สุรเดช โชติอุดมพันธ์ | เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย เมื่อเราต่างใช้ชีวิตผ่านเรื่องเล่ามากกว่าเรื่องจริง

The Guest
30 Mar 2019
เรื่องโดย:

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร, ฆนาธร ขาวสนิท

“ชีวิตที่เราใช้อยู่ คือชีวิตที่เราเล่าออกมา เราเล่าว่าชีวิตเป็นอย่างไร เราก็ใช้ไปตามนั้น บางทีเราหล่อหลอมตัวตนขึ้นมาผ่านเรื่องเล่า และก็เชื่อว่าเราเป็นแบบนั้น บางทีเราก็งงกับชีวิต แต่พอเขียนไดอารี่เราก็รู้สึกดีขึ้น เพราะฉะนั้น ‘ชีวิตที่สร้าง’ กับ ‘ชีวิตที่เล่า’ มันคลุมเครือมากกว่าที่คิด มันขนานกันไป และส่งอิทธิพลต่อกัน …บางทีเราจำเป็นต้องสร้างเรื่องเล่าบางอย่างเพื่อสร้างตัวตนของเราขึ้น”

     อ่านยาก ไม่เข้าใจ เสียเวลา ดูหนังดีกว่า เหล่านี้อาจเป็นสิ่งที่หลายคนตั้งแง่กับงานเขียนที่ถูกเรียกว่า ‘วรรณกรรม’ แต่แท้จริงแล้วหากเราแทนที่คำว่า วรรณกรรม ด้วย ‘เรื่องเล่า’ รองศาสตราจารย์ ดร. สุรเดช โชติอุดมพันธ์ อาจารย์สายวรรณกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ทำงานวิจัยและวิจารณ์วรรณกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ก็ยืนยันว่า วรรณกรรมนั้นวนเวียนอยู่ในชีวิตของเราทุกคนอย่างไม่สามารถแยกขาดจากกันได้ และนั่นก็คือเหตุผลที่เราต้องอ่าน—อ่านเพื่อเข้าใจคนอื่น อ่านเพื่อเข้าใจตัวเอง อ่านเพื่อเข้าใจมนุษย์ และโลกที่ทั้งเคยเกิดขึ้น และกำลังดำเนินไป

     “มีสาเหตุเยอะแยะว่าเราเล่าเรื่องทำไม หนึ่ง—คือเพราะเราอยากทำความเข้าใจในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ เช่น ในชีวิตมีหลายอย่างที่เกิดขึ้น และเราอธิบายไม่ได้ บางทีเรื่องเล่า มันเกิดขึ้นมาเพื่อจะอธิบาย และสอง—นอกจากทำความเข้าใจ แสดงอัตลักษณ์ แสดงตัวตนว่าเราเป็นอย่างไร เรื่องเล่าก็เกิดขึ้นมาเพื่อเยียวยาและไถ่ถอนความผิด การสร้างเรื่องเล่ามันเป็นพื้นฐานของมนุษย์”

     คำถามก็คือวรรณกรรมของชีวิตที่คุณประกอบสร้างขึ้นมาเองในแบบเฉพาะตัวนั้นเป็นแบบไหน และในโลกทุกวันนี้เราจะอ่านวรรณกรรมด้วยท่าทีอย่างไร เพื่อไม่ให้เป็นแค่การไปงานหนังสือ เพื่อซื้อหนังสือออกใหม่ และนำมาถ่ายรูปโชว์ในไอจี?

 

สุรเดช โชติอุดมพันธ์

 

คนบางส่วนชอบคิดว่าวรรณกรรมอ่านยาก จริงๆ แล้วมันอ่านยากหรือเปล่า

     จริงๆ แล้วผมว่านักเขียนมีหลากหลาย มีทั้งแนวอ่านง่าย เช่น วรรณกรรมเด็ก สื่อสารตรง แต่ผมเชื่อว่าพอโตขึ้น ประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น วิธีการเล่าเรื่องก็อาจจะซับซ้อนมากขึ้นด้วย มันก็คงเล่าแบบเดิมไม่ได้

     เราไปเจอเรื่องราวในชีวิตประจำวันก็เล่า จริงบ้างไม่จริงบ้าง แล้วเราต้องการถ่ายทอดความรู้สึกแบบนั้นออกมา ซึ่งผมคิดว่าการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมปัจจุบันมันก็ไม่ได้ง่ายนะ คือเราก็ต้องไปฟังคนนู้นคนนี้เล่า แล้วก็ต้องมานั่งคิดว่าจริงหรือเปล่า จริงบางส่วนหรือจริงทั้งหมด ทำไมเขาถึงเลือกเล่าเรื่องนี้ ไม่เลือกเล่าเรื่องนั้น มันก็เลยเป็นคำตอบว่าเรื่องวรรณกรรมก็เป็นไปตามชีวิตจริง ดูอย่างกรณีที่ผ่านมา โซเชียลมีเดียมีข่าวจริงข่าวปลอมอะไรเยอะไปหมด ก็คล้ายๆ กับว่ามันสะท้อนสภาพความเป็นไปของสังคม

 

ในแง่ของนักวิชาการทางวรรณกรรม การเขียนแบบท่ายาก อีกแง่หนึ่งมันกลายเป็นการทำให้คนอ่านบางส่วนตั้งแง่หรือเปล่า

     ผมคิดว่านักเขียนก็คงต้องฝึกในระดับหนึ่ง คล้ายๆ กับให้มีความสมดุลระหว่างเนื้อหา วิธีที่ยาก และความสามารถในการค่อยๆ ถ่ายทอดให้คนอ่านได้รับรู้เหมือนกัน ผมเชื่อว่ามันทำได้นะ และมีคนที่ทำสำเร็จเยอะ อย่างกรณีของ สมัญญาแห่งดอกกุหลาบ (THE NAME OF THE ROSE) ของ อุมแบร์โต เอโก จริงๆ มันเป็นปรัชญาที่ค่อนข้างซับซ้อน แต่คนแต่งก็ใช้รูปแบบการสืบสวนสอบสวนมาเล่า คนอ่านชอบ ทำเป็นหนังได้ด้วย เพราะฉะนั้น มันอยู่ที่จินตนาการของคนแต่งด้วย คล้ายๆ กับวิธีการเลือกกลวิธีการเล่าซึ่งก็สำคัญเหมือนกัน

 

ความสั้นหรือยาวของหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวไหม อย่างวรรณกรรมไทยยุคหลังๆ ก็ดูเหมือนจะมีความหนาของเล่มลดลง

     เป็นไปได้หลายอย่าง เล่มที่สั้นก็มี เล่มที่ยาวก็มี อย่างซีไรต์ปีล่าสุดของคุณแหม่ม (วีรพร นิติประภา) ‘พุทธศักราชอัศดงฯ’ ก็ยาว ‘ผุดเกิดมาลาร่ำ’ ของ อารยา ราษฎร์จำเริญสุข ก็ยาว ผมว่าแล้วแต่ประสบการณ์การใช้ชีวิตของคนแหละ

     บางคนอยู่ในเมืองอาจจะมี episode ที่น่าเล่า แต่อาจจะไม่มีเวลาเรียบเรียง หรือเขาอาจจะมองว่าความสั้นตรงนั้นจะสะท้อนความเป็นอยู่ของเราในปัจจุบัน ที่เหมือนกับเรารับรู้ทุกอย่างเป็นตอนสั้นๆ อาจจะด้วยเวลาที่ไม่ค่อยมีให้ตกผลึกมาก หรืออาจจะต้องการให้มันมีเอฟเฟกต์ เพราะบางทีการเขียนสั้นก็จะมีเอฟเฟ็กต์ที่ต่างจากการเขียนยาว คือเขียนยาวก็ต้องใช้เวลาเยอะ และต้องค่อยๆ สั่งสมประสบการณ์ชีวิตค่อนข้างเยอะ แล้วคิดว่าจะนำเสนอออกมายังไง

     แต่อีกอันหนึ่งที่ผมคิดนะ มันอาจจะเกี่ยวกับสถานะทางอาชีพด้วย เพราะว่านักเขียน full-time คงมีไม่เยอะ ฉะนั้น การที่เขาต้องไปทำงานประจำหรืออะไรก็อาจจะทำให้เขาต้องแบ่งเวลาหลายส่วน

 

อย่างผลงานเรื่อง Silk ของ Alessandro Baricco ซึ่งสั้นมาก แต่ก็ดีมากด้วย วิธีการเขียนแบบนี้ก็ไม่ค่อยเห็นในวรรณกรรมไทยเท่าไหร่

     นักเขียนที่เขียนสั้นจริงๆ ก็ต้องฝึกเยอะเหมือนกัน ดูจะยากด้วย ยกตัวอย่างงานเรื่องสั้นของ เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ เขาเป็นเหมือนเจ้าพ่อเรื่องสั้น เขาเขียนแต่เรื่องสั้นที่สั้นมากๆ ประเด็นก็คือไม่ใช่อยู่ดีๆ จะลุกขึ้นมาเขียนก็เขียนได้ การเขียนเรื่องสั้นแบบนั้นอาจจะต้องเขียนเรื่องยาวแล้วค่อยๆ ตัดทอน คิดว่าอันไหนจำเป็นหรือไม่จำเป็น มันก็ต้องใช้เวลาเหมือนกัน แล้วบางทีก็เหมือนกับการสั่งสมประสบการณ์ด้วยว่าอันไหนควรพูดหรือไม่ควรพูด

     ยิ่งถ้าเป็นสมัยนี้ ผู้อ่านหลงใหลในความกำกวมระดับหนึ่ง ก็คืออย่าไปเผยหมด มันต้องมีที่ว่างให้จินตนาการของผู้อ่าน เพราะฉะนั้น ผมว่าเรื่องที่สั้นมันต้องมีศิลปะในการเล่าเหมือนกัน ผู้เขียนก็คงต้องคิดมาแล้วแหละว่าต้องการจะสร้างที่ว่างอะไรให้ผู้อ่านได้เติมเข้าไป

 

จากประสบการณ์การสอนในมหาวิทยาลัย เด็กรุ่นใหม่ยังมีความสนใจในวรรณกรรมอยู่ไหม

     มีครับ ก็อ่านกันอยู่ เพราะผมก็สอนวิชาห้องรวมชื่อ ‘วรรณคดีทรรศนา’ เป็นเหมือนการสำรวจ ดูความเป็นมาเป็นไป พัฒนาการของวรรณกรรม ทฤษฎีวรรณกรรมต่างๆ ผมแนะนำอะไรไปก็เห็นไปตามอ่านกันอยู่บ้าง แต่ผมว่ามันคล้ายๆ กับการเสพ ถ้ามองว่าวรรณกรรมคือการเสพเรื่องเล่าเนี่ย มันอาจจะต้องคิดเหมือนกันว่าพฤติกรรมในการเสพเขาจะเปลี่ยนแพลตฟอร์มไหม เช่น เขาอาจจะเปลี่ยนจากวรรณกรรมที่เป็นเล่มไปเป็น Netffllix หรือ fanffiic ก็ได้ ในอินเทอร์เน็ต ผมว่าก็มีคนอ่านเยอะ รวมถึงคล้ายๆ กับ Internet ffiiction เช่น จอยลดา ก็คือแพลตฟอร์มมันเปลี่ยนไป เพราะฉะนั้น คนที่จะศึกษาอาจจะต้องเปิดใจให้กว้างนิดหนึ่ง คือศึกษาพฤติกรรมการอ่านที่เปลี่ยน แต่ความต้องการเรื่องเล่าผมว่ามันยังมีอยู่แหละ

 

สุรเดช โชติอุดมพันธ์

 

อาจารย์มองแพลตฟอร์ม ‘จอยลดา’ อย่างไร

     ผมว่ามันก็สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของการรับรู้นะ เพราะแพลตฟอร์มมันเปลี่ยน แต่ผมเชื่อว่า medium is a message คือตัวสื่อก็เป็นสารอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น สื่อที่เป็นตัวเล่มอาจจะหล่อหลอมให้เรานำเสนอเนื้อหาหรือเรื่องเล่าได้แบบหนึ่ง

     แต่ผมเชื่อว่าการเกิดขึ้นของโซเชียลมีเดีย เช่น LINE หรือ Facebook มันทำให้วิธีการเสพหรือสร้างความรู้เปลี่ยนไป คล้ายกับว่าเราอาจจะเคยอ่านเรื่องยาวที่มีความต่อเนื่อง แล้วพอมาเป็น LINE หรือ Facebook มันทำให้ข้อมูลที่เราเสพถูกจำกัด แต่ผมเชื่อว่าคนก็มีจินตนาการนะ อย่างจอยลดาก็เห็นได้เลยว่า เขารู้ว่าจะใช้โซเชียลมีเดียสร้างเรื่องเล่ายังไง แต่อารมณ์พื้นฐาน รัก โลภ โกรธ หลง ก็ยังอยู่ตรงนั้น ซึ่งผมก็ชื่นชมในจินตนาการของเขา

 

แบบนี้นักเขียนวรรณกรรมแบบดั้งเดิมจะทุกข์ไหม

     อย่าไปมองว่าสื่อใหม่จะมาแทนทั้งหมด สิ่งที่เราจะเห็นในอนาคตคือความหลากหลายของแพลตฟอร์ม มันยังมีการดีเบตอยู่เลยว่า e-book จะมาแทนหนังสือเล่มหรือเปล่า แต่ผมก็เห็นหลายคนยังถือหนังสือเล่มอยู่ ก็ไม่ได้หายไปเลย มันยังมีความต้องการอยากจับกระดาษ อยากสัมผัสตัวหน้ากระดาษอยู่

     สมมติไปเที่ยวแล้วมีหนังสือติดตัวไป กับเอา iPad ไปก็จะได้อีกอารมณ์หนึ่ง การแบกเป้เอาหนังสือติดไปอาจจะเป็นประสบการณ์ที่แทนด้วย iPad ไม่ได้หรือเปล่า ผมคิดเล่นๆ นะ ก็ไม่รู้ว่าในอนาคตจะเปลี่ยนไหม ผมยังเชื่อว่ามีคนอีกหลายคนที่ยังอยากอ่านตัวเล่ม แต่ตัวนักเขียนเองก็ต้องปรับตัวนะ อาจจะต้องตีพิมพ์ทั้งแบบตัวเล่มและ e-book ลองเป็นช่องทางเผื่อไว้ก็ได้ ผมว่ามันไม่เสียอะไร เพราะว่าก่อนเข้าโรงพิมพ์ก็ต้องพิมพ์เป็นไฟล์อยู่แล้ว ก็ทำอีกเวอร์ชันหนึ่ง เมืองไทยก็เริ่มมีแพลตฟอร์มที่จะทำพวก e-book ขาย ผมว่าก็น่าลองเหมือนกัน

 

อย่างบางคนไปงานหนังสือเพื่อซื้อหนังสือมาเยอะๆ แล้วถ่ายรูปเพื่อแสดงตัวตนอะไรบางอย่าง ทั้งๆ ที่อาจจะไม่ได้อ่าน อาจารย์มองเรื่องนี้อย่างไร

     ผมก็เป็นนะ ก็ซื้อมาก่อน แต่อาจจะไม่ได้ถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดียตลอดเวลา คือมันรู้สึกว่าอย่างน้อยก็เป็นพันธะอะไรบางอย่างที่ว่าเราซื้อมาแล้วเราต้องวางแผนการอ่านให้ดีที่สุด ผมมองว่าปรากฏการณ์นี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน เพียงแต่ไม่อยากให้แค่ซื้ออย่างเดียว อยากให้พยายามหาเวลาอ่านด้วย หนังสือจะเป็นวรรณกรรมที่จริงได้ ก็ต้องได้รับการอ่านจากเรา เห็นส่วนใหญ่ดองไว้แต่ที่สุดแล้วก็หาเวลาอ่าน แต่เล่มหนึ่งก็ไม่อยากให้อ่านเร็วมาก ตอนนี้มันเป็นสังคมที่ทุกอย่างต้องรวดเร็ว ซึ่งหนังสือบางเล่มมันไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อให้อ่านเร็วๆ ก็เสียดายเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ต้องหาสมดุลให้ดี หาเวลาให้ได้

     ผมไม่ได้มองว่าการโพสต์อวดเป็นเรื่องผิด เพียงแต่ว่าโพสต์แล้วก็อ่านด้วย หรืออาจจะต้องผลักดันให้เกิดวัฒนธรรมการวิจารณ์ คือไม่ใช่แค่โพสต์ เพียงแต่ต้องเขียนวิจารณ์เพื่อผลักดันให้คนเข้าไปอ่าน มันเป็นประเด็นที่น่าคิดเหมือนกัน เพราะอย่างอินสตาแกรม เวลาเราใส่แคปชันมันเหมือนเป็นคอมเมนต์ แต่อย่างสื่ออื่นเช่นเฟซบุ๊กหรือการเขียนบล็อก มันจะเอื้อให้เกิดวัฒนธรรมการเขียนขึ้นมา ที่คล้ายๆ กับการเขียนอธิบาย หรือเขียนแสดงความคิดเห็น

     ผมว่าน่าคิดเหมือนกันที่โซเชียลมีเดียหรือแพลตฟอร์ม พอมันเปลี่ยนไป อย่างอินสตาแกรมมันเล่นกับวิชวลมาก จึงเน้นว่าต้องถ่ายออกมา ต้องจัดวางองค์ประกอบต่างๆ เช่น วางหนังสือคู่กับแก้วกาแฟ แต่อ่านหรือเปล่าก็ไม่รู้ ผมมองว่าเราต้องหาจุดที่มัน win-win ก็คือถ้าคนรุ่นใหม่อยากทำ ผมก็ไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องผิดนะ เพราะผมก็สอนเด็กรุ่นใหม่เยอะ เห็นการเปลี่ยนแปลงเยอะเหมือนกัน เพียงแต่ว่าก็ให้เขียนคำวิจารณ์ด้วยว่าทำไมอยากให้คนกลุ่มนี้ไปอ่าน มันมีอะไรน่าสนใจในเล่มนี้

 

ดูเหมือนการวิจารณ์หนังสือจะไม่ได้มีคนอ่านเท่าการรีวิวภาพยนตร์หรือซีรีส์ มันมีความแตกต่างกันอย่างไร

     แน่นอนว่ามันมีความแตกต่างเยอะ วงการการวิจารณ์เองก็มีการดีเบตเรื่องนี้เยอะ ผมคิดว่าเรื่องของมิติการวิจารณ์มันก็ไม่เงียบ มันมี แต่อาจจะเปลี่ยนเวทีไปเยอะนิดหนึ่ง มันมี ‘ดวงใจวิจารณ์’ ที่เป็นโซเชียลมีเดีย เขาพยายามผลักดันอยู่

     มันมีกระแสหนึ่งที่ค่อนข้างน่ากลัวเหมือนกันคือ ยาวไปไม่อ่าน มันเป็นลักษณะที่ว่า ถ้ายาวไปแบบอยู่ในหนังสือมันโอเค แต่ถ้าอยู่ในโซเชียลมีเดีย สิ่งที่เราเห็นคือเราต้องนั่งอ่านจอ เพราะฉะนั้น อาจจะต้องคิดนิดหนึ่งว่าเราจะทำยังไงให้คนอ่านไม่ปวดตา มันต้องหาแพลตฟอร์มใหม่ๆ ที่ทำให้เราอ่านได้นานขึ้น

     ปฏิเสธไม่ได้ว่าโซเชียลมีเดียสำคัญ แต่มันมีขีดจำกัดบางอย่างอยู่ คือต้องหล่อหลอมวิธีการมีส่วนร่วมของคนด้วย มันน่าสนใจตรงที่ว่า อย่างทวิตเตอร์ เขาจะมีการกำหนดจำนวนคำ หรืออินสตาแกรมก็เน้นการใช้รูปมากกว่า อาจจะใช้คำสั้นๆ แล้วก็โพสต์แปะไปบนรูปเลย อันนี้ต้องคิดว่า หรือโซเชียลมีเดียมันสนับสนุนให้เราเขียนสั้นลงแล้วเน้นลงรูป เพื่อให้คนดูเร็วๆ มันเกิดวัฒนธรรมการอ่านแบบใหม่เรียกว่า skim อ่านผ่านๆ มากขึ้น เราจึงต้องคิดว่าจะสร้างแพลตฟอร์มแบบไหน

     คือคนวิจารณ์มีเยอะ แต่มันอาจจะเปลี่ยนไปอยู่ในวารสารวิชาการ สมัยก่อนก็จะมีคอลัมน์วิจารณ์ตามนิตยสาร แต่เดี๋ยวนี้เกิดปรากฏการณ์นิตยสารปิดตัว มันไล่มาเรื่อยๆ ตั้งแต่ยกเลิกคอลัมน์วิจารณ์ จนเดี๋ยวนี้นิตยสารเองก็อยู่ไม่ได้ การวิจารณ์มันมีอยู่แหละ เพียงแต่ต้องคิดรูปแบบที่มันไปกันได้กับโซเชียลมีเดียที่เหมาะให้เราเสพ มีนิสิตถามเหมือนกันว่าอาจารย์จะทำพอดแคสต์ไหม ก็อาจจะเหมาะเหมือนกันในลักษณะของการเล่า หรือที่เห็นมากขึ้นที่ผมพยายามทำวิจัยกับ สกว. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย) อยู่ก็คือ การทำงานวิจัยแล้วให้ปรากฏออกมาเป็นคลิปในเฟซบุ๊ก อันนี้ก็เป็นการวิจารณ์เหมือนกันเพียงแต่เป็นลักษณะของอาจารย์ลุกขึ้นมาเล่าเรื่อง

 

ทางสัมคมศาสตร์เองก็จะมองเรื่องปรากฏการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันพวกนี้ มันก็จะมีศัพท์แสงที่ตั้งขึ้นมา แต่ศัพท์แสงพวกนี้ก็แฝงไปด้วยความคิดที่ซับซ้อนอยู่ข้างใน เพราะฉะนั้น บางทีการใช้ศัพท์แสงพวกนี้ก็เพื่อสะท้อนให้เห็นความซับซ้อนในสังคม เลยคิดอยู่ว่าการวิจารณ์ในระดับหนึ่งอาจจะต้องคาดหวังให้คนอ่านทำการบ้านเยอะนิดหนึ่ง

 

การวิจารณ์เชิงวิชาการที่มีศัพท์แสงที่ดูจับต้องได้ยาก มันเป็นการกีดกันคนอ่านด้วยหรือเปล่า

     ในเชิงวิชาการก็จะมีพวกศัพท์ เช่น วาทกรรม อุดมการณ์ ปิตาธิปไตย อะไรพวกนี้ มันเป็นอีกดีกรีหนึ่ง ก็อาจจะ turn off ระดับหนึ่ง ผมมองว่าเพราะสังคมมันจำเป็น สังคมมันเปลี่ยนไปเยอะ แล้วทางสัมคมศาสตร์เองก็จะมองเรื่องปรากฏการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันพวกนี้ มันก็จะมีศัพท์แสงที่ตั้งขึ้นมา แต่ศัพท์แสงพวกนี้ก็แฝงไปด้วยความคิดที่ซับซ้อนอยู่ข้างใน เพราะฉะนั้น บางทีการใช้ศัพท์แสงพวกนี้ก็เพื่อสะท้อนให้เห็นความซับซ้อนในสังคม เลยคิดอยู่ว่าการวิจารณ์ในระดับหนึ่งอาจจะต้องคาดหวังให้คนอ่านทำการบ้านเยอะนิดหนึ่ง และยิ่งสังคมมันเปลี่ยนไปแบบนี้ นักวิจารณ์เองก็พยายามปรับตัว เช่น อาจจะไม่ใช้คำว่า ปิตาธิปไตย แต่ใช้คำว่าสังคมชายเป็นใหญ่ มันต้องมีจุดตรงกลาง คือไม่ต้องใช้ศัพท์ซับซ้อนมาก แต่ในขณะเดียวกันก็นำเสนอความซับซ้อนของสังคมด้วย ผมว่าก็จะดีมาก

 

คนอ่านทั่วไปควรอ่านวรรณกรรมที่มีศัพท์แสงซับซ้อนด้วยท่าทีแบบไหน

     น่าจะต้องอ่านแล้วอยากรู้ว่าเขาต้องการจะพูดอะไรมั้ง อาจจะไม่ต้องเชื่อไปหมด อย่าไปรู้สึกว่าไม่เป็นส่วนหนึ่งของมันมาก คืออยากรู้ว่าเขาต้องการจะพูดอะไร ต้องการจะสื่ออะไร เพราะฉะนั้น มันอาจจะมีความยากอยู่

     อย่างผมตอนเรียนก็ยากเหมือนกัน เพราะสาขาที่ผมเรียนมีศัพท์แสงเยอะมาก สมัยที่ผมเรียนยังไม่รู้เลยว่า post modern คืออะไร คำพวกนี้มันมีที่มา ผมว่ามันต้องทำงานทั้งสองด้าน คือตัวนักวิจารณ์เองก็ต้องพยายามใช้คำที่ผู้อ่านเข้าถึงได้ด้วย ในขณะเดียวกันผู้อ่านก็ต้องเปิดใจให้กว้างแล้วก็รับรู้ว่าคำพวกนี้มันมีความหมายว่าอะไร มีนักวิชาการกลุ่มหนึ่งที่ทำพจนานุกรมขึ้นมา ก็อาจจะจำเป็นต้องใช้ด้วย

 

ทำไมเราจำเป็นต้องอ่านวรรณกรรม

     เราอยากฟังเรื่องเล่ารอบตัว มันเหมือนกับเราอยากรู้อยากเห็น และที่สำคัญที่ผมคิดคือ การอ่านวรรณกรรมทำให้เรารู้จักคนอื่น สิ่งอื่น ซึ่งในโลกปัจจุบันมันจำเป็น การอ่านวรรณกรรมทำให้เรารู้ว่าคนอื่นเขาพบเจออะไรมาบ้าง และทำให้เราเข้าใจว่าคนอื่นเขาคิดยังไง ไม่อย่างนั้นทุกคนก็จะอยู่แต่กับชีวิตตัวเอง

     ผมแนะนำว่าอย่าอ่านวรรณกรรมชาติเดียว แต่พยายามอ่านให้หลากหลาย จะได้เข้าใจว่าคนแต่ละสังคมเขาคิดยังไง และสิ่งที่วรรณกรรมสร้างในที่สุดคือทำให้เรารู้วิธีการที่คนอื่นใช้ชีวิตหรือ rationalize สร้างเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ของคนอื่นๆ แล้วก็ทำให้เราเคารพความแตกต่าง เริ่มเปิดใจรับฟังโดยที่ไม่ด่วนตัดสิน บทวิจารณ์ก็คล้ายๆ กัน ผมรู้สึกว่าเวลาผู้อ่านอ่านบทวิจารณ์ มันเหมือนเราฟังวิธีการที่คนอื่นเขาเล่า อาจจะมีศัพท์แสงหรืออะไรต่างๆ แต่ก็เป็นวิธีการเข้าใจและเข้าถึงในแบบของเขา เราก็ดูสิว่าเขาใช้ศัพท์แสงนี้เพราะอะไร

 

สุรเดช โชติอุดมพันธ์

 

ทำไมเราต้องเข้าใจคนชาติอื่น แค่เข้าใจคนที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมของเราไม่พอหรือ

     เพราะมันไม่พอ (หัวเราะ) โลกปัจจุบันคือโลกาภิวัฒน์ เราอ่านแต่หนังสือไทย แต่รอบข้างเรามีคนต่างชาติเยอะมากโดยที่เราไม่รู้ เช่น แม่บ้านหรือยามก็อาจจะมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เขาอาจจะมาจากหลายๆ ที่ คุณไม่อยากทำความรู้จักเขาเหรอ อยากรู้ไหมว่าวิธีการที่เขาใช้ชีวิตเป็นยังไง ผมว่าเราลองเปิดตาเปิดใจอ่านวรรณกรรมชาติอื่น ก็เหมือนกับเราพยายามทำความเข้าใจคนชาติอื่น

     แล้วผมรู้สึกว่าคนไทยชอบอยู่ด้วยกัน เช่น เวลาไปต่างประเทศคนไทยก็จะนั่งอยู่ด้วยกัน กลัว ไม่รู้จักชาติอื่น แต่ผมเคยรู้จักพวกนักศึกษาจากมาเลเซีย มาถึงเขาก็คุยกับคนอื่น มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ไม่กลัว เหมือนอาจารย์เขาพยายามทำโครงการให้นิสิตได้ไปแลกเปลี่ยนตั้งแต่เนิ่นๆ การอ่านวรรณกรรมก็เหมือนกับเราได้ร่วมโครงการพวกนี้ ได้เจอคนอื่น พัฒนาทักษะในการพยายามเรียนรู้ ว่าเขามีเรื่องเล่าอะไร เราจะได้รู้เรื่องมากขึ้น ไม่ปิดตัวเอง วรรณกรรมทำให้เราเปิดโลก เข้าใจคนอื่น เคารพความแตกต่าง เห็นโลกกว้างมากขึ้น ไม่พยายามด่วนสรุปอะไรจากกรอบที่เราคิดขึ้นเอง

 

แล้วมันต่างจากการดูหนัง ดูซีรีส์ยังไง

     ในสายตาของวัฒนธรรมศึกษา วรรณกรรมก็อาจจะไม่ต่างจากภาพยนตร์หรือซีรีส์นะ เพราะมันเป็นเรื่องเล่า แต่มันน่าสนใจตรงที่มันสอนให้เราวิจารณ์ คือเวลาเราอ่านวรรณกรรม บางทีอาจต้องการเครื่องมืออะไรบางอย่างที่ทำให้เราวิจารณ์งานตรงนี้ ภาพยนตร์หรือซีรีส์ก็คล้ายๆ กัน เพียงแต่เราอาจจะต้องพัฒนาเทคนิคในการวิจารณ์ สมมติเราอ่านวรรณกรรม เราดูตัวละคร ฉาก แก่นเรื่อง ซีรีส์ก็คล้ายกับภาพยนตร์ อาจจะต้องดูมุมกล้องด้วย แต่ในที่สุดแล้วมันเป็นเรื่องเล่าของมนุษย์ทั้งนั้นเลย แล้วเราก็ดูว่าคนเขียนเขาเล่าผ่านมุมมองอะไร อยู่บนจุดยืนยังไง สังคมเขาเป็นยังไง มันเป็นเรื่องเล่า มันเป็น narrative

 

Netflix เพิ่งประกาศว่าจะทำ One Hundred Years of Solitude เป็นซีรีส์ อาจารย์มองยังไง

     ก็มองเป็นการแตกแขนงของเรื่องเล่าแล้วกัน ไม่ได้ติดอยู่กับกรอบมาก ตัวผู้เขียน กาเบรียล การ์เชีย มาร์เกช เองก็อาจจะไม่เห็นด้วย และก็อาจจะไม่อยากเห็นนวนิยายของตัวเองถูกทำเป็นภาพยนตร์ แต่ผมเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงมันมีอยู่รอบตัว การแปลงวรรณกรรมเป็นภาพยนตร์ก็เคยมีมาก่อน แล้วก็มีมานาน เดี๋ยวนี้เทคนิคทางภาพยนตร์ก็ไปไกล อย่าง Life of Pi ตอนที่อ่านเป็นนวนิยายเราก็คิดว่ามันอาจจะทำเป็นภาพยนตร์ไม่ได้ แต่ อั้งลี่ ผู้กำกับ ก็ทำได้และทำ CG อะไรต่างๆ ออกมาสวย

     อย่างเรื่องนี้ถ้าทำภาพยนตร์ดีๆ ก็อาจจะเพิ่มฐานคนดูให้กว้างขึ้นเรื่อยๆ แต่ความยากก็มี เพราะมันหนามาก และมีเรื่องเล่าที่ค่อนข้างซับซ้อน ผมว่า มาร์เกชอาจจะกังวลว่าพอมาทำเป็นภาพยนตร์แล้วต้องตัดให้เหลือภายใน 2 ชั่วโมง มันอาจจะทำได้ไม่ดี คือถ้าเป็นซีรีส์อารมณ์ก็อีกแบบหนึ่ง แต่พอเป็นภาพยนตร์มันมีลิมิตของเวลา ต้องฉายในโรง มีเรื่องอื่นรอต่อ นายทุนก็คงไม่อยากฉายหนังที่ยาว 3 ชั่วโมง เพราะมันทำให้รอบของภาพยนตร์ลดลง มันจะเกิดปฏิกิริยาเยอะทีเดียว ก็เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมมาร์เกชไม่อยากให้ทำ ขนาดเราอ่านนิยายเรายังต้องจำเลยว่าตัวละครชื่ออะไร ทำอะไรยังไง มันก็คล้ายๆ กัน ถ้าเราต้องถูกบีบมาอยู่ในกฎการนำเสนอแบบนี้ ผมว่าเรื่องเวลาเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ได้ไม่ดี

 

อย่าคาดหวังว่าวรรณกรรมจะเหมือนกับศาสนา ที่จะทำให้เราเห็นหรือสอนใจ วรรณกรรมสามารถสอนเราโดยวิธีการสอนที่เหมือนไม่สอน มันสอนเราผ่านประสบการณ์ เป็นการสอนที่ซับซ้อนเหมือนกันเพราะมันทำให้บางเรื่องไม่ใช่ขาวกับดำ แต่เป็นสีเทา

 

ทุกวันนี้วรรณกรรมยังสามารถเป็นคัมภีร์นำทางของแนวคิดหรือความเชื่อบางอย่าง หรือเป็นตัวจุดประกายความเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้อยู่หรือเปล่า

     ผมว่ามันก็เป็นได้นะ เพียงแต่การนำเสนอก็อาจจะไม่ใช่แนวนิทานอีสป เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… อะไรแบบนั้น ผมเชื่อว่าวรรณกรรมทุกเล่มมันสอนอยู่แล้ว เพียงแต่เราจะหาคำสอนจากมันอย่างไร บางเล่มสอนจากความผิดพลาดของตัวละคร อย่างบทละครของ Oedipus ทั้งเรื่องไม่ได้จงใจว่าจะสอนโดยตรง แต่เราเห็นความผิดพลาดหรือความหายนะที่เกิดขึ้นกับตัวกษัตริย์ที่รู้ในตอนจบว่าตัวเองเป็นฆาตกร ก็ทำให้เราสะท้อนใจว่าชีวิตมันก็แค่นี้ เราไม่รู้หรอกว่าอะไรเป็นอะไร ต่อให้เรากำหนดได้จริงๆ ถึงเวลามันก็มีอะไรให้เราตกใจอยู่เสมอ

     ถ้าถามว่ามีคัมภีร์หรืออะไรที่จะสอนเรา ผมว่าเราต้องปรับมุมมองการอ่านของเรามากกว่าว่า อย่าคาดหวังว่าวรรณกรรมจะเหมือนกับศาสนา ที่จะทำให้เราเห็นหรือสอนใจ วรรณกรรมสามารถสอนเราโดยวิธีการสอนที่เหมือนไม่สอน มันสอนเราผ่านประสบการณ์ เป็นการสอนที่ซับซ้อนเหมือนกันเพราะมันทำให้บางเรื่องไม่ใช่ขาวกับดำ แต่เป็นสีเทา มันอาจจะตัดสินโดยกฎหมายตรงๆ ไม่ได้ วรรณกรรมเป็นตัวที่ทำให้ทุกอย่างมันยุ่งขึ้นมา (หัวเราะ) ผมก็สังเกตมานานแล้วว่ามันน่าสนใจ กฎหมายจะบอกว่าควรตัดสินแบบนี้ แต่วรรณกรรมจะบอกว่าถ้าตัดสินแบบนี้คนจะรู้สึกอย่างไรต่อ เหมือนกับว่าวรรณกรรมมันสร้างความซับซ้อน และมันสอนให้เราไม่ด่วนตัดสิน

 

เหมือนที่นักเขียนอย่าง อัลแบร์ กามูร์ พูดว่า “ผมรักแม่มากกว่าความยุติธรรม” ซึ่งเป็น dilemma ที่คัดง้างกับค่านิยมบางอย่างของสังคม?

     วรรณกรรมบางเล่มเป็นสิ่งที่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่นเรื่อง Uncle Tom’s Cabin ที่สมัยนั้นทางใต้ของอเมริกาก็มีเรื่องทาส แต่อยู่ดีๆ Beecher Stowe ก็ลุกขึ้นมาเขียนถึงสภาพความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นของทาสผิวดำ แล้วก็มีเด็กผู้หญิงผิวขาวซึ่งโตมาอย่างธรรมดามาก ถามว่าความเป็นทาสคืออะไร มันเหมือนกับว่าโลกนี้ไม่ได้มีเรื่องพวกนี้อยู่ แต่มนุษย์ทำกับมนุษย์ด้วยกันเอง แล้วสุดท้ายผลของเรื่องนี้ก็นำไปสู่สงครามกลางเมืองและการเลิกทาส

     ผมมองว่าวรรณกรรมกับจารีตมันมีลักษณะคัดง้างกันอยู่ คนที่มีวาทศิลป์จะสามารถใช้วรรณกรรมนำเสนอทางเลือกกับจารีตได้ นี่เป็นลักษณะหนึ่งของวรรณกรรมที่น่าสนใจ ไม่อย่างนั้นเราจะไม่เห็นวรรณกรรมดิสโทเปียสิ เพราะมันนำเสนอโลกทางเลือก หรือโลกที่ถ้าเราทำแบบนี้ต่อไปมันจะเป็นแบบนี้นะ วรรณกรรมมันสนุกตรงนี้ มันเป็นเวทีจินตนาการของเรา

 

อาจารย์เชื่อว่าปากกามีพลังมากกว่าอาวุธไหม

     ถ้าผมถูกปืนยิงผมก็ตายนะ (หัวเราะ) ปากกาก็สำคัญ แต่ผมไม่ได้อุดมคติขนาดที่จะบอกว่ามันมีพลังมากกว่า จับอาวุธขึ้นมาคนก็กลัว ผมว่ามันทำงานต่างกันมากกว่า อาวุธทำงานโดยการบังคับให้เราทำนู่นทำนี่ตรงๆ แต่วรรณกรรมบังคับทางอ้อม ค่อยๆ หล่อหลอม ใช้พลังแบบอารยชน เป็นเรื่องของการใช้การถกเถียง วาทศิลป์ และเรื่องเล่า ค่อยๆ ทำให้เราเชื่อหรือไม่เชื่อในจุดยืนหนึ่ง

 

วรรณกรรมแต่ละช่วงเวลาเป็นภาพสะท้อนแนวความคิดหรือกระแสของแต่ละคนในช่วงนั้นๆ ทุกวันนี้วรรณกรรมกำลังสะท้อนอะไรในสังคม

     เยอะแยะนะ อย่างวรรณกรรมไทยเอง คุณวีรพรก็นำเสนอเรื่องคนจีนโพ้นทะเลที่อยู่ในสังคมไทย หรือคุณอุรุดาก็นำเสนอเรื่องผู้หญิงกับความรัก เรื่อง หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา ก็เป็นเรื่องความสัมพันธ์ของคุณอุรุดากับแฟนเก่าที่เป็นนักเขียน มันมีความหลากหลาย การเมืองก็เป็นอีกประเด็นที่นักเขียนพยายามจะจับ ผมอยากให้จับตามองนักเขียนไทยที่ตีพิมพ์ที่เมืองนอก เราได้เห็นปรากฏการณ์นี้ตั้งแต่คุณ รัฐวุฒิ ลาภเจริญทรัพย์ กับเรื่อง Sightseeing

 

ดูเหมือนตอนนี้เริ่มมีปรากฏการณ์ที่สำนักพิมพ์ต่างประเทศหยิบงานไทยไปแปลมากขึ้น

     เพราะเมืองไทยเริ่มปรากฏในแผนที่โลก คนมาเที่ยวเยอะขึ้น แล้วพอคนมาเที่ยว คนก็ต้องการเรื่องเล่าเกี่ยวกับเมืองไทย ว่าเมืองไทยเป็นอย่างไร แต่มันก็ยังค่อนข้างเหมารวมอยู่ ขณะที่เราเห็นเมืองไทยในกระแสโลกาภิวัฒน์มากขึ้น แง่หนึ่งคนก็รับรู้เมืองไทยที่ไม่ใช่การขี่ช้างไปโรงเรียน เวลาคุณรัฐวุฒิเขียนก็น่าสนใจ พูดถึงการรับรู้ของคนไทยที่มีต่อนักท่องเที่ยวชาติต่างๆ มันเป็นมุมมองที่มีการเล่นอะไรมากขึ้น แล้วเรื่องสั้นหนึ่งในนั้นก็กลายเป็นหนังชื่อ พี่ชาย My Hero ด้วย

 

มีช่วงหนึ่งที่นักเขียนไทยพยายามนำประเด็นการเมืองมาสอดแทรกในเรื่องของตัวเอง ราวกับว่าถ้าวรรณกรรมไม่ได้พูดถึงการเมืองตรงๆ ก็จะไม่ใช่วรรณกรรมที่ดี จนสงสัยว่าบางทีก็ดูเหมือนจะมากเกินไปหรือเปล่า

     ผมมองว่าสำหรับนักเขียนบางคน การเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด แล้วมันผูกกับเรื่องอุดมการณ์หรือจุดยืนของเขา แน่นอนว่าพัฒนาการหรือการคลี่คลายทางการเมืองส่งผลเชิงอารมณ์ มันเกี่ยวกับอุดมการณ์ การเลือกทางเดินของนักเขียน เพราะฉะนั้น ผมไม่ค่อยแปลกใจที่จะมีเรื่องการเมืองปรากฏมากขึ้น เพราะผมมองว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องในรัฐสภา แต่มันมีปรากฏการณ์ต่อชีวิตเราอยู่ตลอด มันจึงส่งผลทางอารมณ์ และนักเขียนก็เป็นคนที่ค่อนข้างเซนซิทีฟทางอารมณ์อยู่แล้ว อะไรที่มันกระทบอารมณ์ก็ต้องใช้วิธีเขียนเพื่อเยียวยา

     แต่สิ่งที่ผมสนใจคือ ด้วยมิติหรือสภาพทางการเมืองมันเอื้อให้นักเขียนต้องใช้จินตนาการในการถ่ายทอด เพราะนักเขียนอาจจะไม่สามารถเล่าปรากฏการณ์หลายๆ อย่างตรงไปตรงมาได้เหมือนเดิม เพราะฉะนั้น นักเขียนต้องใช้สัญลักษณ์ในการนำเสนอ หรือสถานการณ์ที่ abstract เพื่อนำเสนอปรากฏการณ์ทางการเมืองมากขึ้น

 

 

เรื่อง self censorship มีผลกับเรื่องเล่าด้วยไหม

     ก็มีนะ แต่ผมเชื่อในความสามารถของนักเขียนที่จะใช้ลักษณะการเล่าเชิงสัญลักษณ์ อุปมาอุปมัย นำเสนอความซับซ้อนของการเมืองได้ จินตนาการของนักเขียนสำคัญ บางทีสิ่งที่เราเห็นในประวัติศาสตร์ การเมืองกับวรรณกรรมมันมีปฏิสัมพันธ์กันอยู่ตลอดเวลา และวรรณกรรมก็ไม่เหมือนสารคดี เราเขียนอะไรก็ได้ เช่น Animal Farm ก็นำสัตว์ต่างๆ มาเล่าเรื่อง คนอ่านก็เข้าใจว่าต้องการจะพูดถึงอะไร

     self censorship อาจจะมีผลอยู่บ้าง แต่ผมเชื่อว่านักเขียนพัฒนาทักษะการเขียนในการนำเสนอปรากฏการณ์ต่างๆ เหล่านี้ได้ และมันเป็นการเปิดให้เราเห็นวิธีการคิดใหม่ๆ ได้เหมือนกัน วรรณกรรมไม่จำเป็นต้องถูกนำเสนอตามขนบ แต่สามารถพัฒนาระบบที่ซับซ้อนเพื่อนำเสนอ ทำให้นักอ่านได้พัฒนาจินตนาการของตัวเองเพิ่มเข้าไปด้วย

     ยิ่งยุคปัจจุบันมันหลากหลายมาก คนมีกลุ่มแฟนคลับเฉพาะกันมากขึ้น จะไม่มีกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ที่อ่านอะไรไปพร้อมๆ กัน สังคมไทยตอนนี้ก็แบ่งเป็น นิยายวาย ซีไรต์ เราเห็นความหลากหลายของกลุ่มผู้อ่าน อาจจะพูดไม่ได้ตรงๆ ว่ามันเกิดกระแสนี้มาขัดอันนี้ แต่ละกลุ่มมันเยอะหรือน้อยพอๆ กัน

     การเขียนเล่าเรื่องที่ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายซ่อนไว้ก็ดีเหมือนกันนะ อย่าง รักแห่งสยาม ตอนแรกคนก็คิดว่าเป็นหนังรัก ด้วยความที่โปสเตอร์เป็นชายหญิง ไปๆ มาๆ มันมีเนื้อหา LGBT ผมว่านั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผู้ชมสาธารณะรู้จัก LGBT มากขึ้น มันเป็นการนำเสนอแบบลึก ไม่ใช่การเหมารวมที่ต้องเป็นตัวตลก หลายคนรู้สึกว่าโปสเตอร์ไม่ได้สื่อนะ คิดว่าเป็นเรื่องรักของวัยรุ่น 2 คู่ ผมว่ามันทำให้คนเริ่มรับหนังแนวใหม่ๆ มากขึ้น

 

สถาบันทางวรรณกรรมเอง เช่น เวทีประกวด หรือการมอบรางวัลต่างๆ มีอิทธิพลต่อเทรนด์การอ่านด้วยไหม เช่น สมัยหนึ่งเราก็จะเห็นวรรณกรรมเพื่อชีวิตที่พูดถึงประเด็นทางการเมืองสังคมโดดเด่นขึ้นมา ในขณะที่ในปัจจุบันเรื่องเล่าของคนตัวเล็กก็เริ่มได้รับความสนใจหลัง Alice Munro นักเขียนที่เล่าเรื่องราวชีวิตของคนธรรมดาสามัญได้รางวัลโนเบล

     ผมว่ามันอยู่ที่การนำเสนอชีวิตมากกว่า ผมเชื่อว่านักเขียนที่พัฒนาหรือมีมุมมองใหม่ๆ เขาจะทำให้ชีวิตธรรมดาดูน่าสนใจได้ ตอนนี้เทรนด์ในหมู่นักวิชาการประวัติศาสตร์ก็จะมี เช่น Micro history มันไม่จำเป็นต้องเป็นประวัติของคนมีอำนาจ แต่นักวิชาการสามารถทำงานกับคนธรรมดาที่ชีวิตไม่มีอะไรแล้วเขียนวิทยานิพนธ์ขึ้นมาได้ เขาพยายามจะมองว่า ไม่ว่าคุณจะอยู่ในตำแหน่งไหน คุณก็มีเรื่องเล่าเหมือนกัน

     วรรรกรรมซีไรต์ก็มีบางปีที่เป็นเรื่องราวชีวิตคนธรรมดา เช่น งานของคุณอุทิศ เหมะมูล เรื่อง ลับแลแก่งคอย ก็เป็นเรื่องของเด็กคนหนึ่งที่โตในสระบุรี แล้วตอนจบแม่ก็มาเล่าใหม่หมดเลยว่าเด็กคนนี้เล่าอะไรผิดบ้าง มันอยู่ที่เทคนิคของคุณอุทิศที่ทำให้เรื่องธรรมดาเกิดไม่ธรรมดาขึ้นมาได้

     ผมว่างานที่ดีหรือไม่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นชีวิตธรรมดาหรือชีวิตที่ยิ่งใหญ่ แต่มันอยู่ที่เทคนิคที่คุณสามารถนำเสนอชีวิตธรรมดาให้เห็นความซับซ้อนของชีวิตได้มากน้อยแค่ไหน

 

ในฐานะนักวิจารณ์ ใช้อะไรตัดสินว่างานไหนดีหรือไม่ดี

     จริงๆ แล้วต้องกลับไปดูหลักเดิม เช่น การนำเสนอนั้นทุกอย่างมันสอดคล้องกันหรือเปล่า ประเด็นที่นักเขียนต้องการนำเสนอคืออะไร กลวิธีที่เขาใช้ไปด้วยกันหรือเปล่า นี่เป็นหลักของผมนะ ของท่านอื่นผมไม่ทราบ ถ้าคุณอยากนำเสนอความซับซ้อนของชีวิต คุณก็อาจจะเล่าฉากที่ไม่ได้เป็นเอกภาพ นำเสนอความจริงปนกับความฝัน แต่ว่ามันไปด้วยกันไหม แล้วก็อาจจะต้องนำเสนอมโนทัศน์เกี่ยวกับชีวิตที่มีการตกผลึกแล้วระดับหนึ่ง นักเขียนอาจจะต้องเป็นคนใช้ชีวิตเยอะ และคิดเยอะพอสมควร งานที่ออกมาจะได้นำเสนอความซับซ้อนตรงนั้นได้

 

อย่างเวลามีคนถามคุณวีรพรว่าเธอเขียนได้อย่างไร เธอจะตอบว่าเพราะแก่ก็เลยเขียนได้

     แก่อย่างเดียวไม่ได้ ต้องคิดเยอะด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้ชีวิตเราผ่านกาลเวลาไปโดยที่ไม่ได้สำรวจอะไรของชีวิต ผมว่านักเขียนต้องเป็นคนช่างสังเกตและช่างฝัน อย่างมาเกวซ เวลาเขียนนิยายเขาก็เอามาจากเรื่องที่ได้ยินในวัยเด็ก ที่คุณยายของเขาเล่าแล้วเขาก็เก็บมา แต่เวลาเขียน เขาไม่ได้เก็บมาเฉพาะเรื่องเล่าของยาย เขาเก็บเอาวิธีการเล่าของยายมาด้วย มันปนทั้งจริง ทั้งเวอร์ อะไรต่างๆ ใส่เข้ามา เลยทำให้มีความโดดเด่นที่เอาวรรณกรรมกับมุขปาฐะก็คือการเล่าปากต่อปากมาผสมผสานกัน ความช่างสังเกต ช่างฟัง เก็บข้อมูล เกิดอะไรขึ้นบ้าง

     บางทีเห็นเรื่องแปลกๆ ในโซเชียลมีเดียเราก็เก็บๆ ไว้ นักเขียนเองก็ต้องทำงานมากขึ้น แต่ผมเชื่อว่านักเขียนไทยก็ทำงานหนัก อย่างคุณอุทิศก็ต้องไปนั่งเก็บข้อมูลว่าสระบุรีมันเปลี่ยนแปลงอย่างไร ฉากที่เขาเขียนมันเกิดมาจากการเก็บข้อมูล ในแง่หนึ่งคือ ถ้าคุณจะเขียน มันมีข้อเรียกร้องบางอย่าง ผู้อ่านสมัยนี้เขาก็ดูแล้วว่าคุณเชี่ยวชาญมากน้อยแค่ไหน ไม่สามารถยกเมฆมาได้เหมือนเดิม ต้องมีการทำวิจัยด้วยหรือเปล่า อย่างคุณวีรพรต้องไปเดินตลาดน้อย เก็บบรรยากาศ แล้วก็จินตนาการไปในหัวว่าถ้าจะเขียนฉากเกี่ยวกับตลาดน้อยต้องเป็นอย่างไร ไม่ง่าย แต่ก็ทำกันได้นะ

     ผมเห็นเทรนด์หนึ่งที่น่าสนใจคือ นักเขียนอาจไม่เพียงแค่จำลองสถานการณ์ นักเขียนไทยติดดิน คือเขาเดินเก็บข้อมูลเพื่อให้ประสบการณ์มันโยงกับพื้นที่ที่มันเกิด แล้วพอเล่ามันเลยเห็นภาพชีวิตที่ตรึงอยู่ในตัวพื้นที่ที่เกิดขึ้น แบบนี้คนอ่านอ่านแล้วจะเข้าใจตามไปด้วย ไม่ได้ฟุ้งอยู่แค่ในจินตนาการ ดูไม่ออกว่าเกิดขึ้นที่ไหน อย่างไร

 

การใช้ข้อมูลจากประสบการณ์ส่วนตัวจนมันดูจริงมากๆ ในแง่หนึ่ง อาจจะทำให้คนรอบข้างของนักเขียนคนนั้นๆ รู้สึกอึดอัดที่เหมือนโดนเอาชีวิตไปเล่าด้วยหรือเปล่า

     จริงๆ ก็เป็นปัญหาที่มีมานานแล้ว อันนี้อยู่ที่เทคนิคการนำเสนอด้วยเหมือนกัน ผมมองว่าความสามารถของนักเขียนไม่ได้อยู่เพียงแค่การจำลองฉากที่เหมือนจริง แต่เป็นเรื่องของการให้เกียรติคนรอบข้างด้วย ต้องรู้เรื่องของระยะห่างว่าควรเล่าได้มากน้อยแค่ไหน เพราะว่าที่สุดแล้ววรรณกรรมไม่ใช่อัตชีวประวัติ เมื่อคุณเขียนเป็นนวนิยาย คุณอาจจะต้องกำหนดตัวละครขึ้นมา ซึ่งตัวละครเหล่านั้นอาจจะมีลักษณะคล้ายกับเพื่อนคุณมากกว่าหนึ่งคน มันต้องเป็นทักษะอย่างหนึ่ง คุณต้องรู้ด้วยว่าถ้าคุณเล่าแล้วเพื่อนจะคิดอย่างไร คุณต้องหลีกอย่างไร ในขณะเดียวกันก็ต้องนำเสนอความซับซ้อนของสถานการณ์หนึ่งให้ได้ด้วย มันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานแล้วล่ะ แต่ผมว่านักเขียนเขาอาจจะมีวิธีการ อาจจะเป็นการใช้สัญลักษณ์หรือคิดสถานการณ์ลักษณะนิสัยคล้ายๆ กัน แต่ปรับเป็นอีกแบบหนึ่ง

 

ในยุคปัจจุบัน นักเขียนควรหยิบเรื่องแบบไหนมาเล่า

     พูดยากนะ จริงๆ ก็คือเรื่องราวรอบตัวนั่นแหละ แต่เป็นเรื่องที่มีผลกระทบทางอารมณ์กับเรา ควรเป็นเรื่องที่เราอินและพร้อมจะศึกษา อยากเล่าให้ทุกคนฟัง ไม่อยากเก็บไว้คนเดียว เป็นเรื่องที่ทำให้หลายๆ คนมีผลทางจิตใจ สร้างความหมายให้ชีวิตนักเขียนว่าคุณอยากเล่าเรื่องที่มีผลกระทบให้คนอื่นฟัง มันเป็นจุดกำเนิดของวรรณกรรมอยู่แล้ว เพราะผมว่าแต่ละคนก็มีเรื่องเล่าที่ตัวเองสนใจและอยากเล่าให้คนอื่นฟัง แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นแนวเดียวกัน

     เช่น แม่ผมอยากเล่าเรื่องช่างมาซ่อมบ้าน ยังไม่ทันเสร็จแล้วก็ไป ซึ่งอาจจะอยากเล่าในแง่ที่ให้ลูกมาช่วยดูหน่อย มันเป็นมิติการเล่าที่สร้างการมีส่วนร่วมให้ลูกว่า ว่างๆ ก็แวะมาดูที่บ้านหน่อยนะ การหยิบเรื่องเล่ามาต้องมีผลทางอารมณ์กับกลุ่มคนฟังที่เราต้องการ ว่าในแง่หนึ่งเขาต้องการอะไร

 

สุรเดช โชติอุดมพันธ์

 

การมีสไตล์ที่ชัดเจนสำคัญไหม โดยเฉพาะในระดับโลกเอง ก็จะมีกลุ่มก้อนอย่าง กลุ่ม beatnik กลุ่มกระแสสำนึกทางฝั่งอังกฤษ หรือกลุ่มสัจนิยมมหัศจรรย์ทางฝั่งลาตินอเมริกา ขณะเดียวกันดูเหมือนในไทยอาจไม่มีลักษณะของการที่มีสไตล์โดดเด่นมากนัก คือกระแสสำนึกหรือสัจนิยมมหัศจรรย์เข้ามาเราก็เฮตามกันไป ฮารูกิ มูราคามิดัง นักเขียนใหม่ๆ ก็อยากเป็นมูราคามิสอง

     เรื่องการแปลงหรืออิทธิพลจากข้างนอกมันมีมานานแล้ว พัฒนาการของนวนิยายไทยก็เกิดจากเรื่อง ‘ความพยาบาท’ ของ Marie Corelli แล้วก็มีคนไทยแปลงมาเป็น ความไม่พยาบาท นั่นคือจุดเริ่มต้นของนวนิยายไทย มันก็คงหาเล่มอื่นที่หลุดพ้นจากอิทธิพลจริงๆ ไม่ได้ พัฒนาการนวนิยายไทยมันเริ่มมาจากแบบนี้ ก็คือการรับอะไรบางอย่างเข้ามา ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ

     ผมว่าสิ่งที่เราควรทำคือควรแปลวรรณกรรมต่างชาติให้มากขึ้นต่างหาก การแปลทำให้เราเห็นเรื่องเล่าและวิธีการเล่ามากขึ้น และคนสอนอย่างผมอาจจะต้องเริ่มจับงานอื่นๆ มาสอนให้เห็นถึงความหลากหลายมากขึ้น ทุกคนต้องเรียนรู้ทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนรุ่นไหนก็ต้องหาโมเดลก่อนอยู่แล้ว กว่าจะหาเสียงของตัวเองได้มันต้องใช้เวลา ไม่ใช่อยู่ดีๆ ลุกขึ้นมาแล้วบอกว่าฉันต้องการเขียนแบบนี้ ไม่ใช่หรอก มันต้องผ่านการอ่านที่เยอะมาก่อน และสิ่งที่ผมกังวลคือไม่เชิงว่าการไปลอกใคร แต่คุณมีแหล่งข้อมูลที่กว้างพอหรือเปล่า

 

มีช่วงที่นิยายดิสโทเปียบูมมากๆ ในระดับโลก ช่วงนั้นมันเกิดอะไรขึ้น

     จริงๆ มันก็ฮิตไปเรื่อยๆ ก่อนหน้านั้นก็มี Harry Potter หลังจากนั้นก็ Games of Throne หรือ Hunger Games มันก็อาจจะเกิดจากเราเห็นความซับซ้อนของการเมืองโลก มองเห็นอำนาจของการถูกควบคุม ซึ่งเราเริ่มเห็นชัดขึ้นจากโซเชียลมีเดีย จริงๆ โซเชียลมีเดียทำให้สิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนถูกเห็นได้ง่ายขึ้น มีการแชร์ข้อมูลผิดบ้างถูกบ้าง แต่อย่างน้อยเราก็เห็นการแชร์ข้อมูลที่รวดเร็ว แล้วก็เห็นอะไรพวกนี้มากขึ้น จนกลายเป็นว่าเราเริ่มที่จะกังวล เพราะฉะนั้น ก็ไม่น่าแปลกใจที่ภาพยนตร์ต่างๆ เริ่มนำเสนอประเด็นพวกนี้

     อย่างกรณีของทรัมป์ช่วงเลือกตั้งก็มีปัญหาเยอะ ไม่ต่างจากเมืองไทย คนอเมริกาเห็นมากขึ้นเพราะเขามีโซเชียลมีเดีย ลูกเขยของทรัมป์ศึกษาข้อมูลของคนที่เลือกทรัมป์เพราะเขาทำการบ้านมาดีผ่านโซเชียลมีเดีย แล้วการถูกควบคุมมันเกิดขึ้นมานานแล้ว โซเชียลมีเดียเป็นเหมือนตัวช่วยให้เขาพัฒนาฐานเสียงที่ชัดเจน เราเห็นมิติพวกนี้มากขึ้น และมันเริ่มมีการตั้งคำถามกับอุดมการณ์เสรีนิยม โลกมันเริ่มเอียงขวามากขึ้น ปรากฏการณ์ความกังวลที่มีต่อเสรีนิยมมันก็เริ่มปรากฏในหนังหรือวรรณกรรมพวกนี้ด้วยว่า โลกเราจะเป็นแบบนั้นไหม และฝ่ายซ้ายเองก็เริ่มอ่อนแอลงในช่วงหลังๆ

 

ส่วนใหญ่คนหยิบหนังสือด้วยเหตุผลอะไร

     ก็มีหลายคำตอบ ปกออกแบบสวย คำอธิบาย ความเห็นที่มีในเว็บ ที่เห็นคนอ่านเยอะก็จะมีของ ดะไซ โอซามุ เรื่อง สูญสิ้นความเป็นคน น่าสนใจนะว่าคนรุ่นใหม่อ่านงานที่แรงขนาดนี้เหมือนกัน เพราะเรื่องนี้มันตั้งคำถามกับจริยธรรม จารีตในสังคม ความหมายของชีวิต จนในที่สุดแล้วนักเขียนก็ไปฆ่าตัวตาย เป็นงานที่หนักมาก แต่มันมีความกระหายอยากรู้ชีวิตของคนอื่น แต่ดะไซไม่ได้สอนตรงๆ เขาเพียงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นของเขา เขาอยากทำนู่นทำนี่ ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมอาจมองว่าไม่ถูก

 

ชีวิตดะไซ โอซามุ ดูโชคร้ายมาก

     ตัวเขาเองก็ดูเหมือนมีความทุกข์พอสมควร แต่ในขณะเดียวกันเขาก็พยายามใช้ชีวิตตามอุดมการณ์อะไรบางอย่างที่เขาตั้งขึ้น เพียงแต่อาจจะต้องมาคุยกันว่าทำไมเรื่องนี้มันถึงจับใจคนอ่านมาก

 

หรือเพราะคนที่ชอบอ่านวรรณกรรมในยุคนี้ มักเป็นคนที่มีคาแร็กเตอร์ของคนที่ถูกทำลายจากสภาพแวดล้อมในสังคม และต้องการหาความหมายของชีวิต?

     มีๆ เป็นคาแร็กเตอร์ปกติ ส่วนใหญ่คนที่เรียนวรรณกรรมก็จะเป็นอินโทรเวิร์ต ชอบอยู่กับตัวเอง ชอบอ่านหนังสือ เพราะไม่อยากออกไปข้างนอก ไม่อยากพบปะผู้คน เข้าใจได้ เพราะเขาพบเจอผู้คนผ่านหนังสือ เขาคงต้องการค้นหาความหมายอะไรบางอย่าง บางคนอาจจะบอกว่าอ่านเพื่อความเพลิดเพลิน แต่แน่นอนว่าเขาต้องคาดหวังว่าเล่มที่อ่านเพื่อความเพลิดเพลินมันต้องให้อะไรแก่เขา

 

สุรเดช โชติอุดมพันธ์

 

อย่างอาจารย์เองมาสนใจวรรณกรรมได้อย่างไร

     จริงๆ ตอนแรกผมเรียนจบสายวิทย์มา แต่ชอบเรียนภาษา แล้วพอเข้ามาเรียนภาษาในมหาวิทยาลัยมันต้องเรียนวรรณกรรมด้วย เราเริ่มเห็นความสนุก อ่านแล้วมีการตีความ มีการใช้สัญลักษณ์ ยิ่งอ่านของต่างชาติเราก็ได้เห็นชีวิตของเขาว่าเป็นอย่างไร เรารู้สึกว่าบางทีไม่ต้องไปเที่ยวหรือบินไปไกลๆ เราแค่หยิบหนังสือมาอ่าน เราจะได้เข้าใจชีวิตเขา เห็นวิธีการดำเนินชีวิต เห็นว่าเขาตัดสินว่าอะไรถูกผิด เปิดโลกของเราให้กว้างขึ้น นี่คือสิ่งที่ผมชอบ ผมจึงอยากทำงานต่อด้านนี้

 

แล้วทำไมจึงเลือกเป็นนักวิชาการมากกว่านักเขียน

     ผมชอบวิจารณ์ ชอบเป็นนักสืบ ก็คืออ่านแล้วดูว่ามันให้ความหมายอะไรบ้าง มันมีการถอดรหัส เลยสนุกเวลาเราได้วิจารณ์วรรณกรรม แล้วยิ่งเรียนพวกทฤษฎีก็ยิ่งเห็นภาพว่าวรรณกรรมสะท้อนอะไรมากกว่านั้น ถ้าเราใช้มุมมองทางสังคมศาสตร์ มุมมองทางจิตวิทยา บางทีเราไม่ได้วิเคราะห์แค่ตัวงาน เราวิเคราะห์ผู้เขียนก็ได้ มันเห็นความกว้างของวงวิชาการ ทำให้รู้สึกว่า กลับมาแล้วอยากทำให้การวิจารณ์มันคึกคัก แต่เอาเข้าจริงเป้าหมายมันไม่ใช่แค่การวิจารณ์วรรณกรรมอย่างเดียว แต่มันทำให้คนได้คิดด้วย ทำให้เด็กรุ่นใหม่เริ่มคิด อ่าน ดูหนังแล้วก็ไม่ใช่ว่าดูเฉยๆ ต้องคิดต่อว่ามันยังไง

 

การสอนวิจารณ์วรรณกรรมไม่ได้เป็นเพียงแค่การวิจารณ์ แต่มันเปิดโลกกว้างให้คนรุ่นใหม่ว่า อย่าไปตัดสินอะไรจากมุมมองเล็กๆ ของเรา

 

ดูเหมือนจะมีความคาดหวังต่อนักเรียนทุนมูลนิธิอานันทมหิดลอย่างอาจารย์ ว่าการได้ทุนนี้ไปศึกษาในต่างประเทศจะต้องเอาความรู้ความสามารถมาพัฒนาประเทศ แล้วการเรียนวิจารณ์วรรณกรรมมันช่วยพัฒนาประเทศในแง่ไหน

     มันช่วยในระดับ abstract คือสอนให้คนคิดมากขึ้น การสอนวิจารณ์วรรณกรรมไม่ได้เป็นเพียงแค่การวิจารณ์ แต่มันเปิดโลกกว้างให้คนรุ่นใหม่ว่า อย่าไปตัดสินอะไรจากมุมมองเล็กๆ ของเรา การสอนวรรณกรรมนานาชาติมันเปิดโลกให้เขาเห็นว่าเพื่อนบ้านเราเป็นอย่างไร เช่น เวลาสอนเรื่องสงครามโลกครั้งที่สอง เราจะรู้สึกมีความอ่อนไหวต่อเหตุการณ์ ต่อความรุนแรง มันทำให้เด็กมีการพัฒนาความอ่อนไหวกับสถานการณ์รอบตัวต่างๆ มากขึ้น มันเหมือนกับศาสนา แต่มันสอนแบบซับซ้อนกว่า มันทำให้คนเรียนวรรณกรรมส่วนใหญ่กลายเป็นคนที่เปิดกว้างทางความคิด ความสนุกของการวิจารณ์คือเราอาจจะถูกแย้งได้ และมันทำให้เรามีสปิริตในการยอมรับความคิดเห็น ซึ่งผมอยากให้คนไทยมีสิ่งนี้เยอะๆ

 

หัวข้อไหนที่อาจารย์ชอบสอนนิสิตมากที่สุด

     พูดยากเหมือนกัน ผมสอนตั้งแต่ประวัติ ทฤษฎีวรรณกรรม ตั้งแต่เพลโตมาจนถึงยุคปัจจุบัน มันเหมือนการวางพื้นฐาน ผมชอบวางพื้นฐานในแง่ทฤษฎี เพราะมันทำให้เด็กเห็นว่ามุมมองที่เรามีต่อวรรณกรรมเปลี่ยนไปอย่างไรในแต่ละยุคสมัย เกณฑ์ที่เราบอกว่าสิ่งนี้เป็นวรรณคดี สิ่งนี้เป็นวรรณกรรม ไม่ได้ตายตัว การเรียนวิชาทฤษฎีทำให้เห็นว่าสิ่งที่เราเคยมองเป็นจารีตหรือยกระดับให้สูงกว่าอีกอันไม่ได้เป็นเกณฑ์นี้ตลอดกาล

     อย่างสมัยกรีกโบราณอาจจะพูดเรื่องความงามของธรรมชาติ ยกย่องความเป็นมนุษย์ แต่พอมาสมัยหลังอย่างโรแมนติก มันพูดถึงความจริงใจทางอารมณ์ ความรู้สึก มันเปลี่ยนไปตามยุคสมัย มันทำให้เราไม่ด่วนตัดสิน

 

อย่างเรื่อง Don Quixote ที่โดนยกย่องมากๆ ในสมัยหนึ่ง ถ้าเป็นสมัยนี้อาจจะไม่ถูกให้คุณค่าขนาดนี้ก็ได้ มันอาจกลายเป็นนิยายแนวแฟนตาซี ตลกขบขันธรรมดา

     ใช่ ดูอย่างซีไรต์ก็ได้ เริ่มจาก ลูกอีสาน มาจนถึงปัจจุบัน เกณฑ์ในการตัดสินของกรรมการก็เปลี่ยนไป แสดงว่าวิธีคิดที่เรามีต่อวรรณกรรมมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามยุค ผู้อ่านก็เปลี่ยนไป เขาอาจจะไม่ต้องการให้เรามาสอน เด็กรุ่นใหม่อาจจะอ่านดะไซ โอซามุแล้วไม่ต้องมาสอนว่าอะไรดีไม่ดี ฉันสามารถรู้เองได้ เขียนมาเถอะ เดี๋ยวกลั่นกรองเอง มันเลยมีช่องว่างเยอะ เราอาจจะต้องไปทำความรู้จักคนรุ่นใหม่ว่าเกิดอะไรขึ้น

 

สุดท้ายเราเล่าเรื่องกันไปทำไม

     มีสาเหตุเยอะแยะว่าเราเล่าเรื่องทำไม หนึ่ง—คือเพราะเราอยากทำความเข้าใจในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ เช่น ในชีวิตมีหลายอย่างที่เกิดขึ้น และเราอธิบายไม่ได้ บางทีเรื่องเล่า มันเกิดขึ้นมาเพื่อจะอธิบาย และสอง—นอกจากทำความเข้าใจ แสดงอัตลักษณ์ แสดงตัวตนว่าเราเป็นอย่างไร เรื่องเล่าก็เกิดขึ้นมาเพื่อเยียวยาและไถ่ถอนความผิด การสร้างเรื่องเล่ามันเป็นพื้นฐานของมนุษย์ แล้วนักเขียนจะเป็นคนที่มีความอ่อนไหวทางอารมณ์สูง เพราะฉะนั้น เขาก็จะทำให้เรื่องเล่านั้นซับซ้อนมากขึ้น

 

แต่คำว่า ‘สร้างเรื่อง’ กับ ‘เล่าเรื่อง’ อาจจะไม่เหมือนกัน

     ผมมองว่ามันคลุมเครือกว่าที่คิดนะ หลังๆ มันมีทฤษฎีที่บอกว่า ชีวิตที่เราใช้อยู่ คือชีวิตที่เราเล่าออกมา เราเล่าว่าชีวิตเป็นอย่างไร เราก็ใช้ไปตามนั้น บางทีเราหล่อหลอมตัวตนขึ้นมาผ่านเรื่องเล่า และก็เชื่อว่าเราเป็นแบบนั้น บางทีเราก็งงกับชีวิต แต่พอเขียนไดอารี่เราก็รู้สึกดีขึ้น เพราะฉะนั้น ‘ชีวิตที่สร้าง’ กับ ‘ชีวิตที่เล่า’ มันคลุมเครือมากกว่าที่คิด มันขนานกันไป และส่งอิทธิพลต่อกัน

     เช่น ฉันเล่าว่าฉันทำแบบนี้ ฉันเป็นคนดี ฉันก็จะรู้สึกเป็นคนดีขึ้นมา แต่เราก็ต้องอธิบายตัวเราให้ได้ก่อนว่าเราเป็นคนดีเพราะอะไร แล้วมันจะส่งผลต่อความเชื่อของเราในที่สุด ผมถึงบอกว่ามันพูดยาก กุเรื่องหรือไม่กุเรื่อง บางทีเราจำเป็นต้องสร้างเรื่องเล่าอะไรบางอย่างเพื่อสร้างตัวตนของเราขึ้นมา อันนี้น่าสนใจนะ นักเขียนหลายคนก็แตกประเด็นนี้อยู่

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN

เรื่องโดย

ฆนาธร ขาวสนิท

ฮิปปี้ผู้เดินทางตามเส้นทางของดวงจันทร์