‘ซิลวี่’ – ภาวิดา มอริจจิ: กูก็ Kim Kardashian ไง จะทำไมล่ะ

The Guest
4 Feb 2021
เรื่องโดย:

ปารณ ศรีสุนทร, ปิ่นเพชร ภูจ่าพล, คุลิกา แก้วนาหลวง

หายไปจากวงการบันเทิงพักใหญ่ๆ ที่ผู้คนจดจำในภาพนักร้องสาวเสียงทรงพลังจากเวที The Star วันนี้ ‘ซิลวี่’ – ภาวิดา มอริจจิ กลับมาเฉิดฉายในลุกส์ใหม่ที่มั่นใจกว่าเดิม ซึ่งถ้าย้อนไปก่อนหน้านี้เธอคือ เด็กสาววัย 15 ที่เข้ามาใช้ชีวิตคนเดียวในเมืองกรุง และเจอกับบททดสอบของชีวิตมากมาย นั่นรวมถึงความยั่วเย้าของแสงสี และการตีกรอบสังคมอันว่าด้วยเรื่องความสวยที่กดทับตัวเธอไว้ หลากหลายปัญหาเข้ามานั้นทำให้เธอได้เรียนรู้ และเข้าใจชีวิตมากขึ้น จนปัจจุบันได้กลายมาเป็นซิลวี่เวอร์ชันใหม่ที่มั่นใจ และรักตัวเองมากกว่าที่เคยเป็น

        ในห้วงเวลาที่ใครหลายคนต่างรู้สึกว่าฉันเหนื่อยหน่ายกับชีวิตที่ต้องทำตามกรอบความคิดของสังคมเหลือเกิน ไม่ขาว ไม่ผอม เท่ากับไม่สวย ต้องพยายามทำตัวเองให้ดูดีตามบรรทัดฐานที่ใครก็ไม่รู้เป็นคนเริ่มต้นวางไว้เพื่อให้เป็นที่ยอมรับ จนหลายครั้งก็ทำตัวตนหล่นหายระหว่างทาง สูญเสียความเป็นตัวเองไปชั่วขณะเพราะอยากเป็นที่รักจนทำให้เรา low-self esteem ไปอย่างง่ายดาย 

        จึงเป็นที่มาของการพูดคุยว่าทำไมเราต้องหันมารักและมอบความรักให้ตัวเองมากขึ้น ซึ่งซิลวี่บอกว่าถ้ารักตัวเองเป็น ไม่ว่าจะความรักกับครอบครัวหรือคนรอบข้าง มันจะเป็นพลังบวกที่ส่งผลดีกลับมาให้เราเสมอ และเมื่อนั้นก็จะไม่มีข้อครหาใดเป็นผลกับความรู้สึกให้กับตัวเราเอง

ซิลวี่

พูดถึงคำว่า ‘ความรัก’ ในแง่มุมของคุณมีให้ความหมายของคำนี้อย่างไร 

        ถ้าหลักๆ เราจะให้ความสำคัญความรักในครอบครัวเป็นอันดับสอง ความรักกับตัวเองเป็นอันดับที่หนึ่ง เราเคยอยู่ในจุดที่ไม่รักตัวเองมาก่อน เรารู้สึกไม่พอใจ ไม่ภูมิใจในตัวเอง ไม่ชอบสิ่งที่ตัวเองเป็นมาก่อน พอเรารู้สึกแบบนั้นไม่ว่าเราจะทำอะไรมันทำให้ชีวิตพังหมดเลย ก็เลยรู้สึกว่าการรักตัวเองมันสำคัญมาก เพราะถ้าเรารักตัวเองเป็นจริงๆ ไม่ว่าจะความรักกับครอบครัว หรือกับเพื่อนมันก็จะส่งผลแง่ดีกับเราต่อๆ มา

ที่บอกว่าไม่รักตัวเองหรือภาวะ low self-esteem ตอนนั้นคุณไม่ชอบตัวเองเวอร์ชันไหน

        ขอย้อนไปเริ่มมาจากตอนอายุ 15 ที่เราเข้าประกวดรายการ เดอะสตาร์ ตอนนั้นเราอ้วนกว่านี้นิดนึง ซึ่งจริงๆ เราเคยผอมกว่านี้ ตอนประกวดรายการ เดอะสตาร์ เราเด็กมาก ไม่เคยอยู่ห่างแม่ และไม่เคยอยู่คนเดียว พูดง่ายๆ เป็นเด็กที่ติดแม่ ตอนนั้นเรารู้ว่าตัวเองมีความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งที่เชื่อมั่นว่า ถ้าใครเจอก็จะให้ค่ากับความสามารถนี้คือการร้องเพลง พอไปประกวดรายการ เดอะสตาร์ ก็ได้รับคำชมอย่างมหาศาล แต่เราติดอยู่อย่างหนึ่งคือเรื่องความอ้วน รูปร่าง และความสวย แต่โชคดีที่เสียงเรานำกว่า ก็เลยมาครึ่งๆ กลางๆ ระหว่างความอ้วนกับคำชม แต่หลังจากรายการ เดอะสตาร์ เราได้เข้าไปอยู่ในค่ายแกรมมี่ เราได้รับคำติมาว่าถ้าไม่ลดน้ำหนักจะไม่ได้งาน หรืออาจจะไม่ได้อยู่ในวงการบันเทิง เลยทำให้เรารู้สึกสูญเสียความเป็นตัวเองไป เรารู้สึกว่าอยากเป็นแบบคนอื่น และต้องเป็นให้ได้เพื่อที่จะอยู่วงการนี้ ซึ่งนั่นคือเราในเวอร์ชันที่เราไม่ชอบตัวเอง เพราะเอาความคิดของผู้ใหญ่ มา input ไว้ในหัวว่าต้องเป็นแบบนนั้นนะถึงจะเวิร์ก 

แต่พอมาเจออีกที คุณกลายเป็นคนใหม่ที่สวย ผอมลง และมั่นใจขึ้น แล้วอะไรที่ทำให้คุณหันมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง 

        มีช่วงหนึ่งที่เราผอมลงอย่างหนักเลย ตอนนั้นเราก็แย่เหมือนกันที่ทำทุกอย่างเพื่อให้ผอม อย่างที่บอกว่าเราไม่เคยห่างแม่ พอเรามาอยู่กรุงเทพฯ คนเดียว เจอแสงสีเสียง เจอชีวิตที่อิสระ เราก็เกเรบ้าง ใช้ชีวิตเสเพลบ้าง แล้วก็ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เพราะมันทำให้ผอมได้ก็เลยทำทุกทาง เราติดมันอยู่ช่วงหนึ่ง และกลายเป็นว่าเรามองผิดเป็นถูกมาตลอด จริงๆ เราเคยผอม เคยตะบี้ตะบันลดน้ำหนัก แต่ว่ายาลดความอ้วนเราไม่เคยกินนะ เรารู้ว่าผลของโยโย่เอฟเฟ็กต์จะเป็นอย่างไรและไม่ดียังไง แต่ยาเสพติดมันจะมีความสุขความเพลิดเพลิน แล้วผลพลอยได้คือทำให้เราผอม

ซิลวี่

วันที่หลงเข้าไปอยู่ในโลกของสิ่งเสพติด ชีวิตคุณตอนนั้นเป็นอย่างไร 

        เราไม่ทันได้รู้สึกอะไรหรอก เพราะมัวแต่ติดพันกับความสุข ความจอมปลอม และผลลัพธ์ที่ได้ก็คือความผอม แต่ ณ ตอนนั้นเราไม่ได้โฟกัสว่าเราอยากจะเล่นเพื่อให้ผอมนะ แค่ไปเจอเวย์นี้ที่สนุกด้วยอะไรด้วย 

อายุ 15 ปี สำหรับเราคือยังเป็นเด็กมากๆ แต่คุณต้องมาใช้ชีวิตคนเดียว ทำงานตั้งแต่ยังเด็ก แถมยังเจอกับอะไรหลายอย่างมาก ถามจริงสับสนกับชีวิตแค่ไหน

        ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าตัวเองเปลี่ยนไปหรือเดินในทางที่ไม่ดี เพราะเราแค่สนุกอย่างเดียวเลย ด้วยความที่เรายังเด็ก ก็แค่สุดเหวี่ยงกับชีวิตที่ได้ใช้ ซึ่งความซัฟเฟอร์นั้นตามมาทีหลัง พอเริ่มเสียอะไรหลายๆ อย่าง ไปเรื่อยๆ ผลการเรียนตกต่ำ ติด F เรียนซ้ำชั้น คำที่เขาบอกกันว่า ‘ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา’ นี่เข้าใจเลย พูดง่ายๆ ต้องเสียก่อน ต้องเห็นผลลัพธ์ที่แย่ก่อนถึงกลับมาได้ โชคดีมากที่เราไม่สูญเสียอะไรไปมากกว่านี้ ซึ่งก็มีแม่ที่พยายามกลับมาช่วยปรับเราให้เข้าที่เข้าทาง ตอนแรกเราก็ไม่ค่อยฟังหรอก ช่วงนั้นก็ยากมากกว่าจะผ่านกันมาได้จนถึงทุกวันนี้ ยื้อกันไปมาแทบตาย

คุณแม่คือคนสำคัญที่สุดของคุณ ในวันนี้คุณมองความรักความผูกพันที่แม่มอบให้ลูกคนนี้อย่างไร

        แม่ของเราลดความเป็น ‘แม่’ ลงมาเยอะมากในการที่มาคุยกับแบบเป็นเพื่อน เมื่อก่อนเขาจะมีความเหมือนแม่ทุกคน ที่ว่าแม่ต้องถูกเสมอ ต้องไม่รับฟังลูก ถ้าลูกเถียงแปลว่าลูกไม่มีทางถูกต้องกว่าแม่หรอก แม่อาบน้ำร้อนมาก่อน ซึ่งเขาก็เป็นแบบนั้นแหละ แต่พอถึงจุดที่เขารู้แล้วว่าเราต้องการที่พึ่งจริงๆ ไม่อย่างนั้นเราจะหลงทางไปมากกว่านี้ เขาก็เลยยอมลดความเป็นแม่ลง แล้วยอมฟังถึงเหตุผลเราว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต เราได้ระบายให้เขาฟัง ได้เปิดใจคุยกัน รับฟังความคิดเห็นกันและกันจนมาถึงทุกวันนี้ได้

        ดังนั้น สำหรับแม่คือ my world ของเรา และตอนนี้เวลาทำอะไรก็ทำเพื่อเขา เขาเองก็ทำเพื่อเรา เวลาจะบอกรักกันก็จะเขินๆ แล้วก็จะพูดแบบนิ่งๆ เช่น “แม่น่ะเวลาทำอะไรทำเพื่อซิลวี่ทั้งนั้นแหละ” เราก็จะ “หนูก็ทำเพื่อแม่เหมือนกัน” ตอนนี้กลายเป็นชอบเถียงกัน แข่งกันว่าใครรักใครมากกว่า (หัวเราะ) แต่แม่เราจะไม่เหมือนคนอื่น เราไม่เคยเห็นแม่ใครเป็นแบบนี้ ที่ปล่อยตัว ไม่แคร์ รักสันโดษ แฮปปี้ในโลกของตัวเอง แต่กลายเป็นว่าพอได้อยู่กับเขาเราก็แฮปปี้เหมือนกัน แต่เห็นเขาเป็นแบบนี้ ปล่อยตัวแบบนี้ เขาเองก็มีความเจ้าระเบียบมากอยู่เหมือนกัน อย่างเมื่อก่อนแม่จะวางกรอบไว้ชัดมาก ตอนอยู่ภูเก็ตเราแทบจะเป็นเด็กเก็บกดเลย เขาตั้งกรอบมาอย่างแน่นหนา จะขอไปเล่นบ้านเพื่อนยังยากเลย แต่เขาก็มีความพิเศษตรงที่เขาสามารถเปลี่ยน และลดบทบาทความเป็นแม่ตามกรอบเดิมลงได้เยอะมาก เราไม่เคยคิดว่าแม่เราเวอร์ชันตอนที่อยู่ภูเก็ตในสมัยเรายังเด็กจะเป็นแม่เวอร์ชันปัจจุบันอย่างทุกวันนี้ เพราะเมื่อก่อนเขาอารมณ์ร้อน โผงผางมากกว่านี้เยอะ แต่ตอนนี้เขาก็ใจเย็น และรับฟังมากขึ้นเยอะมากเหมือนกัน

เพราะตอนนั้นอาจจะเป็นเรื่องของช่องว่างระหว่างวัยด้วยก็ได้ที่ทำให้ความสัมพันธ์ต่อกันไม่ค่อยติด

        ใช่ๆ เราคุยกันนานๆ ที อย่างตอนเด็กๆ เวลาไปไหนจะบอกเขาตลอด ไปปาร์ตี้ก็บอกตรงๆ แต่เขาแสดงอาการไม่พอใจ คอยเตือน คอยดุ หลังๆ เลยไม่ค่อยโทรศัพท์คุยกัน พอไม่โทร.หากันก็เลยเริ่มห่างกันไป แต่ทุกวันนี้ความสัมพันธ์เริ่มกลับมามีกันและกันมากขึ้น เขาเองก็ปล่อยวาง เราก็อยากพัฒนาตัวเอง พูดง่ายๆ คือเริ่มดีขึ้นเพราะว่าเราเอกก็กลับตัวกลับใจ แล้วก็เริ่มกลับมาคิดเรื่องอยากเรียนให้จบ อยากพัฒนาตัวเอง อยากเปลี่ยนตัวเอง พอเรามีจุดนี้ปุ๊บ เขาก็มีพลังที่จะช่วย มีพลังที่จะซัพพอร์ตต่อไปเรื่อยๆ เลยอยู่ข้างๆ กันมาอย่างนี้ บางทีคุยกันมากขึ้น แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ฟังกันมากขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าไม่ทะเลาะนะ ก็ยังมีทะเลาะกัน แต่เราคุยและแลกเปลี่ยนกันมากกว่าเมื่อก่อนเยอะเลย 

        อย่างตอนแรกๆ ที่เราเลิกยา เราเริ่มกลับมาเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเอง ตอนนั้นเราเป๋ไปเยอะเลย ไม่รู้ว่าต้องยึดอะไร ไม่รู้ว่าต้องไปทางไหน ไม่รู้ว่าตัวตนของเราคืออะไร พอกลับมาน้ำหนักขึ้น ก็เหี้ย ก็เป๋ไป หลงทางจนไม่รู้จะเอายังไงดี แต่อยู่มาวันหนึ่งเราต้องไปงานที่ต้องใส่บีกินี (Ripcurl Girls Go Searching) แล้วก็ค้นพบว่าจริงๆ ตัวเองใส่บิกินีแล้วก็รู้สึกมั่นใจมากขึ้น เพราะแต่ก่อนเวลาจะลงรูปที่ใส่บิกินีเราจะถามแม่ก่อนตลอดว่าโอเคหรือเปล่า แม่ว่าเป็นยังไง ซึ่งเขาก็บอกว่าเขาซัพพอร์ตทุกอย่าง ทำอะไรก็ได้ที่ไม่เดือดร้อนตัวเองและไม่ผิดกฎหมาย เพราะเขาก็พยายามทำความเข้าใจเราอย่างมากที่สุด ซึ่งโชคดีมากๆ ที่เรามีความประนีประนอมกัน มีการต่อรองกันได้เรื่อยๆ 

ฟังแล้วรู้สึกดีมากๆ ที่ครอบครัวคุณสามารถพูดคุยกันได้ เพราะยังมีอีกหลายบ้านที่พ่อแม่ยังสวมหมวกการเป็นพ่อแม่ตามกรอบ และไม่ได้ลดบทบาทของตัวเองลงมา ตัวเด็กๆ เองก็จะเป็นคนที่ไม่กล้าพูด ไม่กล้าที่จะเข้าหาพ่อแม่ ซึ่งเราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น (หัวเราะ)

        เราเคยตั้ง Q&A ในอินสตาแกรม แล้วก็มีคนถามว่าที่บ้านชอบว่าเรื่องอ้วนอะไรประมาณนี้ เราสงสารเขามาก และไม่รู้จะให้คำแนะนำยังไง เพราะแม่เราไม่เคยว่าเราเลย อีกอย่างเราเป็นคนที่คิดอะไรแล้วก็พูดออกมา เรากรองคำพูดไม่เป็น ซึ่งก็มีข้อเสียนะ ที่พูดทุกอย่างเกินไปจนบางทีมันทำร้ายความรู้สึกคนอื่น แต่ก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมบางคนถึงไม่กล้าพูดสิ่งที่ตัวเองต้องการออกมา

        ในวันแรกๆ ที่เปิดใจคุยกับแม่ เราทะเลาะกันหนักมาก เหมือนกับว่าเราไม่กลัวการทะเลาะกัน ไม่กลัวมีปากมีเสียงกันก็เลยกล้าพูดกันมั้ง (หัวเราะ) เขาก็มีแนวคิดของเขาอย่างชัดเจน เราก็กล้าพูดเหมือนกัน เหมือนมีแรงอะไรสักอย่างมาปะทะ แต่ไม่ได้บอกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี่เป็นวิธีที่ดีนะ แค่แชร์ว่าเรื่องของเรากับแม่เป็นเวย์นี้ ถ้าสมมติอยากเริ่มที่จะคุยกับพ่อแม่ อาจจะต้องเริ่มที่เล่าให้เขาฟังเฉยๆ แชร์ความคิดของเราเฉยๆ ไม่ต้องให้เขาแนะนำอะไรกับเราก็ได้ แค่ให้เขารู้ เพราะว่าบางทีในหลายๆ อย่างที่เราพูดไปก็ไม่ได้พูดเพื่อให้แม่เปลี่ยน แต่พูดให้เขารู้ว่าเราเสียใจและไม่ชอบแบบนี้ แค่บอกความต้องการของเราไม่ต้องมีอะไรตอบกลับมาก็ได้ ฉันบอกเธอเพื่อให้รับรู้ความรู้สึกของฉันในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง อาจจะไม่ต้องไปคาดหวังว่าเขาจะต้องมีวิธีช่วยเหลืออะไรให้เรา เพราะเรามีวิธีของตัวเองอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราต้องการคือแค่อยากคุยกับเขาและแลกเปลี่ยนกัน แค่นั้นเอง 

คุณตอบคำถามคนในอินสตาแกรมที่เขามาถามเรื่องประมาณนี้อย่างไร  

        ยังไม่ได้ตอบเลย (หัวเราะ) สำหรับเราเชื่อว่าลูกทุกคนมีสิทธิ์ที่จะพูดสิ่งที่ตัวเองคิดได้ ไม่ต้องปะทะก็ได้ แต่อย่างน้อยให้พูดสิ่งที่เราคิดอย่างมีเหตุผล แบบไม่มีอารมณ์ หรือถ้ารู้สึกว่าพูดไปแล้วเปล่าประโยชน์ สำหรับเรา เราจะพูดอยู่ดี เพราะการที่เราได้พูดออกไปมันไม่ทำให้เราเก็บกด เราได้แสดงแนวคิดออกมาด้วย เพราะฉะนั้น หลายๆ ครั้งที่เราแสดงความคิดของตัวเองออกไป มันไม่จำเป็นต้องเป็นความคิดที่จะสามารถต่อยอดอะไรได้ก็ได้ อาจจะแค่ระบายสิ่งที่คิดเพื่อให้ครอบครัวรับรู้เฉยๆ เรายังเชื่อว่าการพูดสิ่งที่ตัวเองรู้สึก หรือสิ่งที่ตัวเองคิดมันมีผลดี อย่างน้อยก็ดีกับตัวเองที่ได้ปล่อยความคิดของตัวเองออกไป ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจหรือไม่รับฟัง แต่ก็น่าจะมีผลดีกับเราบ้าง

ซิลวี่

        เราต้องการอะไรก็พูดออกมาตรงๆ แต่บ้านอื่นอาจจะมีวิธีสื่อสารที่มีเหตุผลมากกว่าก็สามารถไปแนวนั้นเลย เพราะก่อนหน้าเรากับแม่ก็ปะทะกันตลอด มีหลังๆ ที่เริ่มลองคุยกันแบบใจเย็นๆ การสื่อสารกันแบบไม่มีอารมณ์นั้นดีที่สุดแล้ว อย่างน้อยขอให้มีการโต้ตอบ แต่เป็นการตอบโต้ที่ไม่ใช้การตะโกนด่ากัน พอได้คุยกันมากขึ้นความสัมพันธ์ก็เริ่มเชื่อมกัน หรือบางอย่างที่ไม่เคยทำให้กันและกันก็เริ่มเปลี่ยนไป อย่างเมื่อก่อนเราไม่เป็นแบบนี้เลยนะ ก็ปล่อยให้เขาอยู่ของเขา มันทำให้ไม่เกิดความผูกพันอะไรสักอย่าง จนเราคิดได้เองว่าหน้าที่ลูกมีอะไรบ้าง เราเคยคิดว่าทำหน้าที่นั้นได้ดีแล้ว การเป็นลูกที่ดีคือทำงานหาเงินให้แม่ จบ แต่จริงๆ มันมีอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่เราสามารถทำให้เขาสบายใจขึ้น เช่น อยู่บ้านบ้าง กวาดบ้านบ้าง อะไรเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ที่น่าจะทำให้เขาแฮปปี้ หรือเราทำแล้วก็แฮปปี้ด้วย

        เดี๋ยวนี้เรากับแม่ก็มีกินโซจูด้วยกันบ้าง (หัวเราะแรง) คือนางชอบซีรีส์เกาหลีก็ชวนนางกินโซจู นางชอบปลูกต้นไม้แต่เราไม่ปลูก ก็จะไปถามว่าปลูกอะไร พาไปซื้อต้นไม้ พาไปตลาด ทำกับข้าวด้วยกัน ล้างจานให้ ทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ เท่าที่เราทำได้ ซึ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้คือจิ๊กซอว์ที่เข้ามาเติมช่องว่างระหว่างความสัมพันธ์ให้มันแน่นขึ้น จริงๆ การที่เราเคยทะเลาะกันหนักมากๆ มันก็ช่วยได้เหมือนกัน แต่เราไม่อยากให้เครดิตเรื่องนั้นเท่าไหร่ แต่เหตุการณ์นั้นมันทำให้ทั้งเราและเขาเปลี่ยนไปเยอะมาก เพราะว่าต้องปรับต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อที่จะต้องอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขให้ได้

คุณบอกว่าความรักของคุณมี 2 แบบ คือรักของแม่ และการรักตัวเอง ซึ่งอะไรที่ทำให้เราหันกลับมามองตัวเองอย่างจริงจัง  

        การรักตัวเองทำให้เรากลับมาเป็นคนดีได้ ถ้าให้พูดแบบเห็นภาพชัดๆ คือเมื่อก่อนตอนที่เกเร เสเพล เราไปสุดจริงๆ เหมือนใฝ่ไม่ดีไปเลย เราก็รู้สึกเจ็บปวดกับสิ่งที่เราโดนมา เพราะตอนเด็กๆ เวลาทะเลาะกับแม่ เขาก็จะตี ก็เลยมีปมสะสมไว้ เพราะพ่อเราเสียไปตั้งแต่เด็กๆ เข้าเมืองมาก็ไม่ได้เป็นศิลปิน ไม่ได้ทำงานที่ตัวเองชอบ เก็บแต่สิ่งแย่ๆ แล้วก็เอามาครอบตัวเองไว้ พอได้ทำตัวไม่ดีปุ๊บก็กลายเป็นว่ากูจะเอาดีด้านไม่ดีไปเลย แย่ไปเลย แต่พอเราคิดได้ และได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับแม่ได้แล้ว และคิดได้ว่าควรจะพัฒนาตัวเองไปในด้านที่ดี เราถึงกลับมารักตัวเอง อย่างที่เราบอกว่าไปงานบิกินี นั่นคืองานแรกที่เรารักตัวเอง แบบเห็นตัวเองแล้วมันก็ไม่แย่นี่หว่า ชุดความคิดนี้มันก็เกิดขึ้นมาเองว่าเราก็แค่ถอดออก ถ้ามีคนเดินเข้ามาพูดว่า “มั่นเนอะ มึงกล้าใส่ได้ไง” ก็ลองดูซิว่าจะใครที่มาพูดแบบนั้นไหม แต่สุดท้ายก็ไม่มีอยู่ดี มันคือชุดความคิดที่เกิดขึ้นในหัวคนเดียวว่าจะมีใครหรือใครคนนั้นต้องมองว่ากูขาใหญ่หรืออ้วน งานบิกินีเลยเป็นตัวจุดชนวนแรกที่ทำให้เรารักรูปร่างตัวเอง รักตัวเอง พอมองตัวเองในกระจกก็รู้สึกว่ารักตัวเองจัง

พอกลับมาส่องกระจกแล้วก็มีความรู้สึกว่าก็สวยเหมือนกันนี่นา

        ใช่ๆ ดูตัวเองตอนพุงใหญ่ หรือขาใหญ่ หรืออะไรที่เราเคยรู้สึกไม่มั่นคงกับมัน เพราะว่าเราเคยถูกผู้ใหญ่บอกว่าขาใหญ่ ตูดใหญ่ ในตอนทำงาน ตอนนี้กลับรู้สึกว่า กูก็ คิม คาร์เดเชียน ไง จะทำไมล่ะ (หัวเราะ) เราโชคดีที่เกิดในยุคนี้ด้วย ที่ทุกวันนี้โซเชียลมีเดียสามารถเข้าไปดูได้ว่าต่างประเทศเขาไปถึงไหนกันแล้ว  ที่ต่างประเทศเขามีนางแบบพลัสไซส์เพิ่มขึ้นเยอะมากแล้ว อย่างแก๊งคาร์เดเชียนที่ก้นใหญ่ ขาใหญ่แต่ว่าข้างบนเล็ก ก็โด่งดังเป็นไอดอลให้ใครๆ ได้ ตอนนี้โลกมีรูปแบบของคนมากมายหลายแบบมากๆ แต่เมืองไทยยังติดอยู่กับคนรูปแบบเดียว ที่ต้องขาว ต้องผอม ต้องสูง แบบนั้นแคบเกินไป แต่พอได้ลองเปิดกว้างก็ทำให้เราได้เห็นว่า เออ! กูอยู่ได้เว้ย กูเป็นแบบนี้ในเมืองไทยได้ และไม่ต้องไปเป็นเหมือนคนอื่น อีกอย่างเราไม่มีค่ายแล้ว เราเป็นอิสระ ออกมาทำเอง ก็ยิ่งหลุดพ้นจากอะไรที่ผู้ใหญ่เคยบอกเรา ตอนนี้เลยไม่ค่อยฟังใครแล้ว จะเอาที่ตัวเองกับแม่คิดว่าอันนี้โอเคไหมแม่ และเราเลยรักรูปร่าง รักทัศนคติตัวเองมากขึ้น พอเรารักรูปร่างตัวเองหรือรักรูปลักษณ์ภายนอกได้เดี๋ยวทัศนคติข้างในก็เปลี่ยนเอง

        แต่ถามว่าเรายังคิดว่าตัวเองอ้วนไหม ก็ยังมองว่าเราอ้วนกว่าคนอื่นอยู่นะ ไม่ใช่ว่าหุ่นฉันคือดีที่สุด เรามองตามความเป็นจริงว่าคนผอมก็คือแบบนั้น แต่คนที่หุ่นแบบเราก็คือหุ่นแบบนี้เฉยๆ ไม่ได้มองว่าอันไหนถูก อันไหนผิด เพราะถ้าสมัยก่อนเราถูกบีบให้เป็นในแบบที่ถูกต้องเลย ซึ่งถูกต้องก็คือต้องผอม แต่แบบนั้นมันเพี้ยน ทุกวันนี้คือหุ่นใครหุ่นมัน ถ้าเราแฮปปี้กับตรงนี้ แม้จะมีคนคิดไม่เหมือนเราแล้วมาบอกว่า “มึงก็ยังอ้วนอยู่ดี มึงแค่หาทางอยู่กับชีวิตให้มีความสุข” ซึ่งก็จริง แต่จะทำไม ก็กู focus on the good เรามองโลกในแง่ดีเพื่อตัวกูจะได้ใช้ชีวิตและมีความสุขไง เพราะฉะนั้น  ก็ไม่ต้องแคร์คำพูดของใคร

ซิลวี่

แม้ความคิดบางอย่างของสังคมจะเปลี่ยนไปจากอดีตมากแล้ว แต่แน่นอนว่ามันยังมีบางคน หรือหลายๆ คนที่เขารู้สึก low self esteem ในฐานะที่เราเคยอยู่จุดไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ใส่อะไรก็มองว่าไม่สวย คุณมีอะไรอยากฝากไว้ไหม 

        ใช่ๆ ตอนนี้สังคมเปิดกว้างมากขึ้น เราเชื่อเลยว่าถ้าเป็นสิบปีที่แล้ว คนจะยังติดอยู่กับกรอบที่ว่าต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้ แต่โชคดีที่ยุคนี้เราจะเป็นอะไรก็ได้ ดังนั้น ความกดดันต่างๆ ที่เราเคยมีนั้นอาจจะมาจากคำของคนอื่นๆ ที่เขาพูดกันไว้ แล้วเราฝังตัวเองกับความคิดนั้นไปเอง ถ้าเลือกที่จะมองในแง่ดีอย่างเดียว เดี๋ยวแง่ดีตรงนั้นมันจะดังกว่าคำต่างๆ ที่ฝังอยู่ในหัวเรา ถ้าเราเลือกที่จะส่องกระจกเห็นรูปร่างของเรา และเลือกมองว่าถึงฉันจะหุ่นแบบนี้ แต่ไม่เป็นไรฉันจะรักมัน และฉันจะให้ค่าว่ามันคือสิ่งที่สวยงาม ถ้าคุณคิดได้แบบนี้เดี๋ยวมันจะดังกว่าสิ่งต่างๆ ที่คิดในหัวเอง 

        ส่วนในอีกแง่หนึ่งก็เป็นเรื่องที่ต้องหา เพราะเราเองก็ไม่ได้แบบที่อยู่ๆ ก็คิดขึ้นมาเองได้ เราก็ตามหาสิ่งนี้เหมือนกัน ลองใส่เสื้อผ้าแบบนี้ แต่ยังรู้สึกไม่มั่นใจ ยังไม่เวิร์กก็เปลี่ยน พอลองใส่ตัวนี้แล้วรู้สึกว่าหุ่นเราดูมีรูปร่างมากขึ้นก็เริ่มรู้ทางตัวเองละ นี่คือเรื่องที่ต้องหา ทุกคนต้องหา แล้วหาสิ่งที่เราสบายใจกับมัน พอหาเจอแล้วก็พุ่งไปทางนั้นความมั่นใจนั้นก็จะค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นมาเอง


ภาพ: คุลิกา แก้วนาหลวง

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ปารณ ศรีสุนทร

อดีตนิสิตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่กำลังเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนผ่านการพูดคุย

เรื่องโดย

ปิ่นเพชร ภูจ่าพล

adB JUNIOR—มนุษย์เป็ด ชอบหนังรอมคอม และมักตั้งคำถามว่าทำไมหนังรักต้องดูกับคนรัก ทีหนังผีไม่เห็นต้องดูกับผี

เรื่องโดย

คุลิกา แก้วนาหลวง

อินโทรเวิร์ตผู้เป็น chocolate lover ที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับจิตวิทยา (: