The Gaijin Trips: รายการท่องเที่ยวที่พาแบกเป้เดินทางคนเดียวเพื่อย้อนสำรวจห้วงลึกภายในจิตใจ

The Guest
20 Jun 2020
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์

เกลียดการเดินทางไกล ไม่ดูรายการท่องเที่ยว ไม่รู้ว่ารถไฟยังมีวิ่งอยู่ และไม่รู้จัก TT Riders หนึ่งในรายการเดินทางในตำนานของนักเดินทางตัวพ่ออย่าง เร แม๊คโดแนลด์ จากคุณสมบัติเหล่านี้ แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าจะทำให้ ‘เบนซ์’ – ถาวร ภัสสรศิริกุล กลายมาเป็นบล็อกเกอร์ผู้ทำรายการท่องเที่ยวที่น่าจับตามองที่สุดคนหนึ่งในยุคนี้

       อดีตช่างภาพเวดดิ้งจากชลบุรี (และนักร้องนำวงเมทัล) ผู้เหนื่อยหน่ายกับการทำงาน และตัดสินใจแบกเป้ออกเดินทางคนเดียวเมื่อสองปีก่อนไปยังกาญจนบุรี ก่อนกลับมาพร้อมความเปลี่ยนแปลงบางอย่างภายในจิตใจ และการค้นพบโลกใบใหม่ของการเดินทางที่เขาหลงรัก 

       วัตถุดิบ ความคิด และความทรงจำ ระหว่างทางทั้งหมด ถูกกลั่นกรองมาสู่ The Gaijin Trips แบกเป้เที่ยวคนเดียว รายการท่องเที่ยวที่โดดเด่นในการเลือกสถานที่ การถ่ายทำ และจังหวะตัดต่อ ที่เหมือนได้ดูหนังอินดี้สักเรื่อง รวมถึงบทบรรยายน้ำเสียงนุ่มสงบที่ไหลลื่น สอดแทรกคมความคิดที่พูดถึงสภาวะข้างในจิตใจ และการทำความเข้าใจชีวิตผ่านการเดินทาง ต่างเป็นสิ่งที่ทำให้แฟนๆ รายการต่างหลงรัก 

       ที่สำคัญคือมันไปเตะตานักเดินทางรุ่นเก๋าอย่าง เร แม๊คโดแนลด์  ที่ถึงกับต้องต่อสายตรงเอ่ยปากชวนเขามาร่วมงานกันในแพลตฟอร์มท่องเที่ยวอย่าง ‘เร่ร่อน’ ของเรเลยทีเดียว

       ความเจ๋งคือ เบนซ์ หรือที่เขาเรียกตัวเองว่า ‘ไกจิน’ (ซึ่งมาจากภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่าคนต่างด้าว) ทำทุกอย่างเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่วางแผน เดินทาง ถ่ายทำ ตัดต่อ (หลังๆ แอดวานซ์ถึงขั้นใช้โดรนถ่ายระหว่างควบมอเตอร์ไซค์คันโปรดไปด้วยได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว) จนมีผู้ติดตามสามแสนกว่าคนในยูทูบ

       ว่ากันว่า การเดินทางจะเปลี่ยนสายตาและมุมมองต่อชีวิตของเราได้ไม่มากก็น้อย ไม่ต่างกับเบนซ์ ที่การเป็นไกจินนำเขาไปพบสถานที่ใหม่ มิตรภาพใหม่ ซึ่งยึดโยงเขาไว้ด้วยความทรงจำ ที่สำคัญคือ ความเป็นไกจินนี่เอง ที่ทำให้เขานำสายตาแบบคนนอกที่ไม่ตัดสินสิ่งใดผิดถูกไปยังสถานที่แต่ละแห่ง เพื่อเรียนรู้ และทำความเข้าใจในสิ่งที่มันเป็น 

       แน่นอน รวมถึงสิ่งที่ตัวเขาเป็น

 

The Gaijin Trips

แต่ละคนก็มีจุดเริ่มต้นของการเดินทางต่างกันไป สำหรับคุณสิ่งนั้นคืออะไร

       ก่อนหน้านี้หลังเรียนจบผมก็เริ่มจากเป็นฟรีแลนซ์ที่ชลบุรีบ้านเกิด เริ่มรับงานถ่ายภาพเวดดิ้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานวิดีโอ เพราะตอนที่เรียนจบมา เป็นช่วงที่เริ่มถ่ายวิดีโอด้วยกล้อง DSLR กันแล้ว ทำให้ผมใช้กล้อง DSLR แบบวิดีโอได้คล่อง ส่วนใหญ่รอบตัวผมจะมีแต่ช่างภาพภาพนิ่ง พอใครถ่ายวิดีโอได้ก็อาจจะหาเงินได้ยอดที่ดีกว่าภาพนิ่งนิดหน่อย จนเริ่มเลี้ยงตัวเองได้ มีงานชุก และเปิดออฟฟิศโปรดักชันเฮาส์เล็กๆ เป็นรูปเป็นร่างที่ผมเคยฝันไว้ เริ่มคุยงานเป็นหลักแสนได้ ซึ่งสำหรับผมถือว่าเก่งมากๆ แล้ว

       พอเข้าสู่จุดนี้ไปได้ไม่นาน ผมก็เริ่มเจอการรับโทรศัพท์บ่อยขึ้น ผมเริ่มเป็นคนที่เหมือนไม่ได้ทำงานตามที่ต้องการ เปรียบเทียบคือเหมือนผมอยากเปิดร้านข้าวมันไก่อร่อยๆ ตามที่ถนัด แต่กลายมาเป็นร้านอาหารตามสั่ง ซึ่งผมไม่ได้ถนัดทุกอย่างตามที่เขาสั่ง พอผลงานออกมา ผมก็จะรู้สึกว่า นี่ผลงานเราเหรอวะ 

       ตอนนั้นผมก็นอยด์ เหมือนคนไม่ได้ทำงานเป็นอาร์ทิสต์อีกแล้ว ผมเรียนจบศิลปกรรมมา ผมก็อยากสร้างงานของผม ผมพอรู้องค์ประกอบศิลป์ว่าแบบไหนมันใช่ ในระหว่างนั้นประมาณครึ่งปี ผมจะดูเป็นคนนอยด์ๆ จากคนที่กินเหล้ากับเพื่อนประจำ ใช้ชีวิตสนุกทุกวัน กลายเป็นคนโทษสิ่งนั้นสิ่งนี้ ผมติดอยู่ในบ่วงนั้นประมาณครึ่งปี จนมาคุยกับแฟนว่าไม่ไหวแล้ว และบอกเขาว่า ผมจะออกไปเที่ยวคนเดียวนะ 

ก่อนหน้านั้นคุณเป็นคนที่ชอบเดินทางท่องเที่ยวอยู่แล้วหรือเปล่า

       ต้องเท้าความว่า ผมเป็นคนที่เกลียดการเที่ยวมาก ในระหว่างที่ใช้ชีวิตเป็นนิสิต เรียนจบ ทำงาน เวลาเพื่อนชวนไปไหนต่างจังหวัดผมจะไม่ค่อยไป แต่จะชอบไปแค่เกาะ ผมเป็นสายปาร์ตี้ ไม่ชอบเดินทางไกล ผมจะบอกเพื่อนว่า ถ้าขับรถเกินสองชั่วโมงจะไม่ไป คือรู้สึกว่ามันแค่เปลี่ยนที่กินเหล้า นั่นคือความหมายของการเที่ยวของผมในตอนแรก

       พอบอกว่าอยากจะออกไปเที่ยวคนเดียว คือผมไม่ได้อยากเที่ยวด้วยซ้ำ แต่ผมเอาการเที่ยวมาเป็นข้ออ้าง ว่าให้ตัวเองออกไปอยู่คนเดียว ไปอยู่ในที่ที่ไม่ถนัด ไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้ปรารถนา แฟนผมก็บอกว่าให้ไป เพราะทำงานได้เงินเยอะขึ้น แทนที่จะฟิน ผมกลับนอยด์ไปเรื่อยๆ 

       ผมเลยตั้งใจจะไปเที่ยวกาญจนบุรี วางแผนวันเดียว ตอนนั้นผมงงขนาดที่ว่าไม่รู้ว่ารถไฟยังมีวิ่งอยู่ เป็นคนไม่เปิดโลกถึงขนาดนั้น เพราะนอกจากจะเป็นคนไม่ชอบท่องเที่ยวไม่แล้ว ยังไม่ดูรายการท่องเที่ยวด้วย ไม่รู้ด้วยว่าบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวกำลังฮิต ผมปิดโลกนั้นไปเลย

การไปกาญจนบุรีครั้งนั้นเปลี่ยนความคิดอะไรคุณบ้าง

       ก่อนที่จะนั่งรถไฟไป ผมยังไปกินเหล้าบ้านพี่ที่กรุงเทพฯ อยู่เลย ตื่นมาก็แฮงก์ ถึงขนาดบอกตัวเองว่า กลับบ้านที่ชลบุรีเถอะ แต่ก็คิดว่าสัญญากับตัวเองไว้แล้ว สุดท้ายก็ไป พอนั่งรถไฟ มีลมโกรก ผมรู้สึกหายแฮงก์ เป็นการอยู่คนเดียวจริงๆ แล้ว ผมก็คิดว่าไม่เห็นเหงาเลย เหมือนอะดรีนาลินสูบฉีด เห็นป้าคนไหนก็อยากคุย อยากช่วยยกของ เหมือนหลุดมาเป็นตัวละครหนังยุค 80s ที่ไม่ใช่ตัวเราแล้ว ผมรู้สึกว่าได้ตัดขาดออกจากงาน โทรศัพท์ ไลน์ ลูกค้า คำพูดเท่ๆ ที่คนบอกว่า คนเราเริ่มใหม่ได้ทุกวัน ผมเพิ่งจะเข้าใจวันนี้ ผมนั่งรถไฟไม่กี่สิบบาทไปเรื่อยๆ จนถึงกาญจนบุรี ตื่นเต้นกับรถไฟ กลายเป็นว่าเรื่องเล็กๆ กลับตอบโจทย์ผมไปหมด 

       ผมเคยตั้งใจหาเงินตั้งนาน แต่ผมเป็นคนไม่มีความฝันว่าอายุสามสิบต้องมีบ้าน ผมคิดแค่ว่าเดี๋ยวเราก็จากโลกนี้ไป เราเช่าบ้านยันแก่ตายก็ไม่ผิดอะไร พอเป็นแบบนั้นก็เลยรู้สึกไม่มีจุดมุ่งหมาย แต่พอออกเดินทาง ผมเพิ่งรู้ว่ามีสิ่งที่อยากได้ที่ราคาถูกมากๆ ใกล้แค่นี้เอง

 

The Gaijin Trips

เหมือนได้เจอสิ่งที่ตามหามานาน

       พอมาเจอจุดมุ่งหมายเล็กๆ แบบการนั่งรถไฟแล้วอินกับมัน ผมเลยรู้สึกว่า เฮ้ย ตัวเรานี่แม่งน้ำเน่าใช้ได้เลย และคิดได้ว่าความจริงผมมีความลูกทุ่งอยู่พอสมควร แต่ผมดันไปมองว่าคาแรdเตอร์เราต้องมีชีวิตคูลๆ ซึ่งคงจะมีคนที่มีชีวิตคูลๆ จริงๆ และเหมาะกับเขา แต่ผมเป็นคนเมืองนิดๆ ที่แอบลูกทุ่งถึงขนาดน้ำเน่า มันเลยทำให้ผมเข้าใจในความน้ำเน่าของตัวเอง 

       พอไปถึงกาญจนบุรี ผมก็ไปนอนโฮสเทล แต่ดันเลือกนอนห้องเดี่ยว เพราะไม่รู้ว่ามันมีห้องนอนรวมด้วย (หัวเราะ) แล้วที่โฮสเทลก็มีส่วนกลาง มีเปลอยู่ริมน้ำ มีฝรั่งนอนอยู่คนหนึ่ง ผมก็ไปนั่งอยู่กับเขา นี่คือครั้งแรกที่เป็นการมาเที่ยวแบบไม่ต้องเมา และเห็นทุกอย่างแบบมีสติ ผมได้ซึมซับทุกอย่างเต็มที่ พอกลับมาจากทริปนี้ก็คุยกับแฟนว่า ผมยังไม่ได้รู้สึกดีขึ้นมากกับความนอยด์ แต่ผมจะไปอีก เพราะรู้สึกว่าเหมือนเพิ่งโดนไฟชาร์ตตัวเองจริงๆ เหมือนไฟขึ้นมายี่สิบเปอร์เซ็นต์ ผมต้องรีบไปต่อแล้ว

คุณชอบอะไรที่สุดจากทริปแรกที่กาญจนบุรี

       สิ่งที่จำได้จริงๆ ไม่ใช่แค่เรื่องเปลือกอย่างความตื่นเต้นที่ได้นั่งรถไฟ แต่เป็นการได้คุยกับคน ผมยังจำสิ่งที่คุยกับคุณป้าตอนอยู่สถานีรถไฟได้ คือผมเป็นคนที่อยู่กับผู้ใหญ่เยอะ และเป็นคนชอบคนแก่ ชอบชวนคนแก่คุย ผมจะพูดกับเขาเพราะ แล้วเวลาชวนเขาคุย ผมมักจะได้การตอบรับที่ดี พอชวนเขาคุยไปนานๆ เขาก็จะผูกพันกับเราเล็กๆ เวลาขึ้นรถไฟ เขาก็จะบอก “หนุ่ม ไปขึ้นรถนี้เร็วกว่า” ผมจะจำอะไรแบบนี้ได้ มันเหมือนผมได้สร้างช็อตเล็กๆ ที่อยู่ในหนังขึ้นมา ซึ่งมันเป็นธรรมชาติมาก 

การแค่ต้องการหนีจากโลกใบเดิมที่วุ่นวายไปท่องเที่ยว มันกลายมาเป็นวิดีโอท่องเที่ยวตัวแรกของ The Gaijin Trips ที่กาญจนบุรีได้อย่างไร

       ผมเป็นคนเนิร์ดกล้อง ตอนไปเที่ยวกาญจนบุรีจึงตั้งใจเอากล้องออกไปถ่ายด้วย แต่ผมไม่ได้ชอบถ่ายภาพนิ่ง ผมชอบถ่ายวิดีโอ ผมเป็นตากล้องที่กำเนิดมาจากวิดีโอมากกว่าภาพนิ่ง แต่ว่าจะมีคอมโพสต์ของภาพนิ่งอยู่ เวลาหยิบกล้องขึ้นมาจะสแน็ป แทนที่จะสแน็ปเป็นภาพนิ่ง ผมก็แค่สแน็ปเป็นวิดีโอ แล้วก็ตั้งเฉยๆ บางทีเห็นวิวตรงนั้น แล้วอยากเห็นตัวเองในช็อตนั้นด้วย ผมก็แค่ไปเดินผ่าน บวกกับเรื่องเล่าของคนต่างๆ ระหว่างทาง ผมก็คิดว่าต้องเอาวิดีโอกลับไปตัด ยาวแค่ไหนช่างมัน ตัดแล้วก็บรรยายความรู้สึกในช่วงนั้นออกไปสักหน่อย พอทำเสร็จ ผมรู้สึกเหมือนมันเป็นงานศิลปะเล็กๆ ของผม ผมไม่ได้สนว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบ แต่คิดว่าไม่มีคนชอบแน่ๆ เพราะผมพูดไปเรื่อย พูดถึงเรื่องตัวเอง พูดถึงเรื่องอดีต แล้วผมไม่ใช่ดารา ไม่ใช่ใครทั้งนั้น แต่ผมก็สร้างเพจ The Gaijin Trips ขึ้นมาเพื่อเก็บวิดีโอนี้ไว้ พอไปเที่ยวอีกก็ทำวิดีโอเก็บไว้อีก แล้วก็แชร์มาเฟซบุ๊กส่วนตัว เหมือนให้เพื่อนๆ ในเฟสเห็นว่าไปเที่ยวมานะ เท่านั้นเอง

 

สิ่งที่ The Gaijin Trips โดดเด่นและแตกต่างจากรายการท่องเที่ยวอื่นๆ คือการบรรยายเรื่องราวประกอบวิดีโอ คุณคิดวิธีการเล่าเรื่องรูปแบบนี้ตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง หรือหลังจากกลับมาแล้ว

       ผมคิดได้ตอนกลับมานั่งตัดวิดีโอ คือผมนั่งเรียงฟุตเทจตามไทม์ไลน์ก่อน และรู้สึกว่าต้องเล่า เพราะมีอะไรหลายอย่างที่อยากเล่าตอนอยู่ตรงนั้น ผมก็เปิดไมค์ตัวเก่าๆ พูดไปเรื่อยจนจบ พอมีเสียงบรรยายแล้วมันดูมีชีวิตชีวาขึ้น ถึงเสียงผมจะดูไม่มีชีวิตชีวาก็ตาม (หัวเราะ) แต่ว่ามันทำให้ผมภูมิใจกับวิดีโอชิ้นนี้ เป็นวิดีโอที่ภูมิใจที่สุดตั้งแต่ทำมาในชีวิต ถึงแม้ไม่ได้เงิน แต่ทำให้รู้ว่าผมเกิดมาเพื่อทำไอ้นี่แหละ

พอเริ่มลงวิดีโอตอนแรก ฟีดแบ็กของ The Gaijin Trips เป็นอย่างไรบ้าง

       เรื่องนี้ผมอยากแชร์มาก ตอนแรกผมลงอีพีหนึ่งที่ไปกาญจนบุรี ก็จะมีแต่เพื่อนๆ แชร์ เขาก็แปลกใจและแอบล้อเลียนว่าบ้ารึเปล่า มึงพูดคนเดียวได้แล้วมั้ง (หัวเราะ) แต่ก็ไม่ได้ซีเรียส พอทริปอีพีที่สองที่ไปเขาใหญ่ ผมลองถ่ายรูปตัวเองลงเพจเล่นๆ ทำตัวเหมือนเป็นบล็อกเกอร์ เพื่อดูว่ามีใครรออยู่ไหมนะ (หัวเราะ) ปรากฏว่ามีคนที่ไม่ใช่เพื่อนที่ผมไม่รู้จักรอดูอยู่ แล้วก็มีการแชร์ลิงก์จากเพจเฟซบุ๊กเป็นสิบๆ คน จนผมรู้สึกว่า มีคนรอดูอยู่ด้วย งั้นเดี๋ยววันนี้กลับไปตัดจะตั้งใจกว่าเดิมนะ 

       มันเป็นช่วงเวลาที่ผมฟินมากว่าทุกวันนี้อีก ตอนนี้มีคนมาพิมพ์ชมผมเยอะแยะ แต่มันไม่เข้ามาถึงใจผมเลย เพราะผมไม่รู้สึกว่าผมดีขนาดนั้น เขารู้จักผมนิดเดียว แต่ความจริงเราหยาบกระด้างด้วยซ้ำ ผมอยากให้รู้จักผมจริงๆ มากกว่า มันจะเหมือนผมเป็นเพื่อนคุณนั่นแหละ 

แต่บทสัมภาษณ์นี้ออกไปคนน่าจะได้รู้จักคุณมากขึ้นแล้วนะ

       ความจริงตอนไปสัมภาษณ์กับ พี่เร แม๊คโดแนลด์ ในรายการ ติดคุย ผมก็เล่าเรื่องที่เมานะ แต่เขาตัดออกหมดเลย (หัวเราะ) ผมยืนพื้นเรื่องนี้มาอยู่แล้ว ผมภูมิใจในสิ่งที่เป็น เพราะผมรู้สึกว่าวัยรุ่นที่เป็นเด็กมหา’ลัยแล้วได้เมายับมันน่าอิจฉา ผมก็ได้เป็นแบบนั้น และรู้สึกว่ามันเยี่ยม ถ้าเกิดย้อนกลับไปบอกตัวเองตอนเด็กได้ ผมจะบอกว่าอย่าหยุดเมา เมาไปอย่างนั้นเลย เดี๋ยวมันพอเอง เพราะตอนนั้นสนุกที่สุดแล้ว โตขึ้นมาจะสนุกน้อยลง หรือพอแก่ไปกว่านี้อาจจะเหลือแค่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของความสนุกในวัยนั้น ฉะนั้น วันนั้นเมาได้เมาไปเถอะ ไม่ต้องรู้สึกผิดอะไรกับชีวิตมากมายหรอก

 

The Gaijin Trips

ถ้าให้มองย้อนกลับไปในชีวิตช่วงวัยรุ่นตอนนั้น มีอะไรที่รู้สึกเสียดายหรือเสียใจไหม

       ถ้าเรื่องเสียดายผมว่าไม่มี เพราะมันเป็นชีวิตที่สนุกกว่านี้ไม่ได้แล้ว ตอนนั้นน่าจะเป็นชีวิตที่สนุกที่สุด แต่ตอนนี้เป็นชีวิตที่มีความหมายที่สุด มีความหมายกับสนุกมันคนละอันกันนะ แต่เรื่องที่ไม่น่าทำก็มี คือ การที่ผมทะเลาะกับแม่รุนแรงมาก ถึงขนาดไม่คุยกันสองปี ผมเองก็มีทิฐิสูง แล้วรู้สึกว่าบางทีเขาไม่เข้าใจในตัวเรา เขาก็มองเราเป็นเด็ก จนเราโกรธกันมากๆ และผมแยกจากเขาออกมา ผมคิดว่าตอนนั้นผมเด็กเกิน เขาก็พยายามจะโทร.คุยกับผม แต่ก็คุยกันไม่ดี คือกลายเป็นว่าแม่ต้องมาง้อผม ทำให้รู้สึกว่าผมนี่มันเป็นคนยังไงกันแน่ แต่พอได้เริ่มเดินทาง ได้บ่มเพาะตัวเองจนชีวิตมีความหมาย ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันดีๆ ให้ผม เราก็แก้ไขจุดนี้กันได้ในที่สุด

คุณทำ The Gaijin Trips มาจนถึงตอนไหนที่คุณรู้สึกว่า การท่องเที่ยวสามารถเป็นงานหลักและหาเงินให้คุณได้

       น่าจะเป็นตอนเจอพี่เร หลังจากทำมาประมาณครึ่งปี 9 ทริป ตอนแรกแค่ทำวิดีโอและโพสต์ไป มีสปอนเซอร์เข้ามานิดๆ หน่อยๆ แต่พอพี่เรเข้ามาก็เปลี่ยนโลกทั้งในเรื่องเงินและทัศนคติหลายๆ อย่าง ผมจำได้ว่าตอนพี่เรติดต่อมาผมกระโดดโลดเต้นดีใจเลย ผมกำลังนั่งตัดต่อวิดีโออยู่และเปิดรายการ ติดเกาะ ของพี่เรทิ้งไว้อีกจอหนึ่ง สักพักก็มีแชตเด้งมาว่า “สวัสดีครับ ผม เร แม๊คโดแนลด์นะ” ตอนนั้นผมยังเรียกแฟนมาดูว่า ลุงคนนี้ใช้รูปพี่เรปลอมมาแกล้งเรารึเปล่า ผมก็ไม่ได้ใส่ใจ นั่งตัดต่อไป แต่ก็คิดอีกที เอ๊ะ ถ้ามันไม่ปลอมล่ะ ก็เลยตอบสวัสดีไป และกดเข้าไปดูเฟซบุ๊ก แหม ทำตัวเป็นพี่เรเหมือนเลยนะ ปรากฏว่าเขาขอเบอร์ติดต่อ ผมก็คิดว่าเขากล้าขอเบอร์ แสดงว่าเขาต้องกล้าที่จะเป็นเสียงจริงของเขา ผมเลยเรียกแฟนมาคุยว่าตัวจริงนี่นา ลุกลี้ลุกลนเลย (หัวเราะ) ผมก็ให้เบอร์ไป เขาบอกเดี๋ยวคืนนี้โทร.มา แล้วเขาก็โทร.มาจริงๆ 

       ผมตื่นเต้นมาก ตอนนั้นน่าจะเป็นหนึ่งในสิบของความสุขที่สุดในชีวิต เหมือนผมได้ประกาศนียบัตรของการทำช่องท่องเที่ยว มีคนที่ผมยอมรับ แล้วผมกำลังดูรายการเขาอยู่ เขาโทร.มาแล้วพูดชมงานของผม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมต้องการมากกว่าเงินอีก ตอนนั้นคิดว่าถึงพรุ่งนี้จะไม่ได้คุยกับพี่เรอีกก็ไม่เสียดาย เพราะผมมีกำลังใจไปทำในสิ่งที่กำลังทำอยู่ต่อแล้ว แต่ก็คุยกัน จนได้นัดเจอกัน และพี่เรก็ชวนไปทำทริปเที่ยวกัน

พอได้ใช้เวลากับ เร แม๊คโดแนลด์ ตัวจริงของเขาที่คุณได้เจอต่างจากที่คิดไหม

       ตอนนั้นชวนกันไปเบตง เพราะคิดว่าถ้ามีพี่เรด้วยต้องอันตรายหน่อย (หัวเราะ) ต้องผ่านสามจังหวัด ผมมือใหม่มาก ไม่รู้ว่าตรงนั้นเป็นยังไง แต่ถ้ามีพี่เรอยู่อาจจะดีขึ้นหน่อย เพราะเขาเคยไป ตอนนั้นเป็นทริปที่ไปแล้วได้ทำความรู้จักกันจริงๆ ได้คุยกันจนเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้องกัน อยู่ด้วยกันสี่วัน จนวันสุดท้ายเขาก็พูดอ้อมๆ ประมาณว่าลองทำงานด้วยกันไหม พี่เรเป็นคนไม่จู่โจม และขี้เกรงใจ เขาบอกว่าจะไม่เข้าไปเปลี่ยนอะไรเลย ให้ผมทำเหมือนทุกวันนี้ รูปแบบรายการก็เหมือนเดิม แต่แค่รู้ว่าเราอยู่ในเครือเร่ร่อนกัน แล้วก็มาตกลงรายรับรายจ่ายกัน สุดท้ายก็ได้มาร่วมงานกัน มันเลยทำให้มีความมาตรฐานขึ้นในสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ คือ มีรายได้ที่แน่นอน มีความรับผิดชอบสูงขึ้น นั่นน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมบอกว่าการท่องเที่ยวสามารถเป็นอาชีพได้

 

สิ่งที่น่าสนใจอีกข้อของ The Gaijin Trips คือการเดินทางคนเดียว และทำงานคนเดียวทุกขั้นตอน ข้อดีของการทำอะไรคนเดียวคืออะไร

       ผมไม่ได้คิดว่าผมอยากทำงานคนเดียว แต่มันเริ่มจากผมต้องการเที่ยวคนเดียวก่อน ผมเคยลองมีทริปหนึ่งที่ไปเดินป่าแล้วมีคนร่วมทริปด้วยในตอนที่ 4 แต่ผมอึดอัดมาก อันนี้ไม่ได้อยากพูดให้ใครเสียน้ำใจนะ คือทุกคนก็มีน้ำใจ และมีความน่ารัก ไม่ใช่เขาไม่ดี แต่มันจะมีฟีลที่ผมไม่ชอบได้ยินความรู้สึกของใครในที่ที่ผมเพิ่งเห็น เช่น ผมไม่เคยเห็นทะเลหมอกมาก่อน และไม่เคยปรารถนาที่จะเห็นมัน แต่พอขึ้นไปถึงยอด ผมเห็นหมอกฟุ้งกระจายแล้ว แต่ผมรู้สึกว่า สวยจัง เหมือนเมืองใน Silent Hill เลย แล้วก็มโนในแบบที่ผมมีความสุข แต่กลับได้ยินคนในกลุ่มพูดว่า “แม่ง หมอกฟุ้งกระจายเลยว่ะ” ตอนนั้นผมกำลังมีความสุขอยู่ดีๆ พอมีแค่คำเดียว มันทำให้ทุกอย่างหายไปเลย เหมือนกับว่าหมอกแบบนี้แม่งแย่ มันต้องเป็นทะเลหมอกแบบเตียนๆ นอนๆ สิ คือคำพูดของเขามันกดความรู้สึกผมลง ทำให้ผมรู้สึกว่า แบบนี้มันไม่ดีเหรอ 

       มันไม่เหมือนกับทริปที่ผมเที่ยวคนเดียว เพราะไม่ว่าจะเห็นเรื่องเล็กแค่ไหน มันก็เป็นเรื่องใหญ่ หรือเรื่องที่สวยงามได้สำหรับผม ผมคงไม่เหมาะจริงๆ กับการได้ยินความรู้สึกของคนอื่น หรือได้เห็นอิมแพ็กต์ของคนที่ผมแคร์ ผมเลยคิดว่าต้องเดินทางคนเดียว มันก็เลยเหมือนเป็นข้อจำกัดที่สุดท้ายผมต้องถ่ายทำคนเดียว

คุณไม่อยากลองหาตากล้องคู่ใจแบบเปเล่ (คริสโตเฟอร์ วอชิงตัน) ตากล้องคู่หูของ เร แม๊คโดแนลด์ ดูบ้างเหรอ

       ความจริงผมก็มีเพื่อนสนิทที่ไม่งี่เง่าอยู่นะ แต่ผมก็ไม่อยากมีเขาอยู่ข้างๆ เหตุผลคือ มันจะทำให้ผมไม่อยากคุยกับใคร เพราะสมมติผมไม่รู้จะไปไหน แล้วผมมีเพื่อนชื่อปั๊ก ผมก็จะถามแต่เขาว่า กินอะไรดี หรือไปไหนต่อดี ผมก็จะได้คำตอบ และจะไม่ต้องการตั้งคำถามกับคนรอบข้าง แต่ถ้าผมไปคนเดียว ผมเดินไปถามชาวบ้านว่าแถวนี้อะไรอร่อย แค่นี้โลกเปลี่ยนแล้ว คือผมไม่ต้องการถึงขนาดเพื่อนสนิทเดินทางด้วย เพราะเขาจะตอบผมได้ทุกคำถาม ผมอยากหาคำตอบด้วยตัวเอง มันถึงจะเรียกว่าเที่ยวสำหรับผม

คิดว่าสิ่งนี้เป็นเสน่ห์ของการเที่ยวคนเดียว หรือเสน่ห์ของ The Gaijin Trips ที่คนชอบไหม

       (นิ่งคิด) ผมว่าน่าจะใช่นะ เพราะจากที่ฟังฟีดแบ็กมา คนจะชอบไกจินที่เหมือนมีความโนแพลน และไหลลื่นไปตามสภาวะของตอนนั้น ไม่ได้คลั่งเป้าหมายว่าเรามาถึงแล้ว ชูธง กางแขน ผมไม่ได้เป็นแบบนั้น ผมแค่อยากได้อะไรระหว่างทาง ผมไม่ได้อยากเป็นยอดคน ไม่ได้อยากยิ่งใหญ่ หรืออวดว่าผมเที่ยวเยอะมาก ผมเจ๋ง ไม่ได้อยากเลย ผมอยากเจอคนนิสัยดีๆ ระหว่างทางมากกว่า

 

The Gaijin Trips

สภาวะการอยู่คนเดียวระหว่างเดินทางมันมีความหมายกับคุณอย่างไร 

       ถ้าเป็นเกมก็เหมือนได้ล็อกเอาต์จากตัวละครหลักออกไปเป็นตัวละครอีกตัวหนึ่งที่ผมสร้างแล้วมันไม่เปื้อน คือผมรู้สึกว่าตัวละครหลักตัวแรกที่ผมเล่นมันอัพสกิลผิดหมดเลย มันเปื้อนไปหมด แต่ตัวละครที่สร้างตัวใหม่ เป็นตัวละครที่เขารู้จักเกมนี้แล้ว ผมก็อัพมันไปในสายทางว่าจะเป็นสายนี้ ผมก็จะไปทางนี้อย่างเดียว เล่นมันอย่างไม่ผิดพลาดและสนุกกับตัวมันจริงๆ เพราะผมเล่นเกมนี้ได้ถูกต้องแล้ว ผมก็เลยฟินกับการที่ได้ล็อกเอาต์ออกมาเป็นพาร์ตนี้อยู่บ่อยๆ ฉะนั้น ผมเลยมองว่ามันถูกแยกออกจากกัน ระหว่างตัวละครหลัก กับตัวละครในชีวิตการเดินทาง

ทำไม The Gaijin Trips เลือกที่จะเล่าเรื่องของการมองเข้ามาภายในตัวเองเป็นหลัก มากกว่าเลือกบรรยายความสวยงามของสถานที่เหมือนที่รายการอื่นๆ นิยมทำ

       ความจริงไกจินเริ่มจากการตันก่อน มันเลยต้องการออกมาเที่ยวเพื่อที่จะหาอะไรมาไขตัวเองแล้วทำให้รู้สึกโอเคขึ้น หรือใช้ชีวิตได้ดีขึ้น พอไขออก ผมก็มักจะทิ้งเมสเสจที่ผมไขทิ้งไว้ในงานด้วย ซึ่งในครั้งแรกผมทิ้งไว้เพื่อให้ตัวผมในตอนแก่มาดูเอง ว่าตอนเด็กผมโง่จริงๆ คิดได้แค่นี้เหรอ (หัวเราะ) เพราะตอนเป็นเด็กผมชอบเขียนบันทึกอะไรบางอย่าง ผมชอบฟีลลิ่งของตัวเองในแบบที่บันทึกไว้ พอทำรายการผมเลยพูดถึงเรื่องความคิด หรือบางคนเรียกว่าปรัชญา ซึ่งผมไม่ได้มองเป็นปรัชญาเลย ผมมองเป็นสิ่งที่เราคิด ณ ขณะนั้นว่า ชีวิตผมต้องการแค่นี้แค่นั้น ซึ่งมันอาจจะไม่ถูกต้องก็ได้ ถ้าผมได้ใช้ชีวิตไปถึงสี่สิบห้าสิบ อาจจะได้กลับมามองว่าตอนผมอายุเท่านั้น ผมคิดยังไง ผมต้องการแบบไหน แต่มันกลับกลายเป็นว่ามีคนนอกที่ไม่ใช่ผมที่เขาดูแล้วเห็นด้วยและมีความสุข ผมก็ดีใจ ถือเป็นผลพลอยได้ เหมือนผมแต่งเพลงแล้วคนอื่นเข้าใจเพลงของผม

ระหว่างเดินทางคุณแบ่งการทำงานกับการจดจ่อความคิดในใจอย่างไร 

       กล้องถ่ายรูปเหมือนเป็นตาที่สองของผมไปแล้ว เวลาผมเห็นอะไร กล้องต้องเห็น ถ้าให้พูดตามตรง ฟุตเทจในกล้องของผมเวลาที่เอากลับมาจากถ่ายเสร็จ มันคือ 99 เปอร์เซ็นต์ที่ผมใช้ ผมไม่เคยถ่ายเผื่อเลย เวลาถ่ายงานโปรดักชันอาจต้องถ่ายเผื่อ มุมนี้ก็ดี มุมนั้นก็ดี เอาไว้เผื่อเลือก แต่ของผมเป็นการยกกล้องมาตามสิ่งที่เห็นจริงๆ ฉะนั้น เวลาเอากลับไปตัด มันก็เป็นความทรงจำของผมจริงๆ ผมเลยรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับกล้องและไม่รู้สึกติดขัด ถ้าบอกว่าทริปนี้ไปเที่ยวแล้วห้ามเอากล้องไป ผมไม่ไป เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งที่ผมคลั่งไคล้มาก เป็นสิ่งที่เราทำมาตลอด และผมรักมัน มันเป็นการเชื่อมต่อกันโดยตรงซึ่งเราต้องมีมันด้วยตลอด

คนที่ดู The Gaijin Trips เขาน่าจะมีภาพของคุณในมุมของคนที่เข้าใจชีวิตมากๆ จากสิ่งที่คุณบรรยายในทุกๆ ตอน ความจริงแล้วคุณปลงกับชีวิตได้อย่างที่เขาว่าจริงไหม

       ผมว่าที่ผมพูดในวิดีโออาจจะไม่ได้มีผิดมีถูก แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่แย่ เป็นเรื่องที่ให้กำลังใจเป็นส่วนใหญ่ แต่ถามว่าผมเป็นคนที่ปลงชีวิตไหม ผมว่าผมไม่ได้ปลงชีวิตเลย ที่สำคัญคือสิ่งที่ผมพูดไปไม่ใช่ว่าผมทำได้นะ ผมพูดเพื่อให้ตัวเองทำได้ อย่างเช่น เรารู้ว่ากินผักดีต่อสุขภาพ กินเนื้อมากๆ ไม่ดีต่อสุขภาพ แต่สุดท้ายสิ่งที่เราทำได้จริงๆ คือกินผักบ้าง กินเนื้อบ้าง แล้วทำไมเราไม่เลือกกินผักอย่างเดียว ทั้งที่เรารู้ว่ากินผักมันดี หรือเลือกกินเฉพาะอาหารที่มีประโยชน์ ทั้งที่เราทุกคนก็ฉลาดพอที่จะรู้ว่าทำอย่างนั้นแล้วถูกต้อง ก็เหมือนสิ่งที่ผมเป็นในไกจิน ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมไปพูดออกไป ผมพูดเหมือนย้ำเตือนตัวเองว่ากินผักมันดีนะ 

       ผมว่าสิ่งที่ผมพูดไปหลายๆ คนก็รู้จักอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่าเราทำสิ่งนั้นได้ เรารู้ว่านินทาคนอื่นไม่ดี แต่ก็ต้องฝึกฝนจิตใจ ฝึกฝนตัวเองตั้งเท่าไหร่กว่าเราจะเป็นคนที่ไม่คิดนินทาคนอื่นได้ ฉะนั้น ผมแค่เป็นคนที่กำลังพยายามจะทำสิ่งแบบนั้นให้ได้ใกล้เคียงกับร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมจะได้มีความสุข

 

The Gaijin Trips

ถึงตอนนี้การเดินทางที่ผ่านมาขัดเกลาตัวคุณอย่างไรบ้าง

       ผมว่าผมเปลี่ยนไปเยอะเลย ปกติผมเป็นคนใจร้อน ที่บ้านก็เป็นคนใจร้อนเหมือนกัน เวลาเห็นอะไรไม่ถูกไม่ควรก็จะคิดว่าทำไมต้องแบบนั้นแบบนี้ ทำไมไม่จัดของให้เรียบร้อย ทำไมพนักงานไม่มารับให้เรียบร้อย ทำไมมอเตอร์ไซค์ต้องขับกลางถนน แต่พอผมเที่ยวผมก็จะเป็นอีกอย่างหนึ่ง ผมจะรู้สึกว่า อ๋อ เพราะว่าเขาอยู่ในหมู่บ้าน เขาขับแบบนี้ทุกวัน เราโผล่มาครั้งเดียว แล้วจะมาจัดระเบียบเขาได้อย่างไร ถามว่าผมชอบระเบียบไหม  ผมก็เคยอยู่ในระเบียบมา อย่างเช่น ลูกค้าที่มาเจ้าระเบียบกับเรา ผมก็ไม่ชอบ ทั้งที่คิดแบบนี้ ผมก็ยังจะย้อนแย้งตัวเองอีกเหรอ จนผมรู้สึกว่า บางทีเขาเป็นของเขาอย่างนั้นอยู่แล้ว ไม่ชอบก็อย่าเข้าไปอยู่ตรงนั้น หรือถ้าจำเป็นต้องเข้าไป ก็ต้องไหลลื่นให้เป็นแบบเขาให้ได้ ต้องปรับตัวเข้ากับสภาวะรอบๆ ตัวเรา แม้กระทั่งว่าเราอยู่ในถิ่นเราเอง เราก็ต้องเย็นลง พยายามมองกลับมาหาที่ตัวเราเอง มากกว่าจะไปมองหาว่าใครเป็นคนผิด 

คุณเป็นประเภทที่อยากหาจุดหมายไปเรื่อยๆ หรือชอบกลับไปที่เดิมซ้ำๆ

       ผมน่าจะเป็นคนชอบหาที่ใหม่ๆ แต่ผมก็มีสถานที่เดิมที่ผมต้องกลับไปหาคนเหล่านั้นแน่ๆ แต่ผมจะให้เวลามันผ่านไปจนเราคิดถึงกันเหมือนหนังสมัยก่อน คือเวลาเดินทางผมจะพยายามไม่ให้ไลน์ หรือเฟซบุ๊ก กับคนที่เจอกัน เพราะผมต้องการให้เราจำกันได้แค่ที่เจอกันวันนั้น ไม่ต้องมาเห็นอัพเดตกันว่าวันนี้ตื่นมาตอนเช้าไปกินข้าวกับใคร มันทำให้ความทรงจำเรามืดบอด พอเราเห็นกันในเฟซบุ๊กทุกวันมันกลายเป็นว่า เออ กูไม่ต้องคิดถึงมึงก็ได้ กูก็รู้ว่ามึงก็สบายดีนี่หว่า

       ผมชอบความรู้สึกเวลาพ่อชวนไปหาญาติที่สมุทรปราการ ไม่ได้เจอกันมาเป็นสิบปี แล้วต้องปะติดปะต่อเรื่องใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ตอนที่เจอกันครั้งล่าสุด สิ่งนี้มันหายไปนานมากกับมนุษย์เรา ผมเลยรู้สึกว่า ถ้าสมมติผมแลกเฟซบุ๊กกับคนที่เจอระหว่างเดินทางเพราะประทับใจกัน แต่พอผมเห็นเขาโพสต์แต่เรื่องมอเตอร์ไซค์ โพสต์แต่รูปเซ็กซี่ ผมจะคิดว่าบ้าหรือเปล่า เป็นเพื่อนมาได้ไงตั้งนาน หมดไปแล้วความสัมพันธ์ กลายเป็นเลิกติดตามกัน แต่ถ้าไม่มีเรื่องนี้ เราก็จะเป็นคนคนเดิมต่อกัน เป็นคนที่เคยเจอกันตอนคราวนั้น พอเจอกันก็ได้ปะติดปะต่อกันใหม่ เฮ้ย ตอนนั้นเป็นแบบนี้ ตอนนี้แกอ้วนขึ้นนะ มันเหมือนหนังสมัยก่อนเลย ผมชอบแบบนั้น

การเป็นไกจินสอนอะไรคุณบ้าง

       (นิ่งคิด) สอนให้ผมเห็นตัวเองชัดขึ้น เหมือนกับว่าผมละเลยความเป็นตัวเองมาพอสมควร จนพอได้เดินทาง ได้เป็นตัวละครในแบบที่ผมเป็น ทำให้รู้ว่าความจริงวันพรุ่งนี้ผมอยากเป็นใครผมก็เป็นได้ แต่ไม่ได้อยากเป็นใครในฐานะของคนรวยนะ อยากเป็นคนนิสัยดี อยากเป็นคนใจดี อยากเล่นกับหมา อยากทำบุญ อยากช่วยคนยากไร้ หรืออยากทำอะไรเราทำได้เลย แต่ทำในแบบที่ทำไหว บางทีคนชอบคิดว่า ‘ไม่มีเงินไปเที่ยว’ เฮ้ย คุณก็นั่งรถไฟสิบกว่าบาทสิ คุณก็เที่ยวไม่ต้องไกล หรือขี่มอเตอร์ไซค์ของคุณไปเที่ยวในจังหวัดที่คุณอยู่สิ แค่ไปอีกจุดหนึ่งมันก็สวยแล้วนะ 

       ผมรู้สึกว่าไกจินทำให้ใจผมมันใช่ พอใจผมใช่ ผมก็มีสิทธิ์ที่จะมองว่าผมจะไปเอเวอร์เรสต์ หิมาลัย หรือที่ไหนก็ได้ เพราะผมจัดการให้ใจผมรู้ก่อนแล้วว่าจะทำตรงนั้นไปเพื่ออะไร จะใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องประดับตัวเองเหรอ แบบว่าผมมีสถานที่ท่องเที่ยวเจ๋งๆ รวมอยู่ในตัว ไปมาหมดแล้ว ไม่ใช่ เพราะผมจะไม่ได้อะไรจากที่ที่ไปเลย ผมเองไม่ได้ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้สถานที่ท่องเที่ยวมาเป็นเครื่องประดับ แต่แค่อยากจะพาตัวเองไปอยู่ในจุดนั้น ได้พูดคุยกับคนระหว่างทาง แล้วรู้ว่าเดี๋ยวเราก็ต้องจากกัน แล้วเราก็ต้องตาย แล้วเราก็ต้องถูกลืม แล้วก็วิ่งเล่นในโลกนี้ให้มากที่สุด ที่สำคัญคือ ผมเริ่มใหม่กับวันพรุ่งนี้ได้

 


ตอนนี้เบนซ์กับเรกำลังออกเดินทางครั้งใหม่ในรูปแบบโร้ดทริปด้วยกันพร้อมพาหนะสองล้อคู่ใจใน Gaijin X Raymac ติดตามได้ทั้งในเพจ The Gaijin Trips และ Rayron

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

กอง บก. ชาวเชียงใหม่ ผู้ทำเพลงในชื่อ TCNX เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เกิดและเติบโตในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง