พลอยไพลิน ตั้งประภาพร | ค้นหาชีวิตบทใหม่และหมุดหมายของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่หลังเรียนจบ

The Guest
1 May 2019
เรื่องโดย:

ตนุภัทร โลหะพงศธร, รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

เพราะชีวิตไม่มีสูตรสำเร็จ และการทำงานทันทีหลังเรียนจบอาจไม่ใช่หนทางเดียวที่สร้างความหมายให้กับการใช้ชีวิต “เรียนจบแล้วทำอะไรต่อ?” จึงกลายเป็นหนึ่งในคำถามที่เกิดขึ้นหรือผ่านเข้ามากระทบ ‘หัว’ และ ‘ใจ’ ของใครหลายๆ คน โดยเฉพาะในวันที่ชีวิตดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่การเริ่มต้นเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว

     เช่นเดียวกับ ‘พลอย’ – พลอยไพลิน ตั้งประภาพร ในวันที่เธอรู้ตัวว่ากำลังจะเรียนจบ คำถามนี้สร้างความรู้สึกว่างเปล่าจนทำให้เธอต้องคิดทบทวนตัวเองอีกครั้ง มันอาจไม่ได้ถึงขั้นเป็นปริศนาของชีวิต แต่สำหรับหญิงสาวที่กำลังสับสน คำถามนี้คือหมุดหมายของการเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ จนในที่สุดเธอตัดสินใจออกเดินทางด้วยความหวังว่าประสบการณ์ระหว่างทางจะช่วยทำให้ความสงสัยนี้กระจ่างขึ้น แล้วบันทึกเรื่องราวความเป็นไปของชีวิตตลอด 37 วันใน 8 ประเทศบนเส้นทางทรานไซบีเรียลงในเพจ พลอยเรียนจบแล้วทําไรต่อ? ก่อนถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือ ‘วิชาเดินทางหลังเลิกเรียน

     แน่นอนว่าไม่ใช่ตำราเพื่อการค้นหาคำตอบให้ชีวิต แต่เป็นข้อค้นพบของหญิงสาวคนหนึ่ง ผู้ออกเดินทางค้นหาตัวเองและความหมายของการมีชีวิต ผ่านการท่องโลกกว้างและลองทำสิ่งต่างๆ ไปเรื่อยๆ เพื่อนำไปสู่การเติบโตภายใน และนี่คือเบื้องหลังความคิดของเธอในวันที่เธอมีคำตอบว่าจบไปแล้วทำอะไรต่อ

 

พลอยเรียนจบแล้วทําไรต่อ

 

ในชีวิตจะมีจุดเปลี่ยนสำคัญๆ หรือจุดเปลี่ยนผ่านใหญ่ๆ อย่างที่ชัดเจนเลยคือหลังเรียนจบ มุมมองต่อชีวิตของคุณเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง เมื่อเริ่มต้นเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเอง

     เราเริ่มทำงานเป็นนักแสดงตั้งแต่เรียนปี 1 พอเรียนจบแล้วต้องเต็มที่กับงานมากขึ้นจริงๆ มันกลายเป็นเรื่องยาก คิดว่าตัวเองสามารถทำได้ขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วมั่นคงขนาดนั้นไหม ตอนนั้นเราเริ่มมองหาความมั่นคง และต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น เลยเป็นความกดดัน

     อีกอย่างคือรู้สึกว่าโลกกว้างใหญ่มาก มีอะไรให้เราค้นหาอีกเยอะ เพราะที่ผ่านมา เส้นทางที่เราเห็นมา 15 ปี คือการเรียนอย่างเดียว พอถึงวันที่ยื่นธีสิส เราก็ถามอาจารย์ว่าจบจริงๆ แล้วใช่ไหมคะ คือไม่มีเรียนต่อ ไม่มีลงทะเบียน ไม่ต้องทำอะไรแล้วใช่ไหม ตอนนั้นใจหายมาก เหมือนเปิดประตูที่มันกว้างมากๆ ไปอีกบาน รู้สึกเคว้งคว้าง คงถึงเวลาที่เราต้องทำอะไรด้วยตัวเองจริงๆ แล้ว

 

คุณจึงเลือกออกเดินทาง

     เราเลือกที่จะมีแก๊ปเยียร์ (gap year) ก่อน แล้วการเดินทางเป็นสิ่งที่เราชอบอยู่แล้ว เลยเอามาทำเป็นแก๊ปเยียร์มากกว่า เป็นช่วงเวลาที่ได้ทำอะไรด้วยตัวเองจริงๆ ต้องฝ่าฟันไปให้ถึงจุดหมายในแต่ละประเทศ เหมือนกดจุดเซฟแต่ละด่าน เป็นการวัดใจตัวเองด้วยว่าทำได้แค่ไหน

 

เมื่อชีวิตเริ่มมีคำถามใหม่ๆ เกิดขึ้นมา ระหว่างเป็นคนถูกถามถึงอนาคตของตัวเอง กับเป็นคนตั้งคำถามถึงอนาคตของตัวเอง ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างไร

     ตอนที่ถูกถามรู้สึกกดดัน จะตอบว่าอะไรดี เราต้องมีคำตอบให้เขา แต่ถ้าถามตัวเองเราไม่ต้องอายใครว่าเราไม่มีคำตอบ จะตอบว่าเป็นนักแสดงก็พูดได้ไม่เต็มปากเพราะเราก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำจริงจังเป็นอาชีพหรือเปล่า เลยตั้งคำถามกับตัวเองว่าจบมาแล้วมาทำอะไรต่อ เราถามตัวเองทุกวันเลย นั่งคิด นั่งเสิร์ชหาข้อมูลว่ามีปริญญาโทด้านไหนบ้างที่เราเรียนต่อได้ เป็นนักแสดงแล้วมั่นคงจริงไหม หรือเรียนนิเทศฯ จบแล้วทำอะไร ทั้งที่ก็รู้อยู่แล้วว่ามีสายงานเยอะแยะ แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่ามีอะไรที่เรายังไม่รู้อีกหรือเปล่า

     เราตั้งคำถามตลอด ตอนเดินทางก็ยังถามเรื่อยๆ เพราะอยากรู้คำตอบจากคนอื่นหรือแนวคิดอื่นว่าเขาคิดยังไงกับคนที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ ซึ่งทุกคนก็บอกว่ามันคือเรื่องธรรมดา ตอนแรกคิดว่าสังคมไทยจะเป็นสังคมเดียวที่มีความคิดว่าจบแล้วไม่รู้จะทำอะไรเป็นเรื่องไม่ดี ต้องแปลกประหลาดแน่ๆ เราเรียนมาไม่ดีเหรอเลยยังไม่รู้ตัวเอง แต่จริงๆ แล้วเป็นกันทุกประเทศ เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาก็เป็นกันหมดไม่ใช่แค่คนไทย คนอเมริกันหรือคนประเทศอื่นก็มีประสบการณ์นี้เหมือนกัน

 

อะไรคือนิยามของคำว่าประสบความสำเร็จ ต้องรวยร้อยล้าน หรือต้องมีชื่อเสียงขนาดไหน เราเคยถามคนที่คิดว่าคนนี้แหละประสบความสำเร็จแล้ว เขาบอกว่า คือการมีเวลานั่งเฉยๆ แล้วจิบกาแฟไปวันๆ บางทีคำว่าประสบความสำเร็จคือการอยู่ในจุดที่เราสบายใจมากกว่า

 

เป็นความกดดันในชีวิตไหมกับการที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับคำถาม และถูกจับจ้องด้วยสายตาของคนอื่นๆ ตลอดเวลาโดยเฉพาะผู้ใหญ่ หรือแม้กระทั่งคนรุ่นเดียวกัน

     กดดันนะ เพราะเราอยากเป็นคนที่ดีขึ้นในทุกๆ ก้าว อยากเป็นคนเก่งในสายตาคนอื่น จบมาได้งาน อยากให้ทุกคนยอมรับ ต้องประสบความสำเร็จไวๆ เพราะคนรอบตัวเราไวกันมาก เลยรู้สึกว่าเราต้องวิ่งตามให้ทัน จะมามัวโอ้เอ้ไม่ได้

     แต่เราก็เคยตั้งคำถามเหมือนกันว่า อะไรคือนิยามของคำว่าประสบความสำเร็จ ต้องรวยร้อยล้าน หรือต้องมีชื่อเสียงขนาดไหน เราเคยถามคนที่คิดว่าคนนี้แหละประสบความสำเร็จแล้ว เขาบอกว่า คือการมีเวลานั่งเฉยๆ แล้วจิบกาแฟไปวันๆ บางทีคำว่าประสบความสำเร็จคือการอยู่ในจุดที่เราสบายใจมากกว่า

     พอได้เดินทาง ได้ทำอะไรมากมายจนผ่านจุดนั้นมา เราควรให้เวลากับตัวเองมากกว่า ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องเร่งที่จะประสบความสำเร็จ ค่อยๆ ไปในเวลาและจังหวะที่พอดี ไม่ต้องกดดันตัวเอง เราลองไปได้เรื่อยๆ เราก็ยังเป็นนักแสดงอยู่เพราะเป็นงานที่เราทำได้ แต่ในระหว่างทางเราก็ทำสิ่งที่ชอบไปด้วย เพื่อค้นหาว่าอาจจะมีงานที่ชอบมากกว่านี้ ทำได้ดีกว่านี้ นี่น่าจะเป็นวิธีที่เราสบายใจที่สุด ไม่ต้องแข่งกับใคร แข่งกับตัวเอง พัฒนาไปเรื่อยๆ ในแบบของเรา

 

ในช่วงแก๊ปเยียร์ นอกจากเดินทางแล้ว คุณได้ลองทำอะไรอีกบ้างเพื่อค้นหาคำตอบ

     เมื่อก่อนเราอยากเป็นครู เพราะอยากทำให้คนคนหนึ่งได้เข้ามหาวิทยาลัย หรือได้ทำสิ่งที่เขาชอบ ถ้าเราเป็นคนที่ช่วยเขาได้ก็คงจะดี แต่เราไม่ได้เรียนครูมา เลยหาโครงการที่เราได้เป็นอาสาสมัครครูบ้านนอกแทน

 

พลอยเรียนจบแล้วทําไรต่อ

 

จากการออกค้นหาคำตอบให้ชีวิต ทั้งการทำเพื่อตัวเองอย่างออกเดินทาง และการทำเพื่อคนอื่นคือเป็นครูอาสา แต่ละวิธีให้คำตอบหรือขัดเกลาคุณอย่างไรบ้าง

     การเป็นครูบ้านนอกทำให้เราได้เรียนรู้ว่า ไม่ควรเอาความสุขของเราไปวัดกับความสุขของคนอื่น ตอนแรกคิดว่าน้องๆ อยู่บนดอย บนเขา ที่ห่างไกลเมืองน่าจะไม่มีไฟฟ้าใช้ เขาต้องลำบากแน่ๆ แต่พอไปเห็นจริงๆ เขาเป็นคนเลือกที่จะอยู่เอง บางคนเคยอยู่กรุงเทพฯ แต่ไม่ชอบ เขาเลือกอยู่ที่นี่เพราะเขามีความสุข เราไม่ควรเอาความคิดเราไปวัดหรือคิดแทนเขา

     ส่วนการเดินทาง เส้นทางทำให้เราเข้าใจตัวเราเองมากขึ้นว่าเราทำอะไรได้บ้าง ตอนแรกเรารู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง เพราะที่ผ่านมามีคนคอยช่วยตลอด แต่พอต้องไปคนเดียว ต้องจัดการด้วยตัวเอง ก็รู้สึกว่าเราผ่านมาได้ด้วยตัวเองจริงๆ อะไรหลังจากนี้ไม่น่าจะยากถ้าเราตั้งใจพยายาม

     จากคำถามที่ว่าจบแล้วทำอะไรที่เคยมีคำตอบเดียว แล้วต้องรีบประสบความสำเร็จ พอเราเดินทาง ได้เจอคน ได้คุย ทำให้รู้สึกว่าเส้นทางของแต่ละคนหลากหลายมาก บางคนล้มลุกคลุกคลานมาก่อน มันไม่ได้สวยงามเหมือนที่เราเห็นในสื่อ ชีวิตจริงไม่จำเป็นต้องจบแล้วทำไปอะไรต่อ บางคนมีหลายคำตอบ หลายอาชีพที่ทำ ไม่มีใครมาบังคับเราขนาดนั้น

 

คิดอย่างไรกับ comfort zone

     เป็นสิ่งที่อยู่แล้วสบายใจ ถ้าสบายใจที่จะอยู่แล้วไม่มีปัญหาอะไรก็อยู่ไปเถอะ ไม่ต้องเหมือนสื่อที่ชอบบอกให้ออกจาก comfort zone ต้องกล้าที่จะทำ บางทีก็รู้สึกว่าถ้ามีความสุขก็อยู่ได้ แต่ถ้าวันไหนที่เราตั้งคำถามว่าชีวิตมันน่าเบื่อจัง ต้องการทำอะไร ก็ลองก้าวออกมา แต่การที่ทุกคนมาบอกว่าต้องกล้าออกจากกรอบ ก็ไม่ใช่เสมอไป

     บางทีเรารู้ว่าตัวเองชอบทำอะไรแต่ไม่กล้าลอง กลัวว่าคนอื่นจะคิดยังไง จะออกมาดีไหม ถ้าล้มเหลวจะเป็นยังไง หรือการเดินทางคนเดียว ถ้ากลัวเราคงไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย ถ้าเราก้าวข้ามความกลัวไปได้ จะเป็นการปลดล็อกอะไรบางอย่างให้เราไปเจอคำตอบใหม่ๆ สมมติตั้งคำถามว่า เราถ่ายรูปเป็นอาชีพได้หรือเปล่า ถ้าเราก้าวและกล้าที่จะลองทำ จะได้หรือไม่ได้มันก็เป็นคำตอบว่าเราทำได้หรือทำไม่ได้ ดีกว่ามานั่งคิดว่ามันไม่ได้หรอก ทำได้หรือเปล่า

 

ถ้าพูดถึงบริบทสังคมไทยมักจะมีกรอบหรือเส้นทางที่พ่อแม่วางไว้ให้ลูกเพราะเห็นว่าดี คุณมีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างไร

     แล้วแต่มุมมองคนมากกว่า ถ้าเป็นเด็กที่เชื่อฟังและทำตามคุณพ่อคุณแม่ก็ดี ตัวเขาเองอาจจะไม่ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแย่ เรียนให้จบก่อนแล้วค่อยไปทำสิ่งที่เรารักก็ได้เหมือนกัน หรืออย่างเราดื้อรั้นแล้วไปทำสิ่งที่เรารักเลย อาจจะดื้อหน่อยแต่มีความสุขกับตัวเอง อยู่ที่โจทย์แต่ละคนว่าอยากจะไปทางไหน ไม่มีถูกผิด ที่สุดแล้วทุกคนจะหาจุดที่พอดีกับตัวเองจนได้ สมมติว่าถ้าน้องคนหนึ่งได้เรียนในสิ่งที่เขาไม่ชอบท้ายที่สุดเขาก็ต้องหาวิธีปรับสิ่งที่เขาชอบมาให้เข้ากับงานที่ถูกบังคับทำอยู่ดี มันเหมือนทุกคนจะต้องหาจุดที่พอดีกับตัวเอง

 

เรื่องวัฒนธรรมการเลี้ยงดู ครอบครัวคนตะวันตกปล่อยให้ลูกแยกออกไปอยู่คนเดียว ต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเองเร็ว ขณะที่ครอบครัวคนไทยค่อนข้างประคบประหงมลูก มีโอกาสแลกเปลี่ยนประเด็นนี้กับคนที่พบเจอระหว่างเดินทางไหม

     เคยอิจฉาคนอเมริกันว่าเขาปล่อยลูกให้ใช้ชีวิตเอง ตอนแรกเราเห็นข้อดีของเขาก็แล้วรู้สึกว่าทำไมเราต้องอยู่บ้าน คอยดูแลพ่อแม่ คือคนเอเชียจะอยู่บ้านกัน ทำไมเราไม่ได้ใช้ชีวิตแบบคนอเมริกัน แต่ตอนที่ไปรัสเซีย มีคนหนึ่งพูดว่า อิจฉาคนเอเชียเพราะลูกเขาได้อยู่บ้าน เขาบอกว่าลูกหลานจะกลับมาแค่ช่วงคริสต์มาสเท่านั้น แล้วเขาคิดถึงลูก อยากให้ลูกอยู่บ้าน แต่ว่าสังคมเขาไม่ยอมรับด้านนี้ ถ้าอยู่บ้านก็เหมือนเป็นลูกแหง่ เขาอิจฉาคนเอเชียที่อยู่กับลูก ได้ใช้ชีวิตด้วยกัน คือเรามองว่าเขาได้ใช้ชีวิต แต่จริงๆ เขาก็โหยหาในการอยู่กับลูกเหมือนกัน ส่วนของเราได้อยู่กับพ่อแม่นะ แต่อยากจะใช้ชีวิต ก็มีข้อดีข้อเสียในแต่ละด้าน

 

ครอบครัวมีส่วนสำคัญในการช่วยให้ค้นหาตัวเองอย่างไรบ้าง

     มีมากเลย เราโชคดีที่บ้านไม่ได้บังคับว่าต้องเรียนอะไร อยากเรียนอะไรก็เรียน อยากทำอะไรก็ทำ ตอนเด็กๆ คุณแม่จะคอยถามตลอดว่าเรียนอะไรไหม แต่เราเป็นคนค่อนข้างขี้เกียจ แบบชอบอ่านการ์ตูน อยู่บ้านนอน (หัวเราะ) เราพึ่งมาค้นหาทีหลัง แต่คุณแม่ก็จะคอยให้โอกาสตลอด

     อย่างการออกเดินทาง ตอนแรกที่บ้านจะไม่ให้ แต่พออธิบายเหตุผลว่าเราอยากลองไปใช้ชีวิต ทำอะไรด้วยตนเองจริงๆ คุณพ่อคุณแม่ก็สนับสนุน เราว่ามันคือข้อดี แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่ให้โอกาส ตัดโอกาสตั้งแต่เรายังไม่ได้เดินทาง เราคงไม่ได้ไปทำและเรียนรู้อะไรแบบนี้แน่ๆ

 

พลอยเรียนจบแล้วทําไรต่อ

 

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสค้นหาตัวเองด้วยการออกไปเที่ยว เพราะแต่ละคนมีเงื่อนไขชีวิตต่างกัน

     เคยมีคนบอกว่ามีงาน มีเงิน พ่อแม่ไม่ต้องดูแล ไม่มีภาระแบบเขาก็ทำได้สิ ไปเที่ยวนานขนาดนั้น ซึ่งเราไม่ได้เถียงว่าผิด เรายอมรับว่าจริง คือเราโชคดีที่บ้านไม่ได้มีภาระแบบเรียนจบแล้วต้องส่งเงินให้คุณแม่ทันที เราไม่ได้มีภาระเรียนจบแล้วต้องรีบมาทำงานดูแลที่บ้าน เราได้ทำเพราะที่บ้านสนับสนุนจริงๆ แต่เรื่องเงินเราออกเองนะ

     แต่สำหรับบางคนที่ไม่ได้มีโอกาส ไม่ได้มีงบประมาณหรือมีเวลาทำได้เหมือนเรา การที่เขายังไม่ได้ทำตามความฝัน หรือไม่ได้ทำสิ่งที่เขาอยากทำ เพราะต้องไปทำในสิ่งที่จำเป็นก่อน เราว่านั่นเป็นคนที่น่านับถือเหมือนกัน เป็นคนที่เก่งเหมือนกัน เพราะเขาเป็นคนที่ไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ แต่ไปทำสิ่งที่จำเป็นก่อนมากกว่า

 

คุณคิดว่ามนุษย์เรามีอิสระในการเลือกที่จะทำหรือที่จะเป็นไหม

     แต่ละคนมีโจทย์ของตัวเองที่จะต้องดำเนินไปในแบบของเขา เราว่ามันไม่ได้มีอิสระขนาดนั้น คือถ้าบางคนมี ก็โชคดี แต่ถ้าบางคนไม่มี ก็ต้องหาหนทางด้วยตัวเอง การที่เราหาหนทางไปเรื่อยๆ มันคือความสนุกอย่างหนึ่งว่าเราจะฝ่ามันไปได้ไหม ทุกคนต้องมีอะไรบางอย่างที่ต้องฝ่าฟันไปอยู่ดี

 

คุณอาจเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่กำลังสับสนกับคำถามเดียวกันว่าจบแล้วทำอะไรต่อ

     รู้สึกจั๊กจี้ เหมือนเวลาไปบรรยายให้น้องๆ ฟัง แล้วเขาให้เราเป็นไอดอล แบบสาวช่างฝันเดินทางคนเดียว …มันไม่ใช่ เบื้องหลังยังมีอะไรที่ไม่ได้สวยหรูขนาดนั้น ความเป็นจริงเราก็ยังเป็นคนง่อยๆ คนหนึ่งที่ยังไม่รู้คำตอบเหมือนกัน อย่าให้เราเป็นไอดอลเลย เพราะเราก็ยังหาคำตอบตัวเองไม่ได้

 

พูดถึงความไม่สวยหรูระหว่างการค้นหาคำตอบ คุณรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร โดยเฉพาะความล้มเหลวหรือการไม่ประสบความสำเร็จ

     เราเคยคุยกับพี่คนหนึ่งว่าเราไม่เคยผิดหวัง เรากลัวว่าเขียนหนังสือแล้วจะออกมาไม่ดี เขาก็บอกว่า ถ้ามันไม่ดี ก็ดีอย่างหนึ่งคือเราจะได้เรียนรู้จริงๆ พลอยไม่เคยล้มเหลวใช่ไหม พลอยก็จะได้รู้ว่ามันรู้สึกยังไง แล้วพลอยจะได้จัดการมันได้ คือเราก็ยังไม่รู้จริงๆ ว่ามันจะเสียใจขนาดไหน เพราะคำว่าล้มเหลวของเราจะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก เช่น ล้มละลาย หรือหมดทางออกแล้ว บางคนอาจจะคิดว่าสอบตกคือความล้มเหลว ซึ่งเราเคยสอบตก แต่คิดว่าก็แก้สิ ไม่ได้คิดว่ามันล้มเหลว คำว่าล้มเหลวของแต่ละคนไม่เท่ากัน เราก็คิดว่าถ้าได้สัมผัสกับความรู้สึกนั้น ก็เก็บมาเป็นบทเรียนว่าเราควรจัดการยังไง

 

เรารู้สึกว่าการคิดบวกหรือมองโลกในแง่ดีก็ดีแล้ว จะไปกังวลก่อนก็ไม่ใช่ กังวลแล้วไม่มีความสุขก็ไม่ดี ถ้าเราคิดว่าโลกมันเป็นอย่างนี้ แล้วถ้าวันหนึ่งมันไม่ใช่จริงๆ ให้มันมาสอนเราดีกว่า ไม่อยากไปกังวลว่าโลกมันสีเทาขนาดไหน

 

มองโลกแบบไหน มองโลกตามความเป็นจริงหรือเปล่า

     เราไม่รู้ว่าเราเป็นคนมองโลกแบบไหน แต่มีคนบอกว่าเราเป็นคนมองโลกในแง่ดี เป็นคนโลกสวย ซึ่งตอนแรกเราเสียใจมาก เราไม่ใช่คนโลกสวย ไม่อยากเป็นคนแบบนั้น เขาบอกว่าจริงๆ โลกมันโหดร้ายกว่านี้ มันไม่ได้สวยเหมือนที่พลอยคิด ซึ่งเรารู้สึกว่าการคิดบวกหรือมองโลกในแง่ดีก็ดีแล้ว จะไปกังวลก่อนก็ไม่ใช่ กังวลแล้วไม่มีความสุขก็ไม่ดี ถ้าเราคิดว่าโลกมันเป็นอย่างนี้ แล้วถ้าวันหนึ่งมันไม่ใช่จริงๆ ให้มันมาสอนเราดีกว่า ไม่อยากไปกังวลว่าโลกมันสีเทาขนาดไหน

 

พลอยเรียนจบแล้วทําไรต่อ

 

เห็นด้วยไหมว่าชีวิตไม่เคยมีคำตอบสุดท้าย

     เห็นด้วย แต่ตอนแรกคิดว่าชีวิตต้องมีคำตอบสุดท้าย ต้องมีคำตอบเดียว แต่พอได้ออกไปเที่ยว เจอโลกมากมาย ถึงได้เห็นว่าจริงๆ แล้วแต่ละคนมีหลายคำตอบมาก ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นอย่างเดียวเสมอไป สมมติว่าวันนี้เราชอบงานแสดง อนาคตเราอาจมีสิ่งอื่นที่อยากทำหรือมีแพสชันกับมันมากกว่าก็ได้ หรือวันนี้เราชอบถ่ายรูป พรุ่งนี้เราอาจจะเบื่อก็ได้ ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ

 

คุณเชื่อในการเปลี่ยนแปลง ถ้าให้คิดทบทวนตัวเอง ตลอดเวลาที่ผ่านมามุมมองต่อตัวเองเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

     ตอนนี้เรามีมุมมองต่อตัวเองว่าเราทำได้นะ คือไม่ได้ง่อยขนาดนั้น (หัวเราะ) เราก็ฝ่าฟันมันไปได้ หลังกลับมาจากการเดินทางก็ได้เจออะไรเยอะแยะมากมาย อย่างการเขียนหนังสือ การบรรยาย ได้พบปะ ได้ให้สัมภาษณ์ เห็นการทำงานที่ไม่ใช่แค่วงการบันเทิง ทรานส์ไซบีเรียเป็นเหมือนจุดที่มาส่งให้เราเจออะไรใหม่ๆ ในชีวิต เราก็ได้เห็นมุมมองของแต่ละอาชีพว่าวงการอื่นๆ เป็นยังไง เลยคิดว่าชีวิตไม่ได้ยากอย่างที่เราคิดขนาดนั้น อาจยากตรงที่เรากดดันตัวเอง แต่ถ้าเราได้ลองหรือค่อยๆ ไปในจังหวะของเรา มันไม่ได้มีอะไรที่ยาก

 

พูดถึงจังหวะของตัวเอง การรับผิดชอบต่อตัวเอง การจัดการตัวเองให้บรรลุแต่ละเป้าหมาย คิดว่าเป็นทักษะสำคัญต่อการมีชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบันหรือเปล่า

     ตอนแรกรู้สึกว่าเรามีชีวิตทำไม เราตื่นขึ้นมาจะทำอะไร แต่พอหลังจากที่ได้เขียนหนังสือ เรารู้สึกว่าชีวิตนี้ช่างมีแพสชันเหลือเกิน ตื่นมาแล้วนั่งเขียนหนังสือ อยากลองทำอะไรเยอะมากเพราะรู้สึกว่าไม่ได้ยาก การตื่นมาในแต่ละวัน มันเหมือนมีเป้าหมายว่าวันนี้ฉันจะทำสิ่งนี้ เหมือนมีแรงบันดาลใจที่เรารู้สึกว่าได้ใช้ชีวิต ได้ทำอะไรหลายๆ อย่างในแต่ละวัน

     การมีเป้าหมายหรือการอยากทำอะไรบางอย่างไม่ต้องยิ่งใหญ่ แค่ตื่นมาวันนี้ฉันจะต้องพาคุณแม่ไปกินของอร่อยๆ ให้ได้ ก็เหมือนเป็นการให้ไฟตัวเองว่าเช้านี้ฉันจะทำอะไร การมีเป้าหมายหรือความตั้งใจบางอย่างทำให้ชีวิตมีความกระชุ่มกระชวย มีความตื่นเต้นในการใช้ชีวิต แล้วเราก็สนุกไปกับมัน

 

อะไรคือสิ่งสำคัญที่กลายเป็นบทเรียนชีวิตหลังจากออกค้นหาคำตอบให้ตัวเอง

     ได้เข้าใจอะไรหลายๆ อย่างมากขึ้น ทั้งตัวเอง ทั้งคนรอบตัว ทุกอย่าง พอเข้าใจเรารู้สึกปลง เออ มันก็เท่านี้แหละ คือทุกคนมีความหลากหลาย พอเข้าใจเราจะเริ่มรู้สึกว่าเราไม่ได้คิดแบบนั้นในตอนแรก

     อย่างก่อนไปรัสเซียรู้สึกว่าไม่ชอบประเทศนี้มากๆ เป็นประเทศที่โหดร้าย โหดสัสรัสเซีย แต่พอไปจริงๆ เราเริ่มเข้าใจว่า อ๋อ ที่เขาหน้านิ่ง ไม่ยิ้ม มาจากสงครามที่เกิดการต่อสู้ตลอดเวลา เขาต้องเคร่ง พอเราเข้าใจว่าเขาเป็นแบบนี้ เราไม่เกลียด ไม่รู้สึกกลัวแล้ว แต่รู้สึกว่าประวัติศาสตร์ประเทศนี้น่าสนใจ แล้วเปิดใจมากขึ้นกับอะไรหลายๆ อย่าง

 

พลอยเรียนจบแล้วทําไรต่อ

 

ถ้าอยากรู้จักตัวเองให้ออกเดินทาง เพราะช่วงเวลาที่ออกเดินทางเราจะกลายเป็นคนแปลกหน้าของทุกคน ไม่มีใครรู้จักเรา เราจะวางตัวตนที่ยึดถือมาตลอด คุณเป็นไหม

     ตอนแรกที่มีคนบอกว่าไปเที่ยวคนเดียวจะได้รู้จักตัวเองมากขึ้น มันจะรู้จักตัวเองได้ยังไง ตัวเราก็เป็นตัวเรามาตั้งนานแล้ว เกิดมาก็เป็นแบบนี้ มันจะรู้จักได้มากกว่านี้อีกเหรอ เลยลองทำจะได้รู้ว่าจะรู้จักตัวเองได้จริงๆ ไหม พอเราไปเที่ยว ทำอะไรด้วยตัวเอง เราค้นพบอะไรบางอย่างที่เราไม่ได้ทำออกมาในชีวิตจริงๆ รู้จักตัวเองมากขึ้นจริงๆ

     การเที่ยวคนเดียวเปิดโอกาสให้เจอคนมากมาย เหมือนได้ใช้เวลากับตัวเอง ได้เดินทางไปตามจังหวะของตัวเอง เหนื่อยก็พัก ไม่อยากไปไหนก็ไม่ต้องไป อยากตื่นสายก็ตื่น เป็นการทำตามตัวเองโดยไม่ต้องไปกลัวใคร ตอนอยู่คนเดียวเราเปิดใจมากขึ้น มองมากขึ้น มองวิว มองคน พอเรามองไปเรื่อยๆ แล้วหันมายิ้มให้เขา เขาก็รู้สึกว่าเราอยากคุย เขาก็หันมาคุยกับเรา พอเรามาคนเดียวก็มีเวลาคุยมากขึ้น เป็นการเปิดโอกาสให้ได้เจอเพื่อนใหม่ๆ เรารอเพื่อเปิดรับใครสักคนที่จะมาคุยกับเรา ได้รู้จักคนเยอะมาก

 

การสนทนากับคนแปลกหน้าสำคัญกับการค้นหาคำตอบให้ชีวิตอย่างไร

     บทสนทนาแต่ละหัวข้อที่เราได้คุยกับแต่ละคนเป็นข้อสำคัญในการเดินทางครั้งนี้ก็ว่าได้ เหมือนเราได้เรียนรู้หลายๆ มุมมอง ได้เจอคนที่ไม่น่าจะเจอได้ในชีวิตประจำวัน ทั้งคนที่เป็นไลฟ์โค้ช สาวมองโกเลียที่กำลังไปเรียนต่อที่รัสเซีย ผู้หญิงที่ทำงานขนย้ายศพ คุณลุงที่ทำงานด้านอวกาศ ถ้าอยู่กรุงเทพฯ เราคงไม่มีโอกาสได้นั่งคุยกับเขาแน่ๆ ว่ามุมมองชีวิตเขาเป็นยังไง เราเห็นอะไรหลายอย่างมากจากการได้นั่งคุย โดยเฉพาะคุณไบรอันเป็นที่เป็นไลฟ์โค้ช เราใช้เวลากับเขานานมาก เพราะนั่งรถไฟขบวนเดียวกัน 33 ชั่วโมง เราได้คุยกับเขาตลอด คุยตั้งแต่ดิน ฟ้า อากาศ ไปจนถึงเรื่องในชีวิต พอเราไปคนเดียวเรารู้สึกว่าเขาไม่รู้จักเรา แล้วเราก็ไม่รู้จักเขา จะพูดความจริงอะไรก็ได้ที่เรารู้สึกจริงๆ เขาไม่ได้มีส่วนอะไรกับชีวิตเรา เขาก็ตอบกลับมาแบบตั้งใจให้คำปรึกษาจริงๆ เราไม่ต้องกังวลเพราะเราคือ no one ในตอนนั้น เราปรึกษาเขาได้เต็มที่ เขาบอกเราว่า สิ่งที่เขาไม่อยากให้เราทำคือการนั่งคิด อยากให้เราได้ลองทำมากกว่า

 

ถ้ามีคนมาขอคำปรึกษาคุณบ้าง ว่าอยากลองค้นหาคำตอบให้ชีวิตหรืออยู่ในช่วงที่สับสนเหมือนคุณ ในฐานะที่เคยผ่านจุดนั้นมาแล้วระดับหนึ่ง คุณมีอะไรอยากแบ่งปันกับพวกเขา

     ไม่ต้องกดดันตัวเอง ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ถ้าอยากลองทำเหมือนเรา ถ้าทำได้ก็ลองทำ ส่วนคนที่สับสน ยังไม่รู้จะทำอะไร เราว่าค่อยๆ ลองทำไปก่อน หรือถ้าจะต้องทำงานเลยหลังเรียนจบ ก็เป็นเส้นทางของเขาที่จะต้องทำ ต้องเดิน แต่ทุกคนมีทางเลือกเสมอ ถึงแม้เราจะทำงาน ระหว่างเรียนจบแล้วและทำงานเลย แต่ถ้าเรายังไม่หยุดที่จะเรียนรู้ เราสามารถเรียนรู้ได้ในแต่ละวันเหมือนกัน ลองใช้จังหวะของตัวเองไปเรื่อยๆ ค้นหาไปเรื่อยๆ ในแบบของตัวเอง

 

มันไม่มีคำตอบเสมอไปว่าทำสิ่งที่เรารักแล้วเราจะมีความสุข ไม่มีใครบอกได้ว่าจริงหรือเปล่า อยู่ที่ว่าจะดำเนินชีวิตไปอย่างไรมากกว่า

 

นิยามความสุขและสำเร็จของคุณ ณ วันนี้คืออะไร

     ตอนแรกมีคนบอกว่าทำในสิ่งที่รัก หรือต้องทำอาชีพที่รักแล้วเราจะมีความสุข แต่บางทีก็รู้สึกว่า ทำอาชีพที่เราพอทำได้ แล้วเอาเงินที่ได้ไปทำสิ่งที่มีความสุขก็ได้เหมือนกัน มันไม่มีคำตอบเสมอไปว่าทำสิ่งที่เรารักแล้วเราจะมีความสุข ไม่มีใครบอกได้ว่าจริงหรือเปล่า อยู่ที่ว่าจะดำเนินชีวิตไปอย่างไรมากกว่า

     ส่วนความสำเร็จคือการที่เราบาลานซ์ชีวิตตัวเองได้พอดี เราสามารถมีเวลาให้กับหลายๆ อย่าง เข้าใจว่ามันยาก แต่ว่าถ้าเรามีเวลาให้กับงานและครอบครัวไปพร้อมๆ กัน โดยที่ไม่เสียอย่างใดอย่างหนึ่งไป เราว่าจุดนั้นคือจุดที่เราอยากจะได้ บาลานซ์ชีวิตกับคนรอบข้างให้พอดีกับงาน แต่ยังยากสำหรับเราเพราะว่าเราเน้นไปที่งาน ตอนนี้รู้สึกว่าเราทิ้งคนรอบข้างไปเยอะมาก เราอยากอยู่ในจุดที่มันไปพร้อมๆ กันได้

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ตนุภัทร โลหะพงศธร

อดีตนักเรียนจิตวิทยา ปัจจุบันเป็นนักเขียนผู้หลงใหลการสังเกตตั้งแต่พฤติกรรมบุคคลไปจนถึงปรากฏการณ์สังคม พร้อมค้นหาคำอธิบายในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วยมุมมองและความรู้จิตวิทยา

เรื่องโดย

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ฝ่ายสร้างสรรค์วิดีโอประจำกอง a day BULLETIN