‘เสียดาย 2020’ ซีรีส์สะท้อนความย่ำอยู่กับที่ของสังคมไทย ที่เราจะ ‘เสียดาย’ มากหากคุณไม่ได้ชม

The Guest
4 Feb 2021
เรื่องโดย:

adB Team

ย้อนหลังไปเมื่อสองทศวรรษ ที่ภาพยนตร์ เสียดาย ของ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล เริ่มออกฉายในปี พ.ศ. 2537 ในช่วงนั้นยังมีแต่หนังกระโปรงบานขาสั้นหวานแหวว ภาพยนตร์ที่พูดถึงปัญหาสังคม ยาเสพติด เพศ และความรุนแรงในครอบครัวเช่นเรื่องนี้ จึงถือเป็นสิ่งใหม่มากสำหรับสังคมไทยในขณะนั้น

        กระทั่งปีนี้ ผู้กำกับสายตาแหลมคมอย่าง ‘คุณหญิงแมงมุม’ – หม่อมราชวงศ์ศรีคำรุ้ง ยุคล รัตตกุล ผู้เป็นธิดาหยิบยกภาพยนตร์สุดคลาสสิกเรื่องนี้มาเล่าเรื่องอีกครั้ง โดยมีฉากหลังยังคงเป็นยุค 90s ว่าด้วยเรื่องราวของวัยรุ่นวัยลองที่ประสบกับเหตุการณ์ความรุนแรงและความสัมพันธ์ในครอบครัว ตัดสินใจผิดพลาด เลือกทางออกเป็นการลิ้มลองเสพเสพติด เพื่อปลดปล่อยความทุกข์ในใจ จนต้องพบกับโศกนาฏกรรมอันช่างน่า ‘เสียดาย’

        แม้ว่าจะผ่านมาเกือบสามทศวรรษ เราก็ยังคงเห็นปัญหาเหล่านี้อยู่อย่างไม่มีทีท่าว่าจะจางหายไป ไม่แม้แต่จะถูกตีแผ่ แก้ไข มิหนำซ้ำยังถูกปล่อยผ่าน อย่างไรก็ตาม ทันทีที่ซีรีส์เรื่องนี้ถูกนำเสนอบนแพลตฟอร์มอันดับหนึ่งชื่อดังของจีนอย่าง iQIYI และยังเป็นที่ไวรัลติดอันดับเทรนด์ทวิตเตอร์และเป็นทุกพูดถึงในติ๊กตอกแทบทุกสัปดาห์  adB จึงถือโอกาสนี้ในการชวนคุณหญิงแมงมุมมาพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาสังคม เรื่องวัยรุ่น เพศ ความรุนแรงผ่านสายตาผู้กำกับสาวอย่างเธอ

หญิงแมงมุม

เวลาที่ผ่านมาเนิ่นนาน ประเด็นปัญหาสังคมเรื่องวัยรุ่นเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน ในสายตาของผู้กำกับรุ่นใหม่อย่างคุณ 

        เรานำ เสียดาย กลับมาทำใหม่ในแบบซีรีส์ที่ยังเป็นเรื่องราวของคนในยุค 90s อยู่ แต่เมื่อมองมาที่ปัจจุบัน เรากลับพบว่าผู้คนและสังคมไม่ได้เปลี่ยนไปเลยจริงๆ นะ เสียดาย ของท่านพ่อนั้นสร้างมาในยุค 90s แต่พอมาถึงวันนี้ เรื่องครอบครัว โรงเรียน วงเพื่อน สังคมโดยรอบ ทุกอย่างยังมีปัญหาแทบจะเหมือนเดิมเลย ต่างกันแค่ปี พ.ศ. เท่านั้นเอง เราจึงหยิบนี้มาทำอีกครั้ง ส่วนที่ยังนำเสนอผ่านเรื่องของเด็กที่ติดยาในยุค 90s เหมือนเดิม เพราะอยากสะท้อนให้เห็นว่าพวกเรากำลังย่ำอยู่กับที่เลยนะ ประเทศเรากำลังเร่งรีบพัฒนาไปในหลายๆ ด้าน แต่สิ่งที่เป็นแก่นแท้ในชีวิตของเราทุกคนยังไม่ได้พัฒนาตามไปเลย 

เหตุใดคุณจึงเลือกหยิบยกโปรเจกต์นี้ของคุณพ่อขึ้นมาทำ

        เราเลือกโปรเจกต์นี้จากความชอบ เสียดาย เป็นหนังของท่านพ่อที่เราดูตั้งแต่เด็กๆ และรู้สึกชอบ มันเป็นหนังเรื่องแรกที่เรารู้สึกว่าสื่อสารกับท่านพ่อได้เข้าใจ เรากับท่านพ่อพูดภาษาเดียวกัน หนังเรื่องก่อนหน้านี้ก็เป็นหนังดีมาก อย่าง คนเลี้ยงช้าง หรือ สาละวิน แต่มันห่างไกลจากเราเหลือเกิน เราอยากทำความเข้าใจเขา อยากจะพูดคุยกับเขา แต่กลับรู้สึกห่างไกลกัน จนกระทั่งท่านพ่อมาทำเรื่อง เสียดาย นั่นคือครั้งแรกที่เรารู้สึกว่าท่านพ่อหันมาพูดถึงสิ่งรอบตัวเราบ้าง เป็นชีวิตเด็กวัยรุ่น อาจจะไม่ใช่แค่ปัญหาหนักๆ อย่างเรื่องยาเสพติดเท่านั้น แต่เขายังพูดถึงพฤติกรรมเด็กๆ มารยาทไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นเรา 

ได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานของท่านพ่อ และนำมาประยุกต์ใช้เช่นไรบ้างกับผลงานของคุณ

        เราผูกพันกับหนังเรื่องนี้มากกว่าเรื่องไหนๆ เพราะตอนที่ท่านพ่อกำลังเริ่มต้นทำ ก็พาเด็กผู้หญิงที่เป็นตัวละครในเรื่องมาอยู่ที่บ้านเราเป็นเดือนๆ เพื่อรีเสิร์ช เป็นตัวจริงที่มาของเรื่องนี้เลย พวกเขามาอยู่บ้านเราตั้งแต่ช่วงที่ท่านพ่อเขียนบท พวกเราเจอเขาทุกวัน ตื่นเช้ามาก็นั่งกินข้าวเช้าด้วยกัน ท่านพ่อทำแบบนี้เพราะท่านต้องรู้ว่าเด็กรุ่นนี้เป็นคนอย่างไร คิดอะไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร ข้อมูลพวกนี้จะแตกต่างจากการที่เราไปสัมภาษณ์ เพราะคำตอบที่ได้มันคือข้อความที่ผ่านการคิดมาแล้ว ได้จัดวางมาแล้ว ท่านพ่ออยากให้คนอื่นรับรู้เรื่องชีวิตของพวกเขาอย่างไร เทียบกับการมาใช้ชีวิตอยู่กับพวกเขาจริงๆ ทุกวัน เราจะได้เห็นลึกเข้าไปถึงตัวตน เราก็จะสนิทสนมกับตัวละครจริงๆ จนกระทั่งเขียนบทเสร็จ ท่านพ่อก็แคสติ้งตัวละครหลักมาได้ครบ เขาก็พามาอยู่บ้านเราทั้งสี่คน เราได้เห็นกระบวนการทำหนังเรื่องนี้มาครบทุกขั้นตอน รู้สึกผูกพันมากๆ 

        ท่านพ่อแคสติ้งนักแสดงเป็นหน้าใหม่ทั้งหมด พวกเขาก็เลยไม่มีระบบระเบียบหรือกรอบความคิดแบบการเป็นนักแสดง เขาใหม่ สด เป็นผ้าขาวร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่เราจะเอาบทบาทอะไรใส่เข้าไปให้ สมัยนั้นเราไม่มีเซ็นเซอร์ด้วย เทียบกับสมัยนี้อะไรๆ ก็เซ็นเซอร์ออกหมด ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ ก็ปิดๆ บังๆ กันเอาไว้ เด็กก็ไปทำลับหลังเราอยู่ดี แทนที่จะเปิดเผยให้เขาเห็น เรามาคุยกัน ให้เขารู้ว่าผลลัพธ์ในท้ายที่สุดแล้วจะเป็นอย่างไร ถ้าเขาเดินไปผิดทาง ครู ผู้ปกครอง เพื่อนๆ จะได้เข้าใจร่วมกัน ช่วยกันดูเพื่อนข้างเราว่าชีวิตเขากำลังมีปัญหาหรือเปล่า ต้องดูตรงไหน ดูอย่างไร ทำแบบนี้เป็นสัญญาณที่เขาขอความช่วยเหลือ เขาอยากให้เราไปคุยด้วย ไม่ใช่มาปิดบังกัน เหมือนว่าไม่มีอะไรแบบนี้เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่จริง 

        เสียดาย ของท่านพ่อ ในตอนนั้นนักแสดงทุกคนก่อนจะเข้าฉากก็ต้องเวิร์กช็อปหนักมาก อย่างที่บอกไว้ว่าเรามากินอยู่ด้วยกัน ตื่นขึ้นมาก็เจอกัน พอถึงตอนจะสอนวิธียำกัญชา ก็มานั่งสับๆ กันจริงๆ ไม่ใช่แค่การสอนวิธีการยำ แต่เอาตัวคนจริงๆ มาสอน เหมือนกับมืออาชีพตัวจริงมาสอน เขาก็บอกเล่าถึงตอนติดยา ตอนที่เข้าไปในสถานบำบัด พูดคุยกันอย่างลึกซึ้ง พอเราหยิบ เสียดาย ขึ้นมาทำใหม่ ถึงจะเป็นซีรีส์ก็ตาม เราก็ต้องลงมือทำเวิร์กช็อปแบบนี้เหมือนกัน น้องๆ นักแสดงของเราก็ได้ไปสัมผัสผู้คนที่เกี่ยวข้อง มีการพาไปเยี่ยมชมสถานบำบัด ไปนั่งสัมภาษณ์ตำรวจ ไปพูดคุยกับคนที่เคยติดยามาจริงๆ พวกเขาจะได้เห็นของจริงว่าถ้าใช้ฉีดเข็มยาต้องทำอย่างไร ถ้าจะสูบบ้องกัญชาต้องทำอย่างไร

หญิงแมงมุม

แล้วคุณเคยผ่านประสบการณ์แสบสันในโรงเรียนมาขนาดไหน

        ตอนเด็กๆ เราคงจะเคยลอกการบ้าน ลอกข้อสอบเพื่อนกันมาบ้างทั้งนั้น แต่เราไม่ได้ทำกันจริงจังถึงขนาดไปเรียนพิเศษเพื่อเอาข้อสอบ หรือไปจ่ายเงินเพื่อโกงสอบกันขนาดนี้ แล้วมันก็จะมีความรู้สึกแบบว่า จริงๆ เราก็ทำข้อสอบได้แหละ เพียงแต่ไม่มั่นใจ พอรู้ว่าเพื่อนคนนี้เรียนเก่งกว่า ก็จะแอบเหล่หน่อยเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ (หัวเราะ) 

        แต่พอไปเรียนเมืองนอกนี่เราลอกอะไรไม่ได้เลยนะ เพราะมันเป็นข้อสอบแบบที่ลอกไม่ได้ เมืองไทยเรามีคำตอบ ก ข ค ง ใช่ไหม แต่ที่เมืองนอกเขาให้เขียนเรียงความอธิบายไปเลยยาวๆ มันต้องใช้ความคิดมากกว่า ปีแรกที่เราเข้าไป

หากเปรียบเทียบการศึกษาของไทยกับต่างประเทศที่คุณพบเจอมา ทั้งสองสิ่งนี้แตกต่างกันอย่างไร

        ไม่อยากชมว่าเมืองนอกดีกว่าเลย เพราะเข้าใจว่าสังคมเราแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เมืองนอกนี่ไปโรงเรียนแต่ละวันๆ คุณต้องได้หลายอย่าง กีฬาคุณก็ต้องได้ ถ้าไม่เล่นกีฬาก็จะไม่มีเพื่อน ต้องทำกิจกรรมอะไรสักอย่าง ไปอยู่ชมรมอะไรสักแห่ง ต้องไปเป็นหัวหน้าทีมอะไรก็ได้ ถ้าคุณไปโรงเรียนแล้วนั่งอ่านหนังสือเตรียมสอบอย่างเดียว คุณอยู่ไม่ได้ แต่สำหรับเมืองไทยเรา ก็ทำอย่างไรก็ได้ให้ได้เกรดดีๆ พอโตไป ไปใช้ชีวิตต่อไปภายหลัง เราใช้ไม่ได้เลย

คิดว่า สียดาย 2020 ของคุณที่ออกมา จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและความตระหนักถึงเรื่องปัญหาต่างๆ ได้แค่ไหน 

        จริงๆ แล้ว อย่างเราก็เป็นแค่เสี้ยวเล็กๆ ในสังคม อยู่ดีๆ จะมาสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ก็คงเป็นไปไม่ได้ เราแค่อยากทำงานออกมาเพื่อสะกิดนิดหน่อย ว่าเรามาคุยกันเยอะกว่านี้ดีไหม สื่อสารกันในครอบครัว มากกว่าแค่ส่งไลน์หากัน คนเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมี physical interaction (การมีปฏิสัมพันธ์เชิงกายภาพ) กัน ส่วนใหญ่แค่ส่งสติกเกอร์ คุยกันในเฟซบุ๊ก มันไม่เหมือนกันนะ กับการได้มาเห็นหน้ากัน กอดกัน ครอบครัวและเพื่อนเป็นสิ่งสำคัญมากๆ สังคมเราจะพัฒนาไปแค่ไหนก็ตาม เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหนก็ตาม สัมผัสแบบมนุษย์ยังต้องการอยู่ เราอยากให้ทุกคนหันไปหาคนรอบข้าง การสื่อสารทุกวันนี้มันเปิดกว้างให้เราไปส่องคนอื่นในเฟซบุ๊ก ไปส่องคนอื่นในอินสตาแกรม แต่เราไม่สนใจคนที่อยู่ข้างๆ เลย ถ้าเขามีปัญหา ถ้าเขาต้องการความช่วยเหลือ เราแทบมองไม่เห็นเลย กลับมามองคนข้างๆ เรา มันง่ายมากเลยนะ

ดูเหมือนว่าจริงๆ แล้วปัญหาวัยรุ่นทั้งหมดทั้งปวง เกิดจากการที่เขาอยากให้คนสนใจ อยากให้คนมองเห็น อยากได้รับการยอมรับใช่ไหม 

        ส่วนหนึ่งก็จริงนะ แล้วยิ่งตอนนี้มันมีความเชื่อแปลกๆ หลายอย่าง การที่บางคนทำอะไรแรงๆ ทำนอกกรอบเยอะๆ ไม่เมกเซนส์เลยนะ คนพวกนี้จะดังมาก โดยที่เขาอาจจะไม่ได้ใช้ความสามารถอะไรพิเศษ แทนที่สังคมจะไปชื่นชมคนที่ทุ่มเททำงานหนัก ทำงานคราฟต์ๆ แต่ไม่ใช่ คนยุคนี้ก็ต้องทำอะไรเยอะๆ ทำอะไรใหญ่ๆ 

        ความชัดเจนในอัตลักษณ์ของตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเป็นยุค 90s เราว่าเด็กวัยรุ่นมีความชัดเจนมากกว่านะ เขารู้ว่าฉันชอบอะไร ฉันจะทำอะไร เด็กรุ่นนั้นเวลาโดนอะไรมากระทบก็จะไม่เป็นอะไรมาก แต่สมัยนี้เราว่ายากมากนะ เด็กคนนี้ชอบแต่งตัวสไตล์นี้มาก พอมาอีกวันไปไปเสพข่าวสารอะไรมาเยอะๆ วันรุ่งขึ้นเขาเปลี่ยนเป็นอีกสไตล์ไปได้เลย เมื่อยี่สิบปีก่อนมันชัดกว่า เราอยู่กับแก๊งเพื่อนแก๊งนี้ เราจะเป็นสไตล์นี้ไปเลย เดี๋ยวนี้คนหมู่มากชอบอะไร เราชอบด้วย คนหมู่มากแต่งตัวอย่างไร เราแต่งด้วย และเราเปลี่ยนไปเร็ว

ทำไมเมื่อเราอยู่ช่วงวัยรุ่น ต้องทำเรื่องร้ายๆ แรงๆ เหล่านี้ด้วย 

        ทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง แต่เท่าที่เราทำการรีเสิร์ชข้อมูลมา 70% นั้นมาจากปัญหาครอบครัว ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นครอบครัวที่พ่อแม่เลิกกัน บางคนที่พ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน เขาไม่ใช่เด็กมีปัญหาก็ได้ มันมีองค์ประกอบหลายๆ อย่างการเลี้ยงดูก็ใช่ การใช้ยาเสพติดเพื่อหลบหนีโลกความจริงก็เกี่ยว เหมือนกับที่เราถามว่าทำไมอกหักแล้วคุณต้องดื่มเหล้า ก็เพราะเชื่อว่าเมาแล้วก็ลืม เมาแล้วก็หลับ เมาแล้วสนุกกับเพื่อน ยาเสพติดเองก็เหมือนกัน คุณจะ… เอาน่า นิดเดียวเอง ไม่ติดหรอก เหมือนที่หลายๆ คนเริ่มหัดสูบบุหรี่ก็พูดแบบเดียวกันว่า นิดเดียวเอง ลองดู ไม่ติดหรอก และยาเสพติดสมัยนี้มีทั้งการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ และถูกมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา จนถึงขั้นไม่มีใครหยิบมาพูดหรือรณรงค์แบบเมื่อก่อนแล้ว กลายเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนการดื่มเหล้าไปแล้วด้วยซ้ำ ถ้าพูดกันตามตรงคือ หาซื้อกันง่ายกว่าเดิมด้วย 

หญิงแมงมุม

ถามกันตรงๆ ยาเสพติดกับพวกคุณนั้นอยู่ใกล้กันระดับไหน และอะไรคือสิ่งที่ช่วยกันพวกคุณออกห่างจากมัน 

        เรามีจุดยืนของตัวเองอย่างชัดเจน เรากับครอบครัวสนิทกันมาก เวลามีปัญหาอะไรเราจะมีคนข้างหลังคอยช่วยประคองเราไว้เสมอ เมื่อพื้นฐานชีวิตของเราแข็งแรง พอมีอะไรเข้ามากระทบเราก็ไม่ไขว้เขว และไม่ต้องอาศัยตัวช่วยจากที่อื่น ครอบครัวจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับเรา ต่อให้ไปเจอกับอะไรแย่ๆ เจอกับสังคมแย่ๆ ที่ไหนก็ตาม เรามีพื้นฐานที่แข็งแรงสิ่งเหล่านั้นก็ทำอะไรไม่ได้  

ทั้งที่สื่อก็มักจะฉายภาพซ้ำว่าสิ่งเสพติดเป็นสิ่งน่ากลัว เพื่อหลอกล่อให้คนไม่ลิ้มลองมัน คุณคิดว่ามันยังมีปัจจัยอะไรที่ทำให้พวกเขาเหล่านั้นก้าวสู่หนทางผิดอีก 

        มันอาจจะไม่ได้เกิดความเข้าใจ สื่อเลือกที่จะทำให้ทุกอย่างลอยอยู่ในระดับผิวไปหมด เขาไม่สนใจว่าเรื่องมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ทำไมถึงเกิดเรื่องนี้ขึ้น เขาทำที่ปลายเหตุนั่นคือ พอเธอติดยา งั้นก็ส่งไปเลิกยา โดยที่ไม่เคยรู้เลยว่าสาเหตุที่ทำให้คนคนนี้ติดยาคืออะไรด้วยซ้ำ

พ่อแม่สมัยใหม่ค่อนข้างตามใจลูกมาก และออกมาตำหนิครูเรื่องของการตีเด็ก พวกคุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้

        เราคิดว่าอยู่ที่คำสอนมากกว่าที่จะอยู่ที่ตีหรือไม่ตี แต่เราเคยถูกคุณแม่ตีครั้งหนึ่งด้วยก้านมะยม เรายังจำเสียงของก้านมะยมที่แหวกอากาศตอนฟาดมาที่เราได้เลย นึกแล้วก็ขนลุก เราโดนตีเพราะเวลาเราโมโหจะเดินกระทืบเท้า คุณแม่เลยตี ซึ่งส่วนหนึ่งก็ติดมาจากละครที่ดู (หัวเราะ) ละครมีอิทธิพลกับเราจริงๆ แต่หลังจากวันนั้นเราก็ไม่เคยทำกิริยาแบบนี้อีกเลย 

        หากมองขยายไปในภาพใหญ่ อย่างการโกงข้อสอบกลับเป็นเรื่องที่คนส่วนมากเห็นว่าเป็นเรื่องที่เบาบางมาก เพราะมันก็แค่ข้อสอบ เป็นเรื่องของคนที่อยู่ในช่วงมัธยมศึกษา คนส่วนใหญ่จึงมองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาเล็กๆ ส่วนการจ่ายใต้โต๊ะเมื่อถูกขยายไปเป็นเรื่องขององค์กร เราเคยคุยเรื่องนี้มาทำให้รู้ว่าถ้าเขาไม่รับก็อยู่ไม่ได้ 

        แต่เราไม่ให้เลย เราไม่โอเค เรารู้สึกว่าถ้าทำงานในขอบเขตที่ถูกต้อง มันต้องมีทางอื่นสิ เราไม่ชอบการถูกเอาเปรียบ เมื่อมันไม่ได้เป็นระบบที่ถูกต้อง เราเลือกที่จะไม่งัดข้อ ไม่คุยด้วย ไม่ทำก็ไม่ทำ (หัวเราะ) แต่อย่างไร เราก็ไปแก้ไขระบบใหญ่ไม่ได้หรอก ต้องเริ่มจากตัวเอง ถ้าเขาทำ แต่เราไม่ทำ และขอให้คนรับสื่อเริ่มคิด ยังไม่ต้องลงมือทำก็ได้ แค่สะกิดความคิดเขาบางอย่างได้ก็พอ 

มุมมองคนอายุสามสิบกว่าๆ อย่างคุณที่มีต่อเด็กวัยรุ่นวัยเรียน และระบบการศึกษาของไทย ยุคนี้เหมือนหรือต่างกับยุคของคุณอย่างไร

        ในระบบที่เต็มไปด้วยการฉ้อโกงแบบนี้ ความคิดแบบนี้ พวกเขาก็จะเป็นผลผลิตของอะไรที่เป็นการฉ้อโกง อยากทำอะไรที่ง่ายๆ แล้วก็อยากได้อะไรมาง่ายๆ แล้วเมื่อโตขึ้นแล้วมันก็จะส่งผลต่อไประยะยาว เขาก็เอาความคิดนี้ไปใช้กับการทำงาน และการใช้ชีวิตไปเลย

        ขนาดเราโตเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว บางครั้งเรายังงงๆ กันอยู่เลย ว่าตัวเราคือใคร ต้องการอะไร ชอบอะไร แล้วยิ่งพอมาทำงานเป็นนักแสดง แล้วเราต้องไปแสดงเป็นคนอื่น นี่มันจะต้องยิ่งยากมากๆ เลย ขนาดตัวเราเองจริงๆ ยังมีความงง แล้วต้องไปเป็นคนอื่นอีก ในวัยรุ่นเราจึงต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ พอไปเจออะไรใหม่ เราก็จะ เอ๊ะ อันนี้ใช่ตัวเราหรือเปล่า เราเป็นแบบนี้หรือเปล่า ค้นหาไปเรื่อยๆ

ประเด็นเรื่องความหลากหลายในเรื่องเพศตอนนี้ได้รับการยอมรับและเปิดกว้างมากขึ้น ในฐานะคนทำสื่ออย่างพวกคุณเห็นด้วยหรือไม่ 

        ทำไมถึงจะไม่ได้รับการยอมรับล่ะ เราว่าประเทศไทยนี่ให้การยอมรับในเรื่องนี้มากที่สุดในโลกแล้วนะ 

        ถึงมีกฎหมายขึ้นมาแล้วก็ไม่รู้ว่าอีกกี่ปีถึงจะมีความเปลี่ยนแปลง เพราะขนาดเรื่องใหญ่กว่านี้กฎหมายยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย (ถอนหายใจ)

อยากให้คุณทิ้งท้ายถึงซีรีส์ เสียดาย 2020 

        เสียดาย 2020 ฉบับของเราคือละครที่เป็นเหมือนทางเลือกของคนดู เราอยากทำเพราะคนดูจะได้ประโยชน์ ไม่ใช่แค่ความบันเทิง ทำให้คนกลับไปคิด ได้มองตัวเอง มองคนอื่น มองคนรอบข้าง เราก็ต้องทำมุมมองของเราให้อยู่ตรงกลางกับคนดู ในแบบที่ไม่เสียความเป็นตัวเรา

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

adB Team

Conversations for All: เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายแวดวงเข้าด้วยกัน รวมตัวให้เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ชวนตั้งคำถามกับสิ่งเก่า กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่

ภาพโดย

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN