‘มีเพื่อนดีกว่า ณ เวลานี้’ สถานการณ์ปัจจุบันของ รัฐ พิฆาตไพรี แห่งวง Tattoo Colour

The Guest
10 Oct 2020
เรื่องโดย:

อธิวัฒน์ อุต้น

ครั้งเริ่มฝัน เขาอยากเป็นนักแต่งเพลงที่เพียงแค่ฟังก็รู้ได้เลยว่าใครเป็นผู้แต่ง 

        “อยากให้มีคนฟังเพลงที่เราเขียนแล้วรู้สึกว่า ‘รัฐ พิฆาตไพรี เป็นคนเขียนปะวะ?’ อยากเป็นนักแต่งเพลงที่มีคนสัมผัสถึงการเขียนเพลงแบบเราได้ ให้เราได้มีตัวตนขึ้นมา ให้คนรู้ว่าเราเป็นนักเขียนเพลง ก็ถือว่าสุดยอดแล้ว”

        วันนี้เขามีเพลงที่แต่งขึ้นในนามของวงดนตรีสังกัดอยู่กับค่าย Smallroom อย่าง Tattoo Colour จำนวน 5 อัลบั้ม บวกอีกหนึ่งอัลบั้มล่าสุดที่กำลังจะแล้วเสร็จ และมีเพลงที่เขียนให้กับศิลปิน วงดนตรีอื่นๆ อีกจำนวนมากกว่านิ้วมือสองคนรวมกัน (ลองเดาเล่นๆ ดูว่า เพลงที่คุณกำลังฟังอยู่ตอนนี้ ใช่เพลงที่เขาเขียนหรือเปล่า)

        ครั้งเริ่มฝัน เขาอยากทำงานเบื้องหลังมากกว่าหน้าม่าน 

        “ถ้าเคยดูหนังของ คริสโตเฟอร์ โนแลน เรารู้สึกว่าคนทำงานข้างหลังเท่กว่าคนเป็นนักแสดง ตอนเด็กเราคิดแบบนั้นเลยนะ และตอนนี้ก็ยังคิดอยู่”

        ไม่ได้เป็นคนขี้อาย เขาคิดแบบนั้นจริงๆ 

        วันนี้เขากลายเป็นหนึ่งในมือกีตาร์ที่เป็นตัวอย่างแรงบันดาลใจ โดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีบทบาททั้งหน้าเวทีและเบื้องหลัง (หากใครที่หัดเล่นกีตาร์ คุณต้องเคยผ่านการเล่นคอร์ดลักษณะที่เขาชอบใช้หรือเคยแกะโซโล่เพลงของเขาแน่ๆ)

        บ่ายวันหนึ่งที่ ‘อากาศร้อนๆ’ อยู่ๆ ฝนก็ตก ทำให้ต้อง ‘รอ’ ไม่เป็นไร ‘อีกไม่นาน ‘ฟ้า’ คงสว่าง ผมใส่ ‘รองเท้าคู่เก่า’ เดินทางไปหาเขา ยังสถานที่ประจำของเขาคือ pop in the box ฐานทัพที่ไว้นัดหมายเพื่อนๆ ทั้งทำเพลงและแลกเปลี่ยนพูดคุย ผมกับเขา เราไม่รู้จักกัน และไม่เคยคุยกันมาก่อน ผมชวนเขาหยุดพักเสียงกีตาร์ หยุดเขียนเพลงสักครู่ แล้วมานั่งคุยเป็นคู่สนทนา

        อยากพาทุกคนไปฟังเรื่อง ‘ลับสุดยอด’ (ที่บางคนอาจยังไม่รู้) พาไปฟังเรื่องที่ ‘อยากรู้เสมอมา’ (ที่บางคนอาจรู้แล้ว) รวมถึงเรื่องต่างๆ ที่เขาเป็นคน ‘เนรมิตเอง’ จาก ‘พรสวรรค์’ ที่มีของเขา ไม่ต้อง ‘กลัว’ ว่าจะเป็นเรื่อง ‘โกหก’ เพราะนี่เป็น ส่วนหนึ่งในชีวิตของ รัฐ พิฆาตไพรี ‘แค่นั้นจริงๆ’ 

Ruzzy Tattoo Colour

เอก ‘รัฐ’

        ในแวดวงของคนเล่นกีตาร์ แน่นอนว่าหลายคนรู้จัก รัฐ พิฆาตไพรี จากเอกลักษณ์ที่โดดเด่น เขาไม่ใช่กีตาร์สายปั่นที่โซโลนิ้วพันกัน แต่คือคนที่ใส่ใจเน้นน้ำเสียงไพเราะ มีสำเนียงกีตาร์เป็นวลีที่ฟังง่าย ชวนจดจำ ใฝ่หาทางคอร์ดสวยๆ มาใช้จนได้ซาวนด์เฉพาะตัวมาประกอบในบทเพลง ได้รสชาติหลากหลายอร่อยหู…

คุณคิดว่าตัวเองเป็นคนเก่งไหม 

        ผมคิดว่าผมเป็นคนขยัน แต่คนดูไม่ออกว่าผมขยัน คือเราชอบโชว์ความไม่ขยันให้คนอื่นเห็น แต่กลับบ้านไปเราขยันมาก เราอยากให้รู้ว่า ความขยันมันไม่ได้น่ากลัว ที่จริงความขยันมันเป็นสิ่งที่ดีนะมันเป็นสิ่งที่เท่ด้วย 

        เราศรัทธาพี่รุ่ง (รุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์) มากที่สุด นอกจากความเก่งคือแกขยัน เกิดมาไม่เคยเห็นใครขยันเท่าพี่รุ่ง เข้าออฟฟิศก่อนทุกคนแล้วกลับทีหลัง และงานทุกอย่างก็ทำเองหมด ต้องมิกซ์เพลง ต้องประชุมกับวง ต้องขายงานเอง และต้องมาล้างจานให้ไอ้พวกที่กินแล้วไม่ยอมเก็บอีก เออนี่แหละคือคนขยัน ซึ่งเรายังขยันไม่ถึงครึ่งของพี่รุ่งเลย 

        ที่เราบอกว่าความขยันมันเท่ เพราะเรารู้สึกว่า คนที่ขยันมันมีเสน่ห์ คนที่ขยันจริงๆ เราจะได้เห็นจากงานที่เกิดขึ้น เราจะเห็นได้เลยว่านั่นแหละซ้อมมามากชัวร์ๆ ผมเชื่อว่านักดนตรีเจ๋งๆ หลายคน เวลาเราเห็นลุกส์เขาเพลย์บอย ดูไม่เอาไหน แต่คนพวกนั้นขยันมากเลยนะ เขามีโมเมนต์ที่ขยันมากๆ กว่าจะได้เป็นแบบนี้ออกมา เขาเต็มที่กับความขยัน พอพ้นจากความขยันที่ว่าแล้ว เขาจะออกมาอยู่ในช่วงเวลา ปาร์ตี้ เมาเละเทะ นั่นก็เป็นเรื่องของเขา

ขยันมากแต่ไม่ถูกจุด คุณมีอะไรอยากแนะนำไหม

        ก็ต้องขยันเพิ่ม ไม่ใช่หมายถึงจะตะบี้ตะบันจะทำสิ่งเดิมนะ ผมว่าเราวัดความขยันเป็นหมวดเวลาก็ได้ สมมติมือกีตาร์ที่เคยซ้อม 10 ชั่วโมง เราก็ดึงออกมาสัก 4 ชั่วโมง เพื่อหาทางใหม่ เราขยันมากขึ้นในการไปฟังคนอื่นดีไหม ไปดูคอนเสิร์ตดีไหม หรือลองไปเล่นเครื่องดนตรีอื่นๆ บ้างก็ยังได้ หาทางใหม่สักทางที่ดูสร้างสรรค์มากขึ้นกว่าเดิม เพิ่มความขยันในเชิงสร้างสรรค์เข้าไป

พรสวรรค์และพรแสวงคุณเลือกให้น้ำหนักกับคำไหนมากกว่ากัน

        คำว่าพรแสวงมันเป็นคำใหม่ที่เอาไว้ดัดหลังคำว่าพรสวรรค์เฉยๆ ผมว่ามันไม่เกี่ยวกันเลย ผมไม่มองคำว่าพรสวรรค์ด้วยซ้ำ พรสวรรค์คือสิ่งที่เรามองว่า มันคือสิ่งที่ชอบ เช่น คนที่มีพรสวรรค์ในการปรุงน้ำหอม เพราะว่าเขาชอบดมกลิ่น เขาก็เลยไปฝึกดมกลิ่นต่างๆ คนที่มีพรสวรรค์ในการทำอาหาร ก็เพราะเขาชอบทำกับข้าว หรือการหาวัตถุดิบอะไรแบบนี้ เขาก็เลยไปฝึก เราเลยมองว่า พรสวรรค์นั้นเป็นสิ่งที่ชอบ เขาก็เลยเอาเวลาไปทำกับสิ่งนั้นเยอะๆ ใช้เวลาไปกับการคิดเรื่องนั้นๆ มันก็เลยเก่ง

ในหนึ่งวัน รัฐ พิฆาตไพรี ทำอะไรบ้าง

        ตื่นมาก็ทำรูทีนของตัวเอง ออกกำลังกาย ให้อาหารหมา ถ้ามีงานที่ต้องทำนัดหมายไว้ก็ออกจากบ้านไปทำ แต่วันไหนที่ต้องอยู่บ้านก็จะจับกีตาร์มาคลินิกตัวเองไม่ให้นิ้วอ่อนแรง ใช้เวลาประมาณชั่วโมงหนึ่ง ติดลมหน่อยก็สองสามชั่วโมงได้ แต่ก็คงไม่เกิน ไม่ได้ใช้คำว่าฝึกละกัน เพราะถ้าจะฝึกก็ต้องทำทั้งวัน

ย้อนกลับไปช่วงที่คุณฝึกกีตาร์หนักๆ เป็นแบบไหน 

        ในชีวิตของเรามีฝึกกีตาร์ครั้งใหญ่อยู่สองช่วง ช่วงแรกคือ ก่อนเอนทรานซ์เข้าคณะดนตรีก็ต้องฝึกให้หนักเพื่อจะไปสอบให้ได้ แต่ว่าช่วงนั้นก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะแค่ได้เล่นกีตาร์ก็สนุกกว่าการไปอ่านหนังสือแล้ว ช่วงนั้นก็จะสอบทฤษฏี สอบเบสิก และสอบสกิล ก็จะต้องซ้อมเบสิกวันละ 8 ชั่วโมง อ่านทฤษฏีไปเยอะๆ แล้วก็พัฒนาสกิล
        เราสอบทางสายแจ๊ซ บางคนสายคลาสสิกก็ต้องเตรียมเพลงยากๆ ไป ส่วนตัวเราก็คิดว่า ถ้ามีเพลงของตัวเองไปสอบมันก็อาจจะช่วยให้ได้คะแนนมากขึ้น ซึ่งก็เป็นการวัดดวงตัวเองด้วย สุดท้ายเราได้คะแนนในการสอบเอนทรานซ์เยอะมาก จากการที่เอาเพลงของตัวเองไปสอบ เราเอนท์ฯ รอบโควตาของมหาวิทยาลัยขอยแก่น (มข.) เป็นช่วง ม.6 เทอมหนึ่ง ทำให้เทอมสองเราว่าง ก็เลยไปเรียนเรื่องคอมพิวเตอร์มิวสิก เราก็เลยมีสองสกิลคือ เป็นโปรดิวเซอร์ที่อยากทำ แล้วก็ได้สกิลกีตาร์อีกทาง

        จากนั้นก็ได้ฝึกหนักๆ อีกครั้งคือตอนที่ได้เรียนดนตรีแล้ว มันต้องฝึกหนักเพราะว่า พอเป็นเรื่องที่ต้องทำมันจะไม่สนุก ตอนเรียนหนังสือเราก็เรียน แต่พอได้เล่นกีตาร์สนุก มันก็ไม่ต้องสนใจหนังสือ แต่เมื่อเรียนดนตรี การสอบของเรามันคือการซ้อมกีตาร์ ก็เลยไม่อยากซ้อมกีตาร์ แต่ถ้าไม่ซ้อมก็ไม่ผ่าน เราก็เลยแต่งเพลงให้หนักขึ้นเพื่อช่วยลดความไม่อยากซ้อม  เพราะตอนเรียนมหาวิทยาลัยต้องมีสอบเบสิกอะไรบางอย่าง พวกสเกลหรือต่างๆ นานา เต็มไปหมด เราก็ต้องจำให้ได้ เราก็ให้น้ำหนักกับเรื่องพวกนี้สัก 70% ถ้าฟลุ๊กไปถึง 80-90 ก็เป็นกำไรชีวิต (หัวเราะ) เราไม่อยากให้มันตึงมาก สำหรับเราคิดว่าไม่ตึงไปนั้นดีแล้ว”  

Ruzzy Tattoo Colour

ลาย ‘รัฐ’ อักษร

        เพลงของ Tattoo Colour ทุกเพลง ถูกเขียนผ่านปลายปากของ รัฐ พิฆาตไพรี ด้วยภาษาที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวและเต็มไปด้วยไอเดียมากสีสัน วางท่อนเพลงได้อย่างมีเสน่ห์และไม่น่าเบื่อ สัมผัสของแต่ละท่อนลื่นไหลเป็นธรรมชาติ ไม่น่าแปลกที่เขามีแรงบันดาลใจมาจากการอ่านโคลงสี่สุภาพ กวีนิพนธ์  ได้ต้นแบบนักเขียนที่ชอบอย่าง อังคาร กัลยาณพงศ์ นอกจากนี้แล้ว รัฐยังเก่งในเรื่องการอุปมาอุปมัยเปรียบเทียบสิ่งต่างๆ เพื่อเล่าเรื่องเชื่อมโยงให้เกิดเรื่องราว เป็นผู้สังเกตและเก็บประเด็นเด็ดๆ จากการดูหนัง และบ่อยครั้งที่เขามักจะเขียนเพลงจากการได้ฟังเรื่องเล่าจากเพื่อนร่วมวง

การแต่งเพลงสำหรับคุณหมดความท้าทายไปแล้วหรือยัง

        มันมีวันหมดยาก เพราะว่าการแต่งเพลงแต่ละครั้งมันไม่เคยมีความง่ายเลย การแต่งเพลงมันยากทุกเพลง ยากเหมือนตอนที่เขียนแรกๆ ทุกเพลง ไม่เห็นจะมีตอนไหนง่ายเลย ทุกเพลงที่แต่งขึ้นใหม่มันต้องตั้งใจมากอยู่ดี ไม่สามารถที่จะมานั่งแต่งให้ดูได้ทันทีแล้วมันจะออกมาดีได้

คุณมีวัตถุดิบมากมายในการแต่งเพลง แม้จะเป็นคำบางคำที่ใช้บ่อยมากๆ แต่ทำไมถึงรู้สึกว่าแต่ละเพลงแตกต่างกัน 

        ทำไมมุมเดิมๆ ถึงยังเล่าได้ไม่หมดไม่สิ้นใช่ไหม เพราะเราว่าคนที่เล่าเรื่องแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน หมายถึงว่า เรื่องเดียวกัน แต่เป็นคนละคนก็ต่างกันแล้ว ทั้ง แนวทาง อารมณ์ หรือประสบการณ์ร่วมในเรื่องนั้นๆ 

        อีกอย่างผมคิดว่าคนฟังก็รอเสพเรื่องพวกนี้อยู่ตลอดเวลา หลายคนจะบอกว่าเบื่อเพลงรัก หรือมีคนตั้งคำถามว่า ทำไมมีแต่คนเขียนเพลงรัก ก็แน่นอนว่า เรื่องของความรักมันมีไม่รู้จบ เพราะว่าในมุมใหม่ ในประสบการณ์ใหม่ บวกเมโลดี้ใหม่ หรือคนร้องใหม่ๆ แม้จะเล่าเรื่องเดิมๆ มันก็ถูกเปลี่ยนคนถ่ายทอดให้มันออกมาเป็นเรื่องใหม่ และมันก็น่าสนใจอยู่ดี 

        ถ้าเพลงไหนที่เราเขียนแล้วเกิดความรู้สึกตายๆ เราก็เชื่อว่า ความรู้สึกนั้นมันก็จะแสดงออกผ่านงานที่เราทำด้วยเหมือนกัน แต่ถ้าเรารู้สึกอยากเล่าเรื่องนั้นมากๆ คนฟังก็จะรับรู้ความรู้สึกได้ว่า คนเขียนมันอยากเล่าเรื่องนั้นจริงๆ

ถ้าเราจะรู้สึกกับเรื่องไหนเราต้องพาตัวเองไปเจอกับเรื่องนั้นๆ ด้วยตัวเอง?

        ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ เราอาจจะพยายามคิดตามหรืออ้างถึงได้ หรือไม่ก็อาจดูสื่อ สารคดี ภาพยนตร์ แล้วเห็นเรื่องราวเหล่านั้นก็อาจจะทำให้อินได้ หรือ ฟังมาจากเพื่อนเราก็สามารถอินตามได้เหมือนกัน มันมีวิธีการสืบหาข้อมูลได้ แต่เราต้องค้นคว้าจนรู้สึกมากๆ แล้วค่อยเล่า บางทีอาจจะเป็นเรื่องราวในมุมมองแบบเราไม่เหมือนใครก็ได้

ในฐานะคนเขียนเพลง เคยมีดราม่าหรือมีเรื่องอะไรที่ส่งตรงมาถึงแบบไม่คาดคิดบ้างไหมว่าจะมีปัญหา

        กับวง Tattoo Colour ไม่เคยมีปัญหานะ อาจจะมีแค่นิดเดียวคือ ช่วงที่ปล่อยเอ็มวีเพลง เผด็จเกิร์ล ซึ่งช่วงนั้นก็มีหลายคนเหมือนกันที่โทรมาคุยว่า เอ็มวีที่ปล่อยไปจงใจพูดถึงรัฐบาลหรือเปล่า เพราะในเอ็มวีก็ดูคล้ายจะไปแตะต้องนิดนึง ซึ่งทางเราก็ไม่ได้คิดอะไร ทางผู้กำกับก็ไม่ได้คิดอะไร ภาพมันก็สวยดี แล้วคำว่า ‘เผด็จเกิร์ล’ ก็เป็นคำที่น่ารัก 

        อาจมีคาบเกี่ยวกับเรื่องทหาร แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวกับทหารที่เป็นรัฐบาล ไม่ได้เกี่ยวเลยสักนิด แต่คนฟังก็คงอยากให้มีส่วนเกี่ยว เพราะก็อยากสนุกด้วย แต่ผมบอกตรงๆ ว่า ไม่ได้เกี่ยวอะไรเลย จริงๆ (เน้นเสียง) เหมือนเราไปล้อเฉยๆ อารมณ์แบบ parody คือตอนเขียนเพลง เราไม่ได้คิดถึงหน้าประยุทธ์หรือ ประวิตรเลยนะ เราคิดถึงแต่ตอนที่ดิม (หรินทร์ สุธรรมจรัส) มาเล่าให้ฟังว่า มันคิดถึงแฟน ที่มันถูกเผด็จการในความสัมพันธ์ของมันแบบนั้น เพราะงั้นมันก็ไม่เกี่ยว ถ้ามันเกี่ยวได้มันก็เท่ แต่ต้องบอกความจริงว่า มันไม่เกี่ยว แต่เรื่องราวมันอาจจะโยงไปหลายๆ มุม ทั้งชื่อเพลง และภาพในเอ็มวี”

คุณมีสูตรทำเพลงให้ดังไหม

        (ตอบทันที) ไม่มีครับ ถ้ามีนะ Tattoo Colour ดังกว่านี้เยอะ ดังกว่า บรูโน มาร์ส อีกเราว่า

แต่หลายๆ เพลงที่คุณทำมา ส่วนมากค่อนข้างได้รับกระแสตอบรับที่ดี มีการสำรวจตลาดหรือมีวิธีการวัดผลก่อนทำงานยังไงบ้าง

        Tattoo Colour ไม่มีการมานั่งวางแผนประชุมว่า ในตลาดตอนนี้ต้องการอะไรหรือ ต้องมีอะไร เราแค่มองว่า มันมีอะไรสนุกๆ ที่เราทำได้ไหม ซึ่งไม่รู้ว่า คำตอบที่ได้ออกมามันเกิดจากการสำรวจแล้วหรือยัง ก็อาจจะมีตามความเคลื่อนไหวของวงการบ้าง แล้วเราก็อยากทำเพราะสิ่งนั้นเพราะน่าสนุก น่าจะเหมาะสมและอาจจะได้รับการตอบรับที่ดีก็ได้นะ 

        แต่ส่วนใหญ่วิธีการทำงานของเราคือ ดิมไปเจอเหตุการณ์อะไรมา ก็จะมาเล่า อย่างตง (เอกชัย โชติรุ่งโรจน์) และจั๊ม (ธนบดี ธีรพงศ์ภักดี)  ก็ไปฟังดนตรีจากแหล่งนั้นแหล่งนี้มา แล้วก็มาแชร์กัน บางอย่างเราก็ดูว่า ทำไมเพลงนั้นดังได้ด้วยอะไร บางอย่างเราลองทำ บางอย่างเราก็ไม่ทำนะ 

ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หลักการเขียนเพลงของคุณต้องเปลี่ยนตามหรือเปล่า

        ถ้าเราชอบสิ่งไหน เราก็อาจจะหยิบมาใช้ แต่ไม่ได้ตายตัวมาก ถ้ามันเหมาะกับวงเราก็ทำ คือวงเรามันเป็นวงป๊อปที่ค่อนข้างหลากหลาย มันจะแอบเป็นร็อกก็ได้ จะมีกรู๊ฟ หรือจะช้าก็ได้หมด ถ้าสิ่งไหนเหมาะ แล้วเราชอบและเห็นด้วยเราก็เลือกทำ 

        เมื่อก่อนที่ฮิปฮอปยังไม่ดัง เราก็เคยแต่งฮิปฮอปกับดิมแล้วเอาไปเล่น แต่พอฮิปฮอปเริ่มดังขึ้น เราก็เริ่มถอยจากแนวทางนี้ ไม่ใช่ว่าเราไม่ชอบกระแสหรืออะไรนะ แต่เพราะว่าฮิปฮอปจริงๆ เก่งกว่าเราเยอะ เราก็ให้คนที่เขาเก่งเฉพาะทางนั้นๆ เขาทำไป เราทำทุกอย่างก็เพราะความสนุก ถ้ามันมีอะไรสนุกเราก็หยิบมาใช้

        อย่างเรื่องกระแสแบบไหนมา ถ้าอันไหนเหมาะแล้วเรารู้สึกว่าสนุก เราก็เลือกมาทำ ถ้ามันเข้ากับความเป็นเพลงของพวกเรา เราก็เอา ไม่มีปัญหากับอะไรที่เปลี่ยนไป มันก็มีแบบที่เราเลือกทำตามกระแสแล้วมันไม่สำเร็จเหมือนกันนะ สุดท้ายเราก็กลับมาเป็นตัวเอง ซึ่งมันก็คือการทดลอง

Ruzzy Tattoo Colour

สนุก ‘รัฐ’ ษณะ

        วงดนตรี Tattoo Colour ถือเป็นภาพจำแห่งความสนุก มีนักร้องนำที่เอ็นเตอร์เทนให้คนดูสนุกได้ตลอดโชว์ มีมือกีตาร์ที่ถึงท่อนโซโลทุกคนต้องจับตามอง มีมือเบสที่ body move เคลื่อนไหวไปทั่วทั้งเวที และมีมือกลองที่ใส่หนักทุกจังหวะ รู้จักและใช้ชีวิตมาด้วยกันร่วม 20 ปี การ performance บนเวทีของพวกเขาจึงดูแข็งขันพร้อมเพียง มีจุดเด่นเป็นความสนุกสนาน เฮฮา กวนโอ๊ย แบบฉบับของวงดนตรีที่สมาชิกยังครบทีมตั้งแต่ต้นไม่มีเปลี่ยนแปลง

เพลงของ Tattoo Colour จะมีจังหวะที่สนุกสนาน คนในวงหรือตัวคุณเองเป็นคนเบื่อหน่ายเรื่องซีเรียสหรือเปล่า

        (ตอบทันที) ใช่ เพราะสมาธิสั้น ไม่สามารถที่จะแบกรับความซีเรียสได้นาน ต่อให้คุยเรื่องซีเรียสกันในวง ผ่านไปสิบนาทีมันก็จะมีหลุดไปแวะหาอย่างอื่นบ้าง ไม่สามารถที่จะอยู่นิ่งได้นานขนาดนั้น

เพราะฉะนั้น การทำอะไรสนุกๆ ก็จะช่วยกลบเรื่องซีเรียสไปได้

        ใช่ครับ ไม่สามารถมานั่งตอบคำถามอะไรซีเรียสหนักๆ เหมือน พี่โอม ค็อกเทล สัมภาษณ์กับป๋าเต็ดได้ ขนาดแค่ดูกูยังเครียดเลย (หัวเราะ) ซึ่งทิศทางและบุคลิกของเราจะไม่ใช่แบบนั้น แต่หากเป็นเรื่องงาน หรือต้องคุยเรื่องซีเรียสก็จะได้ประมาณนึง

ซีเรียสเบอร์แรงสุดของคุณ ที่เคยทำมาในชีวิตเป็นยังไง

       แรงสุดก็คือวงทะเลาะกัน ด่ากันเหมือนเพื่อนผู้ชายด่ากัน แต่มันก็ตึงใส่กันได้ไม่นาน ผมคิดว่าไม่เกินชั่วโมง พอตึงเสร็จก็จะเป็นการแดกดันกันก่อน คำแดกดันมันก็จะเป็นความตลก แล้วก็มีแต่พวกเส้นตื้น มันก็จะได้เสียงหัวเราะ พอผ่อนคลายแล้วก็จบปัญหา

แล้วมันช่วยให้ลืมหรือเข้าใจเรื่องที่ทะเลาะกันไหม

        พอเราเริ่มขำกันได้แล้ว เรื่องที่ทะเลาะกันอยู่ก็จะถูกนำมาขยี้ต่อ ให้ขำ ให้เน้นกันเข้าไปอีก คนที่โดนเอาเรื่องมาขยี้ก็อาจจะเจ็บอีกแบบก็ได้นะ แต่ว่าก็ไม่ได้ทะเลาะกันแล้ว เพราะมันไม่สามารถตึงยาวๆ ได้ แป๊ปเดียวก็หลุดขำออกมาแล้ว

การทำสิ่งที่รักอยู่ทุกวันๆ อาจทำให้เบื่อหน่าย คุณมีความรู้สึกนั้นไหม

        มีครับ ตัวเราก็ยังนึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะไปทำอะไรอย่างอื่น เพราะสิ่งอื่นๆ ที่ไปทำก็คืองานอดิเรก ไม่รู้ว่าจะเป็นงานหลักได้จริงๆ หรือเปล่า ซึ่งคำถามนี้มันถูกถามกับตัวเองมากที่สุดในช่วงที่มีโควิด-19 แรกๆ เป็นช่วงที่ไม่รู้ว่าจะโดนแคนเซิลงานอีกเท่าไหร่ เพราะว่ารายได้หลักส่วนใหญ่ของนักดนตรีในไทยก็จะเป็นงานโชว์ มากกว่ายอดวิวจากยูทูบหรือการดาวน์โหลด มันเป็นคำถามที่เราถามตัวเองเหมือนกัน ก็ยังนึกไม่ออกจริงๆ

        แต่เราก็มีอย่างอื่นทำ อย่างเช่นที่นี่ pop in the box ก็เหมือนเป็นแบ็กอัพเสริมให้เรานอกจากรายได้จาก Tattoo Colour เช่น หากวันนึงคนในวงสักคนตายจากไป เราก็มีรายได้จากส่วนนี้ อย่างดิมก็จะมีโปรเจ็กต์ส่วนตัวของเขาซึ่งเป็นธุรกิจบางอย่าง ตงเองก็มีธุรกิจที่ทำกับครอบครัว ส่วนจั๊มไม่ต้องห่วง เกิดมารวยมากๆ อยู่แล้ว เรื่องเงินไม่น่าใช่ปัญหาใหญ่ 

        เราทำสิ่งที่เกี่ยวข้องกับดนตรีมานานมาก คิดไม่ออกว่าจะไปทำอะไรอย่างอื่น แล้วก็คิดว่างานอื่นๆ จะทำได้ดีมากน้อยแค่ไหนหากเทียบกับการทำดนตรี เราไม่แน่ใจเลย

วงดนตรีจากต่างจังหวัด จะมีภาพจำแบบ ต้องสู้ชีวิต เข้ามาด้วยความยากลำบาก วงดนตรีของพวกคุณเป็นภาพแบบนั้นไหม

        จริงๆ แล้วก็เป็นภาพแบบนั้นเลย แต่เราไม่อยากจะคิดถึงภาพนั้นแล้วเล่าเรื่องนั้นอีก เพราะตอนที่เจอความทุกข์จริงๆ เราก็ยังขำไปกับสิ่งนั้น เราก็เลยไม่อยากจะดึงดราม่าอะไร

        มีช่วงหนึ่งที่เราตัดสินใจจะเข้ามาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ก็ตัดสินใจไปเช่าหออยู่ ไปเบิกเงินจาก Smallroom มาเพื่อจะเป็นค่าเลี้ยงชีพ ต้องไปเล่นดนตรีกลางคืนเกือบทั้งอาทิตย์เพื่อหาเงิน เพราะตอนนั้นวงยังไม่ได้ดังก็ยังไม่มีโชว์ มันก็เหนื่อย แต่ก็พยายามคิดซะว่า คนในผับที่เราไปเล่นก็จะได้ฟังเพลงเรา 

        ตอนนั้นก็เพิ่งปล่อยแค่เพลง ฝากที เต็มที่ก็มีคนรู้จักเพลง ฟ้า แต่พอเล่นเพลงคัฟเวอร์คนก็สนุกมากกว่า พวกเราก็เล่นแบบนั้นอยู่เป็นปี เพราะว่าเพลง ฟ้า ปล่อยไปช่วงปลายปี 2006 ไม่ต่ำกว่า 8 เดือน กว่าคนจะรู้จักขึ้นมาบ้างว่าวง Tattoo Colour คืออะไร และช่วงนั้นเองก็ต้องพิสูจน์ตัวเองกับที่บ้านด้วย แต่เราก็ไม่อยากให้มันเป็นเรื่องซีเรียส (หัวเราะ) เพราะเราก็มีแต่ความสนุก ไม่รู้จะไปดาร์กทำไม”

Ruzzy Tattoo Colour

‘รัฐ’ เผด็จการ?

        ในสมาชิกของวง Tattoo Colour ทั้งหมด 4 คน รัฐถูกมอบตำแหน่งให้ต้องกลายเป็นผู้นำไปโดยปริยาย เพราะการทำงานเขียนเพลงจะเป็นเขาที่เริ่มต้นมาก่อน จากนั้นถึงจะเป็นคิวของเพื่อนๆ ทั้ง 3 คนในการช่วยกันเรียบเรียงไลน์ดนตรี 

        “ทำงานคนเดียวหารสี่” นั่นคือประโยคที่คนในวงเขาแซวกัน จากการทำงานด้วยวิธีการของรัฐ 

        “สิ่งที่รัฐคิดมามันดีมากแล้ว จนเราไม่รู้สึกว่าต้องไปแก้อะไร” นักร้องนำของวงบอกเช่นนี้

‘รัฐ พิฆาตไพรี’ ใครเป็นคนตั้งชื่อให้ 

        พิฆาตไพรีคือ to kill enemy นามสกุลนี้เป็นของทางพ่อ ส่วนชื่อ พ่อตั้งให้ 

ชื่อของคุณมีผลอะไรกับตัวเองไหม

        ไม่มีผลเลย แต่ชื่อภาษาอังกฤษเรานั้นมีผล คือ ปกติ รัฐ ก็น่าจะสะกดด้วย Ruth หรืออะไรก็ว่าไป เพราะรัฐ สะกดด้วย ฐ-ฐาน แต่ช่วงนึงเราบ้าอ่านแม็กกาซีนดนตรีเยอะมาก ซื้อมาหมดทุกหัว ช่วงนั้นเราติดตามอ่านและชอบไลฟ์สไตล์ของ Ozzy Osbourne (นักร้อง นักแต่งเพลงชาวอังกฤษ) ชื่อเขาสะกดแบบนั้น เราเลยเขียนชื่อตัวเองว่า Ruzzy แม่งเลย (หัวเราะ) 

        ตอนไปทำบัตรประชาชนใหม่เรากรอกชื่อภาษาอังกฤษไปแบบนี้ ซึ่งก็ทะเลาะกับพ่อเลย เขาก็ถามว่าทำไมกรอกแบบนี้ ปัญหาเรื่องชื่อมีแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว เราดื้อมาก ก็เพราะเป็นชื่อของตัวเองแต่ทำไมถึงสะกดแบบนี้ไม่ได้กันนะ มันก็ออกเสียงเหมือนกัน ก็ชื่อเรา จริงไหมล่ะ ถ้าสะกด KUY ก็ว่าไปอย่าง

ตอนอยู่ในวง คุณเป็นเผด็จการไหม

        คนอื่นไม่ได้พูดนะ แต่มีคิดไหมก็คงมี แต่เราเองก็พยายามจะเคลียร์ว่า ต้องเป็นแบบนี้เพราะอะไร มีเหตุผลยังไง มันเป็นแบบนี้กันมาตั้งแต่เด็กแล้ว เพราะฉะนั้น ก็มองว่าคงไม่มีใครมาคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องนี้ เพราะเราเองก็เป็นคนขี้ถามเหมือนกันนะว่า เออ เป็นยังไงบ้าง เช็กความรู้สึกกับเพื่อนตลอด ไม่ได้เป็นคนขนาดห้ามมาแตะต้องอะไรใดๆ ยิ่งจะชอบซะมากกว่า ถ้าเข้ามาแตะเราเยอะๆ เพราะงั้นการทำงานอัลบั้มล่าสุด จึงเป็นเรื่องที่เราชื่นชอบเลย เริ่มทำงานจากศูนย์แล้วคนสี่คนมารุมทำงานด้วยกัน

        ที่ผ่านมาไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะว่าเราเป็นคนชอบแต่งเพลง เราก็แต่งเองของเราอยู่แล้ว แล้วก็มาเสนอเพื่อนในวง ช่วยกันเรียบเรียงทำดนตรีในขั้นตอนต่อไป มันเป็นแบบนี้มานานมาก มันเป็นมาตลอด จนมาถึงตอนนี้ที่รู้สึกตันไอเดียนี่แหละ เลยต้องหาทางออกใหม่

อัลบั้มล่าสุด เรือนแพ ชุดที่ 6 คุณลดความเป็นตัวเองลงไปมากน้อยแค่ไหน

        (พยักหน้า) เพลงที่เกิดขึ้นมีความเป็นพวกเราแน่นอน เพราะว่าเราเอาไอเดียมาแชร์กัน มันก็เป็นเดโมแบบคร่าวๆ แล้วเราก็เอากลับบ้านเราไปเรียงไปใส่รายละเอียดอยู่ดี จะบอกว่าลดความเป็นตัวเองลงก็เป็นไปได้ แต่ว่าความเป็นวงน่าจะมีสูงขึ้น

คุณรู้สึกเต็มอิ่มกับอัลบั้มล่าสุดที่ทำมากน้อยแค่ไหน

        เราโอเคมากและรู้สึกดีตั้งแต่กระบวนการแล้ว รู้สึกสนุก รู้สึกดีกว่าอัลบั้มที่ผ่านๆ มาด้วยซ้ำ เพราะมันควรจะเป็นการทำงานร่วมกัน 4 คนมาตั้งนานแล้วปะวะ แต่ทำไมเราคิดไม่ออก หรืออาจจะเป็นจังหวะที่พร้อมก็ได้ เพราะสามคนนั้นก็เก๋าเกมขึ้นในการเล่าเรื่อง แล้วมันเป็นจังหวะที่เราก็ต้องการเพื่อนพอดี มันก็เลยเป็นอะไรที่ดี 

เพื่อนของคุณในวงก็ดูมีความสุขมากๆ กับการได้มีส่วนร่วม

        เราได้รับพลังจากทุกคน ได้รู้ว่า พวกมึงมีความสุขขนาดนี้เลยเหรอวะ ผมก็เลยคิดว่าจะทำแบบนี้ในทุกอัลบั้มต่อจากนี้ไป

หลายวงเริ่มยุบวง จะมีสิ่งใดบ้างที่ทำให้ Tattoo Colour ยุบวง?

        วง Tattoo Colour ยังไม่เคยมีเหตุการณ์ที่ใกล้เคียงกับการยุบวงเลย แต่มันจะมีเหตุการณ์หนึ่งที่ดิมมีปัญหาเรื่องเสียง คือคล้ายๆ เส้นเสียงอักเสบ แต่ก็ยังมีทัวร์อยู่ ไปทัวร์ก็คิดว่าน่าจะมีปัญหาแน่ๆ ด้วยความที่เราโตด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ก็เลยคุยกันว่าจะเอายังไง ซึ่งดิมก็ให้ความร่วมมือเหมือนกัน ก็ดูแลตัวเองได้ดีขึ้น แต่สิ่งสำคัญมันคือกำลังใจ คือ พวกเราจะไม่ใช่วงที่หวานแหววใส่กัน มันเป็นอารมณ์แบบเพื่อนผู้ชายห่ามๆ แต่พอถึงเวลาที่ต้องให้กำลังใจกันขึ้นมา เราก็ไม่ต้องพูดกันเยอะ พูดบางอย่างมามันก็จะให้กำลังใจกันได้เป็นอย่างดี 

        เช่น ในช่วงที่เราเมามากและเริ่มงอแง เราก็พูดว่า ‘เหี้ยเอ๊ย! กูว่ามันจบแล้วนะ เบื่อแล้วว่ะ’ ไอ้ดิมก็พูดให้กำลังใจด้วยการบอกว่า ‘จำได้ไหมตอนที่ส่งเพลง ชุดที่ 8 จงเพราะ มึงเอาแว่นดำไปใส่เพราะน้ำตาไหลกดดันมากเลยนะ พวกเราก็ผ่านจุดนั้นกันมาได้’ อย่างเวลาที่ผ่านไปบ้านที่ขอนแก่น ตงก็จะพูดปลอบใจด้วยว่า ‘เฮ้ย! บ้านหลังนี้ที่ได้มามันเป็นเพราะมึงเลยนะ’ สิ่งเหล่านี้มันก็ช่วยให้เราดีขึ้นได้ ใจเย็นลงได้ 

ยิ่งสนิทกันมากยิ่งคุยยาก ผ่านมาร่วม 20 ปี จัดการเรื่องต่างๆ เหล่านี้ยังไง

เราต้องรีบครับ คือเวลาประชุมวงกัน ต้องรีบคุยเข้าประเด็นให้เสร็จ หรือ เราต้องจดมาเลย ไม่งั้นภายในครึ่งชั่วโมงหลุดแน่ อย่างน้อยประชุมหัวข้อนึงห้ามเกินครึ่งชั่วโมง ยกเว้นตอนเขียนเพลงนะ ต้องรีบเพราะทุกคนมันจะชอบแย่งกันพูด ที่จริงผมไม่ใช่คนพูดเร็วขนาดนี้นะ ผมเป็นคนพูดช้ากว่านี้ แต่พอมาอยู่วงนี้มันต้องพูดให้เร็ว ต้องคิดให้เร็ว ไม่งั้นไม่ทัน

Ruzzy Tattoo Colour

‘รัฐ’นิยม

        ย้อนหลังไปห้าหกปีก่อน รัฐ พิฆาตไพรี ถือเป็นมือกีตาร์คนหนึ่งที่เลือกการใช้คอร์ดได้อย่างล้ำสมัย วันนี้ที่ยุคสมัยเปลี่ยนไปเป็นเช่นนี้ เขาก็ยังคงทำสิ่งเดิมให้สดใหม่ได้อยู่เสมอ ส่วนเนื้อเพลงก็ยังคงได้เห็นลายเซ็นของเขาผ่านเมโลดี้ที่คุ้นแบบเดาได้ว่าใครสร้าง ภาษาและถ้อยคำที่ใช้ก็ไม่ตกยุค เขายังคงเชื่อในวิถีดนตรีของตัวเองไม่เคยเปลี่ยนแปลง เติบโต ฝังรากความเป็นตัวตนลงลึก โอกาสในการสั่นคลอนน้อยนัก และพัฒนาแตกกิ่งก้านจนกลายเป็นร่มเงาให้กับเมล็ดพันธุ์ดนตรีที่กำลังเติบโต

ในยุคที่ใครๆ ก็สามารถเป็นศิลปินได้ มีช่องทางของตัวเอง ทุกอย่างรวดเร็วไปหมด คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้

        อย่างแรกคือรู้สึกตัวเองโชคดี เราคิดว่าตอนที่พวกเรามีชื่อเสียง ตอนนั้นที่ปล่อยเพลง ฟ้า ยูทูบยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ เราจำได้ว่าเราเล่นเฟซบุ๊กกันใหม่ๆ เพราะว่าอยากเล่นเกมด้วยกัน ซึ่งตอนนั้น Tattoo Colour ก็กำลังทำอัลบั้มสามแล้ว 

        เคยนั่งคุยเล่นกันในวงว่า ‘ถ้ายุคนั้นเราต้องสร้างชาแนลของตัวเองแต่ไม่มีค่าย เราจะไปสู้เด็กรุ่นนี้ได้หรือเปล่าวะ ดีแล้วไอ้เหี้ยที่ดังก่อน ไม่งั้นไม่รู้จะเป็นยังไงเลย’ โชคดีที่เราไม่ต้องแข่งขันในตลาดที่มีผู้เล่นหลากหลายขนาดนี้ 

        แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไปตัดสินได้นะ ว่าวงไหนจะมีคุณภาพมากกว่ากันในระหว่างสองยุค อันนี้ก็เป็นสนามอีกสนามนึงที่ต้องเจอ ซึ่งมันไม่มีสนามไหนให้เล่นแล้วแหละ เพราะมันเป็นสนามเดียวตลอดมา ใครที่ขยันก็น่าจะทำได้สำเร็จมากกว่า

ในยุคที่ต้องวัดผลจากยอดไลก์ ยอดแชร์ หรือคุณภาพงานที่จะมีตัวเลขมากำหนด พวกคุณคิดเห็นอย่างไรบ้าง

        ผมว่า พอฟังง่ายขึ้น ผลิตง่ายขึ้น สื่อเยอะขึ้น คนฟังก็เยอะขึ้น แฟนเพลงก็ฐานกว้างขึ้น โอกาสที่จะได้แฟนเพลงของตัวเองก็มากขึ้น คนที่โดดเด่นขึ้นมาหน่อยก็จะได้แฟนที่ฐานใหญ่กว่าเท่านั้นเอง ส่วนคุณภาพดีไม่ดีมันก็เป็นคำถามคลาสสิกทุกยุคที่ต้องบอกว่า มันก็อยู่ที่เราชอบหรือเปล่า

แฟนเพลงยุคใหม่ พวกคุณต้องทำงานเพื่อเสิร์ฟให้พวกเขาหรือเปล่า

        เรารู้สึกว่าเรายังไม่ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้เท่าไหร่ เพราะวงเราเองยังไม่ได้แก่ขนาดนั้น อาจจะอายุเยอะแล้วก็จริง แต่เรารู้สึกว่า เรายังไม่ถึงกับต้องมานั่งดูว่าเด็กรุ่นใหม่เขาฟังเพลงอะไรกัน เรายังรู้สึกว่าเรายังคาบเกี่ยวได้อยู่ ต่อให้อายุงานเราจะสิบกว่าปีก็จริง แต่เราก็ยังอยู่ในจุดที่เป็นตัวของตัวเองได้ โดยที่เด็กรุ่นใหม่ก็เข้ามาชอบเราได้ และฐานแฟนเพลงเก่าก็น่าจะโอเคอยู่ แต่ก็เชื่อว่าถ้าคำถามนี้มาถามเราอีกในช่วง 8-10 ปีข้างหน้า เราก็อาจจะมีคำตอบใหม่”

เวลานี้ ‘ดนตรี’ ของคุณคืออะไร 

        เหมือนเดิม เป็นสิ่งที่เราชอบที่สุดและน่าจะเป็นสิ่งที่เราใช้นำเสนอความเป็นตัวเองได้ดีที่สุด ก็เหมือนกับตั้งแต่เริ่มจนถึงตอนนี้ เราใช้ดนตรีนำชีวิตมาโดยตลอด จากประถม มัธยม จนมหา’ลัย ทุกอย่างเป็นดนตรีมาตลอด เป็นส่วนประกอบหลักของชีวิต จะคิดถึงดนตรีก่อนเสมอ เราจึงไม่ค่อยมีปัญหา เพราะเรามองดนตรีเป็นส่วนหนึ่งจริงๆ ก็เลยไม่มีภาพว่า ยุคนั้นเก่งกว่ายุคนี้ ยุคนี้เก่งกว่ายุคนั้น ทำไมเด็กรุ่นนี้เป็นแบบนี้ เพลงรุ่นเราสิดีกว่ารุ่นนั้น เพลงรุ่นพ่อสิเก่งสุด ซึ่งไม่เกี่ยวเลย

จังหวะชีวิต คำคำนี้คุณมีความเชื่อหรือไม่มีความเชื่อใดๆ เลย

        เราเชื่อ ตอนเด็กๆ เราจะมองว่า ทำไมคนนู้นคนนี้โชคดีจัง เราจะมองว่า โชคดีมันเป็นเรื่องของ timing คือ ตรงนี้มันมาพอดี เราเลยเชื่อว่าทุกอย่างมันมีจังหวะของมันทั้งหมดจริงๆ เช่น อย่างกีตาร์แบนด์แบบที่เราทำ ถ้ามาอยู่ในยุคนี้ก็ไม่รู้ว่าจะได้รับความสนใจหรือเปล่า หรือ อาจจะถูกพูดถึงก็ได้เพราะไม่มีใครทำ และไม่มีใครรู้จักเราเลย 

        เคยดูรายการสัมภาษณ์ที่ป๋าเต็ดคุยกับ พี่โอม Cocktail เขาคุยกันว่า ถ้าสมมติว่าเพื่อชีวิตแบบวงไททศมิตรเกิดขึ้นก่อนหน้านี้สัก 5 ปี มันจะยังเป็นแบบนี้ไหม แต่จังหวะที่วงไททศมิตรดังมาตอนนี้มันดีมากๆ เลยนะ มันดีจริงๆ เราเชื่อจังหวะชีวิตมาโดยตลอด แต่ถ้าเรานั่งรอจังหวะชีวิตก็ไม่มีปัญหา แต่ก็ต้องทำตัวให้พร้อม เตรียมรับมือให้ได้”

คุณจัดการยังไง ในเวลาที่เราต้องรอจังหวะ

        เราก็ยังพูดเหมือนเดิม คือการขยันทำสิ่งที่เราทำได้ดีให้ดีที่สุด บางทีจังหวะที่ว่าเราเองก็ต้องเดินไปหาด้วยเหมือนกัน อย่างตอนที่เข้ามา Smallroom แรกๆ ก็ถือว่าเป็นจังหวะหนึ่ง เป็นจังหวะดีพอดีที่เราไปนั่งกินข้าวที่โรงอาหารที่เราไม่เคยไป แล้วบังเอิญไปเจอโปสเตอร์ประกวดการทำซิงเกิลโฆษณาพอดี แล้วก็เป็นจังหวะดีที่พอชวนเพื่อนข้างๆ แล้วไม่มีใครสนใจจะทำด้วยเลย เราก็เลยไปคุยกับดิมและตง สองคนนี้ก็เอาด้วย มันก็เป็นจังหวะของมัน พร้อมที่จะทำ และไม่ได้ปฏิเสธโอกาส แต่บางทีก็จะมีจังหวะที่ควรปฏิเสธแล้วเราดึงดันที่จะทำ มันก็เจอกับความแย่เหมือนกัน เราว่าจังหวะชีวิตเป็นเรื่องจริง และก็ไม่ใช่เรื่องลี้ลับหรือน่ากลัวอะไร ได้เจอแน่ทุกคน (หัวเราะ)”

ในจังหวะที่เป็นอยู่ตอนนี้ กับการมีเพื่อน คือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งในชีวิตหรือไม่

        สำคัญกับวงแน่นอน ผมเชื่อว่าเพื่อนอีกสามคนก็น่าจะรู้สึกว่ามันสำคัญเช่นกัน ตอนนี้ก็คือพวกเราทำกันสี่คนจริงๆ ละนะ และมันเป็นความภูมิใจของพวกเขาด้วยในเครดิตก็มีชื่อพวกเขาแล้วจริงๆ และก็พูดได้เต็มปากว่างานที่ทำเกิดจากการทำร่วมกันของทั้งสี่คน ก็เป็นจังหวะที่ดี และมีจังหวะที่ไม่ดีก็คือโควิดเข้ามานี่แหละครับ แต่ก็ยังดีที่ทำให้เราได้ฉุดคิดอะไรหลายๆ อย่างและก็หาวิธีเอาตัวรอดได้ แต่บางคนก็เหนื่อยหน่อย ก็พอเข้าใจได้

การมีเพื่อนเยอะๆ สอนอะไรคุณบ้าง เพราะปกติจะชอบเป็นคนที่อยู่คนเดียว 

        คือจริงๆ แล้วเราเป็นคนชอบมีเพื่อนมากกว่าอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิต โอเค เราเป็นคนที่ชอบอยู่คนเดียวก็จริง แต่พอมันมาถึงจุดนึงเราก็อยากจะเจอเพื่อน 

        สิ่งที่ได้จากการมีเพื่อน เรามองว่า เราเป็นคนที่มีเพื่อนไม่ได้หลากหลายก็มีอยู่ประมาณนี้ สมมติไปงานบวช งานศพ มันก็จะมีอยู่ประมาณนี้ ไม่ได้แบบว่าหลากหลายอะไร แต่ว่าก็เป็นเพื่อนที่อยู่ด้วยกันมาอย่างยาวนาน 

        เรื่องเพื่อนเราอยากจะพูดถึงตอนที่เรียนอยู่ เราว่าโมเมนต์ที่น่ารักที่สุดของการมีเพื่อนคือ ช่วงที่ไม่รู้อะไรเลยแล้วลำบากด้วยกัน พอมันไม่รู้อะไรเลย พอมีเพื่อนมันจะกล้าทำสิ่งไม่รู้ ทำเรื่องโง่ๆ ซึ่งการได้กล้าทำแบบนั้นมันก็นำพาไปเจอสิ่งที่ดี ถ้าเกิดเราอยู่คนเดียวเราก็จะไม่กล้าทำอะไรเลย มีเพื่อน เพื่อนจะช่วยกันดันให้ได้ลองทำ มันสำคัญมากครับ ดนตรี เพื่อน สิ่งเหล่านี้สอดคล้องกันอยู่แล้ว มีเพื่อนดีกว่า ณ เวลานี้

 

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

อธิวัฒน์ อุต้น

ชื่อแดนซ์, ยังคงตามหาว่ามีใครใช้ชื่อซ้ำกันไหม และหวังว่าจะพบในสักวัน 

ภาพโดย

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN