ไม่มีวันเดินอย่างเดียวดาย คุยกับ 4 เดอะค็อปเดนตาย ก่อนวันสุดท้ายของการชี้ชะตา

The Guest
11 May 2019
เรื่องโดย:

พรรษิษฐ์ วิชญคุปต์, วงศกร ยี่ดวง

‘ศรัทธา’ เป็นเรื่องไม่ควรนำมาล้อเล่น ขนาดศาสนาหรือการเมืองยังเป็นหัวข้อสนทนาต้องห้ามหากไม่อยากมีเรื่องราวใหญ่โต เช่นเดียวกับทีมฟุตบอลอันเป็นที่รัก บางครั้งการเชียร์บอลก็ไม่ได้เป็นแค่เรื่องสันทนาการ แต่มันคือเครื่องมือเติมเต็มชีวิต ไม่ต่างจากจิตวิญญาณ บางครั้งใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวได้ไม่ต่างจากศาสนา

     และก็ไม่ต่างจาก ‘เดอะ ค็อป’ สาวกของทีม ‘หงส์แดง’ ลิเวอร์พูล ที่เพิ่งสร้างผลการแข่งขันโคตรเหลือเชื่อ ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก หลังเปิดแอนฟิลด์ตบบาร์เซโลนา 4-0 ทั้งที่เกมนัดแรกแพ้มายับ 0-3 บดขยี้ ลิโอเนล เมสซี ดีกรีนักเตะหมายเลข 1 ของโลกจนทำอะไรไม่ถูก เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา

     แน่นอน ลิเวอร์พูลห่างความสำเร็จในฐานะแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศอย่างพรีเมียร์ลีกมานาน 29 ปี แต่ในฤดูกาลนี้นับได้ว่าเป็นฤดูกาลที่น่ารักน่าลุ้นที่สุดแบบที่อาจจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วเป็นครั้งที่สอง

     ช่วงเวลา 21.00 น วันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ ศึกพรีเมียร์ลีกกำลังเดินทางมาถึงนัดสุดท้าย แชมป์ยังหาบทสรุปไม่ได้ ลิเวอร์พูล ภายใต้การทำทีมของ เจอร์เกน คลอปป์ พาทีมเก็บ 94 แต้มจาก 37 เกม (ชนะ 29 เสมอ 7 แพ้ 1) ถือเป็นแต้มที่สูงจนเหลือเชื่อ ทว่ามันยังไม่ดีพอ เพราะจ่าฝูงและแชมป์เก่าอย่าง แมนเชสเตอร์ซิตี ยังมี 95 คะแนนเป็นก้างชิ้นสำคัญขวางการปลดปล่อยสามทศวรรษ (29 ปี) แห่งการรอคอย

     เท่ากับว่าเกมนัดสุดท้าย ลิเวอร์พูลไม่มีทางเลือกนอกจากเอาชนะวูลฟ์แฮมป์ตัน แล้วแช่งยังไงก็ได้ให้แมนฯ ซิตี ไม่ชนะทีมท้ายตารางอย่างไบร์ทตัน

     เพื่อความมันก่อนค่ำคืนวันอาทิตย์ เราจึงชวน 4 เดอะ ค็อป ที่ทุ่มใจให้ทีมรักมายาวนานเป็นทศวรรษอย่าง คอลัมนิสต์ ดีเจ และผู้บรรยายกีฬาที่ให้คำมั่นว่าชีวิตนี้เพื่อหงส์แดงมาตั้งแต่ 6 ขวบ ‘บี แหลมสิงห์’ – สยามพงษ์ ผลมาก ในฐานะพี่ใหญ่ของวงสนทนา เทพบุตรดีเจซูเปอร์สตาร์ของเหล่าแฟนคลับ ‘แจ็คเล็ก’ – สุวินัย อ่อนสอาด จาก เอฟเอ็ม 99 ผู้ประกาศข่าวกีฬาคนดัง ‘นิหน่า’ – สุฐิตา ปัญญายงค์ ปิดท้ายที่ ‘กุ๊ก’ – กรณ์พงศ์ ศิริวิศาลสุวรรณ เจ้าบ้านที่น่ารัก ผู้เปิดร้าน The Kook Restuarock ย่านสะพานควายซึ่งตกแต่งเป็นร้านลิเวอร์พูล ให้ a day BULLETIN ทำการสัมภาษณ์ในครั้งนี้

     ฮั่นแน่! คุณกำลังจะเลื่อนผ่านไปใช่ไหม เพราะคิดว่านี่เป็นคอลัมน์สำหรับเด็กหงส์เท่านั้น ไม่ใช่หรอกครับ ลองเปิดใจแล้วกวาดสายตาไปพร้อมๆ กัน เชื่อว่าความรักที่ทั้งสี่ท่านมีต่อทีมฟุตบอลทีมนี้ จะส่งพลังบวกที่น่ารักจนคุณยิ้ม หรือไม่ก็หมั่นไส้ต่อไปไม่หยุดเลยทีเดียว

 

แฟนลิเวอร์พูล

 

ครอบครัวคนรอบกาย จุดเริ่มแห่งความรัก

 

เราทราบดีว่าทุกคนผูกพันกับ ‘ลิเวอร์พูล’ มานาน หากถามถึงรักแรกที่มีต่อทีม มันเกิดขึ้นได้อย่างไร

     บี แหลมสิงห์: ไม่มีทางลืมครับ ผมเริ่มในปี 1983 นานจัด จุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจมาจากโฆษณานัดชิงลีก คัพ หรือ มิลด์ คัพ ในขณะนั้น “อีกหนึ่งคือหงส์แดง อีกหนึ่งคือปีศาจแดง โคจรมาพบกัน ความเร้าใจย่อมอุบัติ” อะไรมันจะอุบัติขนาดนั้นเลยเหรอไอ้ทีมแดงๆ เนี่ยแต่ดูแบบเด็กๆ ไม่รู้เรื่องเท่าไหร่

     จนปี 1986 ภาพจำชัดขึ้นปนความสงสัยว่าคนเราจะอยากดูฟุตบอลได้ขนาดนี้เลยเหรอ ด้วยภาพกองเชียร์ต้องปีนกำแพงที่สูงมากด้วยบันไดมนุษย์ ในเกมรอบชิงเอฟเอ คัพ ที่สนามเวมบลีย์ ซึ่งเป็นเมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์ ลิเวอร์พูลพบเอฟเวอร์ตัน ไหนจะภาพลุงอีกคนที่ปีนขึ้นไปนั่งดูบนหลังคาที่สูงไม่แพ้กัน ทำไมพวกเขาถึงได้รักและศรัทธามากขนาดยอมเสี่ยงแบบนั้น ประเด็นสำคัญที่ใกล้ตัวมากคือพ่อและพี่ชายที่รักทีมนี้เช่นกัน เชื่อไหม ผมไม่เคยเห็นพี่ชายร้องไห้มาก่อน แต่ครั้งเดียวที่เห็นมาจากเกมลิเวอร์พูลแพ้อาร์เซนอลปี 89 มันหันมาน้ำตาเปื้อนแก้มแล้วบอกมึงดูสิ มึงดู แล้วก็ร้องไห้

 

     นิหน่า: นิหน่ามีจุดเริ่มในการดูฟุตบอลช่วง ม.3 อายุ 14-15 เพื่อนๆ ดูนักบอลกัน แล้วมีชื่อ แพทริก แบร์เกอร์, สตีฟ แม็คมานามาน, เจมี เรดแนปป์ แก๊งสไปซ์บอยรูปหล่อทั้งนั้น แต่เราคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง เลยกลับมาดูสักหน่อย พอได้ดูรู้สึกเลยว่าเป็นเกมที่สนุก ชอบมาก เป็นความรู้สึกเหมือนลูกเป็ดออกจากไข่ เห็นแม่ก็เดินตาม ลิเวอร์พูลคือทีมแรกที่ติดตามและเชียร์จนทุกวันนี้ แปลกที่ไม่รู้สึกชอบนักเตะคนไหนเป็นพิเศษแต่ชอบทีมลิเวอร์พูล

     จากนั้นมาก็แอบแม่ฟังวิทยุเรื่องบอล ดูถ่ายทอดสดตอนดึกๆ หาหนังสือฟุตบอลเกี่ยวกับลิเวอร์พูลมาอ่าน มีความฝันอยากเป็นผู้สื่อข่าวรายงานสดตรงจากสนามแอนฟิลด์ จนมาถึงตอนนี้ความพิเศษของการเชียร์ลิเวอร์พูลคือความรู้สึกเป็นครอบครัว ทั้งความใกล้ชิดของนักฟุตบอลกับแฟนบอล หรือแฟนบอลกับสโมสร รวมทั้งกลุ่มแฟนบอลกันเอง แม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแต่สามารถคุยกันได้ กลายเป็นสนิทกันได้เพียงเพราะเชียร์ทีมเดียวกัน นั่นคือลิเวอร์พูล ย้อนกลับไปความสนิทสนมแบบนี้เป็นวัฒนธรรมที่สโมสรถ่ายทอดออกมา

 

     กรณ์พงศ์: ผมเริ่มเร็วหน่อยปี 1986 คล้ายของพี่บี มีพี่ชายเป็นเดอะ ค็อป กิจกรรมที่สนุกมากของเราคือนั่งรถเมล์ไปพันธุ์ทิพย์ ตรงไปร้านสตาร์ซอคเก้อร์ ซื้อทั้งโปสเตอร์ วิดีโอบันทึกการแข่งขัน (แจ็คเล็ก — “จริงๆ แล้วคุณแวะร้านข้างๆ ใช่ไหม ขายเป็นม้วนๆ โป๊ไหมพี่”) รุ่นผมไม่มีทีมไหนเก่งเกินลิเวอร์พูล ชนะเยอะ หันไปไหนก็หงส์แดง จุดเริ่มต้นเป็นแบบนี้ พอโตมาดูเกมเยอะๆ ผมชอบที่ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่สุภาพ นักเตะมีสปิริตที่ดีมาก โดนเตะก็ไม่ยอมล้ม ไม่รู้จะเป็นคนดีไปไหน ไม่รู้คนอื่นคิดเหมือนผมหรือเปล่า แต่จุดนี้ทำให้ผมชื่นชอบในทีมนี้

 

     แจ็คเล็ก: เริ่มจากคุณพ่อกับพี่ชาย (DJ น้าโจ๊ก แห่ง Cat Radio ) เขาอายุห่างกับผม 9 ปี รู้เรื่องฟุตบอลแล้ว แต่ไม่รู้จะคุยกับใครก็ลากผมมาคุย เรื่องแรกที่จำได้คือ จอห์น อัลดริดจ์ ที่ย้ายมาแทนกองหน้าตำนานอย่าง เอียน รัช เห้ย มึงดูดิ กองหน้าคนเก่าที่ย้ายไปกับคนใหม่แม่งหน้าคล้ายกัน มีหนวดเหมือนกันด้วย สุดยอด ตอนนั้นก็งงมาคุยอะไรกับกูเนี่ย แต่ไม่รู้หรอกว่าถูกปลูกฝังไปแล้ว เวลาพ่อกับพี่นั่งเชียร์ลิเวอร์พูลผมก็อยู่ด้วย จนสุดท้ายผมมาศึกษาเองว่าอะไรคือ ลิเวอร์พูล ประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่ยังไง จนกลายเป็นผมชวนเขาคุย ยิ่งชอบเตะฟุตบอลอยู่แล้วยิ่งอินง่าย

 

จุดเริ่มทุกคนคล้ายกันคือมาจากคนรอบข้างที่ชอบลิเวอร์พูล แล้วเหตุผลจริงๆ ที่ปักใจเลือกล่ะ ยิ่งนิหน่าที่โตมาในยุคที่ถ้าเกรียนๆ คือทีมอยู่ ‘ใต้ตีน’ ใต้เงาความสำเร็จของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

     บีแหลมสิงห์: ในยุคก่อนจะได้แชมป์ลีกครั้งสุดท้าย ข้อมูลหรือการติดตามเกมถ่ายทอดสดเป็นเรื่องยาก มีให้ดูแต่ละคู่จะเป็นเรื่องใหญ่ต้องโปรโมตกันเป็นเดือนย้ำซ้ำๆ จนคุณไม่มีสิทธิ์พลาด อยากหาเทปมาดูต้องไปไกลถึงพันธ์ุทิพย์ ถึงจะได้มาสักม้วน ได้หนังสือมาอ่าน ส่วนตัวผมว่ายุคนั้นคลาสสิก ชุ่มฉ่ำความสำเร็จ เล่นสะอาด เล่นสวย

     จนมาถึงยุคเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ 90s ยุคแกรม ซูเนสส์ (1991-1994) กลายเป็นทีมเล่นหนัก เล่นโหด ซื้อนักเตะอย่าง นีล รัดด็อก, จูเลียน ดิกส์ รับรองถ้านิหน่าเริ่มดูบอลตอนนั้นไม่เชียร์แน่ๆ ผลงานแย่ใจหาย จำได้ว่า สตาร์ซอคเก้อร์ พาดหัว “หงส์ระทวยฉลองร้อยปีด้วยการหนีตกชั้น” ผมนี่น้ำตาไหลจากทีมแชมป์ที่ยิ่งใหญ่มาอยู่ลำดับที่ 3 จากท้ายตาราง มืดสนิทเลย สาเหตุหลักมาจากนักเตะในยุคเรืองรองแก่หมดแล้ว คนที่เข้ามาดูจะเติมไม่ถูกต้อง แต่สุดท้ายรอดมาได้

     คนต่อมาคือ รอย เอแวนส์ (1994-1998) อีกหนึ่งบูธรูมของสโมสรเข้ามาเปลี่ยนแปลงลิเวอร์พูลอย่างชัดเจน เปลี่ยนจากกองหลังสี่คนมาเป็นสามคน ซื้อนักเตะอย่าง ฟิล บาบบ์, จอห์น สเกล, เจมี เรดแนปป์ เสน่ห์กลับมาอีกครั้งจาก สตีฟ แม็คมานามาน กองกลางตัวบางๆ บอลต้องฝากมาที่เขา เลี้ยงเลื้อยสร้างเกม ประกอบกับตอนนั้นลิเวอร์พูลไม่ค่อยมีเงิน ต้องดันเด็กขึ้นมา เมื่อนักเตะดาวรุ่งสร้างผลงานได้ เล่นเกมรุก ทำให้ลิเวอร์พูลเริ่มกลับมาเป็นลิเวอร์พูลที่แท้จริงอีกครั้ง

     ตามมาด้วยยุค เชราร์ อุลลิเยร์ (1998-2004) ผมว่าลุงแกเก่ง สไตล์เหมาะทำทีมแข่งบอลถ้วย แต่บอลลีกไม่เอาเลย ดูแต่ละครั้งมันอึดอัดเหมือนล็อกสกอร์ 1-1 คล้ายๆ กับ ราฟาเอล เบนิเตซ (2004-2010) ในลีกไม่เท่าไหร่ แต่ในฟุตบอลถ้วยอย่าได้เจอ ราฟาเด่นมากจนทำทีมคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้สำเร็จในฤดูกาล 2004-05

     จนมายุค เจอร์เกน คลอปป์ (2015- ปัจจุบัน) ทำให้นึกถึง เคนนี ดัลกลิช สมัยแซมบ้าซีซันเลย สวยงามดุดัน เล่นเกมรุก สไตล์ใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ผมไม่ได้เปรียบเทียบว่าทีมไหนเก่งกว่ากัน

 

จากที่คุณเล่า ลิเวอร์พูล ไม่ใช่ทีมใหญ่ที่ลงล่าแชมป์ในทุกฤดูกาลเป็นทีมที่รอความสำเร็จจากเกมบอลถ้วยมากกว่า นี่รึเปล่าคือความเร้าใจ

     แจ็คเล็ก: ผมก็เร้าใจในความชอบอยู่แล้ว แต่เชื่อว่าแฟนลิเวอร์พูลไม่ได้เชียร์เพราะถ้วยแชมป์ตลอดเวลา แต่คิดถึงความสุขที่ได้เปิดมาดู ได้เชียร์ทุกสัปดาห์ แพ้ชนะก็อีกเรื่องหนึ่ง

 

     นิหน่า: เหมือนเรามีแฟนคนหนึ่ง แต่ใครๆ ก็บอกเราว่าไม่เห็นสวยเลย หน้าตาไม่ดี แล้วทำไมล่ะ ก็อยู่ด้วยแล้วสบายใจมีความสุข ส่วนเร้าใจไหมก็น่าจะเป็นเรื่องของเรา ในวันที่มีฟุตบอลเป็นวันที่ดีจริงๆ ขอแค่เปิดดู แพ้ชนะก็ไม่ด่านะ เราเป็นกองเชียร์ไม่รู้หรอกว่าปัญหาอะไรอยู่ใต้นั้น แต่อยากได้ความสำเร็จไหมอยากได้สิ ไม่โลกสวยหรอก แค่ไม่ถึงกับต้องได้เดี๋ยวนี้ ทนไม่ได้แล้ว ไม่เลย ก็ทนมาตั้งนาน ไม่รู้สึกมีอะไรขาดหายไป ยังเชียร์อยู่

 

แฟนลิเวอร์พูล

 

Jürgen ‘The Boss’ Klopp

 

กับบอสคนปัจจุบัน ดูเขาสร้างความสุขให้แฟนลิเวอร์พูลทั่วโลกได้มาก เจอร์เกน คลอปป์ สร้างความเปลี่ยนแปลงให้ลิเวอร์พูลขนาดไหน

     กรณ์พงศ์: เปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะเกมในสนามยกระดับขึ้นไปเลย ตั้งแต่อุลลิเยร์หรือราฟาเข้ามาดูลิเวอร์พูล แต่ละครั้งเชียร์เหนื่อยมาก ไม่รู้จะคิดมากอะไรนักหนานำ 1-0 ก็อุด เปลี่ยนตัวรุกเอากองหลังลง ฌิมี่ ตราโอเร่ ส่งลงมาอยู่ได้ สุดท้ายก็โดนยิง แต่คลอปป์ตรงข้าม บุกแหลกไล่กดดัน นำอยู่ก็เอากองหน้าเอาตัวบุกลงไปอีก เอาให้หมอบ ต้องแบบนี้

 

     นิหน่า: การเข้ามาของคลอปป์ถือเป็น Put the right man in the right job นอกจากเกมในสนามที่ดีขึ้น เขาจูนเข้ากับแฟนบอลสโมสรและทีมได้ติดหมด เชื่อว่าเขาคงเป็นแฟนของทีมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้มีแพสชันสูงมากจนไปจูนกับแฟนบอลที่แพสชันสูงเหมือนกัน จนเปลี่ยนเป็นพลังที่เหลือเชื่อ ขับเคลื่อนสโมสรไปในทางที่ถูกที่ควร ลองเปรียบเทียบกับช่วงตั้ง รอย ฮอดจ์สัน สิ ไม่มีใครเชื่อมั่น แต่ทำไงล่ะ จะเลิกเชียร์ก็ไม่ได้ นึกไม่ออกเหมือนกันหากไม่ใช่คลอปป์ ทีมเลือกเซ็นกับ คาร์โล อันเชลอตติ ที่เป็นข่าวพร้อมๆ กันจะจูนกับแฟนบอลได้ขนาดนี้ไหม

 

     บี แหลมสิงห์: ช่วงที่คลอปป์มาใหม่ๆ ลิเวอร์พูล เหมือนคนที่โดน ‘ควักหัวใจ’ กัปตันสตีเฟน เจอร์ราร์ด อำลาทีมไปมันเป็นเรื่องใหญ่เพราะสิ่งสำคัญที่ลิเวอร์พูลมีมาตลอดคือเด็กบ้านหรือสเกาเซอร์ (scouser) ที่ขึ้นมาเป็นตัวหลักอยู่กับทีมเป็นที่รัก เจอร์ราร์ดคือคนนั้นมาตลอดเป็นทศวรรษ แต่เมื่อเขาจากไปเรื่องที่แฟนบอลทั้งไทยและอังกฤษห่วงคือใครจะเป็นคนที่มาเชื่อมทีมกับแฟนบอล ผู้จัดการทีมอย่าง แบรนดอน ร็อดเจอร์ ในตอนนั้นก็ไม่มีใครเชื่อว่าเป็นคนที่ใช่

     นาทีนั้นแฟนหงส์เหมือนคนอกหักเจียนตายพอหันมาแล้วเจอคลอปป์ เห็นสิ่งที่เขาทำมันแบบ อุ้ย คุณพี่ขามันใช่เลยแต่จะใช่อีกนานไหมยังไม่รู้

 

     แจ็คเล็ก: ที่ว่าใช่ เพราะคลอปป์เป็นคนนำทุกสิ่งทุกอย่างกลับมาสู่ทีม ทำให้นักเตะมีความมั่นใจ ส่งความมั่นใจต่อถึงแฟนบอล ไม่ต้องกังวลเลยว่าเล่นแล้วทีมจะแพ้ไหม มีแต่ดูไปเถอะเดี๋ยวก็ชนะ ตาม 2 ลูก เดี๋ยวก็กลับมาได้ บุคลิกแบบนี้ก็คือบุคลิกของตัวเขา คือสู้ไม่มีท้อไม่ยอมแพ้ ทำทีมเต็มไปด้วยแพสชันและอารมณ์ร่วม

 

     นิหน่า: สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ย้อนไปถึงประโยคแรกๆ ที่คลอปป์ให้สัมภาษณ์ช่วงมารับงาน นั่นคือเราต้องเปลี่ยนจากคนที่มีความสงสัยให้กลายมามีความเชื่อ (We must turn from doubters to believers) เทียบกับยุค แบรนดอน ร็อดเจอร์ เล่นแต่ละนัดเสมอก็ยังดี แต่ตอนนี้มันมีความเชื่อ ต้องชนะสิ กลายเป็นเปลี่ยนมายด์เซตของแฟนบอลทั่วโลกจนถึงขั้นว่าต่อให้ได้ 97 แต้มแล้วไม่ได้แชมป์ก็ไม่เป็นไรเพราะรู้ว่านี่คือทำดีที่สุดแล้ว

 

     กรณ์พงศ์: มาถึงตอนนี้เหลือนัดสุดท้ายของฤดูกาลผมพูดได้เต็มที่ว่าภูมิใจในทีม มาตรฐานฟุตบอลมันเปลี่ยนไปแล้ว ใครที่พูดไว้ว่าปีนี้ไม่ได้ ก็จะไม่ได้ไปอีกนาน พูดแบบนี้มันเกินไปหน่อย กลับกันผมว่าปีนี้ไม่ได้ ปีหน้าจะยิ่งน่ากลัวเพราะต้องเสริมทีมอีก ดังนั้น ทีมอื่นระวังลิเวอร์พูลให้ดี

 

     บี แหลมสิงห์: ถ้าปีนี้ไม่ได้ก็ร้องไห้ก่อน เชื่อไหมบ้านผมไฟไหม้ผมยังไม่ร้องไห้เลย แต่กับลิเวอร์พูลนี่บ่อยจนเพื่อนสนิทแซว ตั้งแต่แม่ตายไป กูเห็นมึงร้องไห้ให้แค่ลิเวอร์พูลนี่แหละ มันมากล้นไปหมด อย่างเกมที่ชนะนิวคาสเซิลนาทีสุดท้ายจากพี่กี้ (ดิว็อก โอรีกี) ตอนนั้นบอกกับตัวเองไม่เอาแล้วนะเว้ย อย่าทดสอบจิตใจมากไปกว่านี้เลย พอแล้ว ให้ไปหมดแล้ว ที่เหลือไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ยอมได้ เมื่อทีมยกระดับมาตรฐานขึ้นไปแล้ว แฟนบอลก็ต้องยกระดับจิตใจตามไปด้วย อย่างผมอยู่มานานตั้งแต่ยุคแมนวลจนตอนนี้มีแฟนที่ด่าทีมทันทีทั้งๆ ที่ไม่รู้เรื่องอะไร มันรู้สึกไม่ดี ดังนั้นอย่าไปกลัวแพ้ ถ้าจะเชียร์ลิเวอร์พูล ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นทุกคนเข้าใจและพร้อมสนับสนุน

 

     นิหน่า: อยากฝากถึงแฟนบอลทีมเราเองที่คิดว่าปีหน้าอาจจะไม่ดีแบบนี้ ดูไม่ให้เกียรติทีมเกินไป ราวกับว่าเส้นทางที่ผ่านมามันฟลุกตลอด จนได้ 97 แต้ม ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่ นี่คือผลมาจากความทุ่มเท มุมมองการทำทีมในระยะยาว จนมีวันนี้ ต้องให้เกียรติกัน โอเค ปีหน้าทีมอาจโดนดูดนักเตะเก่งๆ ไป แต่มั่นใจสิว่ามีผู้จัดการทีม มีผู้บริหารที่สนับสนุนทีมเต็มที่ ทีมจะไปในทางที่ถูกที่ควร

 

     แจ็คเล็ก: ผลงานปีนี้ทำให้แฟนบอลวางใจได้ว่าปีต่อๆ ไปจะดีขึ้น ทุกอย่างหลอมรวมจนจะเป็นรูปร่าง เปรียบลิเวอร์พูลเป็นคนอายุสัก 30 ปี ระหว่างทางมีช่วงเหลวแหลก ติดยา ออกนอกลู่นอกทาง ติดเกม จนตอนนี้สามสิบแล้ว เขาคิดได้ว่าต้องไปในทิศทางไหน มีผู้นำที่ดี พร้อมจะพาไปในสิ่งที่ดีขึ้น เชื่อว่าแฟนลิเวอร์พูลก็น่าจะเห็นได้

     มีคนชอบถามว่าความสำเร็จถ้วยรางวัลของแฟนบอลลิเวอร์พูลคืออะไร ผมตอบในมุมของผมเองว่าความสำเร็จถ้วยรางวัลของผมคือการได้เชียร์ลิเวอร์พูล ไม่ว่าไอ้คนคนนี้จะพาไปที่ไหนผมพร้อมไปด้วยกันทุกที่เลย

 

     นิหน่า: ตราบใดที่ยังเห็นแพสชันในทีมแสดงให้เห็นว่ามุ่งมั่นพยายามทุกอย่างแล้ว สุดท้ายจะไปที่ไหนไม่ติดเลย กลับกันถ้าเล่นไม่ดี ไม่มีใจ เราจะเฟลมาก เพราะในฐานะแฟนบอลเราสนับสนุนทุ่มเทมาตลอด ผู้เล่นมาแล้วก็ไป แต่แฟนบอลและสโมสรยังอยู่ ดังนั้น มาตีอกชกตัวว่าทำไม 97 แต้มไม่ได้แชมป์ก็ไม่มีประโยชน์ แต่มันอาจจะได้แชมป์ก็ได้นะ

 

แฟนลิเวอร์พูล
‘กุ๊ก’ – กรณ์พงศ์ ศิริวิศาลสุวรรณ

 

ถ้าเขียนบทเองได้ เกมนัดส่งท้ายของฤดูกาลสามทุ่มวันอาทิตย์ คุณอยากให้ออกมาเป็นแบบไหน อดทนรอความสำเร็จมานานเอาให้มันดราม่าจนนาทีสุดท้ายเลยไหม

     แจ็คเล็ก: เป็นคำถามที่ไม่น่าถามเลย ต้องจบที่ลิเวอร์พูลเป็นแชมป์สิ ใครจะอยากให้ซิตีได้ ไม่มีหรอก ไม่มี

 

     กรณ์พงศ์: เอาแบบนี้ เขี่ยบอลมาแป๊บเดียว แมนฯซิตี โดนใบแดง 2 คนเลย (“โห พี่กุ๊ก อย่าวู่วาม ใจเย็นๆ” — ทั้งสามคนที่เหลือพยายามดึงอารมณ์เขาเอาไว้ด้วยเสียงหัวเราะ)

 

     นิหน่า: เหมือนที่คลอปป์พูดบ่อยๆ ให้เป็นไปตาม destiny ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว ต่อให้เราดิ้นรนอยากเปิดไปดูหน้าต่อไปว่าผลเป็นแบบไหนก็ทำไม่ได้ ขนาดทีมเราว่ามากับดวงแล้ว ชนะนิวคาสเซิลแบบนั้น แต่ถัดมา 2 วัน เกมที่ซิตีชนะเลสเตอร์ เขาก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน แล้วยังไงดี แบบนี้นัดสุดท้ายต้องตัดสินกันด้วยภาพถ่ายไหม หรือจะเหมือนปี 2012 ที่แมนฯยู จบก่อนฉลองแชมป์แล้ว แต่ซิตีจบทีหลังได้ กุน อาเกวโร ยิงแซงเอาแชมป์ไป

     ถ้าเป็นแบบนั้นมีหัวใจวายตายแน่ๆ (ความหลังที่เธอเล่าทำเอาเหล่าช่างภาพเด็กผีของเราซี้ดดังลั่นร้าน) ยังไงก็ถนอมหัวใจเราบ้างนิดนึง อยากให้ฟ้าเห็นความมุ่งมั่นตั้งใจของเราที่ไม่ยอมแพ้ ซิตีได้แชมป์บ่อยแล้วทำไมเราไม่ได้บ้าง

 

     แจ็คเล็ก: ไหนๆ จะดราม่าก็เอาให้สุดไปเลย

 

สมมติว่าทีมคุณได้แชมป์มาจริงๆ จะเป็นการปลดปล่อยหรือเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ไหม

     บี แหลมสิงห์: ถึงตอนนี้ลิเวอร์พูลชนะหมดแล้วในเรื่องนอกสนาม จากแอนฟิลด์ที่เหมือนโกดังเก่าๆ ในปี 2004 ตอนนี้กลายเป็นสนามสวยงามทันสมัยใหญ่โต การเข้ามาบริหารทีมของ จอห์น ดับเบิลยู เฮนรี ก็เอาชนะใจแฟนบอลได้แล้ว โอเค ธุรกิจก็คือธุรกิจ ต้องมีการขายผู้เล่นออกไป แต่ทุกครั้ง สิ่งที่ตามมาเราเห็นความจริงใจแฝงในการสร้างทีม ใครจะเชื่อว่ามูลค่าหน้าอกเสื้อลิเวอร์พูลจะสูงขนาดนี้ ถ้าได้แชมป์ขึ้นมาจะทำให้ลิเวอร์พูลชนะครบทุกอย่าง

 

แฟนลิเวอร์พูล
‘บี แหลมสิงห์’ – สยามพงษ์ ผลมาก

 

ความเชื่อ โชคลาง ความเพี้ยนมากมายก่อนหงส์ลงสนามแข่ง

 

ขอพักเรื่องลุ้นแชมป์ฤดูกาลนี้ไว้ก่อนในฐานะที่เชียร์ลิเวอร์พูลมานาน การเชียร์ลิเวอร์พูลในตอนนี้ก้าวข้ามงานอดิเรกหรือสันทนาการแล้วหรือยัง

     แจ็คเล็ก: รู้แต่ว่าต้องปรับตัวเยอะในยุคที่มีสื่อโซเชียลมากขนาดนี้ ต้องปรับตัวให้เข้ากับแฟนทีมอื่น ในการโพสต์ผมเองไม่สามารถไปตอบโต้หรือพิมพ์ทุกอย่างที่คิดได้ ต้องแคร์คนรอบข้างด้วย เมื่อก่อนไม่ต้องกังวลว่าดูบอลแพ้นัดหนึ่งจะเจออะไรในเฟซบุ๊ก

 

     บี แหลมสิงห์: ผมจะเจอสถานการณ์คล้ายกับแจ็ค ขอเลือกจะไม่อ่านหน้าแรกเพราะผมอาจจะพยาบาทเพื่อน ใช้คำว่าพยาบาทได้เลย การดูฟุตบอลของเราลงลึกไปไกลแล้ว เรื่องแฟนบอลลิเวอร์พูลผมแบ่งเป็น 2 ทีมนะ เด็กหงส์ก็แบบที่นั่งอยู่นี่ แยกแยะเหมาะควรได้ อีกทีมคือเด็กเป็ด เกรียนๆ เที่ยวไปเปิดศึกต่อกรกับอีกฝั่ง แล้วเราก็ได้รับผลกระทบจากแฟนบอลทีมอื่นไปด้วย แต่จะทิ้งเด็กเป็ดก็ไม่ได้เพราะมันก็น้องเรา

     เรื่องนี้ผมกลายเป็นผู้รับเคราะห์ บางคนไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์อะไรเลย แต่บอลแพ้มาแล้ว “สมน้ำหน้ามึง” อ้าว พี่ครับ ผมไม่ได้เกี่ยวอะไรเลย ส่วนคำถามว่าฟุตบอลไปไกลกว่างานอดิเรกไหม มันไปไกลกว่าสันทนาการนานแล้ว ยิ่งปีนี้ยิ่งหนักเลยนะ (“หูยยยยยยยย ดูไปต้องดมยาไป” — จะเสียงใครคุณผู้อ่านคงเดาได้) อย่างแมตช์ล่าสุดนี่จะตายให้ได้ บุกเท่าไหร่ก็ไม่ชนะสักที ถึงขั้นต้องไปเคาะห้องภรรยาแล้วถามว่าไอ้เกมชนะสเปอร์ส ผมใส่เสื้อตัวไหน จนไปหาเจอว่าใส่ผิดปี ต้องใส่ปี 2005 นั้นแหละเข้าทาง ลุ้นมันจนเสื้อขาดเลย

 

     นิหน่า: แล้วก่อนเกมใครมีความเชื่อที่ต้องทำเป็นประจำก่อนลิเวอร์พูลลงสนามไหม

 

     กรณ์พงศ์: ต้องดูตั้งแต่เขี่ยบอลทั้งสองครึ่งและห้ามเปลี่ยนช่อง ผมเคยมีเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อแบบนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2005 เกมนัดชิงแชมเปียนส์ลีกกับเอซี มิลาน ในตอนนั้นยังทำงานเป็นนักดนตรี แล้วก็เสิร์ฟในร้านของแม่ที่ อตก. วันนั้นมีแขกมารวมตัวกันเชียร์บอลที่ร้าน เราก็มีเสื้อลิเวอร์พูลไว้ให้ใส่เชียร์ จนเหลือเสื้อมิลานอยู่ตัวเดียวที่ไม่มีใครหยิบ ไม่รู้จะทำยังไงในเกมก็ตาม 3-0 เอาไงดีใส่เองก็ไม่กล้า

     พอดีแม่ผมเลี้ยงหมาไว้ตัวหนึ่งที่ร้าน ก็เอาวะ ให้มันใส่เสื้อมิลานไปเลย เท่านั้นแหละครึ่งหลังราฟาส่ง ดีทมาร์ ฮามันน์ ลงมา แล้วเกมมันเปลี่ยน จาก 0-3 ไล่ทันเป็น 3-3 ตอนนั้นทั้งร้านมั่นใจ ตะโกนแชมป์แน่ๆ สุดท้ายก็เป็นตามนั้น เฮร้องไห้กันหมด

 

     นิหน่า: ปีนี้พี่เตรียมเสื้อแมนฯ ซิตี ไว้รึยังคะ

 

     แจ็คเล็ก: แล้วหมาตัวนั้นยังอยู่ไหม

 

     กรณ์พงศ์: เตรียมแล้ว แต่เอาจริงๆ ตอนนี้หาหมาไม่ได้

 

     แจ็คเล็ก: แล้วคุณแม่ล่ะ (นิหน่า) มีความเชื่ออะไรก่อนเกมไหม

 

     นิหน่า: หนักมากทั้งนิหน่าเอง คุณเจียร์ (จีรวรรณ ด้วงนาม แฮเรียต บรรณาธิการของสโมสรลิเวอร์พูลประจำประเทศไทย) และกลุ่มเพื่อนใน LFC Girlfriends ถือเรื่องพวกนี้เยอะมาก ในวันแข่งอะไรที่ชื่อไม่ดีห้ามกิน ทั้งโจ๊ก เป็ด ไม่กิน หากอาทิตย์ที่แล้วผลออกมาไม่สำเร็จ สิ่งที่ทำตอนนั้นห้ามทำอีก ยกตัวอย่างคุณแบงค์ (พชร ปัญญายงค์) กินก๋วยเตี๋ยวเรือมาสามอาทิตย์ แล้วแมนฯ ซิตี ชนะสามนัดพอมานัดที่สี่ทำท่าจะโพสต์อีก ยอมไม่ได้ ห้าม ต้องลบออกเดี๋ยวนี้ แบนไปเลย

     ยังไม่หมดนะเรื่องโชคดวง วันแข่งจะไม่ใส่เสื้อทีม และวันแข่งจะเน้นทำบุญ ออกไปนอกบ้านเจอคนตาบอดทำหมดไม่เคยปฏิเสธ

 

     แจ็คเล็ก: ผมจะเหมือนนิหน่า คือไม่ใส่เสื้อทีมวันแข่ง และเหมือนพี่บี คือถ้านัดที่ชนะเราทำอะไรก็ทำเหมือนเดิม เช่น ใส่แว่นอันนี้ ใส่รองเท้าคู่นี้ กางเกงตัวนี้ จะใส่เชียร์ไปเรื่อยๆ จนกว่าทีมจะแพ้หรือสะดุดค่อยเปลี่ยน

 

     นิหน่า: ฤดูกาลที่แล้วดวงชงมาก สถิติในการเชียร์ไม่ดีเลย อย่างเกมกับแมนฯ ซิตี ทีมสู้ไม่ได้เลย จนเพื่อนโทร.มาถามว่าดูอยู่หรือเปล่า ถ้าดูอยู่ปิดเลย ซึ่งพอปิด ทีมยิงได้ทันที จนเอาละ ฤดูกาลที่แล้วยอมเชียร์ทางทวิตเตอร์ก็ได้ แต่ฤดูกาลนี้แก้ชงเรียบร้อย เชียร์ได้สบาย

 

แฟนลิเวอร์พูล
‘นิหน่า’ – สุฐิตา ปัญญายงค์

 

Respect คือคำตอบของทุกอย่าง

 

ในยุคที่สื่อออนไลน์ทำให้ทุกอย่างมันเร็วและเข้าถึงตัวกันง่าย แสดงความเห็นกันได้ทันทีทันใดทำให้การเชียร์ฟุตบอลสนุกมากขึ้นด้วยหรือเปล่า หรือลึกๆ ก็ไม่โอเคเท่าไหร่

     แจ็คเล็ก: เอาจริงๆ ผมไม่สนุกเลยกับการได้เห็นแฟนบอลทีมอื่นมาพูดถึงลิเวอร์พูลแบบแปลกๆ ผมไม่ระบุแล้วกันว่าทีมไหน (“อันดับล่าสุดอยู่ที่เท่าไหร่” — บี แหลมสิงห์ ชงคำถาม) อยู่อันดับ 6 (หัวเราะ) โลกนี้มันไปถึงไหนแล้ว แต่จิตใจคนเรามันไม่ไปตาม ไม่รู้ว่าเขาเอาความมั่นใจจากไหนมาพูดถึงลิเวอร์พูล ไม่เข้าใจ คือถ้าทีมที่ผมเชียร์อยู่ที่ 6 ผมจะไม่ยุ่งกับใคร จะนอนร้องไห้ให้หมอนเปียกน้ำตาไป อยากให้พวกคุณเอาเวลาที่มาต่อว่าลิเวอร์พูลไปดูทีมตัวเองก่อนว่า มันอยู่ทิศทางไหน เชื่อว่ามันไม่ต่างจากที่พวกผมเคยเจอและรอมาหรอก ยิ่งมาอยู่ในปัจจุบันที่ทีมลุ้นแชมป์พรีเมียร์ไม่ใช่ 2 แต่กลายเป็น 6 ทีม การลุ้นแชมป์มันยากขึ้นทุกวัน โอกาสหลุดวงโคจรก็เป็นไปได้

     ที่ต้องการสื่อคือการโพสต์อะไรถึงทีมที่ตัวเองเชียร์มันไม่ผิดหรอก แต่ถ้าต้องการจะแซะทีมใครก็ควรส่องกระจกก่อน แสดงความเห็นนั้นทำได้หากว่ากันไปตามเหตุและผล อะไรไม่ดีก็ว่าไป แต่ไม่ใช่พูดไปเรื่อยเปื่อย มันไม่สนุกหรอก ทั้งคนอ่านหรือโพสต์เอง ผมเชื่อเลยหากเขาเชียร์ฟุตบอลในความคิดแบบนี้ ในใจก็ไม่มีความสุข

 

     กรณ์พงศ์: ยกตัวอย่างเกมแชมเปียนส์ลีกรอบรองชนะเลิศนัดแรกที่บุกไปแพ้บาร์เซโลนา 0-3 เป็นความพ่ายแพ้ที่ผมมีความสุขนะ เราบุกกดดันจนบาร์ซาโงหัวไม่ขึ้น แต่จังหวะฟุตบอลไงที่ทำให้บาร์เซโลนาชนะไปได้ คุณได้ดูไหมล่ะ ผู้จัดการทีมที่ขึ้นนำยืนหน้าเครียดเกาหัวแกรกๆ ขณะที่ เจอร์เกน คลอปป์ ทีมตามหลังแต่ใบหน้ามั่นใจ แต่พอบอลจบ เอาแล้ว มาแล้ว เป็ดอย่างโน้นอย่างนี้ กาก ว่าวแน่ เฮ้ย มึงดูบอลคู่เดียวกันหรือเปล่าวะ

 

     บี แหลมสิงห์: บางคนมาเมนต์หลัง 9 โมง นอน ไม่ได้ดู ตื่นแล้วไล่ดูไฮไลต์ก็เมนต์เลย เด็กเดี๋ยวนี้ดูแต่ไฮไลต์เยอะ ไว้วันหลังๆ พี่จะอัดเทปให้ เอาไปดูแบบตั้งใจนะ

 

     นิหน่า: ส่วนตัวเลยคิดว่าหากจะแหย่หรือเล่นกับใครควรเล่นกับคนที่รู้จัก เล่นกับคนที่สนิท แต่พอมีโซเชียลมีเดีย รู้จักก็ไม่รู้จักก็จะเล่นไง เคยเจอกับตัวเลย เป็นเด็กผู้ชายเดินสวนกัน แล้วก็ทักเรา เป็นไงพี่ ปีนี้เดี๋ยวก็ว่าวอีก คือไม่รู้จักกันมาก่อนเลย เฮ้ย เราเป็นผู้หญิงนะ ไม่รู้จะตอบยังไง ถ้ารู้จักกันก็ตอบโต้กันได้ แซวกลับได้ แต่พอไม่รู้จัก อารมณ์โกรธมันก็เกิดขึ้น เรื่องแบบนี้สร้างความกระอักกระอ่วนใจ

 

     แจ็คเล็ก: การแซวกัน บลัฟกัน มันเป็นเรื่องปกติในการเชียร์ฟุตบอลในหมู่เพื่อนฝูง แต่พอมีโลกโซเชียลฯ เรื่องมันเลยลุกลามเลยเถิดไป ถ้าเราควบคุมให้มันพอดี ด้วยเหตุผล ใจเขาใจเรา การเชียร์ฟุตบอลก็สนุกขึ้น

 

     บี แหลมสิงห์: เรี่องนี้ทำเสียบรรยากาศ อย่างในเพจมีข้อความดีๆ ของกระทู้นั้นเป็นร้อย แต่มาเจอแย่ๆ แค่เมนต์เดียว ความรู้สึกมันเสียไปหมดเลย จนตอนนี้ไม่ตอบโต้อะไร เพราะเคยซัดกันไปแล้วไม่สนุก เต็มที่ก็บล็อก ยอมเสียเขาไปดีกว่า

 

     นิหน่า: โชคดีที่เพจตัวเองมีแต่คนดีๆ นานๆ ทีจะมีเกรียนมา แล้วเราก็ไม่ตอบโต้อะไร เพราะต้องการให้เขารู้เองว่าที่ตรงนี้ไม่เหมาะกับเขานะ เคมีไม่ตรงกันก็ไปเถอะ

 

แฟนลิเวอร์พูล
‘แจ็คเล็ก’ – สุวินัย อ่อนสอาด

 

แต่มันเกี่ยวกับวีรกรรมของแฟนลิเวอร์พูลด้วยหรือเปล่า จนเป็นที่มาของเด็กหงส์ขี้โม้ จัดขบวนแห่ฉลองความสำเร็จแล้วก็ไม่ได้แชมป์

     บี แหลมสิงห์: เหมือนที่บอกตอนแรก เกรียนก็เด็กเป็ด ส่วนนี่เด็กหงส์ จะแซวกันก็ดูสักหน่อย ด้านแก๊งที่แห่ฉลองแชมป์นี่อยากเจอตัวจริงๆ จะแกล้งปล่อยลมยางให้เข็ด

 

     แจ็คเล็ก: จันทร์นี้ (13 พฤษภาคม) ผมเตรียมรถแห่ฉลองแชมป์ไว้แล้วนะพี่ (หันไปบอกบี แหลมสิงห์ ที่นั่งติดกัน เรียกเสียงฮาได้ลั่นวง) ถ้าได้แชมป์จันทร์นี้แห่ฉลองแน่นอน มั่นใจว่าไม่ได้มีแค่พวกผมแน่ๆ เผลอๆ รถติดตั้งแต่วิภาวดี หลบตำรวจให้ดีแล้วกัน เดี๋ยวเขาคิดว่ามาผิดงาน

 

     นิหน่า: เรื่องแซวกันยืนยันว่าทำได้ แต่พวก hate speech ก็ไม่ไหว ห่วย กาก เป็ด ถามจริงคนเราไปโกรธอะไรกันมาต้องด่ากันเบอร์นี้เลยเหรอ ในสนามนักฟุตบอลสองทีมเขาก็เพื่อนกัน มีแต่แฟนบอลจะฆ่ากันตาย โดยเฉพาะแฟนบอลบ้านเรา มันต้องดุเดือดขนาดนั้นเลยเหรอ ที่เตือนก็เพราะมันเป็นเรื่องความปลอดภัยของตัวคุณเอง จะหาเรื่องให้เจ็บตัวทำไม

 

     กรณ์พงศ์: ถ้าผมโดนแบบนิหน่า คือเดินอยู่ดีๆ แล้วมีใครก็ไม่รู้มาแหย่ ว่าว แชมป์ว่าว ผมต่อยแล้ว ล้อทำไมก็ไม่รู้จักกัน ว่าวอะไร ว่าวพ่อมึงสิ เป็นเพื่อนกันหรือไง ลองเปลี่ยนเป็นสู้นะ ให้กำลังใจกัน เรียบเรียงคำพูดให้ออกมาดีหน่อย เออ แบบนี้แซวกันก็รับได้

 

     นิหน่า: หากเป็นเรื่องอื่นคุณกล้าแซวแรงๆ ไหม เดินไปเจอคนไม่รู้จัก ทำไมพี่แต่งตัวได้โคตรไม่หล่อเลยล่ะ แบบนี้ชวนโดนต่อยไหม แล้วทำไมถึงคิดว่าเป็นฟุตบอลแล้วแซวได้ ดังนั้น โซเชียลมีเดียมันก็มีข้อดี คือเราใกล้ชิดแลกเปลี่ยนข้อมูลได้เร็วขึ้น แต่ข้อเสียที่หนีไม่พ้นคือไม่มีความเกรงใจ

 

     บี แหลมสิงห์: คนเราระดับความลึกในการดูฟุตบอลไม่เท่ากัน มีทั้งเชียร์เอาสนุกเอามัน เชียร์ตามเพื่อน เชียร์เพื่อไล่ล่าแชมป์ หรือเชียร์ด้วยศรัทธา ดังนั้น จะเข้าไปในแต่ละสถานที่ เช่น แต่ละเพจ แต่ละวงสนทนา ก็ต้องเข้าใจว่าสังคมเขาเป็นอย่างไร เลเวลของพวกเขาไประดับไหน

 

ขอถามแทนเกรียนแล้วกัน หากผมเป็นพวกเชียร์เอามัน แล้วจะแหย่กลุ่มที่เชียร์ด้วยศรัทธาไม่ได้เหรอ ผมแหย่คุณไม่ได้หรือไง

     แจ็คเล็ก: เรื่องนี้มันคือหลักการใช้ชีวิตทั่วๆ ไป อย่าไปกดคนอื่นเพื่อให้ตัวเองสูงขึ้น หากคิดแบบนี้ได้ทั้งการเชียร์ฟุตบอลหรือการดำเนินชีวิต ปัญหาก็ไม่เกิด ไม่อย่างนั้นมันจะมีแต่ข้ออ้าง อะไรผมแซวคุณไม่ได้เหรอ แค่นี้เอง แต่คุณดูสิว่า ไปเอาจุดด้อยของอีกฝ่ายมาเล่นงานให้ตัวเองสูงขึ้นหรือเปล่า เพียงแค่เคารพซึ่งกันและกันเท่านั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย

 

     นิหน่า: ขอย้อนกลับคำถามนี้ด้วยการถามว่าทำไมต้องเอาความรู้สึกคนมาล้อเล่นล่ะ ไม่ใช่แค่ฟุตบอลนะ ไหนจะคำแบบอ้วนขึ้นหรือเปล่า ไปทำอะไรมาดำเชียว ทำไมไม่ทักด้วยเรื่องดีๆ ล่ะ ไม่ได้โลกสวย แค่จะย้อนถามว่าทำไมต้องเล่นกับความรู้สึกคนด้วย

 

แฟนลิเวอร์พูล

 

ได้เรียนรู้อะไรจากการเชียร์ลิเวอร์พูล แล้วคุณเอามาต่อยอดกับชีวิตตัวเองอย่างไร

     บี แหลมสิงห์: ทั้งลิเวอร์พูลและฟุตบอลทำให้ผมมีวันนี้ อย่างแรกทำให้ครอบครัวผมมีความสุข จากความชอบสองสิ่งนี้ทำให้ผมรอดจากยาเสพติดมาได้ในวัยเด็ก ซึ่งมองย้อนกลับไป ชีวิตผมเสี่ยงมาก แต่พอรู้ว่าชอบฟุตบอลและทีมลิเวอร์พูล ก็ทำให้รู้ว่าจะทำอาชีพอะไร ตอนนั้นหากเป็นนักฟุตบอลก็คงไปได้ไม่ไกล เพราะบ้านเรายังไม่มีแม้แต่ลีกกึ่งอาชีพ เงินไม่ได้เยอะเหมือนปัจจุบัน เหตุผลนี้ผมเลยเลือกเป็นนักข่าว เพื่อจะได้อยู่กับฟุตบอลและลิเวอร์พูล พร้อมก้าวตามฮีโร่อย่าง ‘พี่โย่ง’ – เอกชัย นพจินดา

     ไม่ได้อำนะ ภรรยาบอกผมเองว่าให้ไปซื้อลูกฟุตบอลจากลิเวอร์พูลมาบูชา วางต่ำกว่าพระนิดเดียว เพราะฟุตบอลทำให้เรามีวันนี้ ทำให้เจอกับภรรยา ทำให้ชีวิตมีเป้าหมาย ที่ทำทัวร์พาแฟนๆ ไปดูฟุตบอล ก็เพราะอยากไปแอนฟิลด์บ่อยๆ สรุปสั้นๆ สำหรับผมลิเวอร์พูลและฟุตบอลคือชีวิตครับ

 

     แจ็คเล็ก: ลิเวอร์พูลคือเพื่อนของผม เป็นเพื่อนรัก นำพาสิ่งดีๆ มาในชีวิต พาไปเจอผู้คนมากมาย ไม่ใช่แค่แฟนบอลลิเวอร์พูลด้วยกัน แต่แฟนๆ อีกหลายทีม ลิเวอร์พูลนำมิตรภาพดีๆ มาสู่ชีวิตของผม

 

     นิหน่า: จริงๆ นิหน่าเดินไปบนเส้นทางอื่นมาแล้ว ทั้งนักร้อง นักแสดง แต่สิ่งที่ไม่เคยลืมคือความฝันที่จะได้ไปยืนรายงานข่าวจากสนามแอนฟิลด์ จนเมื่อวันที่มีคนชวนไปทำกีฬา เหมือนย้ำถึงความฝันของเราว่าสิ่งที่เราต้องการคืออะไรและเริ่มต้นมาจากไหน มีครอบครัวมีสามี ก็เริ่มจากชอบลิเวอร์พูลด้วยกัน ไหนจะมิตรภาพดีๆ ได้ทำงานกับสโมสรที่เรารัก ได้เห็นว่าพวกเขาแคร์แฟนบอลจริงๆ นี่คือ way of life เป็นได้ทั้งเพื่อน สำหรับบางคนเป็นได้ถึงศาสนา แต่สำหรับนิหน่าสิ่งที่ชัดที่สุดคือตลอดช่วงเวลาที่เชียร์ลิเวอร์พูล นิหน่าได้เจอทั้งช่วงที่ดีมีความสุขที่สุดกับความสำเร็จ หรือช่วงที่ตกมากๆ ของทีม ตกถึงขั้นจะโดนยึดสโมสร นี่แหละคือชีวิตที่สอนให้เราได้เข้าใจว่ามันมีขึ้นมีลง ไม่แย่เสมอไปหรอก

     คำว่า You’ll never walk alone ไม่ใช่คำที่พูดกันเท่ๆ แต่พิสูจน์แล้วว่า คำนี้สื่อถึงแฟนบอลที่ไม่ทิ้งกัน สโมสรไม่ทิ้งแฟนบอล นักเตะก็ทำทุกอย่างเพื่อสนับสนุนกันและกัน ไม่ใช่แค่พูดออกไป แต่รู้สึกแบบนั้นจริงๆ

 

     กรณ์พงศ์: ผมได้อะไรมากมายจากการเชียร์ลิเวอร์พูล ได้รักทีมฟุตบอลนี้ ตามเชียร์อย่างอดทนรอ ในช่วงเวลาที่ยังไม่สำเร็จก็เรียนรู้ว่ามีความสุขร่วมกันได้ ต่อยอดมาทำร้านที่แสดงออกถึงทีมรักอย่าง The Kook Restaurock รวบรวมเอากลุ่มคนที่รักทีมมาร่วมเชียร์ด้วยกัน กลายเป็นมิตรภาพที่สวยงาม ทั้งนี้สิ่งที่ดีที่สุดเลยจากการรักลิเวอร์พูลก็คือ ผมได้รู้จักและเข้าใจคำว่าศรัทธา รู้จักมันมากขึ้น ได้เห็นถึงพลังที่แฝงอยู่ข้างใน ยากนะที่จะอธิบายได้ แต่ถ้าเรามีศรัทธาจริงๆ กับอะไรสักอย่าง เราจะมีความสุขไปกับเรื่องนั้นได้เสมอ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

 

สุดท้ายแล้ว ถึงตอนนี้คุณเปลี่ยนทีมเชียร์ได้ไหม

     บี แหลมสิงห์: ชีวิตผมเคยเจอคนหนึ่ง เขาเคยเชียร์ลิเวอร์พูลมาก่อน อยู่ๆ ไปเชียร์แมนฯ ยูไนเต็ด ขอโทษนะ ผมเลิกคบเลย เรื่องนี้เปลี่ยนไม่ได้ ยังไงก็ไม่เปลี่ยนครับ ไม่มีเหตุผลอะไร ในชีวิตตอนนี้มีอยู่ 2 อย่างที่เปลี่ยนไม่ได้คือบอลกับเมียนี่แหละ ไม่เปลี่ยนใจแน่นอน

 


FYI

     ใครที่คิดว่าเรื่องเตรียมแห่ฉลองแชมป์ล่วงหน้าของแฟนลิเวอร์พูลเป็นเรื่องขำขอให้คิดใหม่ เพราะตอนนี้สภาเมืองลิเวอร์พูลเตรียมเส้นทางเพื่อฉลองแชมป์แล้ว 

     เรื่องนี้มีการเปิดเผยจาก Liverpool Echo สื่อของเมืองลิเวอร์พูล ว่าสโมสรเตรียมเปิดแผนฉลองใหญ่ของหงส์แดง รวมถึงเส้นทางแห่ถ้วยแชมป์ขบวนพาเหรด หากทีมสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก หรือยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ซีซันนี้มาครองได้สำเร็จ

     ​สำหรับเส้นทางของขบวนพาเหรด จะเริ่มต้นที่อัลเลอร์ตัน เมซ และขึ้นไปทางเหนือตามถนนควีนส์ ไดรฟ์ มุ่งหน้าสู่วงเวียนไฟฟ์เวย์ส และร็อกเก็ต ฟลายโอเวอร์ และสิ้นสุดที่บลันเดลล์ สตรีท ทั้งนี้หากลิเวอร์พูลได้แชมป์พรีเมียร์ลีกวันอาทิตย์นี้ จะมีขบวนพาเหรดแห่ในเมืองทันทีในวันรุ่งขึ้น

     ส่วนแชมป์ UCL ถ้าสามารถได้มาครอง พิธีการแห่ฉลองจะมีขึ้นในวันถัดไปเช่นกัน และขบวนแห่ทั้งสองกำหนดเริ่มในเวลา 4 โมงเย็นตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับเวลาประเทศไทย 4 ทุ่มตรง

     ทั้งนี้อย่ามองเป็นเรื่องบ้าบอ ตื่นตูม แล้วรอซ้ำหากเขาพลาดเลย เพราะเป็นขั้นตอนที่ถูกต้องเพื่อเตรียมงานใหญ่ระดับที่มีผู้คนออกมาบนท้องถนนเป็นแสน ต้องมีการประสานงาน เจ้าหน้าที่ตำรวจมาดูแลความปลอดภัย มีเจ้าหน้าที่เพื่อเคลียร์เส้นทางไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสภาพรถติด ซึ่งทีมอื่นๆ ที่กำลังลุ้นแชมป์รายการใหญ่ต่างก็ทำเป็นขั้นตอนปกติ

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

พรรษิษฐ์ วิชญคุปต์

ชายอวบแน่นบ้ากีฬา ดนตรี และวงสนทนามาแต่เด็ก จนกลายเป็นคนปากจัดเล่าเรื่องผ่านไมค์และตัวหนังสือ ทว่าสุดท้ายสยบนิ่งต่อลูกสาวตัวน้อย

เรื่องโดย

วงศกร ยี่ดวง

ฝ่ายสร้างสรรค์วิดีโอประจำ a day BULLETIN