กู่ร้องบอกโลกกับทางออกเรื่อง Urbanism กับ ‘บาส’ นักธรรมชาติวิทยาแห่งเทือกเขาตะนาวศรี

The Guest
29 Aug 2020
เรื่องโดย:

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

Highlights

“ในมุมร้ายๆ ของ Urban Living คือทำให้ความเป็นมนุษย์น้อยลง สิ่งนี้ต่างหากที่ทำให้คนเราลืมชีวิตอื่นไปหมด”

        เรานัดพบกับชายหนุ่มผู้เรียกตัวเองว่า ‘นักธรรมชาติวิทยา’ อย่าง ‘บาส’ – ปรมินทร์ วัฒน์นครบัญชา ที่สวนหย่อมเล็กๆ ระหว่างสยามดิสคัฟเวอรี่และสยามเซ็นเตอร์ เมื่อเขามาถึงเขายื่นนิ่งเพียงครู่ หรี่ตาลง เอามือป้องดวงตา เงยหน้าเล็กน้อย สูดลมหายเข้าลึกๆ แล้วเอ่ยขึ้นมาว่า “วันนี้แดดอุ่นดีจัง ลมก็พัดได้เบาสบาย”

        เขาถอนหายใจ เคลื่อนตัวช้าๆ อมยิ้มเล็กๆ ให้ความรู้สึกราวกับว่าเขากำลังเต้นรำไปกับธรรมชาติในเมืองใหญ่ที่เขาปรารถนาจะเก็บไว้ให้คนรุ่นหลังได้สัมผัส เพียงเสี้ยววินาที เขาหันมาถามเราว่า “คุณรู้สึกเหมือนผมมั้ย” เราพยักหน้าให้เบาๆ รอยยิ้มของเขากว้างขึ้น พร้อมเล่าทุกสิ่งที่เขาปรารถนาต่อโลกของเราและเพื่อนมนุษย์ รวมถึงทางออกของผู้ที่ต้องอาศัยอยู่ในวงโคจรของเมืองใหญ่

 

ปรมินทร์ วัฒน์นครบัญชา

แดดอุ่นและสายลมอ่อนในช่วงก่อนเที่ยงที่คุณสัมผัสเมื่อครู่ ทำให้นึกถึงสิ่งใด

        นึกถึงทุ่งหญ้าที่สกอตแลนด์ ดินแดนที่ผมไปเรียนปริญญาโทด้านการตลาด นอกจากเรียนแล้วสิ่งที่ทำควบคู่กันไปด้วยก็คือ ท่องเที่ยวทั่วเกาะบริเตนใหญ่แบบคนท้องถิ่น เราไปจนถึงเหนือสุดของเกาะ ต้องขับรถลงเรือเฟอร์รี นอนในเรือต่ออีก 12 ชั่วโมง เพื่อไปพบว่าไม่มีอะไรเลย (หัวเราะ)

        จากตรงนั้นผมเห็นอะไรหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของธรรมชาติที่เป็นตัวอย่างที่ดีมาก ในอดีตสกอตแลนด์เต็มเป็นด้วยพื้นที่ป่า แต่เพราะคนใช้ประโยชน์จากไม้อย่างไม่มีลิมิต จนทุกวันนี้กลายเป็นทุ่งหญ้า แต่สิ่งที่เขาใช้ประโยชน์ต่อก็คือเปลี่ยนทุ่งหญ้าหรือสิ่งที่เสื่อมโทรมให้เป็นเส้นทางทัศยนียภาพ (scenic route) แต่คนรู้สึกว่าธรรมชาติที่เห็นช่างสวยจังเลย นี่คือกระบวนการที่ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงความเป็นไปรอบตัวก่อน แล้วค่อยๆ แทรกซึมเรื่องประวัติศาสตร์ ความรู้เรื่องป่า และการตระหนักรู้ถึงสิ่งที่เสียไป ทำอย่างไรไม่ให้สูญหายไปมากกว่านี้

        คุณรู้มั้ยว่า primary forest ที่สกอตแลนด์ ตอนนี้เหลือไม่ถึง 1% แต่เขาสามารถทำ 1% นั้นให้เกิดประโยชน์ด้านอื่นได้ เราเห็น เราคิดตาม และพบว่า ‘ที่ไหนก็สวยได้’ ยิ่งเวลาที่เราออกนอกเส้นทางไปในทางสายชนบท เส้นทางแคบๆ ลึกเข้าไป จากทางแคบกลายเป็นความสวยงามที่ยากจะอธิบาย

จากเกาะบริเตนใหญ่ คุณได้พาสิ่งใดกลับบ้าน

        ผมหอบความหวังด้วยคำว่า ‘ที่ไหนก็สวยได้’ กลับมา ยิ่งทางที่ไม่คุ้นชิน ไม่เคยพบเจอ หรือแม้แต่เส้นทางที่แคบลงเรื่อยๆ ทุกอย่างที่เจอที่นั่นคือความสวยงามตามธรรมชาติ ผมนำสิ่งเหล่านี้กลับมา ตั้งใจว่าจะบอกบางสิ่งและทำบางอย่าง เพื่อให้ทุกคนได้เห็นความงดงามของเมืองไทย โดยเฉพาะที่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี กับฉากเบื้องหลังอย่าง เทือกเขาตะนาวศรี และเรื่องราวดีๆ ที่มีอยู่ในท้องถิ่น ซึ่งไม่แพ้ที่ไหนในโลกเลย

คุณจึงกลับมาสร้างพสุธารา ให้เป็นดินแดนแห่งความงาม และเป็นแบรนด์ที่เป็นมิตรต่อโลกและเรา  

        ที่จริงพสุธารามีอยู่แล้วแต่เป็นตราน้ำผลไม้ ซึ่งเราทำเป็นอันดับแรก สกอตแลนด์ได้ชวนให้เราคิดต่อให้ไกลขึ้น เราจึงมองว่าคงจะต้องมีพื้นที่ปลูก สามารถทำผลผลิตของตัวเองให้เป็นสินค้าได้ด้วย และช่วยส่งต่อสิ่งดีๆ ให้กับผู้บริโภคได้อีกต่อ เราจึงมานั่งทบทวนและตัดสินใจทำฟาร์มเลมอน สไตล์คนเมืองอยากมีสวน มาพร้อมกับความรู้สึกว่า การเป็นเกษตรกรก็ไม่ใช่เรื่องยาก จ้างคนทำก็ได้ มันแย่กว่าคำว่า ‘ไม่รู้’ นะ เพราะใช้แต่เงิน ไม่ได้ใช้ความคิดและความรู้ที่ต้องอาศัยประสบการณ์และเวลา

        จากการคิดน้อยตอนนั้น ทำให้เราลำบากลำบนอยู่นานหลายปี ทั้งๆ ที่ควรตกตะกอนทางความคิดให้ได้เสียก่อนว่า แก่นที่เราต้องการนั้นคืออะไร และไปตอบโจทย์กับสิ่งที่ผู้คนตามหามั้ย มันช่วยให้ชีวิตผู้คนดีขึ้นหรือเปล่า

 

ปรมินทร์ วัฒน์นครบัญชา

ประมาณว่า ‘ภาพในหัว’ ช่างแตกต่างจากความเป็นจริงเหลือเกินแบบนั้นใช่ไหม

        ใช่ (หัวเราะ) ทำให้เราต้องล้มลุกคลุกคลานนานถึง 3 ปี เคยมีเงินเหลือติดบัญชีแค่ 6 บาท เราไม่ได้ท้อนะ แต่ที่บ้านรู้สึกท้อตลอดเวลา ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก คิดดูว่าจากที่เราเคยมีเงินเยอะๆ ก็พร่องลงไปมาก เขาก็ท้อเป็นเรื่องธรรมดา เพราะที่ผ่านมาเราเคยใช้ชีวิตแสนสบาย ชีวิตที่เป็นของฉัน เสพทุกสิ่งเข้ามาหาตัวฉัน ฉันเป็นแกนกลางของโลก เราสามารถทำแบบนั้นได้ แต่พอเริ่มกระทบก็จะรู้สึกว่ามาผิดทางหรือเปล่า แต่มันก็ผ่านมาได้ด้วยดีนะ อาจเพราะความชัดเจนและความแน่วแน่ของเรา บวกกับกลยุทธ์การขายที่ประจวบเหมาะกับเวลาและโอกาส การลองผิดลองถูกซ้ำๆ ท้ายสุดแล้ว สิ่งที่เราพยายามก็มีคำตอบว่าใช่ เรามาถูกทาง

คิดว่าวันนี้ตัวเองเป็นเกษตรกรอินทรีย์เต็มตัวหรือยัง

        (ส่ายหน้า) เราเรียกตัวเองว่านักธรรมชาติวิทยา แต่เราต้องทำการเกษตรด้วยเพราะว่าถือว่าเป็นเครื่องมือการศึกษาธรรมชาติของเรา และได้สิ่งดีๆ ออกมาส่งต่อให้ผู้อื่นได้ด้วย ตัวเองก็ได้ คนอื่นก็ได้ เกษตรกรอินทรีย์ไม่ใช่เรื่องง่าย เราต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพราะมันไม่ใช่แค่คำว่าผักปลอดสารพิษ แต่มันคือการสร้างอาหาร เป็นไลฟ์สไตล์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เรื่อยไปจนถึงแนวคิดที่อยากจะแชร์ชีวิตตัวเองร่วมกับผู้อื่นด้วย เราก็เลยกลายเป็นเกษตรกรไปกลายๆ

นักธรรมชาติวิทยาคืออะไรในความหมายของคุณ 

        คือผู้ที่สนใจและศึกษาความเป็นไปของธรรมชาติ ห้องเรียนของเราอยู่ในธรรมชาติ พฤติกรรมอย่างหนึ่งของนักธรรมชาติวิทยาคือเป็นผู้เฝ้าสังเกต อย่างผมชอบที่จะสังเกตแสงแดด สีของต้นไม้ที่แตกต่างกันจะมีนกชนิดที่แตกต่างกันมาเกาะหรือเปล่า งูล่ะมีมั้ย สายพันธุ์อะไร ทั้งหมดคือความรู้และความจรรโลงใจของเรา ทำให้เราเห็นปรัชญาชีวิต เช่น ต้นไม้เกิดมาให้ประโยชน์แล้วก็ตายไป แล้วให้ผลผลิตตอนไหน ก็คือตอนใกล้ตาย ต้องรีบสืบพันธุ์ก็เลยออกผล ฤดูกาลเปลี่ยนแล้ว หากฉันตอนนี้ก็ยังมีเมล็ดพันธุ์ไว้ให้กับโลก

        หากสังเกตดีๆ ก็จะว่าปรัชญาชีวิตล้วนอยู่ในธรรมชาติ ต่อให้ตัวที่ร้ายกาจที่สุดในธรรมชาติ ก็จะมีสัตว์อื่นมาจัดการเสมอ เช่นเดียวกับเรา เก่งหรือสูงแค่ไหน วันหนึ่งก็มีคนเก่งคนใหม่ออกมาอยู่ดี แล้วเราจะอยู่ให้ใจมันกว้างเหมือนฟ้า ให้เบาเหมือนลม หรือจะอยู่ให้ใจหนักเหมือนอิฐหรือปูน ทั้งหมดก็อยู่ที่เราเลือก

 

ปรมินทร์ วัฒน์นครบัญชา

คุณจึงเลือกวิถีชีวิตที่ยืดโยงธรรมชาติด้วยความเต็มใจ และไม่ฝืนความรู้สึก

        ก็ยังฝืนอยู่นะ แต่หากเทียบกับตอนอยู่ในฟาร์มที่พสุธารา สวนผึ้ง ฝืนน้อยกว่าชีวิตที่อยู่ในเมืองอย่างตอนนี้ ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองคือส่วนหนึ่งในความฝืน อย่างเรื่องอาหาร หากจะทำกินเองตอนสามทุ่มทั้งๆ ที่หิวมาทั้งวันแล้ว เราก็คงตาเหลือก (หัวเราะ) ทางเลือกของเราคือจบที่แกงถุง ซึ่งก็กลายเป็นขยะ หรือทางแก้คือพกปิ่นโต แต่ลืมไปว่าพรุ่งนี้เช้ามีนัดตอนเจ็ดโมง ตาเหลือกอีกแล้ว (หัวเราะ)

        นี่คือความไม่ลงรอยของกิจวัตรและเวลาที่มี โดยส่วนตัวหากเทียบเวลาของคนเมืองกับคนต่างจังหวัด เรารู้สึกว่าเวลาของคนเมืองน้อยกว่าต่างจังหวัดมาก การเดินทางได้กินเวลาใช้ชีวิตของพวกเราไปหลายชั่วโมง แต่ไม่เคยได้กินเวลาทำงานหรือใช้ชีวิตตอนอยู่ต่างจังหวัด อย่างวันไหนที่เราต้องไปลงแปลงที่ฟาร์ม พอทำงานในแปลงเสร็จ เงยหน้าขึ้นมา มองนาฬิกาบอกเวลาห้าโมงเย็น ถึงบ้านแล้ว ในขณะที่หลังห้าโมงเย็นของเมือง เรากำลังทำอะไรอยู่ กินข้าวกับเพื่อน นั่งรถอีกสองชั่วโมง ถึงบ้านสองสามทุ่ม เวลาของตัวเองอยู่ตรงไหน แถมยังต้องไปเบียดเวลาอ่านหนังสือก่อนนอนอีก มันน้อยมาก นี่คือข้อจำกัดสำหรับเรา

แต่คุณก็เป็นคนเมืองมาทั้งชีวิต ใช้ชีวิตแบบนี้มาเนิ่นนาน ก่อนที่จะได้วิถีใหม่ใช้ชีวิตในฟาร์ม ช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปี คุณรู้สึกได้ถึงความไม่ลงรอย เพราะความคุ้นชินกับแพสชันของตัวเองอย่างนั้นหรือเปล่า

        ไม่ใช่ เพราะว่าใจของผมยิ่งเข้มข้นขึ้นกับเรื่องการไม่เบียดเบียนทรัพยากรโลกและทรัพยากรของคนรุ่นถัดไป การที่เราได้กลับไปอยู่กับธรรมชาติ และได้ทำธุรกิจเพื่อเรา เพื่อคนอื่น และเพื่อโลกใบนี้ มันกลายเป็น DNA ของเรา สิ่งนี้ต่างหากที่ทำให้ผมรู้สึกฝืนนิดๆ แต่เราก็จะพยายามหาเวลาปรับสมดุลใหม่ ชีวิตของผมเริ่มต้นวันตอนเวลาตีห้าห้าสิบนาที ผมลุกขึ้นจากที่นอน มองออกไปนอกหน้าต่าง มองหาสิ่งมีชีวิตต้อนรับเช้าวันใหม่ เติมความจรรโลงใจท่ามกลางความไม่ลงรอยที่เกิดขึ้น ชาร์จพลังให้เราทำต่อไป ทำสิ่งที่ไม่ลงรอยต่อไป ทั้งการใช้ปิ่นโต พกแก้วน้ำ ไม่ใช้ถุงพลาสติก รวมทั้งพลังใจในการแก้ปัญหาอุปสรรคของธุรกิจที่เกิดขึ้น ให้สามารถแก้ไขไปได้อย่างเข้าที่เข้าทาง

ในมุมอันแสนร้ายกาจของเมืองที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนคืออะไร

        มันทำให้ความเป็นมนุษย์น้อยลง เรามาค้นพบเรื่องนี้ในวันที่ขี่มอเตอร์ไซค์ในกรุงเทพฯ ตอนนั้นเรากำลังทำการทดลองเรื่องการปล่อยคาร์บอนระหว่างมอเตอร์ไซต์กับรถยนต์ เลยขี่มอเตอร์ไซค์เข้าไปในหมู่บ้านเก่าที่เป็นซอยไม่มีรถวิ่ง แล้วมีบ้านติดๆ กันเรียงสองฝั่ง เราไม่เห็นเด็กๆ ออกมาวิ่งเล่นบนถนนเหมือนตอนที่เราเป็นเด็กๆ เล่นเตะบอล ตีแบด แล้วมีคุณลุงคุณป้ายืนอยู่หน้าบ้าน ไม่มีแล้ว เราไม่แน่ใจว่าเด็กๆ โตกันหมดหรือไม่มีเด็กเกิดใหม่ในละแวกนั้นแล้ว

        สิ่งนี้ทำให้เราตระหนักได้ว่า คนเราเห็นแต่ชีวิตของตัวเอง อยู่แต่ในบ้านของตัวเอง อยู่ในบับเบิลของตัวเอง แถมยังควบคุมทุกอย่างได้ด้วย เช่น อากาศร้อน ฉันจึงซื้อเครื่องปรับอากาศมาติดในห้องให้เย็นฉ่ำ แล้วก็ปล่อยให้เครื่องระบายความร้อนทำงาน แล้วปล่อยไอร้อนไปสู่บ้านข้างๆ โดยไม่ทันฉุกคิดอะไร ใครจะเป็นยังไงก็ช่าง

        ผมรู้สึกว่าชีวิตเมืองมันทำให้เราควบคุมทุกอย่างได้ ตัวเองเป็นแกนกลางของโลก ซึ่งมันทำลายด้านอื่นทิ้งไป เช่น การมองเห็นถึงชีวิตอื่นๆ ให้อยู่ในชีวิตของเราด้วย เช่น สวน ตั้งแต่เล็กจนโต เรามักจะเห็นสวนที่หญ้าเรียบและต้นไม้ เราจึงตั้งคำถามว่า ทำไมไม่เหลือบ้านให้นกกระจอกมาทำจิกหญ้าไปทำรังบ้างหรอ ตรงนี้จะมีพงต้นอ้อหน่อยไม่ได้ ต้องถมเพราะเป็นที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ประโยชน์ของใคร ก็ของเรา มีแต่ตัวเราเต็มไปหมด ผมมองว่า ในมุมร้ายๆ ของ Urban Living คือสิ่งนี้ เราลืมชีวิตอื่นไปหมด

ต้องทำอย่างไรในเมื่อเราก็ต้องอยู่กับวิถีเมืองอย่างหลีกหนีไม่ได้

        ผมไม่มีคำตอบให้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่แค่อยากจะยกตัวอย่างให้ฟังถึงพลังความคิดของมนุษย์ อย่าง แก้วสตาร์บัคส์ใบนี้อยู่กับผมมา 12 ปี วันแรกที่ผมเข้าไปซื้อ ผมมีความรู้สึกราวกับการเป็นนกยูงตัวผู้กำลังรำแพนหาง ยืดอกให้กับความรู้สึกที่บอกตัวเองว่า กูรวย กูเท่ กูกินกาแฟสตาร์บัคส์ ยอมรับเลยว่าวันนั้นเราเข้าไปด้วยมายด์เซตนี้

        12 ปีผ่านไป วันนี้ผมพกแก้วใบนี้เหมือนทุกๆ วัน แต่กลับรู้สึกว่าผมเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดพลาสติกให้กับโลกใบนี้ แน่นอนว่า ผมทบทวนมาเป็นอย่างดี เพื่อมาตอบคำถามของคุณและตัวเองในวันนี้ และยังทำให้ผมมั่นใจว่าการเปลี่ยนทัศนคติและความคิดของตัวเองคือ คำตอบที่จะทำให้เราทำ บางสิ่งบางอย่างเพื่อตัวเอง เพื่อคนอื่นและเพื่อโลกได้มากขึ้น อย่างค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป

 

ปรมินทร์ วัฒน์นครบัญชา

วิธีที่จะทำให้เราสามารถเปลี่ยนทัศนคติและลงมือทำได้โดยไม่รู้สึกว่า นี่คือสิ่งที่ต้องทำ หรือต้องทำตามกัน คุณติดว่าเราต้องเริ่มจากอะไร

        ผมคิดว่าเราต้องเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ และไม่ลืมที่จะเรียนรู้ธรรรมชาติของโลกใบนี้ เราสามารถยอมรับต่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เพียงเพราะเราเข้าใจ อย่างเมืองไทยเป็นเมืองร้อน เลิกบ่นได้แล้วว่าอากาศร้อน ก็แค่เข้าใจว่าร้อน และหาทางอยู่ร่วมกับความร้อนอย่างสันติ (หัวเราะ) เพราะเราเปลี่ยนความร้อนไม่ได้ เราต้องเรียนรู้ว่า มีชีวิตอื่นอยู่ในชีวิตเราด้วย ผมว่านี่คือจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เราใช้ชีวิตเมืองต่อไปได้ แบบที่ค่อยๆ เปิดประตูสู่ชีวิตอื่นๆ ด้วย

        ผมไม่ใช่คนที่ร้องอี๋เมื่อต้องใช้ถุงพลาสติก ผมก็ใช้แต่ก็ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก่อนที่จะแยกขยะเพื่อเข้าสู่ระบบการรีไซเคิลต่อไป แน่นอนว่า ผมเองก็ยังทำได้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผมพยายามอยู่ คุณเองก็ทำได้ ใช้ชีวิตเมืองต่อไปได้ แต่ก็อยากให้ ‘คิด’ ถึงชีวิตอื่นๆ เพิ่มเข้ามาด้วย หากรู้สึกว่าการเรียนรู้ธรรมชาติไกลตัวและทำได้ยาก ผมอยากให้นึกถึงประโยคที่ว่า กินทีละคำ ทำทีละอย่าง เรียนรู้กันไป หาทางกันไป และค่อยๆ ลงมือทำ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเริ่มได้ที่ตัวเรา โดยที่ไม่ต้องรอสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เพื่อมาบังคับให้ฉันต้องเปลี่ยนวิถีของตัวเอง

นั่นรวมไปถึงการมองธรรมชาติให้เป็นธรรมชาติด้วยอย่างนั้นใช่ไหม

        ธรรมชาติโอบอุ้มชีวิตผู้คนเสมอ ไม่พ้นแม้กระทั่งคนเมือง สังเกตดีๆ คุณจะพบกับวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส ลมพัดแรงกำลังดี วันที่ฝนตก เม็ดฝนจูงมือความชุ่มฉ่ำมาสู่ผู้คน พืชพันธุ์ และสิ่งมีชีวิตต่างๆ แต่หากเรามองผ่าน เห็นว่าเป็นปกติ เราก็จะไม่รู้สึกยินดีต่อธรรมชาติ ทั้งๆ ที่ธรรมชาติใจดีกับเรามาโดยตลอด ออกมาชื่นชมยินดีและรื่นรมย์กับมันบ้าง อย่างน้อยออกมาสูดกลิ่นสายฝนที่ระเหยมาจากดินให้เราได้สูดดม เราก็แค่เปิดประตูรับเขาเข้ามาในบ้าน  

      หรือถ้าวันไหนท้องฟ้าฝั่งพระอาทิตย์ตกเป็นสีส้ม ลมพัดเย็นๆ ผมก็อยากให้คุณลองเปิดพัดลมนอน แล้วคุณจะรู้จักสายลมที่พัดผ่านอย่างแท้จริง

        หากทุกวันนี้ยังไม่ยินดีต่อสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ในอนาคตอากาศจะแย่ลงไปเรื่อยๆ ทรัพยากรธรรมชาติจะหายหมด น้ำจะไม่เพียงพอและไม่สะอาด ลองคิดดูว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับคนต้นน้ำซึ่งส่วนใหญ่เป็นแหล่งปลูกอาหารให้คนทั้งโลกได้กิน ดั่งคำกล่าวที่ว่า ‘เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว’ ซึ่งเราช่วยกันได้ตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อลูกหลานในวันนี้ที่เติบโตขึ้นจะได้มีทรัพยาการดีๆ ให้ได้ใช้ในอนาคต ที่เราเองอาจจะมีโอกาสได้อยู่เห็น หรือไม่ได้ทันอยู่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลง

ความเป็นมนุษย์สำหรับคุณคืออะไร

        โอ้โฮ นี่เป็นคำถามที่ยิ่งใหญ่ ผมขอเวลาคุยกันเพิ่มอีก 3 ชั่วโมง (หัวเราะ) ผมเองก็ไม่มีคำตอบสั้นๆ ที่รวบรัดตัดความกับความหมายของความเป็นมนุษย์ให้ได้ แต่ผมเห็นว่า ประโยชน์ของการที่เรารู้จักความเป็นมนุษย์ อย่างน้อยเราจะเห็นว่า ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรโลก ไม่เป็นแกนกลางอีกต่อไป ซึ่งผมขอให้คำว่า ‘ร่วมเต้นรำไปกับโลก’ (ยิ้ม)

        หากเรารู้ ก็ไม่มีคำว่าตัวกูของกู เข้าใจว่าคนทุกคนผิดได้ ถูกได้ ขาว เทา ดำ หรือจะเขียวอ่อนก็ได้ ยอมรับในความหลากหลายที่ไม่เหมือนกัน ด้วยใจที่เป็นกลาง ด้วยสายตาที่ไม่สุดโต่งไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ในใจของเราก็จะเบาสบาย

เหตุการณ์ใดที่ทำให้คุณมองโลกได้แบบนี้

        เวลา’ – ทุกช่วงเวลา และทุกคนที่ผ่านเข้ามา ทั้งที่ยังคงอยู่และจากไป ทำให้ผมตกตะกอนทางความคิด ได้เห็นโลกในแบบที่ควรเป็น ได้ใช้เวลาไปกับการเฝ้าสังเกตและเรียนรู้ธรรมชาติรอบตัว รวมทั้งธรรมชาติของมนุษย์ โลกและธรรมชาติทำให้เรามองเห็นปรัชญาชีวิตมากมาย

ปลายทางของการเป็นนักธรรมชาติวิทยาคืออะไร

        ผมจะเป็นนักเคลื่อนไหว (Activist) ผมอยากกู่ร้องให้ก้องโลกดังกว่านี้ เพราะผมอยากให้คนรุ่นหลังได้สัมผัสโลกอย่างที่เราเคยสัมผัส ซึ่งในความเป็นจริงเราเองก็ไม่เคยสัมผัสโลกของคุณปู่คุณย่าในอดีต ช่างแตกต่างกับปัจจุบันเสียเหลือเกิน ผมก็จะขอลองทำ ลองไปให้สุดท่ามกลางความเชื่อของตัวเองที่ว่า เราจะต้องรักษาธรรมชาติ ทรัพยากรและความเป็นมนุษย์ในตัวเราให้ถูกถ่ายทอดไปสู่รุ่นหลังได้

 

ปรมินทร์ วัฒน์นครบัญชา

แสดงว่าคุณต้องมีอุปกรณ์คู่ใจประจำกายของนักธรรมชาติวิทยา

        สิ่งนั้นก็คือการสื่อสาร ผ่านเรื่องราว Homeland Spirit หรือจิตวิญญาณของท้องถิ่นแบบสนุกสนานและน่าสนใจ เราอยากให้อัลลี่ได้พาคนรุ่นใหม่ให้ไปรู้จักสิ่งเหล่านี้ ส่วนพสุธาราเราอยากให้เป็นดั่งประภาคารของเทือกเขาตะนาวศรี เป็นพื้นที่ที่ให้ความรู้เรื่องเกษตรกับป่าอยู่ในพื้นที่เดียวกันได้ เต็มไปด้วยความงามของพื้นที่ที่รอให้ทุกคนเปิดใจสัมผัส และนี่คือสิ่งที่เรากำลังทำอยู่

คุณจะใช้วิธีใดที่จะขับเคลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้

        ต่อจากนี้ผมอาจจะเข้าไปแตะเรื่องของกฏหมายในเชิงนโยบายให้มากขึ้น ในส่วนของธุรกิจทางด้านฝั่งของแบรนด์ Ali ผมก็จะทำให้เอื้อต่อเกษตรกรผู้ปลูกผักปลอดสารพิษอย่างแท้จริง เพราะเราเคยไม่เจอทางออกมาแล้วเหมือนกัน ผมจะขับเคลื่อนธุรกิจไปพร้อมๆ กับการช่วยเหลือและผลักดันเกษตรกร โดยเฉพาะเรื่อง Non-certified Organic Grower หรือผู้ปลูกอินทรีย์แต่ไม่มีใบรับรอง ซึ่งทำให้เกษตรกรกลุ่มนี้ไม่สามารถขายผลผลิตได้ ผมก็อยากให้อัลลี่เข้าไปโอบอุ้มกลุ่มคนเหล่านั้น ที่มีความตั้งใจดี แต่ไม่มีใครมาช่วยโอบอุ้ม เพียงแค่ไม่มีตราสินค้า อย่างนั้นผมจะตั้งตราสินค้าขึ้นมาใหม่ และจะทำให้เป็นที่ยอมรับด้วย และจะต้องมีความโปร่งใส เข้มงวด เพื่อให้ดีต่อเกษตรกรผู้ปลูก และผู้บริโภค  

อะไรจะเกิดขึ้นหากเราไม่ยอมให้สวนหน้าบ้านมีแม้แต่ต้นหญ้าสักต้น  

        (หัวเราะ) เอาอย่างนี้ดีกว่า กรุงเทพฯ จะน้ำท่วม ทุกคนเตรียมตัวไว้เลย ภายใน 10-15 ปี ข้างหน้า ถ้าพวกเราไม่ทำอะไรเลย หากบอกว่ามีแผนสำรองไว้แล้วด้วยการจะไปทำเขื่อนปูนกั้นในอ่าวไทย เฮ้ย! แหล่งอาหารของเราจะหายหมดเลยนะ เพราะคุณกำลังเปลี่ยนพื้นที่แวดล้อมที่สร้างอาหารให้มนุษย์และสัตว์ร่วมโลก นี่ไง toxic humanity คือฉันจะเป็นผู้ควบคุมสิ่งต่างๆ

        วัฒนธรรมของการเป็นเมืองคือการควบคุม ทั้งๆ ที่จริงแล้ว เราต้องหาทางศึกษา โดยการใช้ความรู้ตามหลักวิทยาศาสตร์ ผสมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความสมดุลระหว่างธรรมชาติและมนุษย์ และต้องเริ่มลงมือแล้ว เพราะมันจะเกิดขึ้น หรือต่อให้ไม่เกิดขึ้น ก็เป็นการจัดการความเสี่ยงดีกว่าเปลี่ยนให้ตามมีตามเกิดก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป ดังนั้นคุณจะปล่อยให้ต้นหญ้าขึ้นรกในสวนหน้าบ้านบ้างไม่ได้หรอวะ (หัวเราะ) ไม่ต้องเป็นผู้ที่ควบคุมธรรมชาติตลอดเวลาก็ได้ จริงไหม

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

กองบรรณาธิการ นิตยสาร a day BULLETIN ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคุณแม่ half time เลี้ยงลูกชายวัยเบบี๋ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่ง (ของชีวิต) ต้องปั่นต้นฉบับส่งให้คุณอ่านกันรัวๆ

ภาพโดย

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN