต่างจากคน Baby Boomer ที่ทำงานเพื่อเก็บเงิน การงานจึงเป็นทั้งชีวิตของเขาน่ะครับ คน Gen Y จะทำงาน เก็บเงิน และออกเดินทางท่องเที่ยว แสวงหาประสบการณ์ หรือไม่ก็ใช้เงินเพื่อไปสู่สิ่งที่อยากทำมากกว่า คน Gen Y ทุกคนมีความเป็นตัวของตัวเอง และลึกๆ แล้วพวกเขามีความเป็นศิลปินซุกซ่อนอยู่

     มีอีกประเด็นหนึ่งที่เราคิดว่าดีนะ คือในหนังสือ On the Road เนี่ยมันทำให้เราได้เรียนรู้ว่า จริงๆ แล้วการที่เราจะมุ่งไปสู่เป้าหมายไม่จำเป็นต้องเลือกแค่หนทางเดียว มันสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางให้เข้ากับสถานการณ์ได้ ซึ่งจุดนี้เองที่แสดงให้เห็นว่าวิถีของ Beatnik ค่อนข้างยืดหยุ่น อย่าง ตอนที่แจ็ก เครูแอ็ก ตั้งใจเดินทางบนถนนหลวงหมายเลข 6 เพื่อไปแคลิฟอร์เนีย แต่เส้นทางนั้นเป็นเส้นทางโบราณที่ชาวบ้านในละแวกบอกว่ามันไปต่อไม่ได้ เขาจึงเปลี่ยนเส้นทางตามที่ชาวบ้านแนะนำ และตกผลึกว่าในการมุ่งหน้าสู่เป้าหมายไม่จำเป็นต้องมีแผนการที่ตายตัว ถ้าไม่ได้แผน A ก็ต้องใช้แผน B หรือแผน C อย่าซีเรียสเดี๋ยวก็ถึง

 

On The Road

 

แล้วจากที่คุณสัมผัสในวรรณกรรม สิ่งไหนที่คนในยุค Beat Generation แตกต่างกับคน Gen Y บ้าง

     น่าจะเป็นเรื่องของวิธีการกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งาน อย่างในยุคบีตส่วนใหญ่นิยมใช้สารเสพติดหลากหลาย มีทั้ง กัญชา เบ็นนี (จำพวกแอมเฟตามีน) หรือกรูฟบอล คือถ้าเราได้อ่าน On the Road เราจะรู้จักยาเสพติดในยุคนั้นเยอะมากเลย เพราะเมื่อก่อนมันยังมียาเสพติดประเภทที่สามารถซื้อขายกันได้อย่างถูกกฎหมาย แต่สำหรับคน Gen Y เขารู้แล้วว่ายาเสพติดมันไม่โอเค อาจจะด้วยเพราะสื่อและเทคโนโลยีสมัยนี้ที่ให้ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งช่วยสร้างความตระหนักรู้ถึงภัยของยาเสพติด จึงทำให้พวกเขาไม่ต้องไปแสวงหาสิ่งเหล่านั้นแล้ว

 

On the Road เวอร์ชันหนังสือแตกต่างจากเวอร์ชันภาพยนตร์มากไหม

     ภาพยนตร์ถอดเนื้อหามาจากหนังสือฉบับเรียบเรียงนะ แต่มันเก็บรายละเอียดได้ไม่หมดหรอก คือจริงๆ แล้ว On the Road ไม่ควรจะเป็นภาพยนตร์ที่มีความยาวแค่ชั่วโมงครึ่ง เนื่องจากหัวใจสำคัญของมันคือความเป็นนามธรรม หรือบทบรรยายบางอย่างที่เราไม่อาจสัมผัสผ่านภาพ

 

ทำไมหนังสือเล่มนี้จึงถูกยกให้เป็นคัมภีร์ของฮิปปี้

     แม้ Beatnik จะมีสำนึกแบบปัจเจกนิยมและสุขนิยมอย่างสุดโต่ง แต่เราคิดว่าวรรณกรรมยุคบีตมันเป็นยุคแรกๆ ที่ขุดคุ้ยเอาประเด็นปัญหาของสังคมออกมาสร้างสรรค์งานอย่างแพร่หลาย On the Road ก็เช่นกัน มันบอกเล่าทุกอย่างในจิตใจของปัจเจกชนที่โดนกระหน่ำจากแรงโดนกดดันบีบคั้น และสะท้อนภาพสันดานสังคมยุคนั้นออกมาอย่างซื่อสัตย์ ซึ่งนี่อาจเป็นคุณค่าและรากฐานที่จุดประกายแนวทางของเหล่าบุปผาชน แล้วเรายังมองว่าไม่แน่มันอาจจะกลายเป็นคัมภีร์ของคน Gen Y ด้วยก็ได้

 

ทั้งที่บีตเป็นรากฐานให้กับวัฒนธรรมฮิปปี้ แต่ทำไมมันถึงกลับไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเท่าวัฒนธรรมอย่างหลัง

     มีคนเคยบอกนะว่าถ้าให้เปรียบเทียบระหว่างคนสองกลุ่มนี้ ฮิปปี้ดูจะมีประโยชน์มากกว่า เพราะพวกเขาเคลื่อนไหวเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เพื่อสังคมส่วนรวม ไม่ใช่แค่แสวงหาความสุขส่วนตัว ดังนั้น ยุคฮิปปี้ วรรณกรรมฮิปปี้ หรือศิลปินยุคฮิปปี้ จึงโด่งดังและเป็นที่รู้จักมากกว่า

 

On The Road

 

ก่อนหน้าที่จะมาแปลงานชิ้นนี้ คุณชื่นชมนักเขียน Beatnik ท่านใด

     จริงๆ เราไม่เคยอ่านวรรณกรรมของนักเขียน Beatnik มาก่อนเลยนะ แต่ก็พอจะมีนักเขียนร่วมยุคสมัยบางคนที่ติดตามบ้าง เช่น ริชาร์ด โบรทิแกน หรือ ชาร์ลส์ บูคาวสกี คนหลังนี่ถือเป็นคนโปรดเลย แล้วเรารู้สึกว่าจริงๆ งานของ บูคาวสกี ก็น่าจะจัดเป็นวรรณกรรมบีตได้เหมือนกัน แต่เขาไม่ได้ออกตัวว่าเป็น Beatnik ไง เพราะพอเรามีโอกาสได้อ่านงานของเครูแอ็ก ก็สัมผัสได้ทันทีว่ามันมีกลิ่นอายแบบบูคาวสกีที่ร่าเริงกว่า ซึ่งทำให้เรารู้สึกเชื่อมโยงและหลงใหลในไลฟ์สไตล์ของ Beatnik ยิ่งขึ้นไปอีก

 

ประสบการณ์การแปลผลงานสำคัญในโลกวรรณกรรมชิ้นนี้เป็นอย่างไร

     ช่วงแรกเป็นอะไรที่ลำบากมากเพราะเรายังไม่คุ้นเคยกับคำศัพท์ของเครูแอ็ก แต่พอแปลไปได้สักพักก็ทำงานลื่นขึ้น เราใช้เวลาในการแปลต้นฉบับนี้ 6 เดือน ทำทุกวันตั้งแต่ 9 โมงเช้าจนถึง 6 โมงเย็น ได้เนื้อหาตกวันละ 2 หน้าครึ่ง คือยอมรับว่าเราไม่ได้เป็นคนที่เก่งกาจเรื่องการแปลมาก เลยต้องอาศัยความขยันและมีวินัย

 

ตัวหนังสือของเครูแอ็ก มีความน่าสนใจตรงไหน

     แจ็ก เครูแอ็ก เป็นนักเขียนที่เปิดเผยและซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง ซึ่งเราคิดว่าไม่มีนักเขียนคนไหนที่ชัดเจนแบบนี้ เพราะนักเขียนส่วนใหญ่เวลาขีดเขียนก็จะมีฟอร์ม หรือวางตัวอยู่เหนือนักอ่านไปอีกขั้นหนึ่ง แต่เครูแอ็กไม่ใช่ เขาอยู่ระนาบเดียวกันกับนักอ่าน ฉิบหายบอกฉิบหาย ไม่เก๊ก ไม่หลอก บอกเล่าหมดทุกอย่าง นี่คือเสน่ห์ แล้วก็เรื่องสไตล์การเขียนแบบกระแสสำนึกฉับพลัน ที่เขียนได้หลากไหลต่อเนื่องไม่หยุด ไม่มีย่อหน้าและยาวต่อกันเป็นพรืดไปจนจบ ซึ่งสไตล์การเขียนลักษณะนี้ปัจจุบันมีให้อ่านแพร่หลายขึ้น เช่นผลงาน เงาสีขาว ของ แดนอรัญ แสงทอง

 

On The Road

 

ทำไม On the Road จึงเป็นหมุดไมล์สำคัญของวงการวรรณกรรมของอเมริกาในศตวรรษที่ 20

     เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนวิธีคิดในการสร้างสรรค์วรรณกรรมอเมริกัน ที่พูดถึงเรื่องอิสรภาพและความเป็นปัจเจก เปลี่ยนความคิดเลยว่า ชีวิตคนเราต้องทำงานแล้วใช้ชีวิตสิ ไม่ใช่อยู่ในสังคมที่มีแต่ผลิต บริโภค และทำงาน ซึ่งแนวคิดดังกล่าวก็ส่งอิทธิพลต่อกลุ่มฮิปปี้ในเวลาต่อมา

 

แล้วคุณได้รับอิทธิพลจากหนังสือเล่มนี้บ้างไหม

     ได้รับมากเลยครับ โดยเฉพาะในเรื่องของความซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา เพราะปกติเราจะติดเขียนแบบหล่อ แล้วในงานรวมเรื่องสั้นล่าสุด ผู้คนบนโลกนี้ต่างหวาดกลัวกันและกัน ของเราก็มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เราจะถ่ายทอดเทคนิคการเขียนสไตล์แจ็ค เครูแอ็ก และอิทธิพลความเป็น Beat Generation ซึ่งเราตั้งใจให้มันเป็นเรื่องสั้นคาราวะต่อแนวคิดของเครูแอ็กด้วย

 

มีนักเขียนไทยคนไหนที่ได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมยุคบีตอีกบ้าง

     ’รงค์ วงษ์สวรรค์ คนนี้เราว่าชัดเจนที่สุดนะ คือเขารู้จักไปถึงแก่นของยุคบีตเลย เพราะเขาเคยเดินทางไปที่ซานฟรานซิสโก เมืองหลวงของกลุ่ม Beatnik ที่ต่อมาถูกแทนที่ด้วยฮิปปี้ เขาจึงซึมซับแนวคิดมาเยอะมาก แล้วสะท้อนออกมาให้เห็นในงานเขียนที่มีความเริงร่า ไม่มีมาด และทำลายรูปแบบไวยากรณ์ไทย ซึ่งในยุคนั้นงานวรรณกรรมส่วนใหญ่จะเน้นความสละสลวยของภาษา แต่ว่างานของ ’รงค์ แตกต่างออกไป เราเชื่อว่าเขาคงได้รับอิทธิพลมาจากยุคบีตแน่ๆ และทั้ง ’รงค์ วงษ์สวรรค์ และแจ็ค เครูแอ็ก ต่างก็เป็นนายของภาษาที่ยิ่งใหญ่ที่คอวรรณกรรมชาวไทยไม่ควรพลาดเหมือนกัน

 


Beatnik1 กลุ่มย่อยของ Beat Generation2 คนหนุ่มสาวผู้นิยมงานเขียนและบทกวีในช่วงปลายยุค 40s จนถึงต้นยุค 60s ที่ต่อต้านทุกอย่างที่อยู่ในความแมส และทำตัวต่างจากคนส่วนมากในสังคม

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

คุณากร

อายุ 28 ปี เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ศาสนาไม่ระบุ ตำแหน่งงานล่าสุดเป็นผู้ช่วยนักวิจัยในมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่
เรื่องโดย

ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์

ช่างภาพดาวรุ่งจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่รักของเพื่อนๆ และสาวๆ ถึงกับมีคนก่อตั้งเพจแฟนคลับให้เขา ชื่อว่า 'ไอ้โด้ FC'