เมื่อเรียนออนไลน์ไม่ตอบโจทย์ ‘สุทธินันท์ มณีหล่อสวัสดิ์’ จึงสร้าง Homeschool เพื่อสอนลูกเอง

The Guest
10 Sep 2021
เรื่องโดย:

ชัชฎาพร จุ้ยจั่น

การตัดสินใจให้ลูกลาออกจากโรงเรียน คงไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับคนเป็นผู้ปกครอง เพราะอย่างน้อยก็เคยเลือกแล้วว่า นี่คือโรงเรียนที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการด้านวิชาความรู้และมีทักษะการอยู่ร่วมกับคนในสังคม ทว่าสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตให้ต้องสะดุดลง ไม่เว้นแม้แต่สังคมเล็กๆ อย่างโรงเรียนอนุบาล ที่เด็กเล็กๆ จำเป็นต้องเรียนรู้ในขั้นพื้นฐานผ่านการเรียนการสอนแบบออนไลน์

        ความคิดแรกที่แล่นเข้ามาในหัวของคุณแม่อย่าง ‘โค้ชแหม่ม’ – สุทธินันท์ มณีหล่อสวัสดิ์ ผู้หญิงที่มีประสบการณ์ด้านการสอนมาอย่างโชกโชน ไม่ว่าจะเป็นวิทยากรพิเศษของมหาวิทยาลัยชื่อดัง เป็นเจ้าของสถาบันสอนภาษาและพัฒนาบุคลิกภาพ Skycoachmam ก็คือความคิดที่ว่า 

        “พอทางโรงเรียนประกาศว่า ลูกเราต้องเรียนออนไลน์ แหม่มไม่มีความหนักใจเลย ด้วยความที่ตัวเองเป็นวิทยากร และครูสอนนักเรียนในสถาบันของเราเองมานาน สอนคนมาเป็นหมื่น ทำไมลูกตัวเองจะสอนไม่ได้ล่ะ แต่สิ่งที่คิดและวางแผนไว้ กลับไม่ใช่เลย”

        ขนาดคนที่เคยเชื่อว่า ‘แม่อย่างฉันเอาอยู่’ ยังต้องยอมเปลี่ยนความคิดและเปลี่ยนวิถีของการเรียนการสอนไปนับแต่นั้น…

สุทธินันท์ มณีหล่อสวัสดิ์

พ่อแม่ทุกคนใช่ว่าจะสอนลูกเล็กๆ เรียนหนังสือได้

        ด้วยประสบการณ์การทำงานสายการบินระดับนานาชาติมากว่า 13 ปี บวกกับความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ด้านภาษาอังกฤษ แถมยังมีลูกศิษย์ที่ประสบความสำเร็จในวิชาชีพที่ผ่านการอบรมจากเธอมากมาย จึงทำให้สุทธินันท์มั่นใจว่าการสอนเด็กเล็กไม่น่ากังวลอะไรนัก แต่กลับกลายเป็นว่า นี่คือปัญหาใหญ่สำหรับคนเป็นแม่อย่างไม่น่าเชื่อ

        “ปัญหาสำคัญของการเรียนออนไลน์หรือตัวผู้ปกครองเองที่ต้องสอนลูกเรียนหนังสือ คือการสื่อสารและความเข้าใจ ต้องยอมรับว่า จริงๆ แล้วผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่ได้มีความเข้าใจในเรื่องของเด็กปฐมวัย เราไม่ทราบว่าเด็กวัยนี้ต้องการอะไร ทางโรงเรียนส่งคลิปการเรียนสำหรับเด็กมาให้ แต่เราขาดอุปกรณ์เพื่อประกอบการสอนให้ลูกเข้าใจง่าย ตอนแรกเราเคยเสนอไปว่า เป็นไปได้ไหมที่ทางโรงเรียนจะส่ง Kids Box หรือให้ไปรับก็ได้ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งเพื่อให้เราได้ทำกิจกรรมกับลูก แต่ได้รับการปฏิเสธ”

        เธออธิบายต่อว่า การสอนผู้ใหญ่ต่างจากการสอนเด็กเล็ก เพราะการสอนนักเรียนที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัยหรือเรียนจบแล้ว พวกเขามีเป้าหมายในวิชาชีพ แม้ตัวเธอเองจะเป็นโค้ชสอนทักษะและการปฏิบัติหน้าที่ของอาชีพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ที่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้และปฏิบัติได้จริง แต่พอต้องถอดหัวโขนความเป็นแม่มาสวมบทความความเป็นครูของ ‘น้องลานิ’ ลูกสาวของตัวเองนั้น เรียกว่าแทบไปไม่เป็นเลยทีเดียว

        อะไรทำให้คิดว่าไม่สามารถสอนลูกตัวเองได้ เราถามต่ออย่างสนใจ

        “เพราะเราเกิดความคาดหวังว่าลูกต้องเข้าใจในสิ่งที่เราสอน พอเขาไม่เข้าใจ เรากลายร่างเป็นอะไรไม่รู้ ดุลูก เสียงดังใส่เขา มีครั้งหนึ่งถึงขั้นตีเขาไปหนึ่งที ซึ่งเราเลี้ยงน้องลานิมา 4 ปีกว่า ไม่เคยตีลูกสักครั้ง ตอนนั้นเขามองหน้าเรานิ่งแล้วร้องไห้ เราก็ตกใจว่าทำอะไรลงไป ตลอดระยะเวลาที่สอนเขามาหลายเดือน พอเขาทำไม่ได้ หรือตอบผิด เราเครียดโดยไม่รู้ตัว เราเชื่อว่าคุณแม่หลายท่านเป็นเหมือนกันนั่นคือ เรามีงานต้องทำ มีหน้าที่ของความเป็นภรรยา เป็นคุณแม่ ดังนั้น จึงเกิดความเครียดสะสมและเผลอไปลงที่ลูก

        “ปัญหาหนึ่งที่เรามองเห็นคือแม้ว่าผู้ปกครองจะสามารถสอนหนังสือลูกที่บ้านได้ แต่เด็กจะขาดการเข้าสังคม ยิ่งวัยเด็กเล็ก ต้องฝึกให้เขารู้จักการอยู่ร่วมกับผู้อื่น รู้จักเพื่อน รู้จักแบ่งปัน ซึ่งการเรียนออนไลน์จะสอนตรงนี้ไม่ได้ ยิ่งน้องลานิเป็นลูกคนเดียว แหม่มห่วงว่าลูกจะกลายเป็นเด็กที่นึกถึงแต่ตัวเองหรือเปล่า เหมือนเรียนเก่งจริงแต่ขาดทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่นไหม เราไม่อยากให้ลูกโตขึ้นมาเป็นคนแบบนั้น ตรงนี้เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายก็คงคิดเช่นเดียวกัน”

สุทธินันท์ มณีหล่อสวัสดิ์

แม้ลูกยังเล็ก แต่ปัญหาของลูกไม่เล็ก ไอเดียการทำ Homeschool จึงเกิดขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว

        หลายคนอาจมองว่า เด็กยังเรียนแค่ชั้นอนุบาล แม้วันนี้ยังจำเป็นต้องเรียนออนไลน์ แต่ก็สามารถเริ่มเรียนใหม่ได้เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างดีขึ้น  แต่คุณแหม่มไม่มองอย่างนั้น เพราะนอกจาก IQ แล้ว เธอยังห่วงไปถึงการมี EQ ของเด็ก จึงผุดไอเดียการทำ Homeschool แบบ Bubble คือจัดเป็นกลุ่มเล็กๆ แล้วไปปรึกษาคุณแม่อีก 2 ท่านที่ประสบปัญหาเดียวกันกับเธอ จนพบทางออกร่วมกัน

        “เรารู้จักกับผู้ปกครองอีก 2 ท่านที่ลูกของพวกเขาอยู่โรงเรียนเดียวกัน เลยเสนอไอเดียว่าอยากทำ Homeschool Bubble โดยจ้างครูมาดูแลลูกของเรา เหล่าแม่ๆ เห็นด้วย เพราะเราเจอปัญหาเดียวกันคือ ลูกเรียนออนไลน์แล้วไม่มีความสุข พวกเราแม่ๆ เองก็เครียด เนื่องจากที่ผ่านมาโรงเรียนออกแบบการเรียนการสอนออนไลน์แค่สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 2 วิชาใน 45 นาที พวกเรามองว่าเวลาเท่านี้ไม่เพียงพอสำหรับการเรียนการสอน จึงตกลงกันว่า งั้นจ้างครูมาสอนลูกๆ กันเถอะ” 

        เธอยอมรับว่าในตอนแรกความคิดในการเอาเด็กออกจากโรงเรียนยังไม่เกิดขึ้นในหัว แต่เมื่อได้พูดคุยและหาไอเดียร่วมกัน ก็พบว่าสิ่งที่เด็กต้องการที่สุดในตอนนี้คือ การจัดระบบการเรียนให้สมดุลกับตัวเด็ก เพื่อสร้างพัฒนาการที่ดีให้พวกเขา

        “พวกเราแค่ต้องการให้ลูกเรียนอย่างมีระบบระเบียบ การเรียนออนไลน์ทำให้ชีวิตเด็กๆ ไม่เป็นเวลา อย่างน้องลานินอนเกือบเที่ยงคืน ตื่น 11 โมง เรามองแล้วว่าตารางชีวิตเขาเสียแน่ เลยตกลงกับคุณแม่อีก 2 ท่านว่า เราจะจ้างครูปฐมวัย 1 คนมาดูแลลูกเรา จัดตารางใหม่คือ เริ่มเรียน 10 โมงเช้า เพื่อให้เด็กๆ มีวินัย จากนั้นเรามาจัดตารางการเรียนและการทำกิจกรรมกันใหม่

        “โดยเราจะสลับให้เด็ก 3 คนคือ น้องลานิ น้องเซงกิ และน้องสกาย เวียนไปเรียนกันแต่ละบ้าน เช่น อาทิตย์นี้เรียนที่บ้านเรา อาทิตย์หน้าเรียนที่บ้านน้องสกาย อาทิตย์ถัดไปเรียนที่บ้านน้องเซงกิ ซึ่งพวกเราผู้ปกครองแต่ละบ้านก็สามารถจัดตารางการทำงานของตัวเองได้ด้วย แล้วความน่ารักคือ หากอาทิตย์นี้ไปบ้านน้องคนไหน เขาก็จะทำหน้าที่เป็นโฮสต์ว่าอาทิตย์นี้เพื่อนๆ จะมาเรียนบ้านเขานะ จะดูแลเพื่อนอย่างไรดี เด็กๆ จะมีความตื่นเต้น สนุกสนานที่ได้เจอเพื่อน”

        เกณฑ์การเลือกคุณครูแต่ละคนของคุณแหม่มและคุณแม่อีกสองท่านนั้นค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว เธอมองไปที่ทักษะของคุณครูที่จะมาถ่ายทอดให้เด็กๆ อย่างตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์และอายุ

        “เราประกาศหาครูทางเฟซบุ๊ก โดยสิ่งที่คำนึงเป็นอันดับแรกคือ เป็นคุณครูผู้หญิงที่จบด้านการศึกษา เอกปฐมวัย ตรงนี้สำคัญมากเพราะเขาจะมีความรู้ความเข้าใจเด็กเล็ก และต้องมีประสบการณ์การทำงานมาแล้ว ใจเย็น อายุไม่เกิน 35 ปี ที่จะสามารถวิ่งเล่นกับเด็กๆ ได้ ต่อมาคือ ถ้ามีความรู้ด้านภาษาอังกฤษและภาษาจีน ก็จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ สุดท้าย คุณครูจะต้องฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 มาแล้วอย่างน้อย 1 เข็ม จะเป็นวัคซีนของอะไรก็ได้เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย”

        การคัดเลือกคุณครูที่จะมาช่วยดูลูกๆ ก็ต้องเอาใจใส่ในทุกด้าน นอกจากเรื่องของคุณสมบัติที่ต้องพร้อมในการดูแลเด็กๆ แล้ว เธอยังมองไปถึงการเดินทางที่อาจเสี่ยงต่อการติดต่อของไวรัส จึงแก้ปัญหาด้วยการดูแลจัดการเรื่องที่พักให้กับคุณครูไปด้วยเลย

        “ตอนแรกเราคุยกันว่า จะหาที่อยู่ใกล้ๆ บ้านเราให้คุณครู แต่เราห่วงเรื่องเดินทาง เพราะหนึ่ง คุณครูมาจากต่างจังหวัดซึ่งเราส่งรถไปรับคุณครูถึงบ้านเลย ส่วนเรื่องที่พัก เรามาสรุปว่า จะให้คุณครูพักที่บ้านของผู้ปกครองท่านหนึ่ง เพื่อสะดวกในการเดินทาง เพราะตอนนี้กรุงเทพฯ ยังเป็นโซนสีแดง เราเกรงว่า เวลาเดินทางไป-กลับอาจจะไม่ปลอดภัย เลยให้มาอยู่กับเราเลยดีกว่า ซึ่งคุณครูก็แฮปปี้กับการดูแลของพวกเรา” 

สุทธินันท์ มณีหล่อสวัสดิ์

เพียงเข้าสัปดาห์ที่ 6 ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่แค่การเรียนที่ดีขึ้น แต่คือเสียงหัวเราะสดใสของเด็กๆ 

        ความลงตัวของโปรเจกต์ Homeschool Bubble เล็กๆ เริ่มจากได้คุณครูปฐมวัยที่เหมาะสม ต่อมาคือการเลือกครูสอนภาษาจีนและภาษาอังกฤษ เธอเล่าต่อว่าตัวเองและผู้ปกครองอีกสองท่านไม่ได้ต้องการให้เด็กๆ คร่ำเคร่งไปกับการเรียน แต่อยากให้ภาษาอังกฤษและภาษาจีนนั้นซึมซับไปกับกิจกรรมที่ทำ แต่ทั้งนี้ก็ยังต้องการครูที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในชีวิตประจำวัน ส่วนครูสอนภาษาจีนต้องจบจากประเทศจีนและใช้ภาษาได้ดี 

        “จากที่เคยเห็นลูกนั่งเรียนออนไลน์แบบเหี่ยวๆ ครูถามตอบบ้างไม่ตอบบ้าง เรายังให้เด็กๆ เรียนออนไลน์จากทางโรงเรียนแต่มีครูปฐมวัยคอยดูแลอยู่ด้วย จำได้วันแรกของการเริ่ม Homeschool Bubble คุณครูและเด็กๆ มาเจอกัน เขาดูมีความสุขมาก อีกสิ่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้จากการที่เราได้ครูปฐมวัยที่เข้าใจเด็กจริงๆ คือ น้องคนหนึ่งยังเขียนหนังสือไม่ได้ คุณครูเลยให้ปั้นแป้งโดว์ เพื่อเป็นการบริหารกล้ามเนื้อมัดเล็ก แล้วเขาจะมีแรงจับดินสอ จับสีไม้ สักพักน้องสามารถเขียนหนังสือได้ นั่นคือคุณครูมีความเข้าใจในเรื่องพัฒนาการเด็ก ซึ่งแม่ๆ อย่างเราอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำ  

        “อย่างครูฝรั่ง เราบอกครูว่าเราไม่เน้นให้เด็กๆ นั่งเรียน อยากให้พวกเขาทำกิจกรรม เช่น วาดภาพระบายสี ทำงานศิลปะ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้คุณครูก็จะพูดภาษาอังกฤษกับเด็กๆ ตรงนี้จะช่วยให้เด็กๆ ซึมซับภาษาอังกฤษจากการทำกิจกรรมในแต่ละวัน เช่นเดียวกับครูสอนภาษาจีน เหล่าซือก็จะเล่านิทาน สอนปั้นดินน้ำมันผ่านภาษาจีน โดยมีคุณครูปฐมวัยคอยดูแลประสานระหว่างคุณครูต่างชาติกับเด็กๆ ผลลัพธ์คือ เด็กๆ มีความสุข กล้าพูดกล้าแสดงออก พูดภาษาอังกฤษ-จีนกับคุณครู เราอยากให้การเรียนภาษาของเด็กเล็กเป็นไปอย่างธรรมชาติมากกว่าจะให้เด็กมานั่งท่องศัพท์หรือพูดตามคุณครูจากการเรียนออนไลน์”

        จุดเปลี่ยนของความสำเร็จในเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ตอนที่แม่อย่างเธอตัดสินใจยื่นใบลาออกกับทางโรงเรียนที่เธอและผู้ปกครองท่านอื่นๆ ได้หมายมั่นที่จะฝากการศึกษาที่ดีเพื่อลูก แต่มันคือทางแยกที่ต้องเลือกระหว่างการลงมือทำแล้วเห็นผลลัพธ์ที่ตั้งใจไว้ กับการรอคอยให้สถานการณ์ของโรคระบาดดีขึ้นแล้วทุกอย่างกลับสู่สภาพปกติ

        แน่นอนพวกเธอเลือกอย่างแรก

        “ก่อนหน้านี้เราไม่เคยคิดจะเอาลูกออกจากโรงเรียน แต่ตอนให้ลูกเข้าเรียน Homeschool ที่ทำกันขึ้นมาเอง เราพิจารณาแล้วว่าที่นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูก” เธอเล่าด้วยรอยยิ้ม

        “เราเข้าใจว่า ทางโรงเรียนเองก็มีกฎเกณฑ์และระเบียบที่ไม่สามารถผ่อนปรนได้ เช่น ไม่สามารถดร็อปเรียนและยังต้องจ่ายค่าเทอมเต็มจำนวน หากต้องการดร็อปเรียนและมาเริ่มใหม่ภาคการศึกษาหน้า อาจจะไม่มีที่สำหรับลูกเราแล้ว เมื่อทางโรงเรียนไม่มีทางแก้ปัญหาให้เรา ในขณะที่เรามีค่าใช้จ่ายในการจ้างครูปฐมวัยรายเดือน และครูสอนภาษารายชั่วโมงอีกสองท่าน ที่ต้องสอนวันละ 2 ชั่วโมงทุกวัน ที่นี้เรามาลองเทียบกันแล้วว่า ค่าเทอมจำนวนเต็มแต่ได้การเรียนสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 45 นาที กับ อีกส่วนหนึ่งที่พวกเราลงทุนลงไปแล้วเริ่มเห็นผล เรายอมรับว่าตัดสินใจไม่ยากเลยว่าเราจะเลือกสิ่งไหนให้ลูก”

สุทธินันท์ มณีหล่อสวัสดิ์

        หลังจากนี้ ทีมผู้ปกครองทั้งสามคน ก็ยังเลือกจะไปต่อในการทำ Homeschool เนื่องจากการเรียนชั้นอนุบาลไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับ จึงยังไม่น่าเป็นปัญหาของเด็กต่อระบบการศึกษาในตอนนี้

        “เราเชื่อว่ากำลังเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูก ในวันที่การเรียนออนไลน์ไม่ตอบโจทย์ เพราะไม่ใช่แค่ความรู้ที่ลูกจะได้รับจากการปรับมาเรียนแบบ Homeschool แต่ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวก็สำคัญเช่นกัน คนเป็นแม่ก็อยากสอนลูกเอง แต่งานก็ต้องทำ ความเครียดก็เกิดบางครั้งอาจพาลไปทะเลาะกับสามี เรื่องแบบนี้ พวกเราทั้งสามคนเจอปัญหาเดียวกัน”

        นอกจากนั้น Happy Homeschool Thailand ในรูปแบบ Bubble ก็จะขยับขยายไปเป็นโปรเจกต์ที่โค้ชแหม่มและคุณแม่อีกสองท่านกำลังจะปลุกปั้นให้เป็นรูปเป็นร่างเพื่อผู้ปกครองที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน

        “ตั้งแต่เราโพสต์เรื่องราวของพวกเราลงเฟซบุ๊กไป มีผู้ปกครองส่งข้อความเข้ามาถามเยอะมาก ว่าตนเองสามารถทำอย่างไรได้บ้าง บางคนอาจคิดว่าเพราะมีเงินน่ะสิ ถึงทำได้ ซึ่งก็เข้าใจตรงนี้ว่ายังมีเด็กๆ และอีกหลายครอบครัวที่สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยด้วย เช่น เรื่องคุณครูและสถานที่ พวกเราจึงช่วยกันคิดและพัฒนาโปรเจกต์ Happy Homeschool Thailand ขึ้นมาโดยใช้สถานที่ของสถาบันตัวเอง แบ่งพื้นที่ในช่วงวันหยุดให้เด็กๆ มาทำกิจกรรมร่วมกัน แต่ต้องทำแบบบับเบิ้ลจริงๆ เพราะความปลอดภัยของเด็กๆ ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง และเราก็ยินดีให้คำปรึกษาในเรื่องของการทำ Homeschool เองให้เหมาะสมกับค่าใช้จ่ายและที่อยู่ 

        “คุณพ่อคุณแม่อาจจะไม่ต้องจ้างคุณครูในราคาที่สูง แต่ลองหาครูที่มีคุณสมบัติเหมาะสม หรือเพิ่มจำนวนเด็กจาก 3 คนเป็น 5 คน เพื่อหารค่าใช้จ่าย ที่สำคัญต้องมองว่าตัวเราพร้อมไหมที่จะต้องดูแลลูกของผู้ปกครองท่านอื่นด้วย เพราะความปลอดภัยของเด็กๆ สำคัญกว่าเรื่องอื่น หากเราไม่พร้อมจัดกลุ่มทำ Homeschool กับเพื่อนในละแวกเดียวกันจริงๆ ลองหาวันทำกิจกรรมร่วมกันอาทิตย์ละ 1 วันก่อนจะดีกว่า”

สุทธินันท์ มณีหล่อสวัสดิ์

        จากผลลัพธ์ของการทำ Homeschool ให้ลูกเอง เมื่อมองย้อนกลับไป อะไรคือหัวใจสำคัญของการร่วมมือระหว่างคุณแม่ทั้งสามท่าน – เราถามปิดท้ายอีกครั้ง

        “ความสุขและรอยยิ้มของเด็กๆ ค่ะ เพราะในวันที่ทุกคนเครียดเพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทั่วถึง อย่าเพิ่งไปมองว่า วันนี้โรงเรียนหรือกระทรวงศึกษาธิการไม่ทำอะไร ณ วันนี้เราต้องถามตัวเองว่า ทำอะไรเพื่อลูกแล้วหรือยัง” เธอสรุปทิ้งท้าย


ภาพ: สุทธินันท์ มณีหล่อสวัสดิ์

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชัชฎาพร จุ้ยจั่น

เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนคือเรื่องดีงาม และไม่เคยหยุดตามหาความรัก