Potato | มิตรภาพ ความเปลี่ยนแปลง และอรุณรุ่งพรุ่งนี้ ของวงดนตรีหัวมันที่สนุกกับการทดลองใหม่ๆ

หากเปรียบวงดนตรีวงหนึ่งกับการเดินทาง โปเตโต้ถือเป็นวงที่มีระยะการเดินทางที่ยาวนาน

หากเปรียบวงดนตรีวงหนึ่งกับเรื่องราวชีวิต โปเตโต้ถือเป็นวงที่มีหลายรสชาติ

     นับตั้งแต่ครั้งแรกที่ปรากฏตัวกับอัลบั้มที่มีชื่อเดียวกับชื่อวงจนถึงวันนี้ ระยะเวลา 18 ปี ได้หล่อหลอมวงร็อกหัวมันจากเด็กวัยรุ่นหน้าใสสู่ผู้ใหญ่วัยสามสิบปลายจนถึงสี่สิบต้นที่มีร่องรอยของกาลเวลาบนใบหน้า พานพบทั้งสุข ทุกข์ การสูญเสีย การเปลี่ยนแปลง และการเติบโต ที่เปลี่ยนทัศนคติในการใช้ชีวิต การมองโลก และการสร้างสรรค์งานดนตรี แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือความรักและความซื่อสัตย์ในการทำงานเพลงเพื่อคนฟังเสมอมา

     ปี 2562 หลังห่างหายจากการออกอัลบั้มไปกว่า 7 ปี สมาชิกทั้ง 4 อย่าง ‘ปั๊ป’ – พัฒน์ชัย ภักดีสู่สุข, ‘ชูหั่ง’ – ทีฆทัศน์ ทวิอารยกุล, ‘โอม’ – ปิยวัฒน์ อนุกูร และ กานต์ อ่ำสุพรรณ กลับมาอีกครั้งกับอัลบั้ม Chud-Tee-Jed (ชุดที่ 7) ที่เต็มไปด้วยเรื่องราว การรอคอย ความตื่นเต้น ความสนุก และความแปลกใหม่ ที่ยังคงความพ็อพอันเป็นเอกลักษณ์ของโปเตโต้ในทุกยุค

     ท่ามกลางกระแสความเชี่ยวกรากของเทคโนโลยีที่เปิดโอกาสให้คนทำเพลงได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น นักดนตรีหน้าใหม่ เพลงใหม่ๆ โผล่มาให้เราได้เลือกเสพแทบทุกวัน แต่โปเตโต้ยังคงได้รับความนิยมจากคนฟังทุกครั้งที่มีผลงานใหม่ ทั้งจากกลุ่มแฟนเพลงเดิม และเชื่อมต่อกับคนฟังรุ่นใหม่ๆ ได้เสมอ และเป็นบทพิสูจน์ว่าพวกเขาคือศิลปินตัวจริงที่สามารถยืนระยะได้ ไม่ใช่หายไปตามกาลเวลา

 

potato

 

กระแสเพลงใหม่อย่าง เท่าไหร่ไม่จำ กับ อรุณ ดีมากๆ ดูเหมือนโปเตโต้จะเป็นวงที่ออกเพลงใหม่ทีไรก็การันตีสิบล้านวิวได้แน่ๆ พวกคุณรู้สึกอย่างไรกับสิ่งเหล่านี้

     ปั๊ป: รู้สึกเครียดมาก (หัวเราะ) เพราะว่าไม่ได้รู้สึกมั่นใจทุกครั้งขนาดนั้นว่ามันต้องฮิต เราไม่ได้ตั้งธงแบบนั้น แต่คิดอย่างหนึ่งคือ ถ้ามีคนฟังสิ่งที่เรานำเสนอต่อๆ ไปอีกก็จะดีนะ เพราะเราต้องยอมรับว่า การเล่นดนตรีเหมือนเป็นการส่งความรู้สึกต่อๆ กัน ไม่ใช่แค่การบอกสิ่งที่เรามีอย่างเดียว ทีนี้พอเวลามันเกิดการส่งต่อไปเรื่อยๆ กับความรู้สึกของคน เราก็จะมีความรู้สึกดีใจ เมื่อก่อนเราจะคาดหวังจากยอดเทป ยอดซีดี ช่วงหนึ่งก็เป็นยอดดาวน์โหลด แล้วตอนนี้ก็เป็นยอดวิว ซึ่งผมว่าในมุมหนึ่งนั่นคือกับดักที่ทำให้เรารู้สึกว่าต้องมีตัวอะไรมาคอยกำหนดว่าร้อยล้านวิวคือดี สิบล้านวิวคือเจ๋ง ผมว่าคุณค่าของเพลงไม่ได้อยู่ตรงนั้น คุณค่าของเพลงอยู่ที่การเริ่มต้นสร้างมากกว่าว่าเราสร้างมันด้วยเจตนารมณ์อะไร เราตั้งใจจะบอกเรื่องอะไร ทัศนคติเราเป็นยังไง แน่นอนมันมีผลในเชิงของธุรกิจ หรือในเชิงของภาพที่คนมองเข้ามา แต่ผมว่าการประสบความสำเร็จก้าวแรกในการทำงานคือพวกเรามีความสุขกับงานของเราแล้ว รักมันแล้ว ฟังเพลงเราแล้วรู้สึกว่า เฮ้ย อินว่ะ รู้สึกว่ะ แล้วเราพร้อมที่จะส่งสารนี้ออกไปในวันต่อๆ ไป

 

    โอม: บางทีเวลาคิดเพลง ถ้าอยากให้ดังต้องคิดถึงคนฟัง แต่ถ้าอยากบอกทัศนคติอะไร ต้องมองว่าเราอยากจะทำอะไรหรืออยากจะบอกอะไรเขา แต่ส่วนใหญ่เพลงที่ดังคือเราคิดว่า เฮ้ย คนฟังน่าจะชอบ

 

     ชูหั่ง: ผมมองว่าไม่มีใครรู้หรอกว่าเวลาเราทำเพลงหนึ่งเพลงออกไปแล้วจะฮิตหรือเปล่า คือเราเคยคิดว่าเพลงนี้ฮิตชัวร์ในช่วงเวลาที่เราทำ เรามั่นใจมากตอนอยู่ในห้องอัด แต่สุดท้ายออกไปแล้วแป้กเว้ยเฮ้ย แต่กับบางเพลงที่เรารู้สึกว่าเป็นเพลงที่เราอยากทำเพื่อสังคม เนื้อหาฟังยากนะ แต่พอปล่อยออกไป ถึงไม่ใช่เพลงฮิต แต่กลับมีคนพูดถึงเยอะ รู้สึกดีกับเพลงนั้น หรือเก็บไปเป็นเพลงสร้างแรงบันดาลใจส่วนตัวของเขา ถ้าถามว่าโปเตโต้มีเพลงฮิตไหม จริงๆ มีเยอะมาก ในแต่ละช่วงเวลา จนวันหนึ่งเรารู้สึกว่าเวลาที่ทำงานก็มีแรงกดดัน ไม่ใช่แค่จากแฟนเพลงนะ แต่จากคนที่ทำงานด้วย เหมือนคนรอบตัวเขาก็จะพูดประมาณว่า เฮ้ย เพลงแบบนี้ไม่ใช่เพลงที่เป็นสูตรนะ เฮ้ย ทำแบบนี้สิจะได้เป็นเพลงฮิต

 

 

คำพูดเหล่านั้นทำให้พวกคุณไม่เป็นตัวของตัวเองในการทำงานหรือเปล่า

     ชูหั่ง: อยากจะบอกว่าถึงเราจะทำเพลงใหม่ในฟอร์มเหมือนเพลงที่ฮิตก่อนหน้าทุกอย่าง แต่มันไม่มีทางพีกเท่าเดิมแล้ว ของดีมีแค่หนึ่งครั้งเท่านั้น ถ้าเรามองย้อนกลับไป เพลงที่เขาอยากได้ก็ไม่เคยมีฟอร์มนะ มันถูกสร้างด้วยความบริสุทธิ์ แต่ดันไปฮิต ทีนี้พอถูกตั้งขึ้นจาก reference ก็กลายเป็นความคาดหวังของคน ซึ่งจุดนี้ก็น่าจะรวมถึงแฟนเพลงด้วย หลายครั้งเวลาไปเล่นคอนเสิร์ต เขาก็จะถาม ‘ไม่ทำแบบเพลง เธอยัง อีกเหรอ เอาอีกได้ไหม’ ถามว่ามีไหม ก็มีนะ เป็นเพลงลักษณะคล้ายกัน แต่สุดท้ายเชื่อไหมว่าพอเราทำออกมาเขาก็ไม่ได้ชอบเหมือน เธอยัง หรอก เขาก็ยังวนพูดถึง เธอยัง อยู่เหมือนเดิม เราก็เลยรู้สึกว่า ทุกๆ ครั้งที่ปล่อยเพลงออกไป แล้วยังมีคนเข้ามาดูยอดวิวอย่างต่ำสิบล้าน เขาก็คงเข้าไปดูเพื่อไปย้อนความรู้สึกว่า เฮ้ย ยังเป็นเพลงที่เขาชอบอยู่หรือเปล่า ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่โปเตโต้ยังได้รับการต้อนรับทุกครั้ง ไม่ว่าเพลงจะเหมือนเดิม หรือเปลี่ยนแปลงทัศนคติไป แต่ทุกคนก็ยังพร้อมที่จะเข้าไปสัมผัสโดยที่ไม่มองข้าม ก็ถือว่าโอเคแล้วนะสำหรับความรู้สึกแบบนี้

 

ในโลกที่ยอดวิวเป็นใหญ่ โปเตโต้เคยมีอาการเมายอดวิวบ้างไหม

     ปั๊ป: มีสิ ผมไม่รู้ว่าเพื่อนในวงเป็นหรือเปล่า แต่ผมเป็น เหมือนความรู้สึกว่า เฮ้ย เพลงนี้ไม่มีคนฟังหรือเปล่าวะ หรือเพลงนี้ไม่ค่อยดีหรือเปล่า คือความจริงก็วัดได้ประมาณหนึ่งแหละ ว่าคนชอบหรือคนไม่ชอบ ผมก็มีมึนๆ บ้างนิดหน่อยเวลาเจอยอดวิวน้อยๆ ว่าเราจะทำยังไงต่อไป แต่ว่าก็โชคดีที่เรามีที่ปรึกษาที่ดีคือวง เวลามาคุยกัน มาแชร์กัน เราก็มักจะได้ทางออกที่ดี แล้วก็เดินทางกันต่อไป ไม่ได้แบบว่ามึนคนเดียวแล้วเอาความมึนมาบอกทุกคนว่า แย่แล้วว่ะ หรืออะไรแบบนั้น แต่จะคุยกันว่า เฮ้ย เกิดอะไรขึ้น มีอะไรหรือเปล่า เป็นเพราะอะไร ซึ่งสุดท้ายก็อาจจะมาจากที่เรากันเองนี่แหละ ถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็มาจูนกันใหม่

 

     ชูหั่ง: ผมว่าโปเตโต้อยู่บนเส้นทางดนตรีมา 18 ปี ถ้ามองเป็นกราฟ ก็จะเหมือนกับกราฟหุ้น ขึ้นลง ขึ้นลง เรารู้สึกว่า เรามีความต้านทานความเมาเหมือนเรามีความต้านทานแอลกอฮอล์แล้ว (หัวเราะ) บางทีคนอาจจะรู้สึกว่า เอ๊ะ เพลงนี้สองร้อยล้านวิว ทำไมอีกเพลงเหลือแค่ห้าล้านวิว บางคนเจอแบบนี้แล้วเมานะ เฮ้ย เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตกูวะ ถ้าถามผมว่าเมาคือลักษณะนั้น ผมบอกเลยว่าเราเลิกเมาไปแล้ว

 

ทุกวันนี้พวกคุณเลือกทำเพลงที่พยายามบอกเล่าทัศนคติของตัวเองที่เติบโตมากขึ้นใช่ไหม

     ชูหั่ง: แต่ก่อนส่วนตัวผมเวลาประชุมเรื่องการทำเพลง จะมีการขึ้นกระดานเลยว่า เวลาคนอกหักเขารู้สึกยังไง อันนี้คือศาสตร์ของการทำเพลงฮิต แต่ทุกวันนี้โปเตโต้เราเลิกทำแบบนั้นไปแล้ว มันคือมุมมองและทัศนคติที่เปลี่ยนไปตามเวลา ตามประสบการณ์ แต่ไม่อยากบอกว่าตามอายุ (หัวเราะ) พวกเราก็เคยทำเพลงที่พยายามไปตอกย้ำหรือจี้หัวใจคน แล้วทำให้เขารู้สึกว่าเขาชอบเพลงนี้ หรือทำออกมาเพื่อแทนชีวิตเขา แต่วันนี้เราก็อยากสร้างเพลงที่ไปช่วยชีวิตเขา หรือไปทำให้เขาเข้าใจเรื่องบางอย่างที่บางทีเขาอาจจะนั่งเจ็บช้ำตีอกชกตัวตลอดเวลา ด้วยเพลงที่ช้ำแล้วก็ยิ่งช้ำเข้าไปอีก นั่งฟังเพลงก็ยิ่งน้ำตาไหลกันเข้าไปอีก คือผมมองว่าวันนี้ให้กลับไปร้องเพลงลักษณะนั้น หรือให้มีอารมณ์แบบนั้น อาจจะต้องให้ปั๊ปหาคนมาหักอกก่อน ก็อาจจะพอได้นะ (หัวเราะ)

 

     ปั๊ป: ก็พอจะทำเพลงแบบนั้นได้ แต่ก็อาจจะมีบิดมุมนิดหนึ่ง อาจจะมีความเจ็บปวดรวดร้าวอยู่ในเพลงที่อกหัก แต่ว่าความรู้สึกของเราตอนช่วงเวลาที่ถ่ายทอดอาจจะไม่ได้รวดร้าวเหมือนเมื่อวาน ยกตัวอย่าง คำว่า ‘ครับ’ พูดจากความรู้สึกโกรธ กับความรู้สึกรัก ไม่เหมือนกันเลยนะ ทั้งที่เป็นคำเดียวกัน คำก็เป็นแค่รูปธรรมหนึ่งที่เป็นตัวแทนสื่อความรู้สึก เพราะฉะนั้น ถึงแม้โปเตโต้จะร้องเพลงรักอยู่ แต่ผมว่าความรู้สึกข้างในแต่ละคนก็มีการเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ซึ่งส่วนเนื้อหาถ้าไขดีๆ ก็ไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้นหรอก

 

โปเตโต้อยู่มานานสิบกว่าปี พวกคุณสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรจากวงดนตรีวงนี้บ้าง

     ชูหั่ง: ผมว่าจากที่เราทำงานกันมายาวนานสิบกว่าปี รู้สึกว่าช่วงหลังๆ เราใส่ความจริงมากขึ้น ความจริงในที่นี้หมายถึงว่า ไม่ได้จริงในสังคม แต่จริงในความรู้สึกของเราเอง ถ้าสมมติว่าพี่โจ (เหมือนเพชร อำมะระ) ที่เป็นคนเขียนเพลงให้กับโปเตโต้ในช่วงยุคหลังๆ เขียนเพลงหนึ่งเพลงมาแล้วทุกคนฟัง รวมถึงพี่ปั๊ปฟังแล้วต้องเป็นคนถ่ายทอด บอกว่า ‘ผมร้องเพลงแบบนี้ไม่ได้ว่ะพี่ มันไม่รู้สึก’ เพลงนั้นจะถูกเอาไปรื้อทำใหม่ เพราะว่ามันไม่ได้จริงในความรู้สึกของเรา ผมก็เลยรู้สึกว่า มันเป็นไปตามธรรมชาติของช่วงเวลา ถ้านึกดีๆ ตอนนี้โปเตโต้ก็กำลังเป็นหนุ่มวัยรุ่นที่อายุ 18 เลยนะ กำลังสดเลย ผมเลยรู้สึกว่าชีวิตกำลังเพิ่งเริ่มต้นนะ (หัวเราะ)

 

     ปั๊ป: อยู่กับความเป็นจริง เปลี่ยนไปตามกาลเวลาในสิ่งที่นำเสนอ ผมว่าสนุกดี คือยังคุยกันในวงอยู่ว่าสนุกดีนะ เราเคยทำเพลงกันตั้งแต่พ็อพหวานๆ ‘เร็วมาก เธอเร็วมาก’ (เพลง เร็วมาก อัลบั้ม Potato ปี 2544) จนมาถึงช่วงเวลาหนึ่งที่เป็นอีโม ร้องร็อกๆ เฮฟวี เราก็ลองทำออกมา คือถ้ารู้สึกว่าอินกับอะไร อยากทำอะไร เราก็จะทำ จะไม่ได้ไปกรอบว่าโปเตโต้ต้องแนวนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่โปเตโต้เป็นเสมอมาคือมีความเป็นเมโลดี้พ็อพๆ เข้าใจง่าย

 

     ชูหั่ง: อย่างที่พวกเราพูดๆ ไปตั้งเยอะแยะมากมาย ฟังดูเป็นปรัชญาชีวิต จริงจัง แต่บางทีอัลบั้มหน้าโปเตโต้อาจจะมาอีกอย่างก็ได้ (หัวเราะ) เพราะเราก็อาจจะรู้สึกว่า เฮ้ย จะเครียดอะไรนักหนา ก็ได้ ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติแล้วจะดูไม่ขืนความรู้สึกตัวเอง ชุดหน้าอาจจะเอาเรื่องพี่โอมอกหักมาเขียนก็ได้ (หัวเราะ)

 

ในยุคที่วงการดนตรีเปลี่ยนไปทั้งในแง่ธุรกิจและคนฟัง โปเตโต้มีการวางแผนงานที่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนบ้างไหม

     โอม: แผนคือไม่มีแผน (หัวเราะ)

 

     ปั๊ป: ไม่ใช่แบบนั้น (หัวเราะ) เรามีแผน แต่มักจะมีเหตุการณ์ที่ทำให้แผนเปลี่ยนอยู่ร่ำไป คืออะไรก็เกิดขึ้นได้นะ ผมขอพูดแค่วงเราก่อนแล้วกัน มันเป็นเรื่องที่อธิบายเชิงทฤษฎียากเหมือนกันในเรื่องการวางแผน โปเตโต้ไม่ได้โตมากับผลิตภัณฑ์ที่คนเข้าใจว่าเขาจะกลายมาเป็นแบบนี้ในปัจจุบันอยู่แล้ว พอยิ่งมาถึงวันนี้ แผนที่เราวางไว้

     อย่างเช่น เราจะออกอัลบั้มกันเมื่อประมาณกลางปีที่แล้ว จนปัจจุบันนี้ ก็เพิ่งจะมีอัลบั้มไปเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งก็ไม่ค่อยเป็นไปตามแผนสักเท่าไหร่ ซึ่งก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย สำหรับผม ผมเลือกมองข้อดีก่อนแล้วกัน คือเราเชื่อเรื่องจังหวะและเวลาอันเหมาะสมสำหรับเราเท่านั้นนะ อย่างเพลงในอัลบั้มนี้ เป็นเพลงใหม่ๆ ที่เพิ่มเข้ามาอีกประมาณ 8-9 เพลง ซึ่งก็เป็นเพลงที่ถูกทำไว้เมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว แต่ตอนที่ฟังวันนั้นอาจจะรู้สึกเหมือนเราพยายามจะปีนกำแพง แล้วจะเหนื่อยเกินไปไหม แต่พอมาฟังวันนี้แล้วรู้สึกว่าก็พอดีกับความรู้สึกแล้ว บวกกับจังหวะเวลาของคนอื่นๆ ที่ได้ฟัง หรือโปรโมเตอร์ได้ฟัง โห เข้าท่ามากเลย จังหวะและเวลาก็เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ โดยเฉพาะในยุคที่บ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราก็ต้องยอมรับว่า เพลงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนตลอด อยู่คู่กับโลกใบนี้ เราก็ต้องปรับตัวกันไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย

 

potato

potato

 

ยุคนี้ฮิปฮอปกำลังครองเมือง นักร้องหรือวงดนตรีหลายๆ วงก็มีการชวนแร็ปเปอร์มาฟีตเจอริง พวกคุณเคยคุยกันเรื่องนี้บ้างไหม

     ชูหั่ง: เราก็เคยคุยกันในห้องซ้อมนะว่าฮิปฮอปกำลังมา แต่เชื่อไหมว่าไม่เคยมีประเด็นเลยว่าเราจะหาคนที่เป็นฮิปฮอปมาฟีตเจอริงสักครั้งเลย ถามว่าเราชอบฟังเพลงฮิปฮอปไหม เราฟังได้นะ เวลาดูรายการเราก็ดู เพียงแต่ว่า เราอาจจะไม่ได้รู้สึกว่ามันพอดีกับตัวเรา อีกอย่างคือยังอยู่ในพีเรียดของอัลบั้มนี้ อัลบั้มนี้กินเวลาในการทำงานมา 7 ปี ก็เลยอาจเป็นจุดที่ทำให้เราไม่ได้รู้สึกว่าเราต้องทำ แต่เราเข้าใจว่ากระแสเขามา ก็สนุกดี ก็ชอบนะ

 

     โอม: เราเคยมีเพลงที่ไปฟีตเจอริงกับแร็ปเปอร์ เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ซึ่งพอบอกว่ายุคนี้ฮิปฮอปมา ผมต้องใช้คำว่า เราไม่ได้ตกใจ ไม่ได้แบบ เฮ้ย เราอยากทำ เพราะเราเคยทำมาแล้ว

 

     ปั๊ป: แต่ผมชอบนะ ยิ่งตอนนี้ผมรู้สึกว่าทุกคนจริงใจกับการทำงานมาก ยิ่งเพลงแร็ปหรือว่าฮิปฮอปผมรู้สึกเลยว่าข้างในเขาคงมีอะไรที่อยากจะเล่าเยอะมาก แล้วเราอยู่ในยุคที่ทุกอย่างถูกปรุงจนกินง่ายไปหมดแล้ว ในเชิงมิติลึกๆ ผมว่าทุกคนรู้สึกว่ามันขาด แล้วฮิปฮอปเขาเข้ามาแทนความรู้สึกบางอยางตรงนี้ได้ มันเป็นการเล่าความเป็นจริงทั้งสังคม ทั้งความรัก ทั้งบ้านเมือง โห มันดีนะ พูดแล้วก็ขนลุก

 

     ชูหั่ง : ฮิปฮอปเกิดขึ้นในโลกมานานแล้ว บ้านเราก็ดูเหมือนว่ากำลังมาในปีนี้ แต่ความจริงบ้านเรามีฮิปฮอปมานานแล้ว ซึ่งก็คือเพลงแหล่ ฮิปฮอปเป็นเพลงที่จับต้องง่าย ด้วยเหตุผลของเรื่องจริง เหมือนเป็นเพลงเล่าเรื่องให้ฟัง เพราะฉะนั้น ความเป็นกลอน ความร้อยเรียงจะน้อยกว่า บางทีเขาจะเน้นบีต เน้นจังหวะ ซึ่งมันมีเสน่ห์ เป็นเรื่องดีที่ผมรู้สึกว่าทุกวันนี้คนฟังเขามีช่องทางให้ฟังหลากหลายขึ้น

     เชื่อไหม เมื่อสักสิบปีก่อนที่ทำงาน ผมไม่เคยคิดว่าฮิปฮอปจะมาในเมืองไทยขนาดนี้ แต่ระยะเวลาผ่านมาจนเปลี่ยนยุคในการฟังเพลง เทป ซีดี หายไป เอ็มพีสามหายไป เหลือแต่สตรีมมิง มีโซเชียลฯ เข้ามาช่วยปุ๊บ คนที่เขาได้มีโอกาสสัมผัสเพลงพวกนี้ก็ยิ่งขยายวงกว้างมากขึ้น ทีนี้พอมีรายการเข้าไปอีก โอ้โฮ ยิ่งมาเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก แล้วผมเชื่อว่ายุคสตรีมมิงจะทำให้เพลงที่เราเคยคิดว่าไม่น่าจะเวิร์กในประเทศเรา สามารถบูมได้เหมือนฮิปฮอปนะ ถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นในอนาคตข้างหน้า

 

     กานต์: เมื่อก่อนจะร้องฮิปฮอป จะพูดเรื่องจริง พอมีคำหยาบเขาก็จะมองว่าเป็นพวกใต้ดิน แต่เดี๋ยวนี้พอขึ้นมาอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง คนก็จะเข้าถึงง่ายขึ้น เพราะฟังแล้วมันจริง ไม่ต้องใช้คำสวยอะไร อย่างที่พี่หั่งบอก พอเป็นโลกสตรีมมิงหรือยูทูบ ผมว่าคนเลือกฟังได้ง่ายจากตรงนี้

 

โลกยุคนี้ที่ง่ายขึ้น ใครก็ทำเพลงได้ คนแข่งกันผลิตงานออกมาเรื่อยๆ มีข้อดีข้อเสียอย่างไร

     ชูหั่ง: ผมเองไม่ทันทำงานในยุคเทปนะ แต่ว่าเคยฝึกงานกับพี่โปรดิวเซอร์ที่เขาทันช่วงทำเทป ไม่ใช่คาสเซต แต่หมายถึงการอัด open reel เทปขนาด 24 ร่องเสียง คือตอนนั้นก็เป็นช่วงที่ computer music เข้ามาแล้ว แต่ว่ายังเป็นซอฟต์แวร์ที่เก่ามากหากเทียบกับสมัยนี้ เราก็รับรู้ถึงความลำบากในการทำเพลงแล้วนะ สมัยนี้คือทำกันเป็น bedroom studio สบายเลย ใครจะทำอะไรออกมาลงยูทูบก็ทำได้เลย ถามว่าทุกวันนี้ทำง่ายแบบนี้แล้วมีผลกระทบทางความรู้สึกไหม ผมว่ายิ่งคนทำออกมาเยอะ แล้วใครที่สามารถโผล่ออกมาจากคนจำนวนมากนั้นได้ก็จะถูกพิสูจน์ด้วยงานจริงๆ อย่างสมัยก่อนทำยาก คนทำน้อย เป็นงานคราฟต์จริงๆ แต่คนก็มีตัวเลือกให้เลือกน้อยไปด้วย มันเลยอาจจะไม่ได้ถูกพิสูจน์ว่าดีจริงๆ หรือเปล่า คนชอบจริงหรือเปล่า

 

     โอม: แต่ข้อเสียคือ มันมาไวไปไว อันนี้คือแตกต่างกับสมัยก่อน ตอนนั้นเพลงหนึ่งเพลงจะถูกจำมาจนถึงสมัยนี้ แต่เพลงสมัยนี้ด้วยความที่มีเยอะ ก็เลยมีของใหม่เข้ามาให้เราเลือกกันเรื่อยๆ แล้วทุกอย่างเริ่มง่าย ทุกคนมีโทรศัพท์ ทุกคนก็สามารถจิ้มในสิ่งที่เราอยากจะฟังได้ตลอดเวลา

 

     ปั๊ป: ผมกลับมองว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับความท้าทายของคนสร้างผลงานในเรื่องของดนตรีนะ ถ้าลองคิดดูดีๆ ไม่ได้เป็นแค่เฉพาะเพลงอย่างเดียว โอเค เราอยู่ในวงการธุรกิจเพลง เรามองเรื่องเพลงเป็นหลัก แต่จริงๆ เป็นทั่วโลก สินค้า อาหาร ทุกอย่าง การแข่งขันเป็นแบบนี้หมด เหมือนเรารู้สึกว่าทุกอย่างบูมเต็มที่ สุดท้ายก็จะกลับมาเรื่องเดิมว่าเราก็ต้องตั้งใจทำงานให้มันดีที่สุดอยู่ดี ในความง่ายก็มีความอันตรายอยู่ ถ้าให้ผมมอง ผมชอบ ผมว่าสนุกดี แล้วอย่างที่พี่หั่งบอก เราก็จะได้เห็นว่าคนที่เขาโผล่ขึ้นมาจริงๆ ในแบบมหาชน แสดงว่าเขาได้พิสูจน์บางอย่างว่าสิ่งที่เขารู้สึก สิ่งที่เขาคิด งานที่เขาสร้าง มิติมันครบไหม คนเดี๋ยวนี้ไม่ได้ฟังเพลงเหมือนเมื่อก่อน เขาฟังแทบจะทุก element ด้วยซ้ำไป โอเค แต่คนกลุ่มที่ฟังแบบ… เออ เพราะดี ก็มีอยู่ แต่กลุ่มที่เขาฟังแบบ ว้าว ฟังแบบลึกซึ้งก็มีนะ

 

     ชูหั่ง: สมัยก่อน บางทีร้องหนึ่งเพลงสามวัน เดี๋ยวนี้ร้องหนึ่งวันสามเพลง (หัวเราะ) ผมว่าเรื่องของความง่ายไม่ได้บ่งบอกว่างานจะดีหรือไม่ดี ความง่ายคือเครื่องมือ สุดท้ายถ้าง่ายแล้วทำแบบหยาบ ผมว่าก็สู้เทคโนโลยีไม่ดีแต่ใช้เวลาแรมเดือนในการทำหนึ่งเพลงไม่ได้ ทุกวันนี้ผมว่ามีงานดีๆ ที่อยู่ในโลกโซเชียลหรือว่าที่เราฟังผ่านมาเยอะนะ ถึงเขาจะอยู่ในยุคที่เทคโนโลยีง่ายมาก แต่เขาก็ยิ่งทำเพลงได้เจ๋งมาก เพราะเขาใส่ใจ

 

     ปั๊ป : แล้วสุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์คือคนฟัง คือโชคดีมากในยุคนี้ เขาได้กินอะไรที่หลากหลายแบบ เฮ้ย มีรสชาติอาหารแบบนี้ด้วยเหรอ คนที่เขาอาจจะไม่ได้อยู่ในเมืองก็มีโอกาสเปิดโลก เป็นข้อดีทั้งนั้น

 

ในแง่ผลงานอาจจะมีความหลากหลายให้เลือกมากขึ้น แต่พูดถึงรายได้ของคนทำก็คงไม่เท่ากับยุคเทปล้านตลับใช่ไหม

     ชูหั่ง: เรื่องนี้เคยนั่งถกกับพี่ๆ โปรดิวเซอร์เหมือนกัน เราเริ่มต้นทำงานโปรดิวซ์มาเมื่อยี่สิบปีก่อน น้องยุคใหม่ๆ ก็จะชอบมาคุยแบบ พี่โชคดีนะ พี่ทันยุคที่เทปขายกันหลักล้าน เขาบอกยุคนี้ผมทำเพลงแทบตาย รายได้น้อยมาก มันก็คือข้อเสียที่เพลงค่อนข้างเยอะเหมือนที่โอมบอก เมื่อก่อนเพลงมีให้เลือกน้อย เดี๋ยวนี้กลายเป็นว่าเต็มตลาดไปหมด คุณค่าลดน้อยลง เพราะว่าไม่ได้ถูกหยิบมาจากการควักเงินซื้อด้วยซ้ำ แต่เป็นการเหมาจ่าย น้องๆ ก็จะมาตัดพ้อว่า ยุคพี่ดีว่ะ เราก็จะบอกเขาเสมอว่า ใช่ ยุคนั้นดีในเรื่องรายได้ แต่ทำงานยากกว่าสมัยนี้เยอะนะเว้ย ทุกวันนี้เวลาเราอยากจะทำเดโมคร่าวๆ ขึ้นมาหนึ่งเพลง อีกสองชั่วโมงส่งมาแล้ว แล้วไม่ใช่เดโมกิ๊กก๊อกนะ เดโมอย่างดีเลย เพราะฉะนั้น มันก็ทดแทนกัน ข้อดีข้อเสียมีอยู่แล้วแหละ ถ้าเอาเรื่องเงินเป็นตัวตั้งก็อาจจะเจ็บปวด แต่ถ้าเอาเรื่องความสะดวก การมีเครื่องมือที่ดี แล้วคุณยิ่งใส่ใจ นั่นน่าจะดีกว่า

 

โปเตโต้ก็เป็นวงที่ยืนระยะมานาน คนที่จะสามารถยืนระยะในการทำงานหรืออยู่กับอะไรบางอย่างได้นานๆ ควรจะมีทัศนคติอย่างไร

     ปั๊ป: ผมว่าเราเจอปัญหากันทุกวัน เราแก้ปัญหาเรื่องนี้เสร็จ ก็จะไปเจอปัญหาใหม่ ไม่มีวันจบ จนกว่าชีวิตคุณจะหาไม่ เพราะฉะนั้น ผมว่าการเลือกที่จะมองโลกให้ตัวเองมีแรงที่จะไปต่อได้ เป็นเรื่องสำคัญ หาข้อดีในข้อเสียให้เจอ ยอมรับความเป็นจริงให้เยอะๆ แก้ไขข้อบกพร่องตัวเองให้บ่อยๆ อย่าหาข้ออ้างให้กับตัวเองในวันที่ผิดพลาด

 

     โอม: ใช้ชีวิตให้สนุกดีกว่า อย่างที่ปั๊ปพูด ปัญหาต้องมีอยู่แล้ว เราก็แก้ไปเรื่อยๆ แต่จริงๆ แล้วถ้าสมมติการที่อยู่กับอะไรนานๆ แล้วซ้ำซากจำเจน่าเบื่อ มองให้สนุก แล้วใช้ให้มันสนุก จะอยู่ได้ยาวกว่าการมองแค่ว่า เฮ้ย กูเบื่อว่ะ

 

ตอนนี้โปเตโต้อายุ 18 ปีแล้ว ถ้ามองเป็นคนก็ถือเป็นช่วงวัยรุ่น แต่ในแง่ของความเป็นจริงในการทำงาน 18 ปี คือลูปที่นานมากๆ พวกคุณรู้สึกเบื่อกับลูปนี้บ้างไหม

     โอม: ผมก็แค่ลืมเมื่อวาน แค่นั้นเอง ผมไม่ได้ยึดอะไรที่ผ่านมา

     ชูหั่ง: แต่ไอ้ที่ซ้อมกันมาเมื่อวานไม่ลืมใช่มั้ย

     ทั้งวง: (หัวเราะ)

 

     โอม: ผมพยายามมองไปข้างหน้ามากกว่า ไม่ได้มองว่า เฮ้ย เราเคยทำแล้ว คือรู้แหละว่าเดี๋ยวเราก็ได้ทำอีก แต่ยังไม่ต้องไปมอง เพราะสิ่งที่เราจะไปเจอวันข้างหน้า ก็จะไม่เหมือนกับเมื่อวาน เหตุการณ์ก็เป็นเหตุการณ์ใหม่อยู่ดี

 

     ชูหั่ง: ถามว่าเบื่อมั้ย ผมว่าถ้าเราทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ ธรรมชาติมันเบื่ออยู่แล้ว เพราะฉะนั้น อันนี้ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ได้ตอบ คือเวลาที่คิดอะไรใหม่ๆ ยกตัวอย่างเป็นเพลง ถ้าได้ลองอะไรใหม่ๆ ซึ่งยุคหลังๆ เราทำบ่อย มันก็ตื่นเต้นดี ตื่นเต้นจนผวา (หัวเราะ) บางทีเวลาทำอะไรเดิมๆ อาจจะง่ายนะ เหมือนเราเดินไปทางนี้ทุกวัน เราหลับตาเดินก็ได้ แต่ก็น่าเบื่อ หาอะไรเพิ่มเติมใหม่ๆ หรือลองเอาหนามมาวางเพิ่มบ้างอาจจะดี (หัวเราะ) ก็จะมีความท้าทายใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เหมือนเวลาเราเล่นเกม ผ่านแต่ละด่านไป ก็ต้องยากขึ้นเรื่อยๆ เกมถึงจะสนุก ถ้าเล่นแล้วผ่านตลอดพอไปถึงจุดหนึ่งจะน่าเบื่อนะ ไม่มีแรงผลักดัน ไม่มีแรงกระตุ้น เพราะฉะนั้น หลายๆ ครั้งที่เวลาได้ทำเพลงใหม่ เราพยายามที่จะใส่อะไรลงไปเพิ่มเติม ให้มีอะไรท้าทายเพิ่มขึ้น อาจจะแป้กก็ได้ แต่ก็ยังมีอะไรให้เราได้กลับมาแก้ไข มีอะไรให้ได้คิด ก็กระชุ่มกระชวยขึ้น คือคนเราถ้าไม่เครียดบ้าง ไม่คิดบ้าง มันก็แก่ลงไปเรื่อยๆ นะ

 

     ปั๊ป: ผมว่าเรื่องเบื่อเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเผชิญในแต่ละอาชีพที่ทำนานๆ อยู่แล้ว แต่อาจจะโชคดีที่ว่าโปเตโต้ค่อนข้างหวือหวากับตัวเอง ก็เลยไม่มีช่วงเวลาให้รู้สึกว่าเราเบื่อ วงมีการเปลี่ยนแปลงตลอด โอเค เราคงที่ในเรื่องของสมาชิกมา 8 ปีแล้ว แต่ก็ยังมีการเปลี่ยนในเรื่องของสถานที่ทำงาน ค่ายเพลงข้างใน แนวเพลง เหมือนมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ผมว่าเรื่องการถ่ายมิวสิกวิดีโอ การเล่นคอนเสิร์ต การทำเพลง เป็นหน้าที่ที่เราพึงจะต้องระลึกเสมอว่าเป็นสิ่งที่เราต้องทำให้ดีที่สุดอยู่แล้ว เป็นจรรยาบรรณเชิงลึกที่พวกเราควรจะต้องสำนึกอยู่ในตัวเองเวลาทำงาน ซึ่งก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เราควรจะต้องไปรู้สึกเบื่อหน่ายกับมัน

 

potato

 

แล้วพวกคุณมีวิธีพาตัวเองออกไปพบเจอสิ่งใหม่ๆ ห่างไกลจากงานหลักคือการทำเพลง เพื่อเติมเต็มหรือหา input ใหม่ๆ มาใช้กับงานกันอย่างไร

     ปั๊ป: พวกเราก็มี Side Project กันนะ แต่จะไม่ใช่เรื่องของงาน เป็นเรื่องของการไปพักผ่อนมากกว่า แต่ละคนก็จะมีวิธีการเยียวยาจิตใจแตกต่างกันออกไป โอมก็ขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยว ไปทำบุญ กานต์ก็ทำกิจกรรมกีฬา พี่หั่งก็อยู่กับครอบครัว ผมเองก็เที่ยวเดินทางรอบโลก ผมว่าน่าจะเป็นวิธีการเยียวยาที่ทำให้ทุกครั้งเวลเรากลับมาทำงานกับโปเตโต้ก็จะเหมือนมี input ใหม่ๆ เกิดขึ้น มีเรื่องใหม่ๆ มีความรู้สึกใหม่ๆ ที่จะมานำเสนอต่อไป ประเด็นของเราที่เรารู้สึกว่าวงจะต้องไปต่อ คือ จะทำยังไงให้อยู่เป็นเพื่อนคนฟังได้เรื่อยๆ แล้วในวันนี้มีแฟนเพลงที่เขาเป็นเด็กอายุ 15-16 เกิดขึ้นด้วย เรายิ่งต้องรู้สึกว่าเรากำลังทำอะไรให้น้องๆ ฟังอยู่

 

ทุกวันนี้เป้าหมายในการทำเพลงหรือทำวงของโปเตโต้ยังเหมือนเมื่อก่อนไหม

     ชูหั่ง: เราก็อยากอยู่เป็นเพื่อนคนฟังไปเรื่อยๆ โปเตโต้ไม่ได้เป็นวงดนตรีที่เริ่มต้นแล้วโรยด้วยกลีบกุหลาบมาตลอด มีช่วงดี มีช่วงไม่ดี มีช่วงโคตรไม่ดี มีช่วงดีมาก สลับกันไป สวิงสุดๆ ก็เลยทำให้เราเข้าใจ ได้เรียนรู้ในโมเมนต์ของการใช้ชีวิตจริงๆ ว่า เออ ชีวิตก็เป็นแบบนี้แหละ เดี๋ยวก็มีขึ้นมีลง แล้วพอเข้าใจตรงนี้ ก็ทำให้เราทำงานได้อย่างเข้าใจ เวลามีเรื่องเครียดเราก็จะรู้สึกว่า เป็นแบบนี้แหละ เดี๋ยวก็ดี เลยไม่ยากกับการที่เรารู้สึกว่าเราก็ทำงานเพลงให้เป็นเพื่อนกับคนฟังไปเรื่อยๆ ยังมีคนฟังเราก็ยินดีจะทำไปเรื่อยๆ ถึงไม่มีคนฟังเราก็ยินดีจะทำต่อไป (หัวเราะ) คือเรารู้สึกว่านี่คือวัฏจักร ถ้าเรารักแล้วเราซื่อสัตย์ เรารู้สึกว่าเรายังเล่นดนตรีไหว ยังทำงานไหว เราก็จะทำไปแบบนี้แหละ หลายๆ ครั้งที่เราคุยกัน ปั๊ปก็จะพูดเสมอว่า เรายังมีโอกาสทำ เราก็ทำออกไปให้ดีที่สุด

 

รู้สึกอย่างไรเวลาคนมองว่าโปเตโต้เป็นวงรุ่นใหญ่

     ปั๊ป: โอ้… ไม่ๆ อย่าๆ (หัวเราะ)

 

     โอม: ผมว่าถ้ารุ่นใหญ่น่าจะเป็นเรื่องอายุนะ (หัวเราะ) ผมรู้สึกแค่นั้น พวกเราน่าจะคิดเหมือนกันคือเราไม่ได้ยิ่งใหญ่ เราเป็นวงดนตรีวงหนึ่งที่ทำงานกับดนตรีมานานเท่านั้น

 

     กานต์: ผมไม่ค่อยชอบคำว่ารุ่นใหญ่ เพราะเวลาใครพูดกับเราจะรู้สึกว่าหมั่นไส้เรารึเปล่าวะ ไม่รู้นะ มันเขินๆ เราจะทำตัวไม่ถูก แต่ถ้าถามว่าโปเตโต้คิดว่าเป็นรุ่นใหญ่ไหม เราไม่ได้คิดแบบนั้น เอาจริงๆ เวลาคนพูดว่ารุ่นใหญ่ ผมจะนึกถึงอะไรรู้ไหม ผมจะนึกถึงวงดนตรีที่ต้องไปนั่งตรงโต๊ะรอเล่นคอนเสิร์ต แล้วก็จะมีการ์ดยืนคุม ดูมาเฟีย (หัวเราะ)

 

     ชูหั่ง: คือก็อาจจะเกี่ยวกับว่าทุกคนรู้จักพวกเรามานาน แต่ถ้าได้ยินว่าเป็นพี่จะรู้สึกโอเคกว่า (หัวเราะ) ผมนึกภาพพวกเราเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ยังเล่นสนุกๆ ได้อยู่แบบนั้นมากกว่า คนอาจจะมองภาพผู้ใหญ่ว่าต้องทำงานจริงจัง แต่ส่วนตัวผมจะชอบพูดกับตัวเองเสมอว่า คำว่าผู้ใหญ่ในทัศนคติของผมคือคนที่สามารถบาลานซ์ความเป็นเด็กกับคำว่าผู้ใหญ่ให้อยู่ตรงกลางอย่างสมดุลได้

 

พูดถึงการทำงานในอัลบั้ม Chud-Tee-Jed (ชุดที่ 7) เป็นอย่างไรบ้าง ระยะเวลาหมักบ่มมากว่า 7 ปี ทำให้อัลบั้มนี้กลมกล่อมขนาดไหน

     ปั๊ป: ไม่มีอะไรที่เป็นปกติเลยสำหรับอัลบั้มนี้ ถ้าเรื่องเพลง อย่างที่บอกว่าเพลงก็มีครบทุกแบบ 15 เพลง บวกอีก 2 เพลง เป็น 17 เพลง ปล่อยออกมาแล้ว 8 เพลง แล้วมีเพลงที่ 9 ที่เพิ่งปล่อยคือ อรุณ ผมอธิบายไม่ถูกเลยสำหรับความรู้สึกของอัลบั้มนี้ มีแต่ความตื่นเต้นเต็มไปหมดเลย ทั้ง อาร์ตไดเรกชัน ปกอัลบั้ม เราได้ทดลองอะไรใหม่ๆ กันค่อนข้างเยอะ ผมไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้กับอัลบั้มที่ผ่านมาสักอัลบั้มเลย นี่เป็นอัลบั้มที่อธิบายจำกัดความเป็นความรู้สึกยากมาก เพราะว่าไม่สามารถจำกัดความในความรู้สึกของพวกผมเองได้ว่า อัลบั้มนี้คือพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า (Sunrise) หรือว่าพระอาทิตย์ตก (Sunset) หรือว่าช่วงเวลาดีๆ (Begin again) ไม่ใช่เลย มันถึงต้องชื่อว่า ชุดที่เจ็ด เพราะไม่มีคำไหนมาบอกได้ว่าคืออะไร แต่เราก็ใส่ความกระแดะลงไปนิดหนึ่งให้ทับศัพท์ว่า Chud-Tee-Jed ให้ดูมีชื่อฝรั่งลงไป (หัวเราะ)

 

     โอม: ถ้าย้อนกลับไปหลายปีก่อน อัลบั้มนี้จะชื่อ ‘ตอนเย็น’ นะ (หัวเราะ)

 

     ชูหั่ง: เมื่อก่อนโปเตโต้จะทำงานเฉลี่ยประมาณปีครึ่งต่อหนึ่งอัลบั้ม เพราะฉะนั้น เวลาเราย้อนกลับไปฟังเพลงเก่าๆ ไล่เป็นอัลบั้มขึ้นมา เราจะเห็นพัฒนาการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทัศนคติ เรื่องของซาวนด์ เรื่องของภาษาเพลง ย้อนกลับไปก่อนว่า เวลาที่เราไล่ฟังขึ้นมา เราจะรู้สึกถึงเสน่ห์ในแต่ละช่วงเวลา อัลบั้มนี้ซาวนด์ไม่ดีเลย อัลบั้มนี้ซาวนด์โคตรดีแต่อาจจะลดเสน่ห์อะไรบางอย่าง หรืออะไรก็ตาม ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลง

     แต่อัลบั้มนี้มันกินเวลา 7-8 ปี พอได้ยินคำว่ากลมกล่อมก็เลยแอบรู้สึกนิดหนึ่งว่า อาจจะไม่กลมกล่อม แต่ว่าอาจจะมีความเฝื่อน อาจจะมีความเข้ม รวมอยู่ตรงนั้น ผมรู้สึกว่าตอนผมนั่งฟังเช็กมาสเตอร์อัลบั้มนี้ ด้วยความที่ใช้เวลาทำนานมาก ก็จะมีบางอย่างที่แทบลืมไปแล้วว่า เฮ้ย เพลงนี้ซาวนด์แบบนี้เหรอเมื่อตอน 7 ปีก่อน ซาวนด์ไม่เหมือนเพลงที่เพิ่งทำตอนนี้เลย เพราะฉะนั้น ก็จะมีความรู้สึกของช่วงเวลาในแต่ละช่วง และมีเรื่องราวหลายอย่างรวมอยู่ในอัลบั้ม ผมคิดว่าในแง่ดนตรีอาจจะค่อนข้างกว้าง แต่ทัศนคติ ทิศทางของวงค่อนข้างชัดเจนนะ

 

     โอม: ผมว่าอัลบั้มนี้แต่ละเพลงค่อนข้างจะต่างกัน อารมณ์ก็ต่างกัน ถ้าลองฟังดีๆ แต่ละคนน่าจะมีอยู่ในใจคนละแบบ อัลบั้มนี้ค่อนข้างจะกว้าง พอได้ฟังดูแล้ว ทุกเพลงจะกว้างมาก บางคนชอบเพลงช้าๆ เพราะๆ ซึ้งๆ บางคนชอบเพลงที่สนุกขึ้นมาหน่อย บางคนชอบร็อก มีให้เสพหลายแบบ เปรียบเทียบเหมือนวัตถุดิบก็คือ มีหมู มีอะไร แต่สีสันที่ประกอบอาหารก็ทำให้ออกมาเป็นอาหารคนละแบบ แต่ละเพลงเลยเป็นเหมือนอาหารคนละจาน มียำเผ็ดๆ ครบรส มีข้าวต้มอาหารเบาๆ มีให้หมดอยู่ในอัลบั้ม

 

     ปั๊ป: นี่เป็นอัลบั้มที่ไม่มีความยึดติดอะไรอยู่ในนั้นเลย ที่เหลือก็อยู่ที่คนฟังแล้วแหละ ว่ากินแล้วเขาจะชอบอะไรแบบไหน ผมเชื่อว่าใน 14-15 เพลงต้องมีสักเพลงแหละที่ถูกใจคนฟัง

 

     ชูหั่ง: เคยไปเที่ยวแบบไม่มีแผนไหม อัลบั้มนี้ก็ประมาณนี้ เราอาจจะมีแผนคร่าวๆ แต่ก็ เอ๊ะ ไปทางนั้นนิดหนึ่งมั้ย ไปทางนี้อีกนิดหนึ่งมั้ย ผมว่าสนุกดีนะ

 

 

คาดหวังกับอัลบั้มนี้อย่างไรบ้าง

     ปั๊ป: ผมอยากให้ทุกคนมีความสุขกับอัลบั้มนี้ เหมือนที่พวกเรามีความสุข นี่เป็นอีกอัลบั้มที่เรารักมันมากจริงๆ ไม่ได้หวังว่าจะชอบทุกเพลง แต่ให้ชอบสักประมาณ 14 เพลง (หัวเราะ)

 

     โอม: ลองเปิดใจแล้วฟังดู น่าจะมีสักเพลงให้ชอบแหละ แต่จริงๆ แล้วเสน่ห์ของโปเตโต้คือเล่นสดนะ ผมว่าลองฟังเพลง แล้วมาสนุกกับการดูคอนเสิร์ตด้วย เพราะคงทุกคนแหละ เวลาชอบเพลงไหน เราก็อยากไปดูเขาเล่นสด ผมอยากเจอทุกคนในคอนเสิร์ตมากกว่า

 

     ชูหั่ง: ความรู้สึกแรกที่ทำอัลบั้มเสร็จคือ เหมือนกับเราเขียนหนังสือเสร็จ เราปิดเล่มแล้ว เราสรุปได้แล้ว ที่เหลือก็ให้คนอ่านได้ลองอ่านดู ไม่จำเป็นต้องชอบทุกบท ชอบแค่บางตอนก็ได้ แต่สิ่งที่รวมอยู่ในนั้นคือเรื่องราว พออัลบั้มนี้กินระยะเวลานาน เวลาที่เราฟังไปในแต่ละเพลง ความรู้สึกของผมคือมีเรื่องราวอยู่ในเพลง ถ้าแฟนเพลงหรือไม่ใช่แฟนเพลงได้ฟังแล้วรู้สึกถึงเรื่องราว ผมก็ถือว่าอัลบั้มนี้ประสบความสำเร็จแล้วนะ ส่วนจะชอบเพลงไหน ก็แล้วแต่ความรู้สึกแต่ละคน

 

     กานต์: ผมอยากให้ทุกคนที่ได้ฟังรู้สึกถึงความสุข เพราะว่าถ้าย้อนไปเมื่อช่วงตอนทำแรกๆ ผมจะรู้สึกว่าผมฝืน แต่ตอนนี้ พอเราอยู่กับมันนานๆ แล้ว มันไม่ฝืน แล้วอารมณ์ในการเล่นของเราเปลี่ยนไป เราตีกลองแล้วเรารู้สึกมีความสุขจริงๆ ก็อยากให้ทุกคนที่ได้ฟังมีความสุขไปด้วย

 

     โอม: เดี๋ยวนี้ผมก็ยังอุดหนุนศิลปินที่ชอบอยู่นะ ชอบใครผมก็ยังซื้อซีดีอยู่ จริงๆ เพลงเราหาฟังได้อยู่แล้ว แต่ที่ซื้อเพราะอยากดูอยากอ่านอะไรข้างในมากกว่า เขาเขียนอะไร เขาพรีเซนต์ยังไง คือการซื้ออัลบั้มเราได้มากกว่าเพลงนะ

 

     ชูหั่ง: ขายของเก่ง (หัวเราะ) ของผมซื้อซีดีมาแต่ไม่แกะ ไปฟังในสตรีมมิงเอา แล้วค่อยยืมเพื่อนดู ส่วนของตัวเองที่ซื้อมาเก็บใส่ซองไว้อย่างดี

Share Post
Like 5 View 1172

Author

ชยพล ทองสวัสดิ์

เด็กเชียงใหม่ที่พูดคำเมืองไม่ได้ เลิฟดนตรี หนังสือ และรูปถ่าย เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เติบโตมาในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN