Siam Secret Service | ความรักแบบผู้ใหญ่ วันวานที่สุขสันต์ และความโหยหาเบื้องหลังเพลง ‘กลับมาที่เดิม’

“วันที่ต้องทุกข์เสียใจแค่ไหน หากเราสองเพียงเดินข้ามไป อย่างที่เคย วันพรุ่งนี้จะยังมี ฉันและเธอ จดจำวันวานที่เราสุขสันต์ จดจำวันนั้น จนวันที่ฉันจะไม่ตื่น แม้วันคืนผ่านไป”

     ใจความสำคัญของความรัก ความหมายของการอยู่ร่วมกันที่ทุกคู่รักต้องเรียนรู้อยู่ในระหว่างบรรทัดของบทเพลง ‘สัญญา’ ซิงเกิลล่าสุดของ Siam Secret Service หลังห่างหายจากการออกอัลบั้มไปร่วม 20 ปี เรียบเรียงจากแรงบันดาลใจจากความรักของ ‘ปิ๊บ’ – อธิชัย โปษยานนท์ ตำแหน่งมือกลองของวง

     ความรักความสัมพันธ์มีหลายรูปแบบ ทุกคู่มีเรื่องราวเป็นของตัวเอง แต่ความรู้สึกแอบรัก อกหัก เจ็บปวด หรืออ่อนล้า ฯลฯ คือความรู้สึกสากล เราทุกคนเข้าใจร่วมกัน—อกหักเป็นแบบไหน? เวลาเจ็บปวดรู้สึกเจียนตายอย่างไร? เราต่างรู้ดี จึงแบ่งปันบทเรียนให้แก่กันได้ และสุดท้ายบทเพลงนี้อยากบอกทุกคนว่า 

     ถ้าความไม่เข้าใจและการกระทบกระทั่งกันคืออุปสรรคที่ต้องการทดสอบชีวิตคู่ การนึกถึงคำสัญญาที่เคยให้ไว้ต่อกันในวันแต่งงานก็อาจเป็นตัวช่วยที่ทำให้สองคนกลับมาใช้ชีวิตร่วมกัน เพื่อที่จะประคับประคองความรักให้อยู่บนความเข้าใจและการให้อภัย

 

Siam Secret Service

 

     20 ปีก่อน ความรักในเสียงเพลงผลักดันให้คนหนุ่มทั้ง 4 ได้แก่ บีม ช้าง ปั๊ม และปิ๊บ นัดซ้อมดนตรีทุกเย็นหลังเลิกเรียน โดยหวังจะสร้างผลงานศิลปะที่ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ไม่ได้คาดคิดมาก่อนเลยว่าอีก 20 ปีต่อมา จะมีแฟนเพลงที่ยังคงคิดถึงและเฝ้ารอวันที่จะได้เห็นพวกเขากลับมารวมตัวกันอีกครั้ง วันนี้ Siam Secret Service กลับมาร่วมงานภายใต้สังกัดสนามหลวงมิวสิก ‘สัญญา’ บทเพลงที่ปิ๊บเขียนไว้ได้รับการเรียบเรียงใหม่จนเสร็จสมบูรณ์และเผยแพร่ออกมาให้ฟังกันแล้ว อีกเรื่องน่ายินดีที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคมนี้ก็คือ เราจะได้ชมการแสดงสดของพวกเขาในมิวสิกฮอลล์ที่ออกแบบเป็นพิเศษเพื่อการชมคอนเสิร์ตอย่างมีศิลปะ ของสองวงดนตรีที่เติบโตมาด้วยกันอย่าง Siam Secret Service และอพาร์ตเมนต์คุณป้า

     เมื่อได้กลับมาอยู่ในบรรยากาศของการล้อมวงคุยกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตาหลังจากห่างหายไปนาน ทำให้บทสนทนาเต็มไปด้วยกลิ่นอายของ ‘วันวานที่สุขสันต์’ ทั้งความสุขที่ได้รับจากการทำเพลงอย่างละเมียดละไม ความรักที่เปลี่ยนแปลงความหมายเมื่อได้เติบโตขึ้น รวมถึงเบื้องหลังบทเพลง ‘กลับมาที่เดิม’ ซึ่งเขียนขึ้นบนข้อจำกัดของการสื่อสารและระยะทาง เมื่อนักดนตรีตกอยู่ในความโหยหาเพราะคิดถึง จึงพรั่งพรูออกมาเป็นเพลงที่ยังซึ้งกินใจเรามาจนถึงทุกวันนี้ และตอบคำถามต่อข้อสงสัยที่ว่า ทำไมความรู้สึกลึกซึ้งกินใจต่อเพลงที่ได้ฟังจึงเกิดขึ้นได้เพียงช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตเราเท่านั้น

 

Siam Secret Service

 

ทราบมาว่าเพลง ‘สัญญา’ ซิลเกิลล่าสุดของวง เขียนขึ้นจากเรื่องราวความรักของปิ๊บ อยากให้คุณเล่าแบ็กกราวนด์ของเพลงนี้

     ปิ๊บ: (ยิ้ม) ก็เป็นชีวิตส่วนตัวของผม เราเป็นคนแรกในวงที่แต่งงาน และเข้าใจว่าคู่รักทุกคู่วันหนึ่งคุณก็จะต้องผ่านประสบการณ์แบบนี้ รักกัน มีปัญหากัน บางคู่ไปรอด บางคู่ไปไม่รอด สุดท้ายเราอยากบอกว่าต่อให้เราเป็นทุกข์แค่ไหน ถ้าเราก้าวไปด้วยกันก็จบ แค่นี้เลย ผมแต่งเนื้อแล้วส่งให้ปั๊มเกลาคอร์ด พอเพลงเริ่มเป็นรูปเป็นร่างก็ส่งต่อให้บีมกับช้างฟัง หลังจากนั้นก็มาแจมกันต่อในส่วนของดนตรี

 

     บีม: ระบบการทำงานของวงเราจะเป็นแบบนี้ คือมีสตอรีมาก่อน ปิ๊บโทร.มาเล่าให้ฟังว่า “กูกับปั๊มเรียบเรียงเรื่องราวขึ้นมาจนกลายเป็นเพลงแล้วนะ” หลังจากนั้นแต่ละคนต้องเอาไปตีความต่อ ตามเครื่องดนตรีของตัวเอง แล้วกลับมาเล่นและปรับจูนให้ลงตัวที่สุด

 

 

ทำอย่างไรให้เพื่อนๆ สมาชิกในวงยอมซื้อไอเดียบทเพลงที่เขียนจากเรื่องราวความรักส่วนตัวของเรา

     ปิ๊บ: ต่อให้มันเป็นเรื่องราวส่วนตัวของความรักระหว่างผมกับภรรยา แต่ความรักมันเป็นเรื่องสากล แต่ละคู่ก็น่าจะเคยเจอปัญหา เคยต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากไปพร้อมกัน ผมคิดอย่างนี้นะ

 

     บีม: หากใครจะขายก็ขายมา ถ้ามันจะได้ไปต่อก็จะต้องมีคนที่คันจริงๆ แล้วผลักดันไอเดียนี้ออกมาให้ได้ ตัวผมเองก็ได้รู้เรื่องราวต้นกำเนิดของเพลงนี้ด้วย พวกเราเจอกันบ่อย แต่ละวีกเพื่อนก็จะเล่านู่นเล่านี้ให้ฟัง พอปิ๊บมาบอกว่า “บีม กูแต่งเพลงขึ้นมาจากเหตุการณ์นี้นะ” เราก็เห็นด้วย เอาเลย อินว่ะ เขาเริ่มบอกว่า “เฮ้ย กูอยากทำจริงๆ” มีการนัดห้องซ้อม ชวนกันไปทำเดโมที่บ้านของตุล (ตุล ไวฑูรเกียรติ) แล้วก็เริ่มพูดกันอย่างจริงจังขึ้นมาว่า ไหนๆ ก็ 20 ปีแล้ว ถึงเวลาที่เราควรจะทำอะไรสักหน่อยแล้วล่ะ

 

     ปั๊ม: เพลงทุกเพลงของพวกเราต้องเกิดจากการที่พวกเราทั้ง 4 คนรู้สึกอินก่อน และถ้าหากคนฟังรู้สึกเชื่อมโยงกับเพลงเราด้วยนั่นถือว่าเป็นโบนัส เราไม่ได้ทำวง Siam Secret Service เพื่อเป็นอาชีพหลัก จึงไม่เหมือนวงดนตรีอีกหลายๆ วงที่จะต้องเมกชัวร์ว่าทุกเพลงต้องมีคนชอบ เพื่อที่จะมีงานจ้าง ไปเล่นในร้านเหล้าได้ วงเราไม่ได้มีเป้าหมายแบบนั้น

 

     บีม: Siam Secret Service เริ่มต้นจากความไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรเพื่อให้เป็นที่รักของผู้อื่น ถ้าย้อนกลับไปมันคือภาพของเด็กมหา’ลัย 4 คน ที่มานั่งรอกันที่ห้องซ้อมตอนหลังเลิกเรียน ทำเพราะความชอบของพวกเราเอง ผมมีเครื่องอัดเทป 4 แท็บ พออัดเสร็จปุ๊บก็แจกจ่ายให้สมาชิกแต่ละคนกลับไปฟัง ตื่นเช้ามาก็โทร.ถามกันว่า “โอเคหรือเปล่าวะ” ถ้าเราไม่โอเคก็แปลว่ายังไม่ควรปล่อยออกไป

     ตัวเราเองตอนนี้เป็นโปรดิวเซอร์ให้วงดนตรีหลายๆ วง ได้ทำงานหลากหลายโปรเจ็กต์ บางงานก็เป็นคอมเมอร์เชียลมากๆ เราจึงเข้าใจว่าเพลงแบบไหนมันจะ ‘โดน’ หรือ ‘ไม่โดน’ ถ้าคำไหนกำลังฮิต เราก็ต้องหยอดเข้าไปในเพลงสักหน่อย เราทำแบบนั้นเพราะเราต้องปิดจ๊อบให้ได้ใช่มั้ยล่ะ แต่สำหรับ Siam Secret Service มันคืองานศิลปะเพียวๆ ถ้าจะให้เปรียบเทียบความแตกต่างจากเพลงคอมเมอร์เชียลก็ต้องบอกว่ามันเป็นกระดานคนละแผ่น ร่างขึ้นจากวัตถุดิบคนละแบบกันเลย

 

 

การเติบโตแบบไหนที่หล่อหลอมความคิดเหล่านี้ขึ้นมา

     บีม: ตอนเป็นเด็กอายุ 17-18 พวกเราขลุกอยู่แต่กับการทำเพลงบนมาตรฐานความรู้สึกของเราเองว่า ‘ชอบ’ หรือ ‘ไม่ชอบ’ เป็นแบบนั้นอยู่ 3-4 ปี มันจึงกลายเป็นนิสัยติดตัวว่า “ถ้าเราไม่ชอบแล้วเราปล่อยออกไป แม่งไม่แฟร์กับตัวเองแล้วก็โคตรไม่แฟร์กับคนฟังเลยด้วย” เราโตมากับการถูกสอนว่า “ไม่อายเหรอถ้าเราจะทำแบบนั้นออกไปน่ะ” ตอนนั้นเรามีคุณครูที่ดุมาก ถ้าเล่นไม่พร้อมกัน ไม่ซ้อมดนตรีกันมา โอ้โฮ โดนด่ากันเละเทะ แล้วเราก็ทำดนตรีกันด้วยความไม่ค่อยรู้อะไร

     ในปี 1996 พวกเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมีสิ่งที่เรียกว่าการอิดิตดนตรีอยู่ด้วย รู้แค่ว่าต้องเล่นให้จบเพลงให้ได้ อัลบั้มแรกของเรานับตั้งแต่เริ่มเขียนเพลงจึงใช้เวลาทั้งหมด 3 ปี เพราะเราไม่เคยถูกบอกว่ามันมีชอยส์อื่นๆ เรารู้แค่ว่า ถ้าปล่อยเพลงแย่ๆ ออกไป มึงต้องอยู่กับมันไปทั้งชีวิตเลยนะ

 

     ปั๊ม: เราเป็นแบบนี้กันตั้งแต่ต้น แล้วยิ่งพออายุมากขึ้นก็ยิ่งอยากทำให้ทุกอย่างมีความหมายต่อตัวเราเองแล้วก็ให้มันคงอยู่ต่อไป แต่ผมอยากบอกว่าต่อให้เราวางแผนกันมาเป็นอย่างดีแค่ไหน อย่าลืมว่าศิลปะของการอัดเสียงมันคือการแคปเจอร์โมเมนต์นั้นๆ ด้วย เพราะฉะนั้น เราดีไซน์ทุกอย่างแต่เราจะไม่ทำให้เพลงออกมาเป็นหุ่นยนต์ เพลงต้องมีความเป็นมนุษย์อยู่ในนั้น สำหรับเพลง สัญญา เราจึงอัดพร้อมกัน ทั้งกลอง เบส และกีตาร์ สมมติว่ากลองต้องอัด 4-5 เทก เราก็จะไม่ได้อัดเบสหรือกีตาร์ไว้ล่วงหน้า ถ้ากลองยังไม่ได้เราก็จะยืนเล่นกันไปเรื่อยๆ เพื่อเมกชัวร์ว่าเคมีของเครื่องดนตรีทุกชิ้นจะไปด้วยกันได้จริงๆ

 

 

การทำดนตรีของพวกคุณทำให้เรานึกถึงการทำงานศิลปะแบบ craftsmanship ที่ละเมียดละไมมากๆ

     ปิ๊บ: มีความเป็นอย่างนั้นครับ

 

     บีม: อย่างตอนอัดเสียง ปั๊มให้ช่างกีตาร์มานั่งรอหน้าห้องอัดเลยนะ กีตาร์วางไว้เป็นตั้งๆ เพื่อที่จะใช้อัดกีตาร์ไลน์เดียวนี่แหละ ตะกั่วและบัดกรีต้องเป็นชนิดพิเศษเท่านั้น แล้วทุกคนก็ซ้อมกันจนแบบ ซาวนด์เอนจิเนียร์ยังบอกว่าพวกพี่ซ้อมกันมาเยอะโคตรๆ ตอนอัดเสียงเลยใช้เวลาแป๊บเดียวเท่านั้น

     เพลงล่าสุด พวกเราตั้งใจว่าจะไม่ใช้เอฟเฟ็กต์ดิจิตอล สมัยนี้ถ้าห้องอัดเสียงที่ค่อนข้างเล็ก เขาจะใช้ซอฟต์แวร์ช่วยให้ดูเหมือนอัดเสียงอยู่ในห้องใหญ่ แต่เราใช้ห้องอัดที่ใหญ่จริงๆ เลย ใช้เทคนิคการวางไมโครโฟน เล่นกับมุมห้อง ทั้งกำแพงด้านข้าง ด้านบน พวกนี้เราคิดไว้หมด ผมทำหน้าที่เรคอร์ดิ้ง ก็คอยแคปเจอร์ตอนเพื่อนๆ เล่นดนตรี แล้วเรายังได้เอนจิเนียร์ฝีมือดีจาก Studio28 ที่เราใช้อัดเสียงกัน เขามาช่วยเลือกลิสต์ไมโครโฟนให้ช้าง ทำงานซิงก์กันได้ดีมาก จนวันนั้นเสร็จงานเร็วมาก

 

Siam Secret Service

 

พวกคุณเล่าถึงกระบวนการทำเพลงอันพิถีพิถันได้อย่างมีความสุขมากเลย เราสงสัยว่าความรู้สึกแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นกับวงดนตรีที่มุ่งสู่ความสำเร็จจากการได้ยอดไลก์เยอะๆ หรือทำเพลงเพื่อให้ฮิตติดชาร์ตมากที่สุดใช่ไหม

     ช้าง: เอ่อ… บางวงเขาต้องทำเป็นอาชีพ แล้วการที่มีชื่อเสียงเร็วๆ มันทำเงินให้เขาได้ เราเข้าใจเขานะ

 

     บีม: เราเคารพการเลือกของพวกเขา แต่เราคิดว่าเราโชคดีที่เราได้ไปในที่ที่อยากไป ทำดนตรีเพื่อจะได้ explore สิ่งที่เราอยากรู้ ถามว่าวงเราประสบความสำเร็จไหม ผมว่าเราล้มเหลวมากเลยนะในด้านการเงิน พวกเราไม่ได้เป็นนักดนตรีอาชีพและไม่เคยเป็นด้วยซ้ำ ตอนออกทัวร์กันสมัยเด็กๆ ก็เล่นฟรีหมด (ยิ้ม)

 

     ช้าง: เราแทบไม่ได้เงินจากการเล่นดนตรี ผ่านไปสิบปีถึงรู้ว่ามีคนชอบเพลงเรา ตอนนั้นไปเล่นในงานแฟตเฟสติวัลครั้งที่ 2 ปั๊มแผ่นไปขายเอง ปรากฏว่าได้เงินเต็มกล่องรองเท้าเลย เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะมีคนมาดูเราเยอะ เพราะแต่ก่อนยังไม่มีอินเทอร์เน็ต ผ่านไปนานมาก (เน้นเสียง) ถึงจะรู้

 

     บีม: เราว่าสิ่งที่วงดนตรีเหล่านั้นอาจจะพลาดไปก็คือการมีความสุขโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาความสุขจากคนอื่น ในการทำงานศิลปะ ถ้าคุณทำแล้วคุณให้ความสุขของคุณขึ้นอยู่กับจำนวนคนจะมารักมาชอบเรา ก็น่าเสียดาย เพราะเขาไม่สามารถสร้างความสุขในการทำศิลปะของตัวเองได้ด้วยตัวเอง จุดเริ่มต้นของคนที่ทำงานศิลปะ เล่นดนตรี หรือแต่งเพลงไม่ได้มาจากการตอบตัวเองเหรอ มันเริ่มต้นมาแบบนั้น แต่ทำไมพอเติบโตขึ้นมาจึงกลายเป็นว่าต้องไปพึ่งพาคนอื่นเพื่อที่จะมีความสุข

 

     ปั๊ม: มันทำให้คนเป๋ได้ง่าย ถ้าเขาเอาแต่คิดว่า “หันมาชอบผมหน่อยๆ”

 

ถ้าเรารักเพลงของเรามาก แต่พอปล่อยออกไปแล้วกลับไม่มีคนพูดถึงเพลงของเราเลย เราควรจะรู้สึกแบบไหน

     ช้าง: ยกตัวอย่างง่ายๆ เลย บีมชอบถ่ายรูป บีมจะมีความสุขเมื่อเห็นว่าเขาถ่ายรูปออกมาแล้วสวย เขาพอใจก็พอแล้ว ถ้าคนจะมารักมาชอบด้วยนั่นคือกำไร

 

     ปั๊ม: การนำวงดนตรีไปต่อยอดทางคอมเมอร์เชียลน่าจะเป็นหน้าที่ของนักการตลาดมากกว่า ผมทำเพลงกับวง The Paradise Bangkok Molam International Band ผมชื่นชมดีเจมาฟต์ไซ (สมาชิกในวง) มาก เขาเติบโตมาจากเมืองนอก กลับมาทำเพลงหมอลำ ช่วงแรกๆ เขาต้องผ่านการโดนน้ำแข็งเขวี้ยงใส่ จนกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ แต่เขารู้ว่าเขาจะเอางานไปขายที่ใคร ขายที่ไหน แล้วขายอย่างไร ตลาดโลกมันเปิดมาก เขาอาจจะเอาเพลงไปขายให้คนที่อยู่ทางตอนเหนือของสวิตเซอร์แลนด์ หรือขายที่อื่นๆ ได้ทั่วโลก ประเด็นคือถ้าให้ศิลปินต้องมานั่งนอยด์กันเอง เพราะรอคนมากดไลก์ ในระยะยาวผมว่าอันตรายนะ

 

     บีม: ครั้งหนึ่ง Siam Secret Service ได้ไปเล่นคอนเสิร์ตที่ถ่ายทอดออกในรายการทีวี มีคนมาดู 12 คน อายุรุ่นคุณป้า มายืนเรียงหน้ากระดานกัน ตอนนั้นสมาร์ตโฟนก็ยังไม่มีด้วยไง ถ้ามีเขาอาจจะเล่นโทรศัพท์หรือถ่ายรูปเล่นกันได้เพลิดเพลินกว่านี้ แต่ตอนนั้นทำได้แค่ยืนมองพวกเราแบบเหวอๆ (หัวเราะ) คือก็พอจะบอกได้ใช่ไหมล่ะว่าวงดนตรีอย่างเรามันเหมาะที่จะไปเล่นในเวทีแบบไหนมากกว่า

 

     ปิ๊บ: ใช่ๆ แล้วพอดีช่วงนั้นวงเราก็ได้ตระเวนไปเล่นตามแคมปัสทัวร์ ซึ่งสนุกมาก แคมปัสทัวร์เจ๋งที่สุดตรงที่ทุกคนเก็ตเพลงของเรา เด็กบอกว่าชอบมาก เพราะฉะนั้น เพลงแบบเราจึงต้องไปให้ถูกที่แค่นั้นเอง ดูดนตรีเหมือนการดูงานศิลปะ ถ้าคุณเก็ต คุณก็แฮปปี้ จบ ปั๊มมีลูกแล้ว ผมก็กำลังอยากจะมี ไหนจะวาระครบรอบ 20 ปีของวงอีก ถ้าไม่ออกปีนี้แล้วจะได้ออกปีไหนล่ะ

     แต่โจทย์ข้อแรกคือทุกคนต้องแฮปปี้ ไม่ใช่ว่าต้องขายดี ไม่มีความคิดแบบนั้น เพียงแค่อยากบันทึกประวัติศาสตร์ของวงไว้ ได้มองย้อนกลับไปเห็นคนที่เขาชื่นชมงานของเราบ้าง ออกเพลงใหม่ให้เขาฟังสักหน่อย มันคือความสุขทางใจ

 

     ปั๊ม: เราพูดแบบนี้เฉพาะงานของเราเท่านั้นนะ วงดนตรีอื่นจะคิดอย่างไรเราพูดแทนเขาไม่ได้ เพราะมันไม่มีสูตรประสบความสำเร็จในวงการนี้ แต่นี่คือวิธีของเรา ธรรมชาติของวงเราเป็นแบบนี้ เราก็จัดการออกมาในรูปแบบนี้ ในการทำเพลงล่าสุด เรายังคุมไดเรกชันของภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวเองด้วย พอจบทุกกระบวนการจึงถึงเวลาที่จะมาคุยกับทีมงานที่ทำเรื่องการตลาดว่าเพลงควรจะถูกปล่อยออกไปในแชนแนลไหน

 

 

ทำอย่างไรให้วงดนตรีที่อายุเยอะขึ้นแล้ว ‘เก๋าขึ้น’ ไม่ใช่ ‘แก่ตัวลง’

     ปั๊ม: (มองเพื่อนๆ ในวง) ตอนเด็กๆ เราเคยคุยกันนะว่า พอเราอายุมากขึ้นแล้วไม่อยากเหมือนรุ่นพี่บางคน

 

     บีม: วันนั้นเป็นจุดเปลี่ยนให้เราเลิกดื่มเหล้ามา 7-8 ปีแล้วนะ ตอนนั้นคุยกันเรื่องนี้เลยแหละ เราไม่อยากแก่แล้วแก่ลงไปเรื่อยๆ เล่นดนตรีแย่ลงไปเรื่อยๆ สมองทื่อ ไม่คม เราต้องเลิกดื่มเหล้าแล้วหันมาออกกำลังกาย เราคุยกันว่าทำไมนักดนตรีฝรั่งยิ่งแก่แล้วมันยิ่งเก่งวะ ในขณะที่บางคนยิ่งแก่ยิ่งเหี่ยว

 

     ปั๊ม: กับเรื่องการทำดนตรี ผมยังมีแพสชันอยู่เสมอ แน่นอนว่าพอช่วงเวลาผ่านไป เราอาจจะไม่ได้อินกับเพลงยุคนี้แบบที่เราเคยอินกับเพลงตอนเราอายุ 17-18 อีกแล้ว การยึดติดเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ แต่ในฐานะคนทำงานเพลง ผมเชื่อว่ามันจะมีอะไรใหม่ๆ ที่เข้าหู ตรงกับรสนิยมเราอยู่เสมอ แล้วไม่จำเป็นต้องเป็นของใหม่ อาจจะเป็นของเก่าที่เราไม่เคยฟัง หรืออาจจะทำขึ้นมาตั้งแต่ก่อนเราเกิดแล้วก็ได้ หรือไม่ก็อาจจะเป็นวงใหม่ที่ทำซาวนด์เก่า ทุกวันนี้แค่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก็เปิดโอกาสให้เราได้ฟังงานใหม่ๆ มากมายมหาศาล เจอวงนี้แล้วก็ยังแนะนำต่อไปได้อีกเป็นสิบๆ วง ถ้าเรายังสนุกและยังมีแพสชันกับดนตรี เราจะลุกขึ้นมาทำอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ

 

 

แต่ละคนมีการดูดนตรีสดครั้งไหนที่ประทับใจบ้าง

     ปั๊ม: ผมไป Glastonbury Festival ครั้งแรกตอนปี 2004 ในฐานะผู้ชม ซึ่งมันเป็นมิวสิกเฟสติวัลที่เปลี่ยนชีวิตผมไปเลย เราไปกับพวกเพื่อนนักดนตรี ไปเดินดูกันจนทั่วงาน มหัศจรรย์มากจนไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ทั้งการสื่อสารที่ออกมาจากวงดนตรี ทั้งพลังของคนดูที่ส่งกลับไปให้ศิลปิน แล้วโดยเฉพาะเรื่องซาวนด์ เปลี่ยนชีวิตเลย ครั้งนั้นคนเบียดกันจนเราถูกผลักให้มายืนหน้าจ่อลำโพงเลยนะ แต่ปรากฏว่าไม่มีบาดหูเลยสักนิด ซึ่งถ้าหากซาวนด์ไม่ดีแล้วเราต้องไปยืนอยู่แบบนั้น หูพังไปเรียบร้อยแล้ว เราจึงรู้ว่าถ้าทำซาวนด์เนี้ยบๆ ต่อให้ต้องไปยืนใกล้ลำโพงมากแค่ไหนก็ไม่มีปัญหา

     อีกครั้งหนึ่งที่ได้กลับไปคือปี 2016 ในฐานะศิลปินของวง The Paradise Bangkok Molam International Band ได้อยู่หลังเวทีร่วมกับศิลปินมากมาย เจอคนที่เราชอบตั้งแต่สมัยเด็กๆ แล้วที่น่าแปลกใจมากคือไม่มีการซาวนด์เช็กเลยนะครับ แต่ซาวนด์เนี้ยบมาก เพราะเขาส่งข้อมูล ทำการบ้านล่วงหน้ากันเป็นเดือนๆ มืออาชีพมันเป๊ะขนาดนี้เลย

 

     บีม: ส่วนตัวผมถือว่าดูคอนเสิร์ตเยอะ แต่ที่ประทับใจมากๆ คือตอนดูวง Depeche Mode ที่แทมปา สหรัฐอเมริกา วงนี้เป็นวงที่มีอายุยาวนานนับตั้งแต่ทศวรรษ 80s ทั้งพ่อแม่ลูกจึงมาดูด้วยกันได้ แล้วลูกก็ร้องเพลงพร้อมกับพ่อแม่ แถมแฟนเพลงทุกคนที่มาดูใส่ชุดดำกันหมดเลย ณ โมเมนต์นั้นเรารู้สึกว่า โห แม่งอย่างนี้เลยเหรอวะ ศิลปินที่ผ่านยุคเฮโรอีนโอเวอร์โดสมาจนเกือบจะตายอยู่แล้ว แต่ตอนกลับมาใหม่กลายเป็นคนเฮลตี้มาก คอนเสิร์ตแสดงเกือบ 3 ชั่วโมง แต่เขาเต้นไม่หยุดเลย เป็นการกลับมาที่เท่มาก เออ คนเรามันไม่ต้องแก่แล้วแก่เลยก็ได้นี่หว่า

     คอนเสิร์ตนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนให้เรากลับมาคิดว่า ถ้าเกิดเราดูแลตัวเองได้ เราก็ไม่จำเป็นต้องหยุดเล่นดนตรีนี่หว่า อัลบั้มสุดท้ายของ เดวิด โบวี ก็เกิดขึ้นตอนเขาเป็นมะเร็งแล้ว แต่เพลงยัง innovative สุดๆ ในวัยนั้น สุขภาพเป็นแบบนั้นเขากลับรื้อนักดนตรีใหม่ deconstruct เลย เอานักดนตรีแจ๊ซมาเล่นเพลงตัวเองทั้งหมด หลังจากนั้นไม่นานก็เสียชีวิต สุดยอดมาก

     กับเด็กรุ่นใหม่ๆ เราก็ชอบ ได้เห็นเด็กอายุ 17-18 ปี มาจากเมืองออร์แลนโด เป็นศิลปินผิวสีที่ยังอายุน้อยแต่กลับทำเพลงได้โคตรดี แล้วเพลงเขาไม่ต้องฮิปฮอปเหมือนชาวบ้านเลยด้วย จนเรารู้สึกว่า โอ้โฮ เขามีความรักตัวเองมาก แล้วเขาแสดงมันออกมาผ่านการดูแลโชว์ของตัวเอง การโชว์ของเขาคือของขวัญให้กับคนที่เห็น นี่คือมหัศจรรย์ของนักดนตรี และทุกๆ ครั้งที่เรามองดูวง The Rolling Stones โห มึงแก่กันฉิบหาย แต่กลับเล่นคอนเสิร์ตได้มีพลังขนาดนี้ มิก แจ็กเกอร์ อายุ 70 กว่าแล้วนะคุณ

 

     ปั๊ม: เขาแสดงให้เห็นว่า ต่อให้อายุขนาดนี้แต่เขายังรีเลตกับโลกได้ ยังเชื่อมโยงตัวเองกับสังคมรอบข้างได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องสำคัญของมนุษย์อยู่แล้วใช่มั้ยล่ะ คนที่มาดู มิก แจ็กเกอร์ มี 3 เจเนอเรชันเลยนะ ตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ ยันรุ่นหลาน ยืนโยกพร้อมกันได้เลย

 

 

การดูแลตัวเองให้คลีนและเฮลตี้ของบีมคือการเคารพต่อคนฟังเพลงด้วยหรือเปล่า

     บีม: เขาอุตส่าห์ชอบเรานะ เราต้องรับผิดชอบ อย่างต่ำที่สุดคือซ้อมกันให้ดีๆ คนเล่นสนุก มีความสุขแล้วมันจะส่งต่อออกไปได้เอง เราว่ามันคือความรับผิดชอบต่ออาชีพของคนที่เป็นมืออาชีพ อย่างตอนนี้ที่เราไม่ดื่มเหล้า แปลว่าเราจะออกไปดูดนตรีเพื่อดูดนตรี แล้วถ้าดนตรีไม่สนุก เราจะกลับบ้านได้อย่างไม่มีเยื่อใยเลย เอาเวลาไปนอนเพื่อที่จะได้ตื่นไปทำนู่นทำนี่ดีกว่า เราจึงคิดถึงคนดูในมุมนี้มากๆ

 

     ปั๊ม: ผมได้ออกเดินทางกับทั้งวงอพาร์ตเมนต์คุณป้าและ The Paradise Bangkok Molam International Band เยอะ โดยเฉพาะเวลาที่ไปเล่นกับวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า มีคนเข้ามาบอกว่า “พี่ครับ ผมขับมอเตอร์ไซค์ข้ามจังหวัดมาดูพี่เลย” ถ้าเราเล่นไม่ดีหรือเมาเลอะเทอะมันก็ไม่แฟร์สำหรับเขา เขาต้องจ่ายค่าบัตร ต้องขี่มอเตอร์ไซค์เสี่ยงตายจากรถสิบล้อ แล้วไหนจะต้องขี่กลับไปอีก หรือครั้งที่ผมไปโชว์กับ The Paradise Bangkok Molam International Band ที่ปารีส มีคนบินจากอิตาลีเพื่อมารอดูพวกเรา ถ้าเล่นอะไรแย่ๆ ออกไปคงทุเรศตัวเองมากเลยนะ ผมเคยพูดทีเล่นทีจริงกันกับคนหลายๆ วงว่า “ถ้าไม่ตั้งใจเล่นก็ไปนวดตีนดีกว่า (หัวเราะ)” ไม่จำเป็นต้องมาเลย คุณไปนวดตีนก่อน ไว้ตั้งใจเมื่อไหร่แล้วค่อยกลับมา

     การที่บีมเลิกเหล้าได้ มันเหมือนหยุดเวลาได้เลยนะ แล้วคุณจะพบว่าการเล่นดนตรีให้ไปถึงจุดที่มันดีมากๆ จะมีความสุขกว่าการเมาเยอะเลย ผมเองยังไม่ได้เลิกดื่ม ยังมีความสุขกับการดื่มอยู่ แต่รู้ว่าถ้าเราเล่นดนตรีไปจนถึงจุดนั้นได้ มันให้ความสุขกับเรามากกว่าการได้ดื่มเบียร์ดีๆ ซะอีก

 

 

แล้วในคอนเสิร์ตที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ เราจะได้เห็นอะไรพิเศษๆ จากพวกคุณบ้าง

     ปิ๊บ: พวกเราไม่ได้เล่นกันแบบเต็มวงมานานแล้ว ปกติวงเราจะมีนักดนตรีสมทบอีกคนหนึ่งซึ่งดูแลส่วนของซินธ์ คีย์บอร์ด แต่พักหลังๆ เราจะเล่นกันแค่ 3 ชิ้น กีตาร์ เบส กลอง ซึ่งครั้งนี้ก็จะได้อรรถรสของการดูเล่นสดแบบเต็มวงไปเลย รวมถึงซิงเกิลใหม่ล่าสุดที่เราตั้งใจฝึกซ้อมเพื่อมาเล่นเป็นของขวัญให้คนฟัง

 

     ปั๊ม: ทางผู้จัด เจย์ (ศุภกาญจน์ ปลอดภัย) และปืน Keystones เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านแสงสีเสียงและทำพร็อพได้เก่งมาก พวกเขาเป็นตัวตั้งตัวตีในการชวน Siam Secret Service และอพาร์ตเมนต์คุณป้ามาเล่นคอนเสิร์ตในเวทีเดียวกัน นอกเหนือจากดนตรีแล้วยังเป็นการนำเสนอคอนเสิร์ตในอีกรูปแบบหนึ่ง เวทีของศิลปินสูงแค่ 40 เซนติเมตร ส่วนคนดูจะนั่งอยู่บนสแตนด์สูงที่จัดไล่ระดับเหมือนในโรงหนังเลย จะได้ฟังเพลงที่พวกเราซ้อมมาอย่างดีในอรรถรสใหม่ๆ

 

     บีม: นานๆ ทีพวกเราจะได้กลับมาเล่นสักครั้งหนึ่ง แค่นี้ก็พิเศษแล้วเนอะ (หัวเราะ) ก็ตั้งใจซ้อม วางตารางซ้อมกันเยอะมาก ทุกครั้งที่ไปเล่นแล้วมีคนร้องเพลงวงเราได้ก็จะรู้สึกดีใจ คิดว่าจะต้องได้เจอคนหน้าคุ้นๆ ที่เคยเห็นกันมานานแล้ว ปิ๊บจะเห็นคอมเมนต์จากแฟนเพลงของเราเยอะเพราะเขาคอยทำหน้าที่สื่อสารในโซเชียลมีเดียของพวกเราด้วย

 

     ปิ๊บ: ก่อนหน้านี้ผมเป็นเหมือนเหรัญญิกของวงเลยครับ แต่พอเข้ามาอยู่ในสังกัดของสนามหลวงมิวสิก ทางค่ายก็ช่วยเราจัดการเรื่องโซเชียลมีเดียให้ด้วย เราจึงได้ใช้เวลาไปกับการซ้อมดนตรีมากขึ้นเพื่อเล่นให้ดีที่สุด เราอาจไม่ใช่วงที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการใช้โซเชียลมีเดีย แต่เราก็สนใจและอยากสื่อสารกับแฟนๆ ของเราเหมือนกัน อยากรู้ว่าพอเวลาผ่านไปแล้วพวกคุณเป็นอย่างไรกันบ้าง

 

Siam Secret Service

 

เพลงรักเมื่อ 20 ปีที่แล้วกับเพลงรักในปัจจุบัน คุณคิดว่ามันมีจุดร่วมและจุดต่างกันมากน้อยแค่ไหน

     ปั๊ม: รูปแบบการใช้ภาษาเปลี่ยน ไลฟ์สไตล์ของคนทั้งสองยุคก็ไม่เหมือนกัน กิจกรรมของคนหนุ่มสาวก็ไม่ได้เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพลงยุคนี้อาจจะพูดถึงเรื่องของแอพพลิเคชันต่างๆ ด้วย ก็ปัจจุบันเราไม่ได้ใช้จดหมายส่งหากันแล้วเนอะ แต่เรื่องของความรู้สึกลึกๆ อย่างการหลงรัก การอกหัก ความเจ็บปวดต่างๆ เราเชื่อว่ามันยังเชื่อมโยงกันได้อยู่

 

     บีม: เรารู้แล้ว มันจะเป็นอย่างนี้ คือสมัยเราเป็นวัยรุ่นเนี่ย ถ้าความรักไม่สมหวัง เราจะมีความโหยหาระหว่างทางและระหว่างวันและเวลามาก เพราะเราติดต่อคนคนนั้นไม่ได้ เราแต่งเพลง ‘กลับมาที่เดิม’ ก็เพราะความโหยหาและความคิดถึงคนรักของเรา เราได้โปสต์การ์ดจากแฟนที่อยู่ต่างประเทศ เขาฝากเพื่อนมาให้ เรารับมาอ่าน เห็นเขาเขียนเล่าว่า ตอนนี้เขาอยู่ที่นี่นะ ทำนู่นทำนี่อยู่ โอ้โฮ ผมร้องไห้เลย เพราะเราไม่ได้ติดต่อกันเลย เขาไปใช้ชีวิตเป็นอาสาสมัครอยู่ที่แอฟริกาใต้ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับเราตอนนั้นคือ “ทำไงดีๆ” ก็เลยเอาความเวิ้งว้างที่เกิดขึ้นในใจมาแต่งเป็นเพลง เพลงนี้จึงมาจากความเจ็บปวดเกิดขึ้นและมันจริงมากๆ

 

     ช้าง: ตอนแรกเพลงนี้ยังไม่ได้ใช้ชื่อว่า ‘กลับมาที่เดิม’ ด้วยนะ ตอนที่บีมเอามาให้ฟังยังเป็นชื่อของเขาอยู่เลย

 

     บีม: เขามาจากสโลวาเกีย เราได้เจอกันที่นิวซีแลนด์ แล้วเขาก็ต้องเดินทางไปอยู่ที่แอฟริกา โห แล้วกูจะติดต่อยังไงวะ มันโหยหา อีเมลยังไม่มี คอมพิวเตอร์ก็ใช่ว่าจะมีกันได้ง่ายๆ พอเป็นแบบนั้น เราจึงมีจินตนาการสูงมาก เกิดเป็นรายละเอียดต่างๆ ที่อยู่ในเนื้อเพลง แล้วความรู้สึกมันก็ยังชัดมาจนถึงกระทั่งตอนนี้ ความทรงจำของเราอยู่ในจุดที่โฟกัสมากๆ เพราะไม่สามารถจะทำอะไรได้เลย สมัยนั้นถ้าเราอยากเจอใครสักคนหนึ่ง เราต้องไปดักในที่ที่เขาชอบไป ถ้าเราอยากคุยกับใครเราก็ต้องอยู่บ้านรอรับโทรศัพท์จากเขา เพราะฉะนั้น ถ้ามาพูดเรื่องระยะทางกับความพยายามในตอนนี้ คนไม่เข้าใจแล้ว ไม่ใช่ว่า เฮ้ย หาเฟซบุ๊ก หาอีเมล แล้วส่งข้อความไป ‘กลับมาที่เดิม’ จึงเป็นเพลงที่ทำให้เราเข้าใจว่าเพลงรักสมัยนั้นกับสมัยนี้ต่างกันอย่างไร

 

     ช้าง: ถ้าเป็นยุคนี้ ก็ไลน์ไปหาแล้วเขาไม่ตอบ

 

     บีม: ใช่ๆ เดี๋ยวเราก็ต้องไปดักดูโซเชียลมีเดีย เช็กว่าเขามาดูสตอรีของเราหรือเปล่า มันคอนเน็กต์กันคนละรูปแบบแล้ว ไม่มีแล้วโปสต์การ์ดใบเดียวที่ทำเราคิดถึง เขียนเพลง ร้องไห้แล้วจมอยู่อย่างนั้นได้เป็นปีๆ ช่วงเวลานั้นเป็นกระบวนการเรียนรู้ให้เข้าใจกลไกของจิตใจเราด้วยว่ามันเป็นได้ขนาดนี้เลยเหรอ

 

 

ระหว่างการร้องไห้เป็นปีๆ เฝ้ารอโปสต์การ์ดใบเดียว กับการว้าวุ่นใจเพราะไลน์ไปหาแล้วเขายังไม่ตอบกลับมา แบบไหนสวยงามมากกว่ากัน

     บีม: เราไม่รู้ เราตอบไม่ได้ กับคนที่เขาไม่เคยมีประสบการณ์ของการต้องอยู่ห่างไกลด้วยความโหยหาเหมือนที่เราได้เจอจะไปเอามาเทียบแล้วบอกว่าแบบไหนสวยงามมากกว่ากันเราว่ามันไม่แฟร์ ถ้าไลน์ไปแล้วเขาไม่อ่าน ไม่ตอบไลน์กลับมา ใจคนก็คงคล้ายๆ เดิมแหละ มันคงเซ็งๆ เพราะไม่ได้รับ attention เรื่องราวอาจต่างกัน แต่ใจคนยังทำงานไม่ต่างจากเดิม

 

 

มุมมองความรักในวันที่มีวัยวุฒิมากขึ้น แตกต่างจากความรักของคนหนุ่มเลือดร้อนไหม

     ปั๊ม: พูดยากมากเหมือนกันนะ ถ้าเราจะใช้มุมมองทางศาสนาพุทธเข้ามาตอบ เราคงบอกว่าเราอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น ทำปัจจุบันให้โอเคในแบบที่มันควรจะเป็น แต่ถ้าจะมองรักในอดีตให้เป็นเหมือนกับบันทึกทางประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ก็ต้องบอกว่าการได้เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาช่วยเตือนให้เรารู้ว่าหลุมไหนที่ตกแล้วขึ้นยาก ต่อไปเราจะไม่เดินไปตกหลุมเดิมอีก หรืออาจจะคอยบอกเราว่าถ้าทำแบบนี้จะเกิดสงครามขึ้นได้ ทั้งสงครามภายในตัวเอง หรือสงครามภายในครอบครัวก็ตาม เรารู้ว่าการทำแบบนี้จะนำความฉิบหายมาได้ เราก็ไม่ควรไปทำมัน

     อีกอย่างที่ตามมาพร้อมกับวัยที่มากขึ้นก็คือ เรามีสติมากขึ้น เพราะเราเคยมีประสบการณ์แล้วว่าถ้าไม่มีสติปัญหาจะยุ่งมาก เราเคยผ่านการไม่มีสติมาแล้ว รู้ว่าไม่ดีแน่ๆ คงทำได้ประมาณนี้แหละ ผ่านไปอีก 20 ปี ย้อนมองกลับมาที่ตัวเองตรงนี้ก็อาจจะรู้สึกว่า ณ วันนี้เรายังนิ่งไม่พอก็ได้

 

     บีม: ของผมตอนนี้เป็นเรื่องของการมีความรับผิดชอบและการบริหารจัดการ เราต้องดูแลแม่ ต้องอยู่กับแม่มากขึ้น เรามีกิจการ มีทีมงาน มีการงานที่ต้องทำ ทุกอย่างล้วนต้องการการจัดการทั้งนั้นเลย ความรักคงไม่ได้น้อยลงแต่เปลี่ยนแปลงไปสู่รูปแบบของการรู้จักแบ่งเวลามากขึ้น ไม่ใช่วัยที่เราจะไปหลงรักใครแบบหัวปักหัวปำอีกแล้วล่ะ ความหมายของความรักตอนนี้คือความรักต่อแม่ ต่อครอบครัว ถ้าเราตัดสินใจที่จะรักใคร เราอยากให้แม่รู้สึกโอเคด้วย เพราะถ้าเรามีธุระไม่ได้อยู่บ้าน 10 วัน จะมีใครอยู่ใกล้ๆ คอยดูแลเขา แม่จะได้กินอะไร เรามีหมาด้วย หมาก็ไม่ค่อยสบาย เราต้องดูแลหมาด้วย โห ผู้ใหญ่มาก (หัวเราะ)

 

 

เป็นความรักที่เรียกร้องต้องการจากคนอื่นน้อยลง แต่อยากดูแลคนอื่นมากขึ้น?

     บีม: อืม… ตอนเด็กๆ เราสนใจแต่ตัวเองอยู่แล้ว แต่ก่อนถ้ารักใครเราก็เรียกร้องอยากได้ความรักจากเขา แต่เรามองว่าการที่อยากทำให้เขาในตอนนี้ที่สุดแล้วก็คือการทำเพื่อตัวเองอยู่ดีนะ เป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง เราชอบที่จะอยู่กับครอบครัว กับเพื่อนฝูง ประคับประคองดูแลกันไป ถ้าพลังของเรามีเต็มร้อย เรากระจายมันออกไปให้กับคนรอบตัว ดูแลแม่ตอนเช้า ดูว่าหมามีอะไรกินหรือยัง แล้วออกไปทำงานเจอลูกน้อง ทำงานการกุศลบ้าง ทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด ไม่มีอีกแล้วที่จะมาทำตัวแบบว่า “จีบสาวเว้ย วีกเอนด์แล้วออกไปเที่ยวกัน” เจอคนนั้นคนนี้ แต่ความตื่นเต้นมันเกิดจากการได้ทำเพลงใหม่ ได้กลับมาซ้อมดนตรีด้วยกัน สนุกดี

 

 

แล้วช้างกับปิ๊บล่ะ ความรักความสัมพันธ์ของพวกคุณลงตัวกว่าเมื่อก่อนไหม

     ช้าง: เราใจเย็นลง และมีคนที่เรารักและอยากดูแลเขาให้ได้เหมือนกัน แต่กับความสัมพันธ์เรารู้สึกว่าตัวเองอาจจะยังทำได้ไม่ดีมากสักเท่าไหร่ (ยิ้ม) หลายๆ ครั้งยังมีความไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร แต่ก็อย่างว่าแหละ คนเราไม่ได้เหมือนกันทุกคนหรอก ก็ต้องเรียนรู้แก้ไขกันไป

 

     ปิ๊บ: คล้ายกับเพื่อนๆ แหละครับ เด็กๆ ก็ต้องเป็นรักแบบปั๊ปปี้เลิฟ ไม่มีอะไรต้องคิดมาก เป็นแบบฝึกหัดที่ทำให้รู้ว่าการอกหัก การร้องไห้ จริงๆ แล้วไม่มีอะไรเลย แต่ลองมาเจอปัจจุบันสิ ของจริง มาเป็นเพลงเลยเนี่ย (หัวเราะ) นอกจากภรรยา ผมยังมีแม่และคุณป้าที่ดูแลอยู่ด้วย เพราะพ่อผมเสียไปแล้ว ตอนนี้พวกเขาก็อายุมาก เพราะฉะนั้น ดูแลเมีย ดูแลแม่ และดูแลป้าให้ดี ถ้าคุณมีความรักที่ดีกับคนรอบตัวแล้วเรื่องอื่นก็จะเบาลง ถ้าคนในครอบครัวมีความสุขแล้วทุกอย่างจะดี

 

Siam Secret Service

 

ในเพลงล่าสุด อยากให้ช่วยกันเลือกเนื้อเพลงช่วงที่พวกคุณชอบขึ้นมาสักท่อน

     ปิ๊บ: ใจความหลักของเพลงอยู่ที่ท่อนฮุกแหละ “วันที่ต้องทุกข์เสียใจแค่ไหน หากเราสองเพียงเดินข้ามไปอย่างที่เคย วันพรุ่งนี้จะยังมีฉันและเธอ” เป็นเนื้อหาที่ไม่ได้ซับซ้อนมากมาย แต่เกิดขึ้นได้กับทุกคนนะ แค่นี้เองที่ผมอยากบอก

 

     ปั๊ม: ปิ๊บกับผมเป็นสองคนในวงที่แต่งงานแล้วนะครับ เพลงนี้ปิ๊บแต่งขึ้นมาทั้งหมด มีท่อนสุดท้ายท่อนเดียวเท่านั้นที่ผมแต่ง ผมจึงขอเลือกท่อน “จดจำวันวานที่เราสุขสันต์ จดจำวันนั้นจนวันที่ฉันจะไม่ตื่น แม้วันคืนผ่านไป” ผมได้ไอเดียของท่อนนี้มาจากงานแต่งของตัวเอง ตอนที่เราจับมือถ่ายรูปกัน มีญาติของภรรยาผมเดินมาจับไหล่แล้วบอกว่า “ปั๊ม มีความสุขมั้ย? จำนาทีนี้ให้ดีนะลูก เวลาอยู่กันไปนานๆ แน่นอนมันต้องมีกระทบกระทั่งกันบ้าง แล้วก็จำความสุขที่เคยมีร่วมกันในนาทีนี้นะลูก” ผมก็เลยเอามาเขียนปิดท้ายเพลงนี้

 

     ช้าง: โห ผู้ใหญ่มาก

 

     ปั๊ม: คำที่คุณน้าคนนั้นพูด เป็นสิ่งที่เตือนใจเราตลอดมา หลายๆ ครั้งเหมือนที่ปิ๊บบอกแหละ เวลากระทบกระทั่งหรือมีปัญหากับคนรัก การจดจำวันที่เราเคยสัญญาต่อกันมันสำคัญมาก มันเป็นรากฐานของการที่เราจะมีความกล้าในการรับฟังและปรับความเข้าใจ เข้าหากัน ถ้าเราจำไม่ได้ว่าเราเคยมีความสุขร่วมกันอย่างไร หรือว่าเราเคยรักกันอย่างไร เราก็คงขี้เกียจที่จะปรับความเข้าใจ

 

     ปิ๊บ: อายุ 18-19 เราคงแต่งเพลงแบบนี้ไม่ได้ เพราะเพลงของพวกเราแต่งจากเรื่องจริงของตัวเอง ตอนที่เราทำเพลงชุดแรก เรื่องราวก็มาจากพวกเราเองล้วนๆ รักที่จะเมา รักผู้หญิง หรือรักอะไรก็ตาม วัยนั้นมันก็เป็นเรื่องความรักทั้งนั้น

 

    บีม: นี่แหละครับ บทสัมภาษณ์ของวิกฤตวัยกลางคน (หัวเราะทั้งวง)

 


Siam Secret Service

     วงดนตรีที่เกิดจากกลุ่มเพื่อนที่รวมตัวกันเพราะรักในเสียงดนตรี อย่าง ‘ช้าง’ – กฤช ทวีสิน (ร้องนำ) ‘บีม’ – ภากร มุสิกบุญเลิศ (เบส) ‘ปั๊ม’ – ปิย์นาท โชติกเสถียร กรัดศิริ (กีตาร์) และ ‘ปิ๊บ’ – อธิชัย โปษยานนท์ (กลอง) สมาชิกทั้ง 4 ใช้เวลาว่างในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ร่วมกันทำผลงานเพลงที่ใช้เวลาบ่มอยู่ราว 3 ปี จนออกมาเป็นอัลบั้ม S.S.S. อัลบั้มแรกของวง ภายใต้สังกัด Philharmonic หลังจากออกทัวร์เป็นระยะเวลาหนึ่ง สมาชิกในวงก็ต้องแยกย้ายกันไปทำงานตามเส้นทางของตน แต่ความรักและผูกพันในเสียงเพลงและมิตรภาพระหว่างเพื่อนยังมีให้กันสม่ำเสมอ

     เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีหลังจากออกอัลบั้มแรก นับเป็นวาระที่ทำให้ Siam Secret Service ได้กลับมารวมตัวอีกครั้ง พร้อมกับการนำซิงเกิล ‘สัญญา’ ซึ่งถูกแต่งขึ้นเมื่อ 5 ปีที่แล้วกลับมาเรียบเรียงใหม่ โดยคงคุณภาพและพิถีพิถันทุกขั้นตอนตามแบบฉบับของวง เลือกอัดเสียงกับ Studio28 ที่ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และได้มาตรฐานระดับโลก รวมถึงการทุ่มเทฝึกซ้อมตลอดหลายเดือนเพื่อให้เพลง สัญญา ออกมาสมบูรณ์สมกับการรอคอยจากแฟนเพลงตลอดมา

 

Siam Secret Service & Apartment Khunpa – Sanamluang Pop up Concert BY MY BEER

     คอนเสิร์ตจากสองวงดนตรีที่แฟนเพลงยกย่องให้เป็นศิลปินระดับปรมาจารย์ ที่สมาชิกบางส่วนของทั้งสองวงเติบโตมาด้วยกันและยังทำเพลงร่วมกันอยู่ โดยคอนเสิร์ตครั้งนี้นับเป็นการนำเสนอประสบการณ์ใหม่ๆ ในการดูดนตรีที่พิถีพิถันทั้งการออกแบบแสง สี เสียง และสเปซให้ได้อรรถรสดังเช่นการเสพศิลปะ

     ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Siam Secret Service และ Sanamluang Music

Share Post
Like 2 View 1657

Author

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง

ภัทรพร บุญนำอุดม

บรรณาธิการออนไลน์ a day BULLETIN