Supanaree Story: เพราะ 3 สาวหัวใจเดียวกัน ‘ความสัมพันธ์’ จึงเหนียวแน่น

The Guest
30 Jan 2020
เรื่องโดย:

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

Highlights

เช้าตรู่ของวันธรรมดา เรามีนัดเพื่อพูดคุยกับสามแม่ลูก ‘เฟิน’ – ศุภนารี สุทธวิจิตรวงษ์, ‘ซาร่า’ – รัศมี สท๊วต น้องสาวคนเล็ก และ ‘แม่บี’ – จามจุรี สท๊วต อดีตแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่เธอมองว่าความหมายของชีวิตคือการทำทุกอย่างให้มีค่ามากที่สุด เพราะเวลาในชีวิตของเธอนั้นเหลือน้อยเต็มที นั่นจึงทำให้ความสัมพันธ์ของครอบครัวนี้แนบแน่นยิ่งขึ้นกว่าเดิม

Supanaree Story

ชีวิตของแม่

        “ชีวิตคนเราสั้นนัก” แม่บีเอ่ยขึ้นหลังจากที่เราได้ทักทายและเล่าถึงเหตุผลในการมาคุยกับพวกเธอ ซึ่งประเด็นที่เราถามไปว่าอะไรที่ทำให้เธอยอมทำตามลูกสาวด้วยการลุกขึ้นมาแต่งตัวเก๋ๆ แบบนี้ ซึ่งน้ำเสียงที่ร่าเริงของแม่บีในช่วงแรกๆ ได้อ่อนลงเล็กน้อย ก่อนจะเล่าเรื่องราวช่วงชีวิตของผู้เป็นแม่วัย 50 ปีให้เราฟัง 

        “ตอนนี้แม่อายุ 50 ปีแล้ว เวลาของแม่ก็ลดน้อยลงเรื่อยๆ แม่จึงคิดว่าช่วงเวลาที่ยังเหลือต่อจากนี้ อยากจะใช้ไปกับลูกๆ เพราะไม่รู้ว่าความตายจะมาทักทายเมื่อไหร่ แม่เลือกที่จะไม่ปล่อยเวลาดีๆ เหล่านี้ให้หายไปกับกาลเวลา หนูรู้มั้ย การมีเวลาร่วมกับลูกๆ ได้ทำทุกอย่างด้วยกันนั้นมีแต่ความสนุก คลายเหงา ทำให้ได้ยิ้มและหัวเราะมากขึ้น ชีวิตของแม่ก็มีสีสันขึ้นเยอะ เพราะสมัยที่แม่เป็นวัยรุ่น ไม่มีโอกาสได้แต่งตัววับๆ แวมๆ หรือจัดจ้านแบบนี้หรอก”

        หากให้เราเดาเหตุผล คิดว่าแม่บีจะต้องเติบโตมาในครอบครัวคนจีนที่มีความเข้มงวดกับลูกสาวแทบทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการแต่งกายและเรื่องผู้ชาย แม่บีพยักหน้า 

ความเข้มงวดของอาม่า

        “ครอบครัวของแม่เป็นชาวจีนสมัยเก่าหัวโบราณ มีกฎเหล็กของบ้านคือห้ามแต่งตัวโป๊ หากใส่ให้อาม่า (แม่ของแม่บี) เห็น แกจะด่าบ้านระเบิดเลยนะ (หัวเราะ) แต่เห็นอย่างนี้อาม่าวัย 80 ปีก็เป็นคนทันสมัย เพราะแกก็เล่นเฟซบุ๊ก เล่นไลน์ เล่นไอจี ตอบคอมเมนต์ก็เป็น (หัวเราะ) รูปที่พวกเราถ่ายกัน อาม่าก็ไปเปิดดูในเพจ แล้วถามเราว่า “ทำอะไรของมึง ดูลูกมึงด้วย แต่ละรูปของมึงเนี่ยนะ รู้ไหมมันน่าเกลียด” เราก็ตอบไปว่า “ใกล้ตายแล้ว ขอสักหน่อยเถอะ (หัวเราะ) แต่ถึงแกจะว่าอย่างไร อาม่าก็เป็นแม่ของเราอยู่ดี” แม่บีเท้าความหลัง

        เราพยักหน้าเห็นด้วย และแม่บีได้พูดถึงเรื่องการแต่งตัวของผู้หญิงอายุเลขห้าว่า จากที่โดนเข้มงวดมานาน ทำให้แม่บีเคยชินกับการแต่งตัวแบบเรียบง่าย มีอะไรก็ใส่ไป แต่พอวันนี้ได้มาทำเพจกับลูก ได้ใส่เสื้อผ้าแฟชั่น ได้ลองชุดเซ็กซี่นิดๆ หน่อยๆ รวมถึงการมีโอกาสสวมชุดว่ายน้ำขาเว้าสูงอีก ทำให้หัวใจของเธอชุ่มฉ่ำราวกับได้ย้อนเวลาไปในสมัยแรกรุ่นที่ได้ทำอะไรตามอำเภอใจบ้าง 

        “โลกมันเปลี่ยน เราก็ต้องเปลี่ยน ตอนแรกแม่ก็อายเหมือนกัน เรายังย้ำกับลูกอยู่บ่อยๆ ว่า เฟิน อย่าลงรูปแม่นะ แม่อาย เขาก็จะบอกว่า ลงไปเถอะแม่ เชื่อสิเดี๋ยวก็สวย พอโพสต์ลงไปแล้ว ก็เออ… สวยเหมือนกัน” (หัวเราะ) 

        สิ้นเสียงหัวเราะ เฟินเข้ามาทันประโยคนี้พอดี และเธอก็รีบบอกว่า แต่ละชุดที่หามานั้นต้องเหมาะสมกับแม่ที่เป็นผู้ใหญ่ รวมทั้งน้องสาวที่ยังเด็ก “เรามองภาพในหัวแล้วว่า ถ้าพวกเราสามคนใส่ชุดนี้แล้วมาอยู่ด้วยกัน ทุกคนต้องรอด ออกแนวน่ารัก ไม่ได้โป๊ถึงขนาดเห็นหัวนม ถ้าให้แต่งตัวแบบนี้ก็ไม่มีใครเห็นด้วยอยู่แล้ว เมื่อทุกคนเข้าใจและเห็นตรงกันที่ผ่านมาแม่และน้องก็ไม่เคยปฏิเสธเราเลย”

 

Supanaree Story

 

        “จริงๆ เราเหมือนโดนขอร้องกึ่งบังคับด้วย (หัวเราะ) แต่ก็ดีนะ แม่ชอบ เพราะถ้าไม่บังคับก็ไม่ใส่ จะว่าไป เมื่อพูดถึงเรื่องบังคับ แม่ก็นึกถึงอาม่า เพราะชีวิตของแม่ขึ้นอยู่กับอาม่าเพียงคนเดียวเลย แม่ของเราก็เลี้ยงแบบบังคับ ทั้งเรื่องแต่งตัว และอีกเรื่องคือห้ามมีแฟน ห้ามคุยกับผู้ชาย เรียนหนังสือเสร็จแล้วให้ตรงกลับบ้าน” 

        แม่บีบอกต่อว่าสมัยก่อนที่การสื่อสารมีเพียงการเจอหน้ากันหรือเขียนจดหมายหากัน ยังไม่มีโทรศัพท์ให้ใช้ ตอนนั้นจะมีผู้ชายมายืนด้อมๆ มองๆ โบกไม้โบกมือให้อยู่ตรงต้นมะขามใกล้ๆ บ้าน จังหวะไหนที่อาม่ามาเห็น ก็จะด่าผู้ชายและไล่ตะเพิดไป จนเกือบจะหาแฟนไม่ได้แล้ว (หัวเราะ)

        “แต่ตอนนี้ เราเป็นแม่ เราก็มองว่า หากทำแบบเดิม ลูกสาวก็จะกลายเป็นเด็กเก็บกด สะสมกลายเป็นความเครียด ทีนี้พอเห็นผู้ชาย น้ำลายจะไหลจนอยากจะเข้าไปกอดเหมือนพวกกระหายผู้ชาย” (หัวเราะ)  

ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ (ของลูก) 

        เมื่อเอ่ยถึงเรื่องของผู้ชาย แม่บีจึงยกตัวอย่างของความสัมพันธ์จากประสบการณ์ตรงที่ผ่านมาว่า “ตอนที่แม่คบกับพ่อของเฟิน แม่ก็ตั้งท้อง ซึ่งตอนนั้นพวกเราทั้งคู่ยังเป็นวัยรุ่นกันอยู่เลย แต่ก็ใช้ชีวิตร่วมกันมาได้ดีตลอด จนเฟินอายุได้ 7 ขวบ แม่เพิ่งมารู้ตัวว่า ที่ผ่านมาแม่ไม่มีความสุขเลยในฐานะภรรยา ไม่ว่าจะตอนเช้า กลางวัน เย็น หรือก่อนนอน แม่รู้สึกแค่ว่าไม่อยากอยู่กับเขาแล้ว ต่างฝ่ายต่างไม่มีความสุข ทนฝืนไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา พวกเราจึงตัดสินใจแยกกันอยู่ แต่เขาก็ยังทำหน้าที่พ่อของลูก แค่เปลี่ยนจากสถานะสามีเป็นเพื่อนสนิท ที่เราคุยกันแล้วว่าระหว่างเราสองคนจะเป็นเพื่อนกันไปตลอดชีวิต”

        ทุกวันนี้ พ่อของเฟินและแม่บียังคงพูดคุยกันตามปกติ มีการนัดเจอกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันเป็นประจำ บรรยากาศเก่าๆ ยังคงเหมือนเดิม เสียงหัวเราะและการไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบยังคงเหมือนเก่า ทำให้บ้านน้อยริมทะเลที่สัตหีบเป็นศูนย์กลางหลักของความรัก เป็นที่ที่เฟินชอบกลับไปพักกายใจ ถ่ายรูปกับแม่และน้องให้บ่อยเท่าที่มีโอกาส 

        “ระหว่างพ่อของเฟินและแม่ เรื่องราวของเราผ่านมาเนิ่นนาน แต่ก็ไม่จางหายไป อย่างล่าสุด เราไม่สบาย เขายังโทร.มาถามอยู่เลยว่า ‘แก่แล้วเป็นไงบ้างวะ’ (หัวเราะ) คือเราไม่ได้ตัดขาดกันอย่างถาวร” 

        หลังจากเปลี่ยนสถานะกลายเป็นเพื่อน เมื่อเวลาผ่านไปแม่บีก็มีโอกาสได้พบกับความรักครั้งใหม่ ได้เจอพ่อของซาร่า ชายหนุ่มลูกครึ่งอเมริกัน-เยอรมัน ทั้งคู่ใช้เวลาดูใจกันไม่นานเท่าไหร่นัก จึงตัดสินใจแต่งงาน มีซาร่าเป็นลูกสาวคนเล็ก และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมาจนถึงทุกวันนี้ 

        “กับพ่อของซาร่า พวกเราไม่ได้มีปัญหาอะไรกันเลย อาจเป็นเพราะตอนนั้น เรามาถึงวัยที่เข้าใจทุกอย่างได้ดีขึ้น”

         เราหันไปถามความเห็นของเฟินบ้าง เธอบอกว่า ตอนเด็กๆ ก็ไม่เข้าใจหรอกว่ ทำไมต้องแยกกันอยู่ รู้แค่ว่าแม่บีเองก็ให้เหตุผลว่าไม่ได้รักกันแล้ว 

        “แต่พอโตขึ้น เห็นโลกกว้างขึ้น และมีประสบการณ์ตรง ซึ่งเราก็เคยมีแฟน เราจึงเข้าใจคำว่าเลิกรา คนเราถ้าเข้ากันไม่ได้ก็ไม่ควรอยู่ด้วยกัน การเลิกราไม่ใช่เรื่องที่แย่ บางทียังดีกว่าอยู่ด้วยกันแล้วทะเลาะกันทุกวันอีก สุดท้ายเราก็แค่กลับมาอยู่กับตัวเองและดูแลตัวเองให้ดี ดังนั้น แม่มีรักใหม่ก็เป็นสิ่งที่ดี แถมเรายังได้น้องสาวที่ทุกวันนี้เหมือนมีเพื่อนอีกคน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี” 

 

Supanaree Story

Supanaree Story

การเลี้ยงดูลูกสาว

        ในฐานะที่ตอนนี้เราเองก็เป็นแม่ลูกอ่อน เราจึงถามถึงการเลี้ยงดูเด็กหญิงที่กำลังอยู่ในวัยที่เปราะบางทางด้านอารมณ์ ว่าแม่บีใช้วิธีใดสร้างเกราะป้องกันให้ลูกสาวทั้งสองผ่านพ้นช่วงที่น่ากังวลไปได้    

        “ข้อแรกคืออย่าเลี้ยงลูกให้เก็บกด สองคือไม่บังคับแต่มีกรอบ” แม่บีให้ความเห็นว่าที่จริงแล้ว คนเราไม่ควรที่จะปล่อยอะไรให้เลยตามเลยไปเสียทุกอย่าง โดยเฉพาะการเลี้ยงลูกสาว เพราะโอกาสที่จะท้องมีสูง เรื่องอื่นแม่บีคิดว่ายังพอหาทางแก้ไขได้ แต่ถ้าท้องจะแก้ตัวไม่ได้ 

        “ที่แม่เตือนได้ ก็เพราะเรื่องพวกนี้เราผ่านมาแล้วทั้งนั้น โดยเฉพาะเรื่องแฟน เราเองก็ไม่ได้ปิดกั้น เพราะดูแล้วกีดกันไปก็เท่านั้น ไม่เกิดผลดี แถมยังจะไปขวางทางเขาอีก เหมือนคำว่า ‘ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ’ ยิ่งอยากลอง แล้วเขาก็จะเริ่มโกหกและโกรธแม่ เมื่อเป็นแบบนั้น เขาก็เริ่มอยากจะอยู่คนเดียว อารมณ์ประมาณว่าอย่ามายุ่งกับชีวิตฉัน! กลับกันหากเราไม่ปิดกั้น และให้โอกาสกับลูกได้อธิบาย เราก็ยังจะรู้ว่าเขาคิดอะไร ถึงเวลานั้นเราก็จะให้เหตุผล เขาก็จะเชื่อฟังและปฏิบัติโดยไม่ติดใจอะไร”

        เฟินพยักหน้าเห็นด้วย และบอกว่าเธอรู้ดีว่าสิ่งที่แม่ห้ามและเตือนทุกอย่างนั้นทำเพราะรักและเป็นห่วง เธอไม่เคยทะเลาะกับแม่ ไม่เคยไม่รับสาย ไม่เคยแอบไปเที่ยวกลางคืนโดยไม่บอกกล่าว และไม่เคยทำอะไรเสื่อมเสียให้แม่ผิดหวัง 

        “คนเป็นแม่เห็นข่าวฆ่ากันทุกวัน เขาก็เป็นห่วง ประเภทที่ปิดโทรศัพท์หนีแม่เพราะกลัวว่าจะโดนตามกลับบ้าน เคยคิดหรือเปล่าว่า ถ้าเกิดเหตุร้ายแรงถึงขั้นถูกฆ่าตาย อย่างน้อยหากบอกแม่ว่าอยู่ที่ไหน แม่ก็ยังไปรับศพกลับบ้านได้ แต่ถ้าไม่บอก แล้วหายไปเลย เขาจะไปตามที่ไหน นึกถึงหัวอกคนเป็นแม่บ้าง” น้ำเสียงของเฟินหนักแน่นเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ 

 

Supanaree Story

ความสำคัญของชีวิต 

        สิ้นประโยคของเฟิน ทุกคนเห็นด้วยอย่างไร้ข้อสงสัย แม่บียกกาแฟขึ้นจิบพลางมองหน้าเราด้วยความเอ็นดู แล้วพูดต่อว่า จริงๆ แล้วแม่บีไม่ได้กลัวความตาย แต่กลัวที่จะไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับลูกมากกว่า ดังนั้น แม่บีจึงเลือกที่จะให้ความสำคัญกับลูกทั้งสองคนมากกว่าความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา

        “ที่แม่ตอบแบบนี้ก็เพราะเวลาของแม่เหลือน้อย แม่เพิ่งมารู้ว่าว่าตัวเองเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบ ล้มพับไปเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ตอนนั้นภาพแรกคืออยากเห็นหน้าลูก นั่นยิ่งทำให้เรารู้ตัวเลยว่าอยากใช้เวลากับพวกเขาให้นานที่สุด ทำงานให้น้อยลง จะได้มีเวลาอยู่กับลูกมากขึ้น พยายามลดความเครียด เลี้ยงหมาเป็นเพื่อนแก้เหงาเวลาที่ลูกไม่อยู่บ้าน ส่วนความสัมพันธ์กับสามี แม่มองว่ายังไงก็คือเพื่อน ทั้งสามีปัจจุบัน และอดีตสามี ส่วนคนที่ยืนหนึ่งในใจของแม่ก็คืออาม่า”

        “เราคิดว่าที่แม่ให้ความสำคัญกับพวกเรามาก เพราะลูกสาวส่วนใหญ่จะเป็นคนที่อยู่ข้างๆ แม่เสมอ เรารู้ว่าแม่ป่วย ยิ่งทำให้เราต้องทำอะไรร่วมกันให้มากขึ้นกว่าเดิม คุยกันมากขึ้นกว่าที่คุยกันอยู่แล้ว สนิทกันกว่าที่เคยสนิท พวกเราคอยดูแลอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ นอกนั้น เราคิดว่าทุกความสัมพันธ์คือการกระทำ ทำทุกอย่างเพื่อให้วันนี้มีความสุขที่สุด และใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุดเสมอ” เฟินอธิบายให้ฟังเพิ่มเติม 

 

Supanaree Story

เวทมนตร์แห่งความรัก

        เข็มนาฬิกาย่อมหมุนไปทางเดิมทุกวัน ชีวิตของแม่และลูกสาวสองคนนี้ก็เหมือนกัน แต่แตกต่างออกไปเล็กน้อยที่ว่าบางครั้งในใจลึกๆ ของแม่บี เธอก็รู้ดีกว่าสักวันนาฬิกาชีวิตของตัวเองนั้นต้องหยุดเดิน หากเป็นไปได้แม่บีคงอยากร่ายคาถาสักบทเพื่อให้เพิ่มเวลาให้นานขึ้นกว่านี้ เวทมนตร์ที่ว่านั้น แม่บีบอกว่าคงเป็นความรักและความทรงจำ

        “หากวันใดก็ตามที่แม่ไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว ลูกของแม่ก็จะสามารถดึงความทรงจำดีๆ ที่พวกเราทำร่วมกัน ใช้ชีวิตที่มีด้วยกันอย่างมีความสุขนั้นออกมาใช้ในเวลาที่เศร้าหรือต้องการกำลังใจ แม่จะอยู่ในความทรงจำส่วนนั้น และทำหน้าที่เหมือนเดิมต่อไปตราบนานเท่านาน” สิ่งนี้ทำให้เรานึกถึง ‘อ่างเก็บความทรงจำ’ ของดัมเบิลดอร์ ที่ทุกวันเขาจะดึงความทรงจำต่างๆ มาเก็บไว้ที่นี่ เผื่อวันไหนคิดถึงเรื่องราวบางอย่างก็กลับมาเปิดดูว่าเหตุการณ์ในตอนนั้นมีความสุขมากมายขนาดไหน ซึ่งในขณะที่ลูกสาวทั้งสองคนบอกว่าเวทมนตร์ของพวกเธอคือ ‘ความสุขล่องหน’ ที่อยู่ในทุกที่ที่ไป ได้ทำงานด้วยกัน กินข้าวและเที่ยวด้วยกัน แต่งตัวเหมือนกัน คุยกัน และได้ดูแลกันและกันไปเรื่อยๆ โดยไม่มีวันหมดอายุ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

กองบรรณาธิการ นิตยสาร a day BULLETIN ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคุณแม่ half time เลี้ยงลูกชายวัยเบบี๋ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่ง (ของชีวิต) ต้องปั่นต้นฉบับส่งให้คุณอ่านกันรัวๆ

ภาพโดย

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN