สุรศักดิ์ วงษ์ไทย | เปิดบทเรียนสำคัญที่ทำให้เขารู้จักกับความหมายของชีวิต

ย้อนกลับไปในยุค 80s ‘เอ็ม’ – สุรศักดิ์ วงษ์ไทย คือนักแสดงชายที่มีความโดดเด่นที่สุดคนหนึ่งของวงการบันเทิงไทย ทั้งลีลากวนๆ ในแบบเป็นตัวของตัวเอง ทักษะการแสดงที่เล่นได้ทั้งหนังตลกและหนังเคร่งเครียด ทัศนคติในการมองชีวิตที่แตกต่างจากคนทั่วไป โดยเฉพาะการพาตัวเองออกไปจากงานเบื้องหน้าในขณะที่ใครๆ ต่างก็อยากให้เขามาร่วมงานด้วย แล้วหันไปใช้ชีวิตของตัวเองอย่างเรียบง่าย แต่จัดจ้านในด้านผลงานที่ทำอยู่เบื้องหลัง

วันนี้เมื่อเขาหวนกลับมาแสดงอีกครั้ง โดยเป็นหนึ่งในตัวละครนำจากภาพยนตร์เรื่อง แสงกระสือ เราจึงชวนเขามาเล่าถึงบทเรียนสำคัญ ที่หล่อหลอมให้เขาเป็นคนเข้าใจชีวิต มองโลกอย่างเข้าใจ ในแบบอยู่ตัวอยู่แล้ว…

สุรศักดิ์ วงษ์ไทย

 

บทเรียนที่ 1: เดินทางใฝ่หาสิ่งที่เราอยากรู้

     ผมคิดว่าเด็กๆ สมัยก่อนจะถูกสร้างอย่างค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ เติบโต เวลาอยากรู้อะไรสักอย่างต้องเดินเข้าห้องสมุด จึงทำให้เด็กๆ ได้ขวนขวายเดินทางเข้าไปหาสิ่งที่ต้องการ แต่ทุกวันนี้ของทุกอย่างมาอยู่ตรงหน้าเราหมด แค่กดโทรศัพท์ก็เสิร์ชหาได้หมดแล้ว ซึ่งก็ไม่ใช่ข้อเสียนะ แต่ในแง่การเดินทางผมว่ามันเร็วเกินไป ไม่มีการแวะชมระหว่างทาง ได้นั่งรถเมล์ ได้เจอผู้คน ได้สัมผัสกับบรรยากาศในห้องสมุดที่มีความขลัง ทุกคนเงียบกันหมด ทำให้เราเกิดสมาธิโดยไม่รู้ตัว เพราะนั่งคุยกันไม่ได้ต้องจดจ่ออยู่กับอะไรบางอย่าง

     บทเรียนแรกของผมคือการเดินทางใฝ่หาสิ่งที่เราอยากรู้ว่า เราต้องการรู้อะไร แล้วก็เป็นมาจนกระทั่งเราโต เพราะสมัยก่อนไม่ว่าจะทำอะไร เราต้องพึ่งพาตัวเองหมด เราพึ่งคนอื่นไม่ได้ เราไม่มีเส้นสาย ต่อให้เราอยู่ในวงการบันเทิง เราก็ต้องใช้ความสามารถของตัวเองแลกเงินมาเลี้ยงชีวิต แต่บางทีก็ต้องหยุดพัก ผมไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นเด็กดี เด็กฉลาด ชีวิตของผมมีการหยุดพัก มีออกไปสำมะเลเทเมา มีตกต่ำ มีขึ้น มีลง เวลาที่ตกต่ำผมก็กลับมาคิดว่าหรือเป็นเพราะที่เรากินเหล้าเยอะวะ (หัวเราะ) หรือเพราะเราไม่รักษาเวลา ไม่มีวินัย

 

บทเรียนที่ 2: มองข้อดีของคนอื่นแล้วเอากลับมาสอนตัวเอง

     เมื่อได้ทำงานในวงการบันเทิง สิ่งที่คนจะจ้างเราก็เพราะความสามารถ ดังนั้น จึงต้องเรียนรู้เรื่องเวลาและวินัย ต้องมีความรับผิดชอบ คนที่เป็นตัวอย่างให้ผมเห็นคือ ป๋า ส. อาสนจินดา เวลาไปทำงานท่านจะนั่งอยู่หน้ากองเสมอ รอจนเขาเรียกไปถ่าย ไม่มีการไปอยู่ข้างหลังรอให้ทีมงานไปตาม ซึ่งสมัยก่อนผมก็ไม่รู้หรอกว่าสิ่งเหล่านี้มันดี เพราะผมยังเป็นวัยรุ่น ก็ยังวุ่นๆ ไปนั่นไปนี่ มาช้าบ้าง ปล่อยให้ผู้ใหญ่รอบ้าง ซึ่งพอได้เห็นจากป๋า ส. ผมเองก็ยังไม่ได้เปลี่ยนได้นะ แต่ผมรู้สึกว่าการทำแบบนี้คงมีดีอะไรบางอย่าง แต่ตอนนั้นก็คิดไม่ได้หรอก พอโตขึ้นมาแล้วมองย้อนกลับไปถึงรู้ว่าเป็นสิ่งที่ดี

     บทเรียนของผมคือ คุณไม่ต้องทำอะไรให้ได้เลยทันที แต่คุณต้องได้เห็นสิ่งที่ดีก่อน เมื่อมองย้อนกลับไปจะเห็นว่าอะไรเป็นบทเรียนในชีวิตบ้าง เพราะไม่มีใครสามารถเปลี่ยนตัวเองได้ในเร็ววัน แต่หากมองเห็นข้อดีของผู้อื่น แล้วข้อดีนั้นจะกลับมาสอนเรา

 

บทเรียนที่ 3: หาสิ่งที่ตัวเองชอบให้เจอตั้งแต่เป็นวัยรุ่น

     ผมก็ไม่รู้หรอกว่าตัวเองเป็นกบฏของวงการบันเทิงในสมัยก่อนหรือเปล่า ผมไม่ได้ชอบทำอะไรแตกต่างจากคนอื่น เพียงแต่ผมชอบทำอะไรที่ผมอยากทำ ซึ่งการที่เราเป็นตัวเองและทำสิ่งที่เราอยากทำ เลยกลายเป็นความแตกต่างจากคนอื่นโดยอัตโนมัติ

     ผมไม่เดินตามกระแส ไม่อยากเล่นหนังก็หยุด อยากทำงานประจำก็ทำ ผมไม่เคยรู้ว่าชีวิตผมต้องการอะไร ผมจึงต้องเดินทางค้นหาว่าชีวิตต้องการอะไร สมัยก่อนเป็นนักเรียนก็เรียนเพื่อให้จบ ผมเข้าไปเรียนวิชาแนะแนวก็ไม่เห็นช่วยแนะแนวอะไรเลย (หัวเราะ) ไม่เคยแนะนำว่าเราควรมีชีวิตอย่างไร ต้องเรียนอะไร เราไม่เคยรู้ว่าชีวิตเราต้องการอะไร แต่สำหรับพ่อแม่ ใบปริญญาเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แต่ผมกลับมีความคิดว่าทำไมเราต้องเรียนจบทั้งๆ ที่เราไม่เห็นจำเป็นต้องเรียน แต่ผมก็อยากทำเพื่อพ่อแม่ หลังจบเรียนจบและรับปริญญาผมก็หลุดเลย ไม่อยู่ในกรอบนี้แล้ว อยากลองทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าอยากทำอะไร ก็เดินทางค้นหาไปเรื่อยๆ ให้เจอ

     เป็นความบังเอิญที่ก่อนผมจะเรียนจบก็ได้เข้าวงการบันเทิง ได้เล่นหนังพอดี แต่การจะเป็นกบฏที่อยากเรียนหรือไม่อยากเรียนก็ต้องรู้ตัวเองด้วย และพ่อแม่ผมคงสอนมาดีเพราะอย่างน้อยผมก็ไม่เป็นเด็กเกเร ไม่ติดยา การที่เราไม่อยากเรียนเป็นเพียงการต่อต้านเล็กๆ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ดี ใครมีโอกาสเรียนก็เรียนไป และควรเลือกในสิ่งที่ตัวเองอยากเรียนด้วยถึงจะสนุก ผมเรียนเพื่อหวังใบปริญญาเท่านั้น จึงเกิดความเป็นกบฏเล็กๆ ว่าไม่เรียนก็ได้ ถ้าตอนนั้นผมเอนทรานซ์ติดคณะนิเทศฯ หรือวารสารฯ ผมคงอยากเรียนมากกว่านี้เพราะเป็นสิ่งที่ผมชอบ

     ดังนั้น พวกคุณควรหาสิ่งที่ตัวเองชอบให้เจอตั้งแต่เป็นวัยรุ่นหรือถ้าเจอก่อนหน้านั้นก็ดี เพราะจะทำให้การเรียนของเราสนุกและไม่น่าเบื่อ พอได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบแล้วจะสนุกที่ได้ทำสิ่งนั้น

 

สุรศักดิ์ วงษ์ไทย

สุรศักดิ์ วงษ์ไทย

 

บทเรียนที่ 4: อย่าให้ตัวเลขมากำหนดชีวิต

     เราไม่ต้องรีบร้อนหรอก เพราะเรามีเวลาเดินทางทั้งชีวิต ในระหว่างเดินทางก็มีความสุขกับสิ่งที่กำลังทำ แล้วก็ค้นหาไป ไม่ต้องปักธงให้ชีวิตมากมาย มันเหนื่อย หลายคนอาจจะบอกว่าชีวิตต้องมีเป้าหมาย เป้าหมายคือธงที่คนจะเดิน ก็เข้าใจนะว่าถ้าชีวิตไม่มีเป้าหมายแล้วเราจะเดินทางอย่างไร ซึ่งแต่ละคนต้องค้นหาหากตัวเองไม่มีเป้าหมาย

     ผมไม่ได้บอกว่าสิ่งที่ผมคิดและทำอยู่นั้นถูกต้อง แต่ผมเชื่อว่าการเดินทางไปสู่จุดนั้นๆ ต่อให้เราปักธงหรือไม่ปักธง ตัวเราจะรู้ และเราจะค่อยๆ เดินไป อาจจะหลงทางบ้าง เดินอ้อมบ้าง แต่เราจะได้เห็นหลายๆ อย่างแล้วถึงรู้ว่าทางที่เราเดินมานั้นใช่หรือไม่ใช่ สิ่งที่ไม่ใช่จะถูกบีบออกไปเอง

     แต่หากใครคิดว่าการมีเป้าหมายมันดีก็ถูก เพราะเขาจะเดินตรงไปหาเป้าหมาย และเขาจะเดินเร็วกว่าเรา เพราะเขารู้ว่าเขาชอบอะไรและจะทำอะไร ก็แล้วแต่รสนิยมหรือความคิดของแต่ละคน แต่สำหรับผม ผมชอบรื่นรมย์ในการเดินทาง ไม่ชอบเร่งรีบในการเดินทาง

 

บทเรียนที่ 4.1: ศรัทธา

     ถ้าคุณเคยดูหนังเรื่อง สยึมกึ๋ย ที่ผมเล่น คุณจะจำฉากที่ผมดึงดาบขึ้นมาได้ ซึ่งหัวใจของหนังเรื่องนี้บอกว่าคนเราต้องมีความศรัทธา เราถึงจะทำอะไรได้สำเร็จ ทุกวันนี้คุณศรัทธาในงานที่ตัวเองทำหรือเปล่า ถ้าคุณมีความศรัทธา ผมเชื่อว่าทุกอย่างจะประสบความสำเร็จ เพราะความศรัทธาเป็นการตั้งเป้าหมายในใจตัวเองที่ถูกต้องแล้ว ศรัทธา ตั้งใจ ใส่ใจ สนุกกับมัน เอาหลักอิทธิบาท 4 ไปใช้ได้เลย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา สิ่งเหล่านี้จะอยู่ในงานทั้งหมด คนเราต้องมีความพอใจ ความพยายาม

     สมัยก่อนผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าคนที่ฟังพระพุทธเจ้าเทศนาแป๊บเดียวทำไมถึงบรรลุธรรม การบรรลุธรรมนั้นไม่ได้บอกว่าเราสำเร็จเป็นพระอรหันต์ แต่คือการที่เราบรรลุธรรมในใจของเรา ต้องบำเพ็ญเพียรอีก 500 ชาติกว่าจะบรรลุเป็นพระอรหันต์ แต่ชาตินี้เราได้แค่นี้ก็โอเคแล้ว

 

บทเรียนที่ 5: สนุกกับสิ่งที่ตัวเองมี

     ผมว่าผมยิ่งแก่แล้วพลังยิ่งเยอะนะ (หัวเราะ) ผมสนุกและใส่ใจกับงานที่ทำ อยากให้ผลงานออกมาดี เพราะถ้างานออกมาดีก็มีคนอยากจ้างเราต่อ เรื่องก็มีอยู่แค่นี้ ไม่มีเวลาคิดเรื่องแรง เรื่องกำลัง ไว้ทำงานเสร็จค่อยหมดแรง เพราะระหว่างที่ทำงาน ถ้าคุณโฟกัสกับงานจริงๆ คุณจะลืมเรื่องแรงกำลังไปเลย ร่างกายจะหลั่งสารอะดรีนาลีนออกมาโดยธรรมชาติ

     ผมว่าคนเราต้องสนุกกับทุกอย่างที่ทำ แต่ถามว่าถ้าเราไม่ชอบงานนี้แต่เราต้องทำแล้วจะทำอย่างไร นั่นเพราะเรากลัวอดตายใช่ไหม คุณก็ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ว่า ต่อให้ฉันทำงานที่ไม่ชอบแต่ก็เป็นงานที่ฉันทำได้ดีที่สุด เพราะเรากลัวอดตาย ดังนั้น คุณต้องทำงานให้ออกมาดีที่สุด ไม่ใช่ทำไปวันๆ ไม่อย่างนั้นยิ่งทำชีวิตก็ยิ่งเหี่ยวลง ถ้าเราไม่มีสิทธิ์เลือก เราก็ต้องทำงานในสิ่งที่เราไม่มีสิทธิ์เลือกให้ดีที่สุด ไม่อย่างนั้นเราจะเอาเปรียบนายจ้างเรา เขาจ่ายเงินจ้างเรานะ เราจะมาเห็นแก่ตัวทำงานไปวันๆ ไม่ได้

 

บทเรียนที่ 6: ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

     ช่วงที่ผมเลิกทำงานเป็นนักแสดง ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้ากลับไปอยู่ที่จุดเริ่มต้นผมจะใช้ชีวิตรอดไหม หลังจากตั้งเป้าหมายผมก็หยุดทำงานเบื้องหน้าทุกอย่าง แล้วลองไปทำงานประจำ ได้เงินน้อยกว่าการเป็นนักแสดงแต่ก็อยู่รอด อาจจะไม่ได้อยู่รอดแบบสมบูรณ์พูนสุขหรือสามารถใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายได้ เพียงแต่เราก็ต้องลดทุกอย่างให้น้อยลง

     แต่ก่อนผมทำงานประจำผมต้องไหว้วานคนอื่น เหมือนเรากำลังยืมจมูกคนอื่นหายใจ แล้วถ้าวันหนึ่งเขาไม่หายใจเราก็ตายสิ หลังจากนั้นผมก็คิดว่าเราควรทำงานด้วยตัวเอง พึ่งพาคนอื่นให้น้อยที่สุด ซึ่งตรงกับหลักธรรม ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ทุกคนจะเจอการจุดประกายในใจที่ต่างกัน ผมคิดว่าพระพุทธเจ้าเขียนหลักธรรมจำนวนมากเพราะคนมีความคิดที่หลากหลาย และเจออะไรมาต่างกัน ผมคิดว่าแต่ละคนจะมีคำสอนเหล่านี้ผุดขึ้นมาในใจ และทำให้การเดินทางในชีวิตง่ายขึ้น ผมเชื่อว่าทุกคนต้องเจอ ถ้าทุกคนไม่หยุดคิดกับตัวเอง ถ้ามัวแต่คิดแง่ลบแบบนั้นคุณจะไม่เจอ

     ถ้าคุณเกลียดใครและคิดว่าเขาเป็นคนเลว คุณต้องตั้งคำถามกลับมาถามตัวเองด้วยว่าเราเป็นบ้างหรือเปล่า นี่คือหลักที่ผมใช้ ถ้าเราไม่ชอบเขาเราก็อย่าทำ แล้วเราจะค้นพบตัวเองว่าเราไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดถ้าหากเรายังว่าคนอื่นอยู่

 

สุรศักดิ์ วงษ์ไทย

 

บทเรียนที่ 7: เปลือยตัวเองในเรื่องของความรักให้มากที่สุดทำให้ความรักอยู่นาน

     ต้องดูตั้งแต่จุดเริ่มต้นว่าเราชอบคนคนหนึ่งเพราะอะไร เราเอาใจเขาเพราะอะไร ความรู้สึกวูบวาบนี้เป็นแค่เริ่มแรกหรือเปล่า เพราะเขาสวย เขาหน้าตาดี ซึ่งเวลาที่คบกันเราก็ไม่ได้เปิดเผยนิสัยที่แท้จริงเข้าหากันนะ จนกระทั่งเป็นแฟนกันก็จะเปิดเผยออกมาบ้างบางส่วน จนเราแต่งงานกันค่อยเปิดเผยทั้งหมด แล้วสุดท้ายเราจะทนได้กันอย่างไร เมื่อเราไม่ได้เห็นตัวจริงกันตั้งแต่ต้น ดังนั้น การที่เราจะรักใครสักคน เราต้องบอกตัวตนเราจริงๆ กับเขา ถ้าไม่กลัวเสียเขาไปนะ (หัวเราะ)

     ผมว่าการเปลือยตัวเองในเรื่องของความรักให้มากที่สุดทำให้ความรักอยู่นาน เพราะสุดท้ายความหมายของคำว่ารักของแต่ละคนไม่เหมือนกัน คำว่ารักหมายความว่าอะไร คือการอยู่ด้วยกันแล้วสบายใจและเข้าใจกันหรือเปล่า คุณถึงต้องหานิยามความรักเพื่อที่จะเดินทางตามหาความรักนั้นได้ถูกต้อง ถึงแม้เราจะพบว่าความหมายของคำว่ารักว่าคือการเข้าใจกัน แต่เมื่อแต่งงานไปอาจจะใช้ไม่ได้ก็ได้ ก็ต้องย้อนกลับมาว่าเมื่อใช้ไม่ได้จะทำอย่างไร อยู่แบบนี้แล้วปรับสภาพกันไปให้อยู่ด้วยกันได้หรือเปล่า

 

บทเรียนที่ 7.1: ความสัมพันธ์นั้นจะไม่ซับซ้อนเลยถ้าเราจริงใจ

     โดยพื้นฐานมนุษย์ก็ใส่หน้ากากหากันอยู่แล้ว คุณต้องรู้ว่าใครใส่หน้ากากกับคุณ แต่ความสัมพันธ์นั้นจะไม่ซับซ้อนเลยถ้าเราจริงใจ ใครจะซับซ้อนก็เรื่องของเขา มองแค่ว่าเราซับซ้อนใส่กันเองหรือเปล่า เราแค่จริงใจ ยิ้มให้กัน แล้วบอกว่าเราชอบหรือไม่ชอบอะไร เราไม่ใส่หน้ากากเข้าหากันก็พอ แต่เราต้องทันคนที่เขาซับซ้อน ไม่อย่างนั้นเราจะโดนเขาหลอก แต่เราจะไม่หลอกเขา เรื่องก็มีอยู่แค่นี้

     มนุษย์ทุกคนซับซ้อนกันอยู่แล้ว การพูดอย่างหนึ่งเพื่อให้ได้อะไรอีกอย่างหนึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติ ขนาดการพูดเล่นยังมีวัตถุประสงค์เลยว่าเราอยากสร้างความสนุกสนาน ดังนั้นคุณต้องรู้ว่าเขาพูดเพื่ออะไร แล้วความสัมพันธ์นั้นจะไม่ซับซ้อน ถ้าตัวเราไม่ซับซ้อน

 

บทเรียนที่ 7.2: เราเป็นเจ้าของใครไม่ได้

     ทุกคนกลัวการอยู่คนเดียว ทุกคนต้องการคนเคียงข้าง แต่ทุกคนมักหลงลืมว่าเราก็เกิดมาตัวคนเดียว เราก็แค่เดินทางผ่านกันมาแล้วแชร์ชีวิตคู่ด้วยกัน แต่ถ้าวันหนึ่งเขาตายจากเราไป สุดท้ายเราก็ต้องอยู่คนเดียว มนุษย์กลัวการไร้คู่ และสังคมก็สั่งสอนว่าชีวิตเราเกิดมาต้องแต่งงาน ต้องมีลูก ซึ่งไม่จริงเลย

     สังคมควรสอนว่าชีวิตเราเกิดมาต้องอยู่คนเดียวให้ได้ แม้เราจะมีใครก็ตาม เพราะต้องยอมรับว่าทุกคนมีสิทธิ์เลือก เขาจะเลือกหรือไม่เลือกเราก็ได้ ระหว่างที่คบกันเขาก็ยังมีสิทธิ์เลือกอยู่ เพราะเราอาจจะยังไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขา แต่สุดท้ายคุณต้องการอะไรจากการคบกัน การเป็นเจ้าของหรือการเป็นหนึ่งเดียวของเขาอย่างนั้นเหรอ แล้วก็ลืมคิดไปว่าทุกคนมีสิทธิ์เลือก

     คุณก็มีสิทธิ์เลือกว่าคุณจะเลิกกับเขาแล้วมีใหม่ก็ได้ เพราะฉะนั้น อย่าคิดว่าเราเป็นเจ้าของใคร เราเป็นเจ้าของอะไรไม่ได้ คนที่อ่อนแอคือคนที่อยากเป็นเจ้าของ ถ้าเขาไม่ได้คิดอยากเป็นเจ้าของ แต่คิดแค่ว่าคบกันแล้วเดี๋ยววันหนึ่งอีกคนก็ต้องไป จะทำให้เขาคบกันอย่างสบายใจมากขึ้น สุดท้ายแล้วใจเขาอาจจะไม่ได้อยากปล่อย แต่เขาจะทำใจได้เร็วขึ้น

     การสูญเสียไม่มีใครทำใจได้เร็วหรอก แต่เป็นวิธีคิดที่ทำให้เราเจ็บน้อยลง เพราะเรารู้แล้วว่าเขามีสิทธิ์เลือก สิ่งนี้จะเป็นคำที่เตือนสติให้เราหาสาเหตุให้เจอว่าตัวเองไม่ดีตรงไหน แล้วเอามาเป็นพลังให้เดินต่อไป เราจะได้แก้นิสัยตัวเองเมื่อเราจะคบคนใหม่

Share Post
Like 21 View 47622

Author

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวอวบขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์ IG/Twitter : @Matt_Doraemon

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง