สมชาย ดวงแก้ว: จากฮีโร่คนแรกพาราลิมปิกไทย สู่โค้ชฝึกซ้อมกีฬาว่ายน้ำพาราลิมปิกโตเกียว 2020

The Guest
25 Aug 2021
เรื่องโดย:

ปารณ ศรีสุนทร, คุลิกา แก้วนาหลวง

ทุกคนต่างมีความฝันเป็นของตัวเองแตกต่างกันไป ฝันของบางคนอาจจะเล็กน้อย แต่ฝันอีกคนอาจจะยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะฝันแบบไหนก็ตามล้วนแล้วแต่เป็นแรงผลักดันให้คนเรามีชีวิตในทุกวันนี้ได้ และความฝันที่ว่านั้นจะเป็นจริงได้ เพียงแค่คุณไม่หยุดพยายาม

        ‘เต้ย’ – สมชาย ดวงแก้ว ชาวไทยคนแรกที่คว้าเหรียญทองพาราลิมปิกมาได้ และคว้าอีกหลายเหรียญในหลายการแข่งขัน รวมถึงสร้างชื่อเสียงให้กับวงการกีฬาพาราลิมปิกไทย เขาได้มาพูดคุยถึงเรื่องราวความหลังและแรงผลักดันให้เขามาอยู่ในจุดนี้กับเรา

        จากเรื่องเล่าของเขา ทำให้เราขอขนานนามเขาในฐานะ ‘ฮีโร่ของคนที่ไม่หยุดพยายาม’

        เราเริ่มต้นถามไถ่ถึงความตื่นเต้นในพาราลิมปิกโตเกียว 2020 หลังจากที่ผู้ใหญ่เล็งเห็นถึงความสามารถ เขาจึงถูกทาบทามไปทำหน้าที่ในฐานะโค้ชผู้ฝึกสอนแทนการเป็นนักกีฬาว่ายน้ำอย่างที่เคยเป็นมา ชายคนนี้เปรยว่าตนเองไม่ได้ตื่นเต้นมากเท่าไหร่ เพราะค่อนข้างคุ้นชินกับบรรยากาศแบบนี้แล้ว คนที่ตื่นเต้นน่าจะเป็นนักกีฬามากกว่า และเขาก็หัวเราะออกมาทันควัน พอได้ฟังเช่นนั้นเราก็หัวเราะตาม

        การพูดคุยระหว่างเราดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ว่าด้วยเส้นทางนักกีฬาของคู่สนทนาตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน แต่เขากลับเล่าออกมาด้วยนัยน์ตาที่เปล่งประกาย และเต็มเปี่ยมไปด้วยความฝัน ทำให้เราคล้อยตามอยู่หลายต่อหลายครั้ง

        ความฝันที่ว่าอยากจะมีโอกาสนั่งเครื่องบินสักครั้งในชีวิต โดยมองว่าหนทางเดียวที่จะได้มา ก็คือการเป็นนักกีฬาทีมชาติ เพื่อไปตระเวนแข่งขันยังประเทศต่างๆ ช่างเป็นความฝันที่อาจจะดูเล็กน้อยสำหรับใครบางคน แต่นั่นก็ได้นำพาความสำเร็จมาสู่ตัวเขาและประเทศชาติ ในฐานะนักกีฬาชาวไทยที่คว้าเหรียญทองพาราลิมปิกเกมส์คนแรก จนในวันนี้เขาได้ก้าวขึ้นมาเป็นโค้ชฝึกซ้อมกีฬาว่ายน้ำพาราลิมปิกโตเกียว 2020 มาฟังเรื่องราวนั้นกัน

จุดเริ่มต้นของเส้นทางนักกีฬา สมชาย ดวงแก้ว 

        ผมเป็นคนเชียงใหม่ อำเภอแม่แตง บ้านอยู่ลึกเข้าไปข้างในป่าแป๋ แถวนั้นเขาเรียกว่าหมู่บ้านแม่แมะ พูดง่ายๆ ก็คือลงมาจากดอย อาชีพที่บ้านทำสวนทำไร่ ผมถูกส่งมาเรียนหนังสือ ฟื้นฟูร่างกาย ใส่ขาเทียมตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นที่โรงเรียนก็มีกิจกรรมให้เลือก มีศิลปะ ดนตรี กีฬา เราก็ชอบหมดเลย ยังไม่ได้เก่งอะไรสักอย่าง แต่เป็นทุกอย่าง (หัวเราะ) 

        เริ่มมามีความสนใจจริงๆ ตอนประถมศึกษาตอนปลาย เห็นรุ่นพี่เขาเป็นนักกีฬาทีมชาติ เราก็อยากเป็นบ้าง เพราะอยากมีเสื้อติดธงแบบเขา คิดว่ามันเท่ดี แล้วยังได้ขี่เครื่องบินอีกด้วย แต่สมัยนั้นตอนเด็กๆ เรานั่งอยู่บ้านแล้วเห็นเครื่องบินผ่าน ก็ไม่รู้จัก เลยถามแม่ เขาก็บอกว่าเป็นนก เราก็สงสัยว่าทำไมมันใหญ่จัง แม่ก็บอกว่าไม่รู้เหมือนกัน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการอยากเป็นนักกีฬา เพราะเราอยากขึ้นเครื่องบิน อยากไปต่างประเทศ (หัวเราะ)

เมื่อมีโอกาสอยู่ตรงหน้า ก็ไม่มีรีรอจะคว้าเอาไว้

        ช่วงที่ผมคัดทีมชาติ ระหว่างนั้นเริ่มมีการจัดอันดับความพิการแล้ว สำหรับการว่ายน้ำ เริ่มตั้งแต่ 1-10 คือความพิการทางร่างกาย 11-13 คือระดับความพิการทางสายตา 14 เป็นเรื่องสติปัญญา ระดับความพิการของผมคือ ขาดแขนสองข้างเหนือศอก ขาข้างเดียว เขาก็จะจัดระดับความพิการอยู่ที่ระดับ 4 คือพิการมาก สมัยนั้นบ้านเราไม่ค่อยสนับสนุนคลาสต่ำ หรือคนที่มีความพิการเยอะ โดยให้เหตุผลว่า แข่งไปก็สู้เขาไม่ได้หรอก ผมก็พยายามมาคัดทีมชาติ แต่เขาก็ไม่เอา สุดท้ายเรียนจบ ม.3 ก็ล้มเลิกความฝันที่อยากเป็นนักกีฬา กลับบ้านไปทำอย่างอื่น ไปเรียนศิลปะ ไปทำอะไรที่ชอบหลายอย่างซึ่งใช้ได้ในชีวิตจริง

        จนมีอยู่วันหนึ่ง เพื่อนโทร.มาบอกว่า เขาประกาศรับนักกีฬาเยอะมากเลย ไม่ว่าจะคลาสต่ำหรือคลาสสูง ในเมื่อมีโอกาสมาถึงแล้ว ผมก็เลยยืมเงินเขาเหมารถตู้มากับเพื่อนจากเชียงใหม่ ลงมาคัดตัวที่กรุงเทพฯ จนติดทีมชาติ ความรู้สึกตอนนั้นคือดีใจมากเลย และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรามีทุกวันนี้

เรียนรู้ว่าอะไรใช่หรือไม่ใช่ สำหรับตัวเอง

        ก่อนหน้านี้ผมเล่นกรีฑาประเภทกระโดดไกล กระโดดสูง รู้สึกไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ อยากเล่นว่ายน้ำมากกว่า ถึงแม้ว่าจะว่ายไม่เป็น แต่ก็ขอไปฝึกเอาไว้ก่อน

        เห็นเพื่อนว่ายน้ำก็รู้สึกว่าทำไมดูง่ายจัง กระโดดลงไปในสระว่ายน้ำ ด้วยความที่น้ำมันใส เลยคิดว่าน้ำตื้น ที่ไหนได้ผมจมลงไปมิดหัวเลย จนโค้ชต้องลงไปหิ้วขึ้นมา หลังจากนั้นก็ต้องฝึกตั้งแต่พื้นฐาน เกาะโฟม เตะโฟม ฝึกอยู่เป็นเดือน พอเลิกหายกลัว ก็รู้สึกว่าสบาย เป็นอิสระดี เราไม่ต้องใส่ขาเทียม ไม่ต้องกระโดดให้เจ็บขา ความรู้สึกตอนที่ร่างกายได้สัมผัสเข้ากับน้ำ คือชอบเลย พอว่ายน้ำแล้วรู้สึกว่าเย็นด้วย ก็ยิ่งสนุกดี แล้วเราก็ฝึกไปเรื่อยๆ จนได้รับโอกาสไปแข่งขันกีฬาแห่งชาติ

เมื่อเป้าหมายมีไว้ให้พุ่งชน

        ตอนแรกเป็นการแข่งขันภายในประเทศก็รู้สึกตื่นเต้นดี พอได้แพ้บ้าง ชนะบ้าง เราก็เรียนรู้ว่าความรู้สึกเวลาชนะเป็นอย่างไร เวลาได้เหรียญแล้วเท่แบบไหน ทำให้มั่นใจมากขึ้น และอยากก้าวต่อไปในระดับที่สูงขึ้น

        ช่วงแรกก็แพ้ค่อนข้างบ่อย แต่ก็ไม่ได้ต้องรู้สึกเสียใจอะไร เพราะเข้าใจว่าเหตุผลที่เราแพ้คือเรายังไม่เก่งไม่มากพอ ยังแข็งแรงไม่พอ และยังฝึกฝนไม่พอ แต่ไม่เป็นอะไรเลย แพ้วันนี้เดี๋ยววันหน้าเราต้องชนะอย่างแน่นอน ไม่เคยคิดว่าพอแพ้แล้วจะต้องล้มเลิก เพราะเราเลือกตั้งแต่แรกแล้ว ว่าอยากติดทีมชาติ สักวันหนึ่งจะได้ขึ้นเครื่องบิน (หัวเราะ) มันมีเป้าหมายคอยให้เราพุ่งชนอยู่

        พูดแล้วเหมือนเรื่องตลกนะ แค่อยากขึ้นเครื่องบินต้องทำขนาดนี้เลยหรอ แต่ผมว่าคนเราต้องมีเป้าหมาย และเมื่อมีแล้วก็ต้องพยายามทำให้ได้เต็มที่ จะได้ไม่เสียเวลาไปโฟกัสอย่างอื่น สำหรับผมก็คิดแค่ว่า เราจะทำยังไงก็ได้ให้ได้ขึ้นเครื่องบิน ในเมื่อเราเรียนไม่เก่ง อย่างอื่นเราก็ไม่เก่ง แต่กีฬาเป็นสิ่งที่เราพอไปวัดไปวาได้ จึงเลือกที่จะเดินไปเส้นทางนี้ นั่นคืออีกหนึ่งวิธีที่ทำให้เราไม่หยุดพยายาม 

ขอเพียงไม่หยุดพยายาม

        พอติดทีมชาติแล้ว ก็มีช่วงถอดใจอยากจะกลับบ้านอยู่บ้าง เพราะเราไม่เคยคิดมาก่อนว่าทำไมต้องซ้อมหนักมากขนาดนี้ ท่าที่เราเคยว่ายเป็นก็ดันใช้ไม่ได้ ต้องฝึกใหม่ ปรับท่าอะไรเยอะมาก ทั้งว่ายยาก กินน้ำบ้าง จมน้ำบ้าง เพราะเราติดทีมชาติแล้ว จะมาว่ายมั่วๆ แบบเดิมมันใช้ไม่ได้ ถ้าว่ายแบบนั้นมันผิดกติกา เขาก็จะมาเทสต์ให้ถูกต้อง

        ตอนนั้นซ้อมหนักมาก ร้องไห้ อ้วกแตก อยากกลับบ้าน มีโค้ชท่านหนึ่งพูดขึ้นมาว่า ‘เดินทางมาไกลขนาดนี้ ทั้งนั่งรถตู้ ทั้งยืมเงินเขามา คุณจะมาถอดใจง่ายๆ แบบนี้หรอ อยากติดทีมชาติไม่ใช่เหรอ นี่ก็ติดแล้วไง ถ้าจะถอดใจ ก็กลับบ้านไปเลย เดี๋ยวออกค่ารถให้’ เขาบอกผมแบบนี้ เขาไม่ห้ามเรา เขาไม่บังคับเลย

        เช้ามาผมก็คิดได้ กลับไปซ้อมเหมือนเดิมเป็นระยะเวลากว่าหกเดือน ซึ่งถือว่าเยอะมากและซ้อมหนักมากสำหรับเรา จนไปแข่งแล้วได้มาสี่เหรียญทอง จากกีฬาเฟสปิกเกมส์ (FESPIC Games) ทำให้ผมได้ถูกคัดเลือกไปพาราลิมปิกเกมส์ สมัยนั้นยังไม่มีการจัดแรงก์ แต่คัดเลือกจากนักกีฬาที่มีสถิติดีที่สุดของประเทศ และผมก็ได้ถูกเลือกเป็นหนึ่งในนั้น เป็นตัวแทนของคนพิการทางร่างกาย

วันเวลาล่วงเลยผ่านไป รวดเร็ว

        ครั้งแรกที่ได้ขึ้นเครื่องบินซึ่งเป็นความฝันของเรามาตลอดทั้งชีวิต คือการแข่งขันที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ผมได้รับเหรียญทอง ความรู้สึกตอนนั้นคือ โอ้โฮ…. (ลากเสียง) ตื่นเต้นมากเลย เฮ้ย! นี่เราฝันไปหรือเปล่า การฝึกฝนที่เราทำทุกวันจนเคยชินดูเป็นเรื่องน่าเบื่อ และผ่านเวลาไปได้อย่างรวดเร็ว ตอนนั้นคิดว่านี่ขาเราก้าวขึ้นเครื่องบินแล้วเหรอ นี่จริงเหรอ พอมานั่งคิดย้อนไปแล้ว เวลามันเร็วมากเหมือนฝันเลย 

        แต่ก่อนจะผ่านมันมาได้ เราอาจจะรู้สึกมันยาวนาน ทำไมเราต้องพยายามทำอะไรอยู่อย่างนี้ เหนื่อยนะ แต่มันก็เป็นเรื่องปกติแหละ ในเมื่อเราไม่ยอมละทิ้งเป้าหมาย เหมือนที่ผมอยากขึ้นเครื่องบิน ทั้งที่ตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกว่าไปแข่งแล้วจะได้เหรียญหรือเปล่า ก็ตั้งใจซ้อมอย่างเต็มที่ พอผ่านมาได้แล้วก็คิดว่าเร็วดีเหมือนกันนะ

        หลังจากนั้นก็ไปแข่งเรื่อยๆ ประมาณยี่สิบปี ไปซิดนีย์ เอเธนส์ ระหว่างนั้นก็มีการเก็บแรงก์แล้ว ไม่ใช่การเอาใครไปแข่งก็ได้ ต้องทำคะแนน ไม่นานนักผมก็พักจากกีฬาว่ายน้ำ ไปสมัครเล่นกีฬายิงปืนอยู่พักหนึ่ง เกือบจะผ่านแล้ว ไม่อย่างนั้นวันนี้เราคงได้มาคุยกันในฐานะนักกีฬายิงปืนทีมชาติ

การตัดสินใจบนทางแยก

        ขณะที่ผมกำลังเริ่มสนุกกับการยิงปืน กำลังคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ท้าทายดี เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายของชีวิตเหมือนกับการที่เราอยากขึ้นเครื่องบินไปต่างประเทศ พอมาจับปืนแล้วมันท้าทายจิตใจดี เราเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ เรารู้สึกว่ากีฬานี้เหมาะกับเรามากเลย มันใช้ความคิด สมาธินิ่งกับมัน เผอิญทางผู้ใหญ่ในสมาคมเขาต้องการจะปรับการบริหารของทีมว่ายน้ำ จึงชักชวนผมเข้าไปร่วมทำด้วยในฐานะโค้ช

        หลายคนก็บอกเราว่า เราว่ายน้ำมาอยู่แล้ว ถือว่าตรงกับเส้นทางที่เราเดินมามากกว่า การเป็นนักกีฬามันเริ่มจากศูนย์และค่อยๆ ไต่ขึ้นไป ลึกๆ ก็คิดว่าผมสามารถไปต่อกับการเป็นนักกีฬายิงปืนได้นะ แต่อย่างกีฬาว่ายน้ำ เรามองปุ๊บเรารู้เลยว่าใครต้องทำอย่างไร เราเข้าใจลักษณะความพิการของแต่ละคน เพราะว่าเราคลุกคลีตั้งแต่สมัยเป็นนักกีฬาด้วยกัน ได้เรียนรู้ว่าแต่ละคนพิการแบบนี้เราจะสอนเขาอย่างไร เราเข้าใจเขาอย่างไร นั่นก็เลยเป็นที่มา ทำให้ผมตัดสินใจมาเป็นโค้ชกีฬาว่ายน้ำ

        พาราลิมปิกเกมส์ โตเกียว 2020 ครั้งนี้ เราจึงไปในฐานะผู้ฝึกสอน ซึ่งก็เรียกได้ว่ายากอีกแบบ ไม่ง่ายเหมือนการเป็นนักกีฬา เพราะเราทำงานอยู่กับการสอนคน แต่ละคนก็ร้อยพ่อพันแม่ จะสอนก็ต้องศึกษาอุปนิสัย ต้องเข้าใจ ต้องใจเย็น ผมจึงตั้งเป้าหมายให้กับตัวเอง ว่าอยากสร้างรุ่นน้องที่ประสบความสำเร็จมาแทนที่เรา ก็จะพยายามให้ดีที่สุด

ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้

        “ทุกอย่างเป็นไปได้” 

        ผมจะพูดคำนี้เสมอ ไม่ว่าอะไรเราก็สามารถเป็นไปได้ทั้งนั้น ถ้าใจคนเราอยากจะเป็น เพราะในเมื่อคนเรามีเป้าหมาย เราก็มีความตั้งใจ พยายามให้มันเป็นไปได้ในสักวันหนึ่ง

        เท่าที่สังเกต ผมคิดว่าตอนนี้เด็กรุ่นใหม่ขาดในเรื่องความอดทน ตั้งแต่ผมเข้ามาได้ 2-3 ปี ในฐานะโค้ช เจอเด็กแต่ละคนเขาเก่งนะ แต่ขาดความอดทน ส่วนใหญ่ผมก็จะพยายามเอาประสบการณ์จากตัวเองถ่ายทอดให้ได้มากที่สุด เพราะว่าต่างคนก็ต่างไม่มีต้นทุนชีวิต แต่พอได้มาเป็นนักกีฬาก็ได้รับการสนับสนุน มีเบี้ยเลี้ยง มีสวัสดิการอะไร ต่างจากสมัยของผมที่เป็นด้วยใจ ไม่มีเบี้ยเลี้ยง พอตอนนี้ทุกอย่างมีคนสนับสนุน ก็เลยอาจจะหลงลืมตัวเองไป เราก็พยายามให้เขานึกถึงจุดที่เขาเคยผ่านมา ต่อให้จะส่งผลได้เพียงกับคนไม่กี่คน แต่เราก็พยายาม นี่คงก็เป็นความยากของการเป็นครู (หัวเราะ)

        ต่างจากตอนที่ผมเป็นนักกีฬาซึ่งง่ายกว่าเยอะ เราแค่ต้องมีความอดทน ทุกอย่างมันผ่านหมด แต่การเป็นโค้ช ความอดทนอย่างเดียวมันไม่เพียงพอ แต่ต้องคิดหาวิธีการคิดคำพูด พูดแรงก็ไม่ได้ ว่ามากก็งอน โกรธ ปัจจัยมันเยอะมากๆ ต้องคอยคิดตลอดเลยว่าวันนี้เราจะคุยกับเขาอย่างไร แต่นั่นก็เป็นงานท้าทายอย่างหนึ่งครับ ในเมื่อเราเลือกมาทางนี้แล้วเราต้องทำให้ได้ เพราะว่ามันเป็นทางของเรา ฟ้าคงลิขิตไว้แล้ว (หัวเราะ)

กระจกที่ฉายภาพอดีต

        จากวันนี้พอได้มองย้อนกลับไปในวันที่เราเคยผ่านมา มันก็เหมือนกระจกสะท้อนกลับ ครั้งนึงที่เคยถูกโค้ชดุ เราก็จะคิดว่าทำไมเคี่ยวเข็ญเราจัง จะให้ว่ายอะไรนักหนา สมัยนั้นตอนนั้น บางทีเราไม่ได้เถียง แค่เราคิดในใจแบบเด็กๆ ว่ายอะไรนักหนา ทำไมไม่มาว่ายเอง (หัวเราะ)

        แต่ตอนนี้พอเรามาเป็นโค้ช เราก็จะเจอแบบนี้เหมือนกัน เป็นกระจกสะท้อนอดีตออกมา ทำให้เราได้เข้าใจอะไรมากยิ่งขึ้น ว่าทำไมเขาถึงต้องเคี่ยวเข็ญเรา สำหรับเด็กแล้ว เขาก็ยังมองไม่ออกหรอก ก็ต้องอาศัยเวลานิดหนึ่ง ถึงเวลาเขาก็จะคิดได้เอง

การเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิต

        จากการที่เป็นนักกีฬามาทั้งชีวิต ทำให้เรารู้จักกับสิ่งที่เรียกว่าความอดทน การมองโอกาสและการไม่ละทิ้งความพยายาม จงรักษาโอกาสเหล่านี้ไว้ให้ดี บางครั้งถ้าโอกาสมันมาแล้วเราไม่ไขว่คว้าเอาไว้ สำหรับบางคนโอกาสอาจจะหลุดมือไปเลย ดังนั้น ถ้าหากโอกาสมาอยู่ตรงหน้าแล้วก็จงคว้าเอาไว้ กระโดดใส่ได้เลยยิ่งดี จงทำให้เต็มที่ ทำให้สิ่งนั้นเป็นเป้าหมายในชีวิตของเรา

        การที่เรามาอยู่ตรงจุดนี้ได้ นั่นก็เพราะเราตั้งมั่นในเป้าหมายเอาไว้ และไม่หยุดพยายาม ถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้ เพื่อไปบอกเด็กชายสมชายที่เคยแหงนมองเครื่องบินด้วยความฝันในวันนี้ ผมก็อยากจะบอกเขาว่า “ขอบคุณที่อดทน ขอบคุณที่มีความพยายาม ขอบคุณที่ไม่ละทิ้งความฝัน และสำคัญที่สุดคือ ขอบคุณที่อดทนผ่านอุปสรรคทุกอย่างในชีวิตจนทำให้เรามาถึงได้ทุกวันนี้ครับ”

ข้อความถึงทุกคนในวันนี้

        ผมอยากฝากบอกว่า คนเราต้นทุนชีวิตไม่เท่ากัน แต่เราสร้างมันขึ้นมาได้ ทุกอย่างเป็นไปได้ ถ้าหากใจเราอยากเป็น คำนี้ที่ผมใช้บ่อยมาก เพราะอยากให้ทุกคนมีความอดทน สิ่งนี้แหละจะพาเราผ่านอุปสรรคไปได้ โดยเฉพาะบนเส้นทางกีฬาสำหรับคนพิการ มันเป็นเส้นทางที่สร้างทั้งคุณภาพ สร้างการเป็นอยู่ของเราให้ดีขึ้น และสร้างความเสมอภาคในสังคมด้วย ใช่ว่าเราพิการแล้วเราจะเป็นภาระของสังคม เรายังคงสามารถรับใช้ชาติได้ในรูปแบบของกีฬา อย่างน้อยเราเกิดมา อยากให้เราภูมิใจในตัวเองแล้วก็อดทน ไม่ว่าอาชีพไหนทุกคนต้องมีอุปสรรค แต่เราอาจจะต้องอดทน ต้องพยายาม เหนื่อยเมื่อไหร่ก็มองคนที่เขาด้อยกว่าเรา ว่าถ้าเขายังอยู่ได้ ทำไมเราจะอยู่ไม่ได้ สิ่งนี้มันจะได้สร้างกำลังใจให้ตัวเราเอง และจงอย่าหยุดสร้างกำลังใจให้ตัวเองเยอะๆ นะครับ


ภาพ: สมชาย ดวงแก้ว

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ปารณ ศรีสุนทร

อดีตนิสิตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่กำลังเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนผ่านการพูดคุย

เรื่องโดย

คุลิกา แก้วนาหลวง

ชอบพูดคุยผ่านการขีดเขียนด้วยตัวอักษร อาศัยอยู่ในโลกจินตนาการ และใฝ่ฝันว่าวันหนึ่งจะกลายเป็นลูกครึ่งสัตว์วิเศษ