พั้นช์ วรกาญจน์: การกลับมาของผู้หญิงตาดำๆ ในวันที่เติบโตขึ้นทั้งเรื่องดนตรีและชีวิต

The Guest
9 Sep 2019
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์

สิบกว่าปีที่แล้วเรายังจำได้ถึงศิลปินวัยรุ่นหญิงคนหนึ่งที่มาพร้อมกับภาพลักษณ์โก๊ะๆ แอบห้าว แต่ซ่อนความอ่อนหวานอยู่ลึกๆ และบทเพลงที่ฟังดูเศร้าโศกผิดหวังในความรัก ในวันนั้นชื่อของ ‘พั้นช์’ – วรกาญจน์ โรจนวัชร ต่างถูกพูดถึงในวงการดนตรีไทย ชื่อเสียงของเธอยิ่งเป็นที่รู้จักมากขึ้นไปอีก เมื่อเธอได้ลองชิมลางทั้งเล่นละครและภาพยนตร์ ในขณะเดียวกันก็ยังมีอัลบั้มออกมาอย่างต่อเนื่อง

        นับเป็นช่วงเวลาที่ดีของวัยรุ่นคนหนึ่งที่เติบโตมากับเส้นทางสายดนตรีตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง

        7 ปีก่อน ชื่อของพั้นช์เริ่มเฟดหายไปจากวงการ การเติบโตทำให้เธอตัดสินใจกระโจนออกไปพบเจอสิ่งใหม่ๆ ในชีวิต ทั้งการแต่งงาน การออกไปเป็นอาสาสมัครกู้ภัยที่ต้องทำงานคาบเกี่ยวกับเรื่องความเป็นความตาย สิ่งต่างๆ ที่ ‘ผู้หญิงตาดำๆ’ ในวันนั้นได้เรียนรู้ในวันที่มีวุฒิภาวะมากขึ้น ทำให้เธอมองโลกในแง่มุมที่เปลี่ยนไปและลึกซึ้งถึงความหมายมากขึ้น

        “ชีวิตคนเราก็เท่านี้ ไม่ยึดติด หากไม่เป็นร่างอาจารย์ใหญ่ ก็ต้องเป็นกระดูกอยู่ในป่าช้า ตอนที่ไปล้างป่าช้าก็ทำให้เราคิดถึงเรื่องการใช้ชีวิตในแต่ละวันให้มีความสุข อยู่กับคนที่เรามีความสุข หาความสุขจากสิ่งรอบตัวง่ายๆ โดยไม่ต้องไปที่ไหนไกล เพราะคนเราไม่รู้จะอยู่ถึงวันไหน”  

        แต่แน่นอนว่าสิ่งที่เธอรักและผูกพันมาตั้งแต่ยังเด็กอย่างการร้องเพลงคือสิ่งที่ปรารถนาจะกลับมาอยู่เสมอ เมื่อจังหวะเวลาทุกอย่างลงตัว ในวันนี้พั้นช์กลับมาอีกครั้งในการจับมือกับค่าย Khaosan Entertainment พร้อมซิงเกิลใหม่ ‘เก็บซ่อน’ ที่ยอดวิวทะยานไปมากกว่า 24 ล้านวิวแล้ว นั่นบ่งบอกถึงความคิดถึงของแฟนๆ ที่มีต่อเพลงของเธอได้เป็นอย่างดี

        “สิ่งสำคัญที่สุดคือเราเองแฮปปี้ที่ได้ร้องเพลงที่เราเลือก แล้วแฟนๆ ชอบเพลงเรา นั่นก็คงเป็นความสุขที่ได้กลับมาแล้ว”

 

พั้นช์ วรกาญจน์

ในอดีตคุณเป็นคนที่เติบโตมากับการเล่นดนตรี ยังพอจำช่วงเวลาเหล่านั้นได้ไหม

        เนื่องจากเราเป็นครอบครัวดนตรี เวลาที่ครอบครัวแกะเพลง ซ้อมเพลง เล่นดนตรี เราเลยได้ยินเสียงดนตรีทุกวันตั้งแต่เด็กๆ กลายเป็นว่าเป็นครอบครัวที่มีแต่เสียงเพลง ยังไม่ทันตื่นนอนก็ได้ยินเสียงดนตรีเหมือนเป็นเสียงปลุกแล้ว อีกอย่างคือคุณพ่อเราเป็นนักร้อง ครอบครัวของคุณแม่ก็ทำเกี่ยวกับดนตรีด้วย ทั้งพ่อทั้งแม่อยู่ในสายของการเป็นนักดนตรีมาทั้งคู่เลย พอเราโตขึ้นมาหน่อย พ่อก็เริ่มสอนร้องเพลง แล้วได้มีโอกาสไปร้องเพลงตามงานต่างๆ 

ตอนเด็กๆ การร้องเพลงเป็นการฝืนหรือเปล่า

        ตอนเด็กๆ เราชอบร้องเพลงอยู่แล้ว พ่อจะซื้อไมโครโฟนเล็กๆ มาให้เราร้องโชว์ให้พ่อดู จนสักประมาณ 9-10 ขวบ จำได้ว่าตอนนั้นอยู่ป.3 แม่เคยไปรับเราที่โรงเรียนเพื่อที่จะพาไปร้องเพลงในงานหนึ่ง แม่ก็ไปขออนุญาตคุณครูว่าขอให้ลูกไปร้องเพลงที่งานนี้นะ เราเลยได้เลิกเร็วกว่าเพื่อน ตอนนั้นครูอนุญาต แต่ก่อนจะไปครูก็ให้เราร้องเพลงให้เพื่อนฟังก่อน เราจำภาพเหตุการณ์นั้นได้ (หัวเราะ) ถามว่าตอนนั้นก็มีเบื่อบ้างตามประสาเด็ก บางทีเราอยากเล่นกับเพื่อน ยังไม่อยากไปร้องเพลง แม่ก็จะคอยบอกคอยชวนให้ไป แต่พอโตมาเหมือนเริ่มชิน แล้วเริ่มได้เงินที่ปู่ให้ตอบแทนจากการไปร้องเพลง เราก็โอเค พอมองย้อนกลับไป เรารู้สึกเหมือนได้ไปเที่ยว ได้ไปเปลี่ยนบรรยากาศใหม่ๆ จากการไปตระเวนร้องเพลงด้วย ถ้าเราไม่ได้ร้องเพลงอาจจะไม่ได้เจออะไรแบบนั้นก็ได้

ฟังดูเหมือนครอบครัวคุณเองเป็นนักดนตรีแล้วก็สนับสนุนคุณเรื่องดนตรีด้วย

        ใช่ เต็มที่เลย คืออาจจะไม่ใช่ว่าขึ้นไปเวทีแรกแล้วร้องเก่ง ร้องเป็นเลย เรามีสะดุดบ้าง เพี้ยนบ้าง ร้องไห้ ไม่มั่นใจ แต่ที่บ้านก็จะคอยให้กำลังใจ บอกว่าไม่เป็นไร ค่อยๆ หัดไป

แล้วทุกอย่างเริ่มชัดเจนว่าคุณอยากเป็นนักร้องตอนไหน

        พอเราเริ่มชินเวทีกับการร้องเพลงกับที่บ้าน พอช่วงจะเข้ามหาวิทยาลัยเราเริ่มไปร้องประจำที่ร้านอาหารหรืองานจ้างทั่วไป แล้วก็เริ่มไปประกวดกับวงดนตรี เพราะมีพี่ที่รู้จักกันเขาอยู่มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา แล้วเขาชอบสายประกวด ทีนี้เขามีแต่นักร้องชาย ไม่มีนักร้องหญิง เขาเลยมาขอให้ไปช่วยร้องให้ เราเลยได้ไปประกวดกับเขา นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้ใหญ่ทางแกรมมี่มาเห็น

        จำได้ว่าเป็นงานของเนสกาแฟ เราร้องเพลงอยู่บนเวที ส่วนคุณแม่ก็คอยดูเราอยู่ข้างล่าง แล้วพี่ต้น (สุวัธชัย สุทธิรัตน์) ที่อยู่แกรมมี่ตอนนั้นเขาพูดอยู่ข้างหลังคุณแม่พอดีว่า “เด็กคนนี้น่าสนใจ” แม่เราเลยหันไปบอกว่า “ลูกสาวฉันเองค่ะ” จังหวะได้พอดี (หัวเราะ) เขาเลยขอเบอร์ติดต่อแล้วได้คุยกัน หลังจากนั้นพอพี่ต้นพาเข้ามาในค่าย ทีมงานและพี่ตุ่น (พนเทพ สุวรรณะบุณย์) ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ก็ต้องมาช่วยคิดกันว่าจะให้เราออกมาเป็นแนวไหนดี 

จำบรรยากาศในการเข้าไปสกรีนเทสต์ในแกรมมี่ยุคนั้นได้ไหม

        ตอนแรกที่เข้าไป เราไปลองสกรีนเทสต์เป็น พี่โบ สุนิตา ตอนนั้นพี่เขาดังมาก คือไม่ได้เป็นแนวน่ารักกุ๊กกิ๊กเลย อาจจะเพราะเป็นเด็กมั้ง เขาเลยอยากจะให้ไปเป็นแนวนั้น เพราะตอนนั้นเราอยู่ ม.4 ม.5 เอง พอเสร็จปุ๊บ พี่ตุ่นก็บอกว่า พี่โบมีแล้ว จะเอาทำไมอีก เราคิดว่าก็จริงนะ ตอนสกรีนเทสต์ก็เลยเปลี่ยนชุดลองชุดอะไรกันนานมาก จนกระทั่งจุดพีกที่สุดคือพี่ๆ เขาถามว่าตอนนี้มีเพลงไหนที่ร้องตามผับตามบาร์ที่ดังๆ ที่แขกขอบ่อย แล้วได้ทิปบ้าง ให้ร้องให้ฟังหน่อย ตอนนั้นเรานึกไม่ออกเลยร้องเพลง ‘นึกเสียว่าสงสาร’ ของ อ้อย กะท้อน ให้เขาฟัง นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราเป็นพั้นช์เหมือนทุกวันนี้เลย พอเราเริ่มร้อง ถามว่ารักแค่ไหน… เท่านั้นแหละ เขาบอกเลยว่าต้องแบบนี้ (หัวเราะ) พอได้แนวแล้ว หลังจากนั้นก็เป็นการทำงานสู่อัลบั้มชุดที่หนึ่ง ที่มีความกึ่งๆ เพื่อชีวิต โฟล์กซอง อะไรแบบนั้น เพราะแนวเสียงเราเป็นแบบนั้น

 

พั้นช์ วรกาญจน์

ตอนไหนที่คุณรู้สึกว่าศิลปินที่ชื่อพั้นช์กำลังมาแล้ว

        คงเป็นตอนเข้าอัลบั้มชุดที่ 2 ซึ่งจริงๆ ชุดที่ 1 กระแสก็ดีมากแล้ว พอมาต่อชุดที่ 2 ยิ่งกว่าเสียใจ มันเหมือนกับต่อยอดออกไปอีก แล้วด้วยความที่เราเล่นเอ็มวีเองด้วย ก็มีทางผู้จัดมาเห็นแล้วบอกว่าอยากได้คาแร็กเตอร์แบบเราที่ดูมีความเป็นผู้ชายนิดๆ ไปเล่นในละคร ทัดดาวบุษยา ตอนแรกเราไม่ได้รับนะ เพราะไม่ได้ชอบทางนี้ ไหนจะต้องไปเรียนแอ็กติ้ง เรียนการแสดง มันดูยุ่งยากสำหรับเรา แต่ว่าทางผู้จัดเขาก็ไม่เลือกใคร เขารอเรา จนเรารู้สึกเกรงใจ ก็เลยรับ จริงๆ รับเพราะเกรงใจ ไม่ได้ชอบเล่นละครหรอก (หัวเราะ)

        แต่พอมาเล่นแล้วท้าทายดีนะ วันแรกที่ไปถ่าย แค่ซีนเดียวปาไปสามชั่วโมง เราเล่นอยู่คนเดียว แค่เดินด้วย ไม่มีบทพูด เรายังรู้สึกว่าทำไม่ได้ เล่นแข็งมากจนเกรงใจผู้ใหญ่ แต่เขาก็ให้โอกาส ทัดดาวบุษยา เลยใช้เวลาถ่ายมาเกือบปี แต่พอได้เริ่มเล่นไปแล้วก็สนุกดี แค่เรื่องเวลาถ่ายทำที่นาน แล้วเรายังต้องทำงานเพลงซึ่งเป็นงานหลักด้วย

คุณเริ่มร้องเพลงหารายได้ตั้งแต่เด็ก ออกอัลบั้มตั้งแต่ยังวัยรุ่น เล่นละคร มีชื่อเสียง มองย้อนกลับไปมีอะไรที่คุณรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ทำในช่วงนั้นบ้างไหม

        ตอนเด็กๆ จะมีบ้างที่อยากเล่นกับเพื่อน แต่พอโตขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าเราโชคดีนะที่ได้ทำงานก่อนเพื่อนคนอื่นๆ มีรายได้ก่อนเพื่อนคนอื่นๆ รู้สึกว่าโชคดีแล้วที่หันมาทางนี้ ตอนนั้นยังคิดอยู่เลยว่าถ้าไม่ได้ออกอัลบั้มก็อาจจะรับจ้างร้องเพลงตามร้านอาหาร วิ่งหลายๆ ร้านไปด้วย อะไรแบบนั้น เพราะเราชอบร้องเพลงมาก

ตอนที่เป็นวัยรุ่นออกอัลบั้มช่วงนั้นคุณวางแพลนชีวิตตัวเองในอนาคตอย่างไร

        ตอนนั้นอายุประมาณ 21 ปี ยังรู้สึกว่าไม่ได้คาดหวังกับอัลบั้มของเรามาก คือไม่ได้คิดว่าจะพีกหรือคนจะชอบ ตอนนั้นแค่ได้ออกอัลบั้มแล้วพี่น้องที่บ้านดีใจก็คือสูงสุดที่ปลาบปลื้มมากแล้ว เพราะเราอยู่ในชุมชนเล็กๆ การได้เข้าไปอยู่ในแกรมมี่เป็นอะไรที่เกินฝันของเรามาก พอได้รับการตอบรับที่ดี ก็ทำให้เรามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เราได้กำไรมาดูแลครอบครัว มาสร้างพื้นฐานในอนาคตของเรา จนรู้สึกว่าโอเคกับความอยู่ของเราแล้ว

        คือเราเคยอยู่แบบไม่มีมาก่อน แล้วตอนนี้เราสบายกว่าเดิม เราแฮปปี้ หลังจากนี้จะเป็นอย่างไรก็มีสิ่งที่ซัพพอร์ตตัวเองไว้แล้ว พอมาถึงปัจจุบันเลยไม่ได้รู้สึกกดดันว่าจะต้องทำให้ได้ขนาดไหน ต้องมีมากกว่านี้ไหม เรารู้สึกพอใจกับสิ่งที่เราเป็นแค่นี้แล้ว ไม่ได้รู้สึกว่าต้องไปแข่งขันหรือยึดติดกับความมีชื่อเสียง

ช่วงวัยเด็กที่ลำบาก บางคนอาจหันไปโฟกัสในสิ่งที่ผิดแล้วหลงไปเลย แต่อะไรทำให้คุณผ่านช่วงเวลานั้นมาได้

        จริงๆ แล้วตอนเด็กๆ ความที่เราอยู่แบบนี้ มันเป็นความเคยชินของเราด้วย ไม่ใช่แค่ว่าเราไม่มีคนเดียว คนรอบข้างเรา เพื่อนบ้านเราก็ไม่ได้มีเหมือนกันทุกคน แต่เรารู้สึกว่าอยู่ตรงนี้ก็แฮปปี้ดี เรามีบ้านอยู่ที่ไม่ต้องเช่า มีเพื่อน มีญาติพี่น้องเต็มไปหมด ถือเป็นครอบครัวอบอุ่นครอบครัวหนึ่งเลย พอเรามีมากกว่านี้มันเป็นความรู้สึกว่าก็ดีเนอะ พ่อแม่พี่น้องสบายขึ้นเนอะ เท่านั้นเอง ถึงแม้หากเราจะต้องกลับไปมีเท่าเดิมก็ไม่ได้รู้สึกว่าลำบากนะ เพราะเราผ่านตรงนั้นมาแล้ว ที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้คือกำไรแล้ว แม่ไม่เคยทำให้เรารู้สึกขาด เรามีความสุขกับตรงนี้ เราได้เท่านี้ เราโอเคเท่านี้ เราไม่ได้ทะเยอทะยานอยากจะมีมากจนเกินกำลังของครอบครัวเรา

ทัศนคตินี้เป็นตั้งแต่เมื่อก่อนจนถึงทุกวันนี้เลยไหม 

        ด้วยความที่แม่เลี้ยงเรามาแบบสบายๆ ตามมีตามเกิด มีมากใช้มาก มีน้อยใช้น้อย มันเลยทำให้เรารู้สึกไม่ยึดติดกับวัตถุ คือถ้าเราจะยึดติดกับวัตถุ เราขอไปมีที่ดิน มีบ้าน ที่จะสร้างความสุขในอนาคตหรือพื้นฐานที่ดีให้กับครอบครัวในอนาคตดีกว่า เพราะอาชีพนี้มันไม่ถาวรอยู่แล้ว ถ้าวันหนึ่งในอนาคตเราไม่ได้ร้องเพลงเราก็ตุนเอาไว้แล้ว

 

พั้นช์ วรกาญจน์

มันเป็นจุดที่ทำให้คุณตัดสินใจหายไป 6 ปีที่แล้วหรือเปล่า

       ส่วนหนึ่งนะ แล้วตอนนั้นก็มีช่วงที่แต่งงานด้วย เราได้ไปใช้ชีวิตครอบครัวของเรา เลยพักตรงนี้ไว้ เพราะตอนที่ออกอัลบั้มกับแกรมมี่เราออกติดๆ กันเลย บางทีคนอาจจะเบื่อหรือเปล่า เราไปลองเล่นละครบ้าง แล้วก็ค่อยๆ เฟดไป จากนั้นก็ไปแต่งงาน พอมาถึงจังหวะช่วงนี้ที่ทุกอย่างลงตัว มีทางผู้ใหญ่เอาเพลงมาเสนอแล้วเราชอบ ก็เลยกลับมาออกซิงเกิลอีกครั้งหนึ่ง

        แต่จริงๆ ถ้าเป็นแฟนคลับเขาจะรู้ว่าเราไม่ได้หายไปไหน เพราะเขาจะรู้ว่าเราทำอะไรบ้าง เรายังได้ไปร้องเพลงฟีเจอริงกับวง 7Days Crazy ได้ร้องเพลงประกอบละคร แล้วก็ไปแจมหนังเรื่อง ตีสาม แต่ถ้าคนที่ไม่ได้ติดตามผลงานเลยจะรู้สึกว่าเราหายไปเลย เพราะผลงานอาจไม่ได้โดดเด่นขนาดที่คนจะรู้จักหมดทุกคน คนก็จะคิดว่า อ๋อ พั้นช์ไปแต่งงานแล้ว ก็จะมีข่าวแค่เราไปแต่งงานแล้วก็หายไป

เห็นไปเป็นอาสาสมัครกู้ภัยด้วย มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร 

        จุดเริ่มต้นคือพี่พลพล (พลพล พลกองเส็ง) เขาเข้าไปก่อน คือในกลุ่มเขาจะมีหลายงาน บางทีก็จะไปเทกระจาด ไปแจกของให้กับผู้ยากไร้ มีมินิคอนเสิร์ตเล็กๆ ให้คนได้ดูกัน ทีนี้เขาก็ชวนเราไปด้วย หลังจากนั้นเขาก็เริ่มมาชวนสมัคร มีเสื้อ เป็นเรื่องเป็นราว คราวนี้มีอะไรเขาก็มาติดต่อเราโดยตรงเลย (หัวเราะ) แล้วก็เริ่มลึกขึ้น จากแรกๆ ไปเทกระจาด หลังๆ ก็เริ่มไปยกร่างอาจารย์ใหญ่ ครั้งแรกเราก็คิดนะว่าจะเป็นอย่างไร คือไม่ได้เห็นศพโดยตรงนะ  แต่ว่าก็ได้สัมผัส ได้กลิ่นอะไรแบบนี้ หลังจากนั้นก็ได้มาร่วมล้างป่าช้า ตอนแรกเรารู้สึกว่ามีความกลัวอยู่นิดหนึ่ง แต่ว่าก่อนที่จะทำอะไรเราจะไหว้ตลอดอยู่แล้ว เรารู้สึกว่าคนที่เป็นอาจารย์ใหญ่เขาเสียสละ ถ้าวันหนึ่งเราหมดไปแล้วเราก็อยากเป็นอาจารย์ใหญ่นะ เรารู้สึกว่าได้บุญด้วย

ทำให้คิดถึงเรื่องวาระสุดท้ายของชีวิตไหม

        ทำให้คิดว่าชีวิตคนเราก็เท่านี้ ไม่ยึดติด หากไม่เป็นร่างอาจารย์ใหญ่ ก็ต้องเป็นกระดูกอยู่ในป่าช้า ตอนที่ไปล้างป่าช้าก็ทำให้เราคิดถึงเรื่องการใช้ชีวิตในแต่ละวันให้มีความสุข อยู่กับคนที่เรามีความสุข หาความสุขจากสิ่งรอบตัวง่ายๆ โดยไม่ต้องไปที่ไหนไกล เพราะคนเราไม่รู้จะอยู่ถึงวันไหน มันทำให้เรารู้สึกโปร่งสบายกับชีวิต ทำให้คิดถึงตอนที่เรายังไม่มี เราก็ยังมีความสุขกับสิ่งรอบตัวได้ พอวันที่มีแล้วเราก็แฮปปี้กับสิ่งที่เรามี เราได้ไปในที่ที่ไม่เคยไป ได้อยู่กับครอบครัวของเราในที่ที่ดีมีความสุข ได้เปิดหูเปิดตา เจอเพื่อนใหม่ เจอกัลยาณมิตรที่ดี

        เราโชคดีอย่างหนึ่งคือคนที่เข้ามารอบตัวเรามีแต่คนที่ดี หรืออย่างแฟนคลับเราน่ารักมาก เป็นแฟนคลับจนสนิทเหมือนเป็นญาติกันแล้ว ไปซื้อที่อยู่ใกล้กัน กลายเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน คอยช่วยเหลือกัน

อย่างซิงเกิลล่าสุด เก็บซ่อน ยอดวิวขึ้นแทบจะวันละล้านวิว ตกใจไหมกับการกลับมา

        ความรู้สึกเราคือมันเป็นการทำงานใหม่ในเรื่องโซเชียลฯ เราเป็นคนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องโซเชียลฯ เลย เล่นตามน้องๆ ที่บ้าน เราเห็นเขาเล่นแล้วเราก็ถามว่า “หนึ่งวันหนึ่งล้านวิวถือว่าเร็วไหม” เพราะเราไม่รู้ น้องก็บอกว่าเร็วแล้วนะพี่ เราก็สบายใจ (หัวเราะ) ตอนนี้เวลาทำอะไรจะลงยูทูบเป็นหลัก ซึ่งก็จะง่ายต่อเด็กสมัยนี้ที่มีความฝันหรืออยากทำอะไรแล้วได้ทำเลยนะ แต่ก่อนกว่าจะได้โอกาส กว่าจะได้เข้าแกรมมี่มันยากมาก ต้องไปแข่งขันกันเยอะ

        อย่างเพลงใหม่ที่ออกมายังคงความโศกเศร้าเหมือนเดิม ด้วยความที่เราหายไปนาน เรารู้สึกว่าถ้ากลับมาแบบเศร้าอีกคนน่าจะคิดถึง โทนเสียงเราไปทางนั้น แล้วเราถนัดทางนั้นด้วย เราเป็นคนชอบเพลงช้า ชอบ นิตยา บุญสูงเนิน ชอบ ตั๊ก ลีลา เราเลยชอบเพลงช้าๆ เศร้าๆ ติดหู

 

การทำเพลงในยุคใหม่เป็นอย่างไร มีส่วนร่วมยังไง คาดหวังขนาดไหน

        เรื่องการโปรโมตบางทีเราไม่ได้ถนัด แต่ว่าอันดับแรกเลยคือการเลือกเพลง เพลงนี้เราเป็นคนเลือก เขามีมาให้เลือกหลายๆ เพลงเป็นเดโม แล้วเราชอบเพลงนี้ เรารู้สึกว่าทำไมเพลงนี้จำง่าย พอเลือกแล้วก็ไปร้องเลย ฉะนั้นหลักๆ เราจะเป็นคนเลือกเพลงที่โดนเราก่อน พอรู้สึกว่าเราชอบ คนอื่นก็น่าจะชอบ ส่วนเรื่องการโปรโมตเขาจะมีทีมของเขาที่คอยจัดการอยู่แล้ว

        ถามว่าคาดหวังไหม เราคาดหวังนะ อย่างแรกเลยอยากให้คนชอบเพลงเราแหละ พอคนชอบเพลงเรา เราจะรู้สึกหายเหนื่อย รวมไปถึงทีมงาน เพราะเขาต้องมีการลงทุน ต้องมีบุคลากรต่างๆ ถ้าเพลงออกมาดีแล้วกระแสดี คนทำจะแฮปปี้ไปด้วย 

การทำเพลงครั้งใหม่ บนแพลตฟอร์มใหม่ ชื่อเสียงความดังมีผลกับเราไหม มันผลักหรือบังคับให้เราต้องทำอะไรมากขึ้นหรือเปล่า เช่น อาจจะต้องมาเปิดแชนแนลของตัวเองเพิ่มขึ้นเหมือนศิลปินคนอื่นๆ

        จริงๆ จะมีทางเพจของค่ายดูแลให้ โดยส่วนตัวเรา ถ้ารู้สึกว่าอารมณ์นี้อยากขอบคุณมากเลยเราก็จะลงขอบคุณแค่นั้น แต่ถ้าจะให้ทำเป็นช่องของตัวเองที่เป็นเรื่องเป็นราวหรือทำตลอด มันไม่ใช่เราเลย แล้วแฟนคลับจะรู้ว่าตามอะไรจากเราไม่ได้ (หัวเราะ) ต้องถามทีมงาน ฉะนั้น ถ้าอะไรที่เราอยากทำเราจะลง แต่ถ้าอะไรที่เป็นเรื่องเป็นราวต้องติดตามที่เพจของทางค่าย

คุณเคยทำเพลงเป็นอัลบั้มมา แล้วต้องมาเป็นทีละเพลงเหมือนสมัยนี้มีข้อดีข้อเสียอย่างไร แล้ววางแพลนซิงเกิลต่อไปหรือยัง

        เราว่าดีนะ การออกเป็นซิงเกิลมันประหยัดด้วย เอาจริงๆ สิบเพลงในอัลบั้ม บางทีใช้แค่เพลงสองเพลงเท่านั้นเอง ในยุคก่อนต้องขายเป็นอัลบั้มไง แต่ตอนนี้เป็นซิงเกิล เราได้เลือกเด็ดๆ มาเลยของเรา ถ้าอันไหนโอเคเราดันต่อไป เหมือนเราสามารถเต็มที่กับซิงเกิลหนึ่งได้เลย

        ตอนนี้เราดูกระแสกันอยู่ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง ตอนนี้ซิงเกิล เก็บซ่อน ถือว่าดีในระดับหนึ่ง มีแฟนคลับเข้ามาคอมเมนต์เยอะมาก ส่วนใหญ่จะบอกคิดถึงเสียงเพลงของเรา คิดถึงการร้องของเรา อันนี้เราได้อ่านแล้วชื่นใจ รู้สึกดี ดูจากซิงเกิลนี้ก่อนว่าต่อไปจากนี้อีกสองสามเดือนจะเป็นอย่างไร อาจจะมีซิงเกิลใหม่ที่เป็นภาคต่อ เพราะหลายๆ คนที่ได้ดูเอ็มวียังงงๆ อยู่ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป 

แต่การทำซิงเกิลก็เสี่ยง ถ้าเพลงแรกประสบความสำเร็จ เพลงสองเฟดลง เพลงสามดีขึ้นแต่ก็ยังไม่เท่าอันแรก จะรู้สึกอย่างไร

        เป็นปกติ อย่างอัลบั้มหนึ่งกับสองของเราออกมาดีมาก พอมาสามเริ่มเฟดลง สี่เริ่มหายไป เราผ่านจุดนั้นมาแล้ว ถ้าจะเจออีกคงไม่แปลก (หัวเราะ) คืออย่างน้อยเพลงเราต้องได้ฟังก่อนว่ามันโอเคหรือเปล่า ถ้าเรารู้สึกว่ายังไม่โอเค เราก็ยังไม่อยากปล่อยออกมาให้ฟัง มันต้องผ่านเราหรือคนทำเพลงจริงๆ ก่อนถึงจะรู้สึกว่าโอเค มันอยู่ที่การเลือกเพลงด้วยเป็นหลัก เราต้องสบายใจด้วย ไม่ใช่เป็นการยัดมาให้เราร้อง เราไม่ชอบเพลงนี้แต่ต้องร้อง เราก็จะรู้สึกหมดกำลังใจตั้งแต่ได้ยินแล้ว ฉะนั้น เราว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือเราเองแฮปปี้ที่ได้ร้องเพลงที่เราเลือก แล้วแฟนๆ ชอบเพลงเรา นั่นก็คงเป็นความสุขที่ได้กลับมาแล้ว

 


อ่านซีรีส์ Life out of spotlight ตอนอื่นๆ ได้ที่

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

เด็กเชียงใหม่ที่พูดคำเมืองไม่ได้ เลิฟดนตรี หนังสือ และรูปถ่าย เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เติบโตมาในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง