สุวรรณฉัตร พรหมชาติ | แท็กซี่จิตอาสากับชีวิตที่ได้ช่วยเหลือและทำเพื่อคนอื่นให้มีชีวิตที่สมบูรณ์

“ชีวิตผมทุกวันนี้มีเพื่อคนอื่น ไม่ใช่เพียงเพื่อตัวเอง”

‘เดี่ยว’ – สุวรรณฉัตร พรหมชาติ แท็กซี่จิตอาสา ขับรถรับ-ส่งผู้ป่วยติดเตียงไปโรงพยาบาลมากว่า 23 ปี บอกกับเราอย่างชัดถ้อยชัดคำ ด้วยความหลังครั้งวัยเยาว์ที่ยากลำบาก แต่การได้รับความช่วยเหลือเพียงครั้งเดียวจากชายแปลกหน้า ก็ทำให้ชีวิตเขาพลิกผันและเริ่มส่งต่อความดีตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

     ปัจจุบัน เขาไม่เพียงแค่ขับรถรับ-ส่งผู้ป่วยติดเตียงโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเท่านั้น แต่ยังร่วมมือกับ แพทย์หญิงจำเนียร พรหมชาติ ผู้เป็นภรรยา ในการจัดการเรื่องสิทธิผู้พิการ สิทธิผู้สูงวัย และเป็นสะพานบุญเชื่อมระหว่างผู้ต้องการบริจาคอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ป่วยไปยังมือผู้ป่วยโดยตรง โดยมองข้ามเรื่องรายได้ ต้นทุน กำไร และความร่ำรวย เพราะสำหรับพวกเขา ชีวิตที่ได้ทำเพื่อคนอื่นนั้นเป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบ

 

แท็กซี่จิตอาสา

 

ทำเพื่อสังคมอย่างไม่หวังผลตอบแทน

     กิจวัตรประจำวันของสุวรรณฉัตรคือตื่นมาขับรถรับคนป่วยติดเตียงตั้งแต่เวลาตีสองครึ่ง พาไปส่งโรงพยาบาลประมาณตีสาม แล้ววนไปรับคนป่วยรายอื่นๆ ต่อไปจนกระทั่งรุ่งสาง เพราะถ้าเริ่มงานแต่ละวันช้ากว่านั้นจะเจอรถติด

     “แต่ละวันจะมีคนป่วยประมาณห้าหกคน ผมอยากส่งให้เขาได้ตรวจทันทุกคน ต้องบังคับตัวเองให้ตื่นเช้า ตั้งนาฬิกาปลุกสองสามอันเลย เพราะถ้าวันไหนเราทำไม่ได้ก็จะรู้สึกผิดมาก พอแต่ละคนรับการรักษาเสร็จ ก็จะอุ้มพากลับบ้านทีละคน ผมอุ้มทั้งไปและกลับ บางคนต้องอุ้มผ่านรางรถไฟเข้าหมู่บ้านไป บางคนอยู่ในตึกที่ไม่มีลิฟต์ ต้องอุ้มขึ้นชั้น 4 ญาติเขาก็ทำเองไม่ไหว”

     ผู้ป่วยที่มาขอความช่วยเหลือจากเดี่ยวไม่ใช่กรณีฉุกเฉิน เพราะหากเป็นเรื่องฉุกเฉิน ญาติจะสามารถเรียกกู้ภัยได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยที่หมอนัดตรวจประจำทุก 3-6 เดือน ปัญหาหลักของผู้ป่วยติดเตียงในบ้านเราคือพวกเขาเพียงแค่ต้องการเดินทางไปตรวจตามนัด แต่ญาติไม่สามารถดำเนินการได้เอง เนื่องจากไม่มีเงินทองจ้างรถพยาบาล หรือไม่สามารถอุ้มผู้ป่วยได้ เขาจึงตัดสินใจทำงานอาสาด้านนี้ หากญาติคนไหนต้องการบริจาคเงินช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ก็ทำได้ตามจิตศรัทธา

 

แท็กซี่จิตอาสา

 

     ทุกวันนี้แม้เขาจะยังขับรถแท็กซี่สีเขียวเหลืองอยู่ แต่งานหลักของเขาก็ไม่ใช่ ‘คนขับรถแท็กซี่’ อีกต่อไปแล้ว เพราะเขาสละเวลาทั้งหมดมาช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างจริงจังตลอดทั้งวัน

     สุวรรณฉัตรเล่าย้อนไปถึงแรงจูงใจแรกที่ทำให้ลุกขึ้นมาทำงานจิตอาสา

     “ตอนเด็กๆ ผมลำบาก ไม่มีเงินไปโรงเรียน เลยไปบวชเณร ต่อมาก็ไปเป็นแรงงานตั้งแต่อายุ 14-15 แต่ส่วนใหญ่ก็โดนโกงค่าแรง ไม่ได้เงินเดือน จนวันหนึ่งอยากขึ้นมาทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ดันถูกหลอกให้ไปลงเรือทำงานแถวชุมพร ปรากฏว่าวันแรกถูกเรือหนีบขา ถูกผู้ใหญ่บนเรือเมายาทุบตีอย่างไม่มีเหตุผล ทำให้หัวเข่าด้านบนฉีกจนเลือดอาบ แต่เนื่องจากอยู่บนเรือเลยไม่ได้กินยา แล้วน้ำเค็มโดนแผลจนเน่าเหม็น

     “หลังจากนั้น 7 วันผมได้เข้าฝั่ง และได้ขึ้นรถสองแถวฟรีไปสถานีรถไฟชุมพร ผมนอนตรงนั้นทั้งวัน ไม่มีใครสนใจเลย คิดว่าเป็นเด็กเร่ร่อน นอนหลับไม่รู้ตัว ไข้ขึ้นด้วย รู้สึกตัวอีกทีคือมีคนมาเขย่าตัวแล้วพูดว่าเป็นอะไร ทำไมมานอนหัวเข่าเน่าเหม็นอย่างนี้ เราก็เล่าให้เขาฟัง เขาซื้อข้าวซื้อน้ำ ซื้อตั๋วรถไฟให้ ให้เงินอีก ผมกินไปร้องไห้ไปเลย นาทีนั้นเขาเหมือนเทวดามาโปรด ความรู้สึกมันบอกว่าเขาไม่หมางเมินต่อสังคม ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมบอกตัวเองว่าถ้าเรามีโอกาสทำดีกับสังคมได้ผมจะไม่ลังเล ถ้าช่วยใครได้ก็จะช่วย เลยเป็นที่มาว่า ในวันนั้น เขาทำให้เราเป็นเราในวันนี้ได้”

     คำบอกเล่าเรื่องราวการต่อสู้ในชีวิตของเขาสร้างความสะเทือนใจให้ผู้คน ไม่น่าเชื่อว่าคนที่มีวัยเด็กที่โหดร้าย จะกลายเป็นคนที่ทำความดีเพื่อสังคมอย่างไม่หวังผลตอบแทนในวันนี้

 

แท็กซี่จิตอาสา

 

ชีวิตที่เหลือเป็นชีวิตที่มีค่า

     ในระหว่างที่เรากำลังนั่งคุยกับเดี่ยวอย่างออกรสออกชาติ คุณหมอจำเนียร ภรรยา ก็สะกิดบอกว่า มีกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของอยู่ด้านล่างศูนย์การค้าดิโอลด์สยามจำเดี่ยวได้ และต้องการบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียง พวกเราจึงติดตามไปสวัสดีทักทายและร่วมทำหน้าที่เป็น ‘สะพานบุญ’

     “คนส่วนใหญ่ที่จำพี่เดี่ยวได้เพราะติดตามเฟซบุ๊กเขาอยู่แล้ว พี่เดี่ยวจะชอบโพสต์เรื่องราวการช่วยเหลือผู้ป่วย พร้อมกับวิดีโอคลิปต่างๆ พอเจอกันข้างนอกก็ทักทายกัน” คุณหมอจำเนียรเล่าด้วยรอยยิ้ม

     เมื่อได้เงินบริจาคมา สุวรรณฉัตรจะนำไปซื้ออุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ป่วยในด้านต่างๆ มาเพิ่มเติม พร้อมกับนำใบเสร็จมายืนยันความโปร่งใส โดยเขาเรียกหน้าที่นี้ว่าเป็น ‘สะพานบุญ’ เพราะเมื่อเขาโพสต์ว่ามีบ้านที่พ่อแม่ป่วยติดเตียงแต่ไม่มีรถเข็น ก็มีผู้ใจบุญบริจาครถเข็นผ่านเขา หรือเมื่อมีผู้ป่วยที่มีฐานะจากไป ก็บริจาคเครื่องช่วยหายใจ รถเข็น เตียงลม หรือของใช้ต่างๆ ผ่านเขาเช่นกัน หลังจากนั้นเดี่ยวก็นำไปคัดกรองส่งต่อให้กับผู้ป่วยที่ขาดแคลน

     “ลูกผู้ป่วยยากจนบางคนที่ได้รับของบริจาค เขาน้ำตาไหลเลย เพราะเราไปช่วยเขาวันเดียว เขาได้ข้าวของครบทุกอย่าง” คุณหมอเล่า

     “ผมคิดว่าการทำดี บางครั้งเราไม่ต้องตอบแทนให้กับคนที่ช่วยเราหรอก แต่เราเอาความดีนั้นมาทำต่อกับคนอื่น แล้วเวลาใครมาทำร้ายเรา เราต้องจำให้ขึ้นใจเลย ไม่ใช่จำไปทำเขาคืนนะ แต่จำว่าอย่าไปทำแบบนี้กับใครเขาอีก” สุวรรณฉัตรบอกกับเรา

 

แท็กซี่จิตอาสา

 

     ทุกวันนี้ การส่งต่อความดีได้เพิ่มกำลังมากขึ้นเป็น 2 เท่า จากการเข้ามามีส่วนร่วมของคุณหมอจำเนียร ภรรยา ที่เกษียณอายุราชการก่อนกำหนดเพื่อมาช่วยเหลือเขาอย่างเต็มที่

     “หมอติดตามเขามาจากเฟซบุ๊ก แล้วก็ร่วมบุญเป็นค่าโทรศัพท์ให้เขามาตลอดทุกเดือน เดือนละ 500-1,000 บาท จนวันหนึ่งได้เข้ามาช่วยรับรองเรื่องคนพิการ แล้วก็เริ่มทำความรู้จักกัน” คุณหมอเล่าให้ฟังอย่างเป็นกันเอง

     จากนั้นหมอก็เลยตัดสินใจเออร์ลีรีไทร์ออกมา ด้วยเหตุผลสามประการ ประการแรก เธอทำงานมานาน 25 ปีแล้ว ถ้าลาออกมาอย่างน้อยๆ ก็ได้บำนาญประมาณ 20,000 บาท ซึ่งเป็นหลักประกันในชีวิต และได้สิทธิรักษาฟรี ประการที่สอง เธอต้องการทำงานจิตอาสาซึ่งเธออยากทำมานานแล้ว และประการสุดท้ายคือได้ดูแลเดี่ยว สุวรรณฉัตร

     “ไม่อย่างนั้นเขาจะกินนอนไม่เป็นเวลาเลย กินข้าวเช้าตอนเย็น ต้องรีบไปส่งคน รีบขึ้นทางด่วน พอเรามาช่วยก็ได้แบ่งเบาภาระเขาไปบ้าง” คุณหมอกล่าว

     สุวรรณฉัตรเล่าเสริมว่า เขาเคยมีครอบครัว แต่ล้มเหลว เพราะความคิดไม่ตรงกัน พอเวลาผ่านไป วันหนึ่งได้มาเจอกับคุณหมอ แล้วพบว่าพวกเขาคิดเหมือนกัน อะไรที่เกิดประโยชน์ต่อสังคม ทั้งสองต้องการเข้าไปช่วยเหลือเหมือนกัน จึงทำให้ชีวิตคู่ครั้งใหม่นี้ราบรื่นและมีความสุข

 

แท็กซี่จิตอาสา

 

     เมื่อได้คุณหมอมาช่วย งานจิตอาสาของเดี่ยวก็เปรียบเหมือน ‘เสือติดปีก’ เพราะเมื่อก่อน เมื่ออุ้มคนป่วยไปส่งโรงพยาบาล เขาต้องร้องขอเพื่อให้คุณหมอเซ็นเรื่องทุพพลภาพ ทุกวันนี้คุณหมอจำเนียรสามารถเซ็นให้ได้เลย และเธอยังมาช่วยเรื่องสิทธิผู้พิการ สิทธิผู้สูงวัย ประกันสังคม และการให้ความรู้เรื่องสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ผู้ป่วยควรได้รับอีกด้วย

     “ตอนแรกบางคนมองว่าผมบ้าๆ บอๆ เป็นแค่คนขับแท็กซี่ แต่วันนี้ผมพิสูจน์ให้เขาเห็นแล้วว่า เราสองคนมาทำงานด้วยกัน ผมมีเงินเท่านี้ก็ไม่ได้ทำให้เราอยู่ลำบากเลย เมื่อได้เงินมา ผมอยากเอาไปให้คนที่เขาต้องการมากกว่า เราอยากให้ชีวิตที่เหลือเป็นชีวิตที่มีค่าต่อสังคม ถ้ารอให้รวยหรือมีเงินเยอะก่อนแล้วค่อยทำประโยชน์ ชาตินี้คงไม่ได้ทำ แต่ถ้าเรายกระดับจิตวิญญาณของเราให้สูงกว่าเงินทอง เราจะสามารถช่วยเหลือโดยมองข้ามเรื่องนี้ไปได้” สุวรรณฉัตรและคุณหมอจำเนียรร่วมกันกล่าวสรุปปิดท้าย

 

Share Post
Like 0 View 1232

Author

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง

พัทธมน วงษ์รัตนะ

อดีตนักศึกษาเอกภาษาเยอรมัน ผู้ชอบตีเนียนเป็นคนโลคอลเวลาไปเที่ยว พยายามกินอาหารมังสวิรัติ แต่ตัดใจจากหมูกรอบไม่ได้สักที