Plants Monsters: ลดปัจจัยภายนอก เพิ่มความสามารถด้วยหนึ่งสมองและสองมือสไตล์ปรัชญารากุ

The Guest
28 Aug 2019
เรื่องโดย:

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล, ธนดิษ ศรียานงค์

Highlights

บรรยากาศของเวิ้งท้องนาสีเขียวกว้างขวางของอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ทำเอาเรารู้สึกสดชื่น แต่เมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้า เมฆสีเทากลับเริ่มตั้งเค้า และไม่นานลมก็พัดแรงขึ้น แรงขึ้น จนเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น ทำให้เราหลุดจากภวังค์

        “พายุน่าจะใกล้มาแล้ว เราต้องรีบเก็บของ ก่อนที่ทุกอย่างจะปลิวกระจาย เห็นไหมใครว่าอยู่บ้านนอกจะสโลว์ไลฟ์ เราว่าสปีดี้ไลฟ์มากกว่านะ” (หัวเราะ) ‘เติ้ล’- ตติวุฒิ ปิ่นแก้ว หนึ่งผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์เครื่องปั้นดินเผา Plants Monsters บอกกับเราเมื่อเห็นถึงความปรวนแปรของสภาพอากาศ ที่สอดคล้องไปกับคำถามเรื่องการพึ่งพิงธรรมชาติและการพึ่งพาตัวเอง

        “เราต้องอยู่กับธรรมชาติให้ได้ เราเอาชนะธรรมชาติไม่ได้หรอก การอยู่ที่นี่เป็นชีวิตตรงข้ามกับคำว่าสโลว์ไลฟ์อย่างที่หลายคนเข้าใจ จะมาตื่นสายไม่ได้ เพราะเดี๋ยวไก่ก็ขัน นกก็ร้องตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ชีวิตของเราเริ่มไวกว่าตอนที่ยังอยู่กรุงเทพฯ ด้วยซ้ำ” ‘หนู’ – ฐากร บุญสิทธิ์ ผู้ร่วมหัวจมท้ายคนสำคัญของแบรนด์ยืนยัน 

        และก่อนที่สายฝนจะเทกระหน่ำ บทสนทนาที่ว่าด้วยเรื่องการพึ่งพาตัวเองผ่านงานคราฟต์ที่เป็นเสมือนปรัชญาและแนวทางการใช้ชีวิตก็ได้เริ่มต้นขึ้น เวลาผ่านไปราวชั่วโมงเศษ เม็ดฝนเล็กๆ ก็เริ่มโปรยปราย ประโยคท้ายๆ ของพวกเขา ทำเอาเราต้องกลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้ง

 

Plants Monsters

จุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณทั้งคู่เลือกวิถีชีวิตที่อิงกับธรรมชาติ ทำงานคราฟต์ขาย และอยู่บ้านต่างจังหวัดคืออะไร

        เติ้ล: จริงๆ แล้วพวกเราเคยเป็นมนุษย์กรุงเทพฯ (หัวเราะ) ทำงานและใช้ชีวิตที่นั่น พี่หนูเป็น Interior Design เราทำงานเป็น AE ที่ มติชน ได้ 7-8 ปี และด้วยความบังเอิญ พวกเราเจอกันเพราะว่าเป็นคนที่ชอบปลูกต้นไม้ ทั้งสะสมและซื้อขาย แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่าง วันหนึ่งเราก็ลาออกจากงาน ในขณะเดียวกัน พี่หนูก็ปิดบริษัท เพราะเป็นช่วงที่มีปัญหาปิดสนามบิน ทุกอย่างมันสอดคล้องให้คนหนึ่งลาออกและอีกคนปิดบริษัท พวกเราจึงใช้ความชอบมาทำธุรกิจนำเข้าส่งออกต้นไม้ประเภทต้นไม้สำหรับสะสม ไม่ใช่ต้นไม้ตลาดทั่วไป ทำมาเป็น 10 ปี ซึ่งตอนนั้นพวกเราก็ยังอยู่กรุงเทพฯ แต่ที่มาสนใจงานกระถางจริงๆ ก็เพราะว่าเราหากระถางที่ถูกใจสำหรับใส่ต้นไม้ไม่ได้ เลยมาคุยกันว่าน่าจะลองปั้นเอง ดีไซน์ให้ต้นไม้หนึ่งต้นคู่กับกระถางหนึ่งอัน  

        จากนั้นเราก็เริ่มต้นหาข้อมูล ลองไปโรงงานทำเบญจรงค์ โชคดีที่เจ้าของโรงงานเคยเป็นอาจารย์มาก่อนจึงได้ให้คำแนะนำกับเรา แต่ด้วยความที่เราไม่มีพื้นฐานอะไรเลย จึงเริ่มที่ซื้อดินกลับมาหนึ่งแปลง แล้วลองปั้นตามยูทูบ ปั้นเสร็จก็ยังไม่รู้ว่าจะเผายังไงเพราะไม่มีเตา จะให้ซื้อตอนนั้นก็แพงมาก ตัวหนึ่งเป็นแสนๆ อีกอย่าง เราก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เราคิดนั้นจะสำเร็จขนาดไหน เราจึงยังไม่ลงทุน นั่นเป็นเหตุให้เราก่อเตาเผาเอง 

แสดงว่าพวกคุณได้ย้ายมาที่สุพรรณบุรีทันทีหลังจากที่รู้ว่าตัวเองอยากลองปั้นกระถาง

        หนู: ใช่ เราย้ายมาอยู่บ้านของภรรยาที่สุพรรณฯ ก่อนเติ้ล แต่เติ้ลยังอยู่ที่กรุงเทพฯ จริงๆ สตูดิโอตรงนี้คือบ้านของเติ้ลที่มาซื้อและปลูกบ้านทีหลัง เราย้ายมาอยู่บ้านของภรรยาซึ่งห่างจากสตูดิโอไป 5 กิโลเมตร ตอนนั้นเราคิดว่างานเตาเผาต้องใช้พื้นที่ หากยังอยู่ในเมืองก็ลำบาก เราเลยมาตั้งต้นที่นี่ จากนั้นเราจึงเปลี่ยนโรงรถเก่าบ้านภรรยา ใช้บางส่วนของธุรกิจบ่อปลาปรับเป็นโรงเผาเล็กๆ เพื่อรองรับงานของตัวเอง 

ตอนนั้นคุณใช้คำว่า ‘ลอง’ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่คิดจะสำเร็จจริงๆ  

        เติ้ล: ถ้าจะมาให้เราคอนเฟิร์มว่าการใช้ชีวิตอยู่ต่างจังหวัดจะอยู่รอดได้จริงๆ เหรอ เราคงไม่มีคำตอบให้ ไม่มีอะไรการันตีได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ในความคิดของพวกเราคือถ้าตัดสินใจแล้วว่าอยากจะใช้ชีวิตอยู่อย่างนี้จริงๆ ต้องลองออกมา เมื่อได้ลองแล้ว ท้ายสุดเราจะเจอกับคำตอบบางอย่าง เราอาจจะรู้ว่าบางทีความเป็นจริงอาจไม่เหมือนกับที่ตัวเองคิดไปเสียทั้งหมดก็ได้ ซึ่งเราเลือกที่จะลอง ลองใข้ชีวิตที่เราเลือกแบบนี้

 

     หนู: เรามองว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เริ่มนับหนึ่ง สองสามก็จะตามมา ซึ่งอาจจะมีโอกาสสำเร็จมากกว่าไม่ได้ทำเลย หรือว่าแค่คิด คุณคิดว่าจริงไหม… แต่ความสำเร็จหรือปลายทางที่คิดไว้ อาจจะเจอตอนที่ 20 ก็ได้ ส่วน 1-19 ที่ผ่านมา เราเรียกมันว่าการสะสมความสำเร็จไปเรื่อยๆ ต่อให้สิ่งนั้นคือ ความล้มเหลวก็ตาม แต่คุณรู้ไหม… บนพื้นฐานของความล้มเหลวทำให้เราเรียนรู้และได้เห็นข้อผิดพลาด เมื่อผิดก็ค้นหาทางแก้ไข ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง สะสมไปเรื่อยๆ อย่ามองว่าสิ่งนั้นคือประสบการณ์ที่ใช้ไม่ได้ เพราะในชีวิตจริงไม่มีอะไรเป็นสูตรสำเร็จ เราจึงต้องเลือกจากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วนกันทั้งนั้น

จากคำว่าลอง คุณเจอเส้นทางอาชีพนี้ได้อย่างไร 

        เติ้ล: จากลองปั้น ลองทำเตาเผา ลองเผาด้วยความไม่รู้สักอย่าง เจออะไรเราก็จับเผาหมด เผาทุกอย่างที่อยู่ใกล้มือ เราใช้เวลาประมาณหนึ่งปีที่ลองผิดลองถูก แรกๆ ก็ไม่ได้ออกมาหน้าตาแบบนี้ แต่เรายังคงทดลองแล้วปรับไปเรื่อยๆ จนได้สิ่งที่ถูกใจ จนเจอกับขั้นตอน วัสดุ กระบวนการเผา ทุกอย่างที่ทำให้ได้รูปร่างหน้าตาแบบนี้ และทุกวันนี้ก็ยังทำแบบนั้นอยู่ เพื่อค้นหาอะไรใหม่ๆ ให้กับผลงาน เพราะรู้ว่าถ้าเราทำสิ่งที่คนอื่นก็ทำ เราเองจะเหนื่อยวิ่งตามจนเราไม่มีเอกลักษณ์หรือตัวตนในงานเลย

 

Plants Monsters

ผ่านไปหนึ่งปี ทดลองจนพบวิธีที่ทำแล้วได้ผล คุณจึงย้ายมาที่นี่ทันทีเลยใช่ไหม

        เติ้ล: เราวิ่งไปกลับบ้านพี่หนูกับบ้านที่บางนาร่วม 3 ปี ก่อนที่จะเจอพื้นที่ตรงนี้และกำเงินมาสร้างสตูดิโอที่เป็นบ้านของเราด้วย เราไม่ลังเลที่จะมาที่นี่เลย เพราะรู้สึกว่าความเป็นเมืองไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของพวกเราอีกแล้ว 

 

        หนู: อีกเหตุผลคือการเดินทางไปทำงาน เราอยู่ตรงนี้ เดินแค่ก้าวเดียวก็ได้ทำงานแล้ว หากอยู่กรุงเทพฯ เวลาไปหาทำงาน หรือไปพบลูกค้า เราต้องเสียเวลาอยู่บนรถกว่า 2 ชั่วโมง ซึ่งสมัยนั้นโซเซียลฯ ยังไม่ตอบสนองต่อการทำงาน อีเมลก็ยังเพิ่งเริ่มใช้ อินเทอร์เน็ตความเร็วปรู๊ดปร๊าดก็ไม่มี ไอทีต่างๆ ก็ยังไม่แพร่หลาย แต่เดี๋ยวนี้ทุกอย่างง่ายขึ้นเยอะ อยู่ที่ไหนก็ทำได้ แต่สมัยที่เราอยู่ มันไม่ได้ เราจึงตัดสินใจออกมา นี่คือเหตุผลของคนยุคเรา (หัวเราะ) 

        จากนั้นเราจึงมายึดอาชีพเลี้ยงปลา ทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับเกษตร เลี้ยงไส้เดือน ทำปุ๋ยขาย ปลูกผักกินเอง เพราะปลูกเป็นเรื่องเป็นราวไม่สำเร็จ (หัวเราะ) ส่วนการทำกระถางคืออีกพาร์ตหนึ่งที่ทำแล้วมีความสุข สนุกมาก เหนื่อยมาก แต่ก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ทำสร้างรายได้ให้กับพวกเรา   

หมายความว่าที่นี่ทำให้พวกคุณได้ใช้ชีวิตที่เคลื่อนไหวช้าลงกว่าเดิม จนมีพื้นที่ว่างมากพอให้คิดทำงานสร้างสรรค์จนกลายเป็นแบรนด์ Plants Monsters ได้

        เติ้ล: ใช่ เราเคลื่อนไหวช้าลง แต่ไม่ใช่ว่าไม่เคลื่อนไหว เราช้าลงได้กับบางเรื่อง ซึ่งง่ายๆ คือตื่นเช้าได้ชงกาแฟที่ชอบ ได้ทำงานปั้นอยู่ที่บ้าน ซึ่งเป็นที่เดียวกับที่ทำงาน บ่ายหน่อยก็แวะซ่อมจักรยานบ้าง ปลูกต้นไม้บ้าง คือไม่ต้องไปไหนเลย เราสร้างบรรยากาศให้น่าอยู่ด้วยการเพิ่มพื้นที่อื่นๆ ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นบ่อปลาที่เป็นบ่อบัวด้วย โรงปลูกผักแปลงเล็กๆ มีเป็ด 5 ตัว ห่าน 2-3 ตัว ดูแลแบบปล่อยหากินในรั้วบ้าน แล้วให้ที่นี่เป็นทั้งสตูดิโอปั้นงาน เป็นแกลเลอรีเล็กๆ รองรับลูกค้าที่แวะมาหาบ้าง ส่วนบ้านของพี่หนู ก็จะมีสตูดิโอปั้นเหมือนกัน แต่มีเพิ่มเติมคือโรงเผา ที่ต้องผลัดกันไปเฝ้าตลอดทั้งคืนเมื่อถึงเวลาเผางาน 

 

        หนู: บรรยากาศและสถานที่ก็มีส่วนทำให้เราคิดอะไรออกมากขึ้น เพราะไม่ต้องไปเครียดกับบรรยากาศที่เราปฏิเสธอยู่ตลอดเวลา ทำไปทำมาจนกลายเป็นงานที่เป็นซิกเนเจอร์ของเรา ถ้าสังเกตลายเส้นบนชิ้นงาน นั่นคือสีที่เกิดจากการเผาทั้งหมด

คุณเจอกับไอเดียหรือแรงบันดาลใจมาจากที่ไหน จนพบกับซิกเนเจอร์ของตัวเอง

        เติ้ล: มันเป็นงานเครื่องปั้นดินเผาจากประเทศญี่ปุ่น โดยใช้เทคนิคโบราณที่เรียกว่า ‘รากุ’ คือการเผาเครื่องปั้นที่ใช้ไฟต่ำ ใช้เวลาน้อย และไม่มีสูตรตายตัว แต่ผู้ปั้นจะต้องมีความชำนาญในเรื่องของการควบคุมไฟเพื่อให้เกิดลวดลายที่ผิดเพี้ยน โดยใช้สีเคลือบและมีความมันวาวเป็นเอกลักษณ์ แต่รากุแบบเราคือไม่ได้เคลือบและไม่ใช้สี สีที่เกิดขึ้นในงานของเราจะเกิดจากการเผาเนื้อดินหรือใส่วัสดุอย่างอื่นเข้าไปตอนเผา จนทำให้เกิดปฏิกิริยาและเกิดเอฟเฟ็กต์ออกมา นั่นทำให้งานทุกชิ้นเป็นงานที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก อาจทำให้คล้ายด้วยรูปทรงได้ แต่จะให้เหมือนเดิมเลยคงไม่ได้

 

     หนู: และนี่คงกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ถูกใจชาวญี่ปุ่น แต่กว่าจะหาตลาดญี่ปุ่นเจอ พวกเราก็ต้องลุยทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด และโชคดีที่ลูกค้าญี่ปุ่นเจ้าแรกของเรากลายเป็นคอนเน็กชันที่เชื่อมโยงเรา ผลงาน แบรนด์ และญี่ปุ่นเอาไว้ได้ ทำให้ท้ายสุดผลงานของพวกเราได้ไปแสดงนิทรรศการที่ทางญี่ปุ่นจัดขึ้นทุกปี เราไปมา 3 ปีแล้ว 

พอจับจุดเจอว่ากลุ่มลูกค้าหลักอยู่ที่ญี่ปุ่น สิ่งนี้ทำให้คุณมีพลัง เกิดเป็นความเชื่อมั่นในสิ่งที่คิดและทำให้คุณไปต่อได้ใช่ไหม

        เติ้ล: ไม่เชิงนะ พวกเราทำงานกันอย่างมีแบบแผน ไม่ได้ทำด้วยอารมณ์ความติสต์ใดๆ เรามีกันแค่สองคน แต่เราก็ยังมีการประชุมไม่ต่างจากองค์กรใหญ่ ทำ Year Plan มีการวางกลยุทธ์ว่าเดือนนี้จะทำอะไรและคิดแบบองค์รวม เราไม่ได้เป็นแค่คนปั้นกระถางที่ทำงานไปวันๆ เราวางแผนกันยาวไปจนถึงวันที่พวกเราอายุเยอะกว่านี้ เราจะทำงานนี้กันอย่างไรต่อ  

 

Plants Monsters

Plants Monsters

จำเป็นไหมที่เราต้องหนีเมืองเพื่อให้ได้แนวการใช้ชีวิตอย่างนี้ 

        เติ้ล: คงไม่ได้หมายความถึงขนาดว่าจะต้องหนี ทุกคนมีต้นทุนชีวิตที่ต่างกัน แต่ถ้าอยากจะเอาตัวเองออกมาจากสภาพแวดล้อมเดิมๆ ที่ไม่ศิวิไลซ์อีกต่อไปแล้ว ก็ลองนำขั้นตอนง่ายๆ ไปใช้ได้ อย่างแรกเราต้องหาจุดยืนของตัวเองให้เจอ สองคือกล้าที่จะก้าวออกมา สามคือต้องลดต้นทุน ซึ่งทำได้ง่ายกว่าการสร้างรายได้ อย่างทุกวันนี้ พื้นที่ที่เราอยู่ เราไม่มีต้นทุนค่าเดินทาง ตื่นเช้าขึ้นมาก็นั่งทำงานได้ทันที เรามีแหล่งอาหารบ้างนิดๆ หน่อยๆ เป็นบ่อปลาขนาดย่อมๆ อยู่หน้าบ้าน มีแปลงผักเล็กๆ มีห่านมีเป็ดไว้เก็บไข่บ้าง มีกาแฟที่ชอบชงกินเองได้ หลายครั้งที่เราไม่ต้องออกไปซื้อกับข้าวข้างนอกกิน เพราะเราไม่ต้องเดินทางออกไปทำงานข้างนอกนั่นเอง

 

     หนู: สำหรับพวกเรามองว่าถ้าทุกวันนี้ยังอยู่กรุงเทพฯ คุณภาพชีวิตของพวกเราจะเป็นยังไง อาจจะไม่ได้พอใจอย่างทุกวันนี้ แล้วถ้าเรายังอยู่กรุงเทพฯ ถ้าต้องใช้ชีวิตกันจนเกษียณ เราจะต้องเสียเวลากันไปเท่าไหร่ สมมติ เรามีชีวิตอยู่ในเมืองไปจนวันที่เราตายในอายุเฉลี่ยที่ 60 ปี เราก็คำนวณกันเล่นๆ ว่าเราใช้เวลาอยู่ในรถไปกลับบ้านกับที่ทำงานอยู่ที่ 3 ชั่วโมงต่อวัน เราเอาไปคูณจำนวนปี เราจะเสียเวลาที่อยู่ในรถไปประมาณ 5 ปีบวกทั้งชีวิต แต่การมาอยู่ที่นี่พวกเราได้กำไรมาแล้วถึง 3 ปี 

คิดว่าคงมีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่อยากกลับบ้านต่างจังหวัดหรือหันเหมาใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัด แต่ก็ออกมาไม่ได้จริงๆ ด้วยปัจจัยมากมาย พวกคุณมีความคิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไรบ้าง 

        หนู: ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะออกมา เพราะที่กรุงเทพฯ ยังเป็นแหล่งของการหาเงิน แม้กระทั่งเราเองก็ยังต้องกลับเข้าไปหาเงินในนั้นเลย แต่แค่ว่าเราฉีกตัวออกมาอยู่ข้างนอก เลือกมองกรุงเทพฯ ด้วยสายตาจากข้างนอก ทำให้เราไม่ต้องเสียค่าเช่าที่ทำสตูดิโอ หรือไม่ต้องเสียเวลา แล้วค่อยกลับเข้าไปขายของ เสร็จแล้วก็กลับออกมาเท่านั้นเอง  

 

        เติ้ล: จริงๆ เมืองไม่ได้ผิดอะไรเลย ทุกอย่างอยู่ที่คุณจะเลือกทั้งนั้น อย่างที่เราเลือกจังหวัดสุพรรณบุรี ก็เพราะเรามองว่าเป็นชัยภูมิที่ดีและไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ในขณะเดียวกันก็มีทุกอย่างครบ แต่ถ้าเราเลือกอยู่ตัวเมืองสุพรรณบุรี ก็จะคล้ายๆ เดิมคือมีทุกอย่างเกินความจำเป็นเหมือนกัน 

ว่ากันว่า การพึ่งพาตัวเองคือการใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ ปลูกผัก เลี้ยงปลา ไก่ กินเอง มีบ้านหลังเล็กๆ และทำงานแฮนด์เมด ชีวิตของคุณทั้งสองเป็นแบบนั้นหรือเปล่า 

        เติ้ลและหนู: (หัวเราะ) ไม่ใช่เลย

 

        หนู: ถ้าทำได้ก็ดี แต่ในชีวิตจริง เรายังมีอะไรที่ต้องทำเพื่อเลี้ยงชีพเหมือนกันนะ อย่างการปลูกผัก เราต้องกินอาหารสามมื้อ แล้วเราจะเอาเวลาไหนมาดูแลแปลงผักรดน้ำเช้า พรวนดินเย็น ไหนจะแมลงมาอีก เพราะชาวนาแถวนี้ใช้ยาฆ่าแมลง แมลงก็จะหนีมาลงแปลงผักของเรา งานเข้าเราก็ต้องจัดการ อาจจะสร้างโรงเรือน ซึ่งก็ต้องใช้ทุนใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ นั่นเท่ากับว่าเราไม่ได้พึ่งพาตัวเอง กลับทำให้ลำบากตัวเอง (หัวเราะ)

 

        เติ้ล: เรายังรู้สึกว่าทุกคนปลูกผักเองไม่ได้ ถ้าเราปลูกผักไม่ได้ เราเอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ แล้วนำเงินที่ได้มานั้นไปซื้อผักก็ได้นะ หรือเราจะกินอะไรก็ไปหาคนที่ปลูกก็ได้ ง่ายกว่า ถือว่าเป็นการช่วยคนในชุมชนไปในตัว

คุณมองชีวิตตัวเองในทุกวันนี้เป็นอย่างไร หลังจากใช้ชีวิตด้วยวิธีคิดแบบนี้มาตลอด 3 ปี

        เติ้ล: ชีวิตของเราก็เหมือนกับงานของพวกเรา สิ่งที่ทำอยู่ตรงนี้คือวิทยาศาสตร์ที่มีหลักการและเหตุผลอยู่ในตัวมันเองเสมอ เครื่องปั้นดินเผา ประกอบไปด้วยดินและน้ำ ที่ต้องใช้อุณหภูมิ อากาศ คาร์บอนไดออกไซด์ มาทำให้เกิดความแข็งแกร่ง จนกลายเป็นลวดลายตามธรรมชาติ การใช้ชีวิตก็เช่นกัน เมื่อใดก็ตามที่เรารู้ว่าชีวิตต้องการอะไรก็หาสิ่งนั้นให้เจอ หากขาดอะไรก็เติมให้เต็ม ส่วนที่เกินก็ลดลงไป อะไรที่ไม่จำเป็นก็ลบทิ้งออกไปบ้าง เมื่อนั้นชีวิตก็จะเบาขึ้น มีความสุขได้ง่ายขึ้น เช่นเดียวกับการเกิดลวดลายตามธรรมชาติในกระถางแต่ละใบของพวกเรา ที่เรายกให้ธรรมชาติเป็นความงดงามที่ปรากฏขึ้นมาเอง

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

กองบรรณาธิการ นิตยสาร a day BULLETIN ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคุณแม่ half time เลี้ยงลูกชายวัยเบบี๋ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่ง (ของชีวิต) ต้องปั่นต้นฉบับส่งให้คุณอ่านกันรัวๆ

เรื่องโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง