สัมผัสเบื้องหลังเวที The Lion King แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ก่อนการแสดงจะเริ่มในอีกไม่กี่ชั่วโมง

The Guest
3 Oct 2019
เรื่องโดย:

ตนุภัทร โลหะพงศธร

Highlights

นับตั้งแต่เปิดการแสดงครั้งแรกในปี 1997 ตลอดระยะเวลา 22 ปีในวงการละครบรอดเวย์ The Lion King คือละครเพลงที่ประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มีคนที่ได้ชมการแสดงนี้มาแล้วมากกว่า 100 ล้านคน มีความแตกต่างด้านการสร้างถึง 25 โปรดักชัน ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศมากถึง 8 ภาษา การันตีความยอดเยี่ยมด้วยรางวัลด้านศิลปะการละครมากกว่า 70 รางวัลจากทั่วโลก

        a day BULLETIN ได้รับโอกาสสุดพิเศษให้เข้าไปสัมผัสเบื้องหลังการทำงานจากทีมงานมืออาชีพระดับโลก เพื่อชมการแต่งหน้าตัวละคร รวมถึงเรียนรู้วิธีการดูแลรักษาหุ่นเชิดและหน้ากาก พร้อมทั้งพูดคุยกับเหล่านักแสดงคนสำคัญผู้รับบทบาทเป็นราฟิกิและสการ์ ถึงความรู้สึกที่พวกเขาได้มาแสดงครั้งแรกในประเทศไทย ก่อนที่การแสดงองก์แรกจะเริ่มต้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น

        หลังจากได้เข้ามาบริเวณหลังเวที Heather-Jay Ross ยืนรอต้อนรับเราด้วยรอยยิ้ม เธอรับหน้าที่เป็น Head of Hair and Makeup คอยดูแลการแต่งหน้าให้นักแสดงทุกคน จุดที่พวกเรายืนอยู่คือตู้ที่เปิดออกมาเป็นโต๊ะแต่งหน้าของเหล่านักแสดงซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายได้ เธอบอกว่านี่คือคลังสมบัติของเธอเพราะภายในตู้บรรจุอุปกรณ์ สี และเครื่องสำอางที่ใช้ในการแสดงทั้งหมด เธอบอกกับเราว่าถ้าพร้อมแล้ว เธอจะเริ่มแต่งหน้าเสือชีตาห์และนกซึ่งเป็นสัตว์ที่ออกแสดงในฉากแรกให้ดู

 

The Lion King

 

        “ก่อนการแสดงจะเริ่มขึ้นในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า นักแสดงทุกคนทั้งตัวละครหลักและนักแสดงสมทบจะมารวมตัวกันเพื่อแต่งหน้าตามบทบาท หมายความว่านับตั้งแต่วินาทีนั้นทีมงานแต่งหน้าจะไม่ได้หยุดพักเลย เพราะพวกเราต้องคอยดูความเรียบร้อยบนใบหน้าของนักแสดงจนกว่าการแสดงจะจบลง เคยมีคนถามฉันว่าเป็นยังไงบ้าง สนุกแน่เลย แต่งหน้าเสร็จแล้วมานั่งดูละครต่อ ฉันบอกเขาว่าไม่ได้ดูละครเลยสักนิด เชื่อไหมกว่าจะได้นั่งพักจริงๆ คือหลังองก์แรกจบลง เพราะเมื่อละครเริ่มต้นแสดงทุกอย่างจะต้องดำเนินไปตามเนื้อเรื่องอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาที่กำหนด”

 

The Lion King

 

        “ลายและสีที่เลือกใช้ในการแต่งหน้าได้รับแรงบันดาลใจมาจากวัฒนธรรมท้องถิ่นของชนเผ่าพื้นเมืองในแอฟริกาใต้ โดยใช้รูปทรงเรขาคณิตที่เรียบง่าย และใช้โทนสีธรรมชาติซึ่งเห็นได้จากทุ่งหญ้าสะวันนา หรือเป็นสีที่มีอยู่บนสัตว์ตัวนั้นๆ อย่างหน้าเสือชีตาห์ที่ฉันกำลังแต่งอยู่ วงกลมสื่อถึง Circle of Life เน้นใช้สีเหลือง แดง ส้ม และน้ำตาลเข้ม เพราะเป็นสีขนบนตัวเสือ ส่วนอุปกรณ์แต่งหน้าจะสั่งทำขึ้นใหม่เฉพาะการแสดงนี้เพื่อช่วยให้ประหยัดเวลา เช่น พู่กันสองหัว วาดทีเดียวได้เป็นเส้นคู่ หรือฟองน้ำที่ทำเป็นลายต่างๆ ไว้แล้ว เวลาใช้ก็แค่แตะกับสีแล้วพิมพ์ลงบนหน้า”

 

The Lion King

 

        “อุปกรณ์แต่งหน้าทั้งหมดจะแบ่งเป็นกล่องมีชื่อตัวละครติดชัดเจน นักแสดงแต่ละคนรับบทบาทไหนก็เพียงแค่หยิบกล่องนั้นไปแต่งหน้า ซึ่งจะวางกระจายอยู่ทั้งฝั่งซ้ายและขวาของเวทีเพื่อให้หยิบใช้ได้สะดวก ไม่ต้องวิ่งมาที่ห้องแต่งหน้าที่เดียว อย่างที่บอกว่าเวลาทุกวินาทีมีค่ามาก เราต้องทำทุกอย่างให้ใช้เวลาน้อยที่สุด และผ่อนแรงนักแสดงได้มากที่สุด เพื่อให้เขาเก็บแรงไว้แสดงบนเวทีให้คนดู”

 

The Lion King

 

        “เมื่อเป็นการแสดงสดแน่นอนว่าอาจมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้ หากนักแสดงหลักบาดเจ็บหรือมีเหตุทำให้ไม่สามารถแสดงต่อไปได้ก็ต้องเปลี่ยนคนแสดงและแต่งหน้าใหม่ทันที อย่างตัวละครราฟิกิปกติใช้เวลาประมาณ 35 นาที ฉันก็จะประเมินก่อนว่าตอนนั้นมีเวลาอยู่เท่าไหร่ ถ้ามีน้อยมากๆ เพียง 3 นาที พวกเราก็ต้องแต่งให้เสร็จภายในเวลานั้น ทุกอย่างจะเกิดขึ้นเร็วมากเหมือนมีเวทมนตร์ นักแสดงยืนอยู่เฉยๆ แล้วทีมงานสิบกว่าคนจะเข้าไปช่วยทั้งแต่งหน้า ทำผม ใส่ชุด ทำทุกอย่างให้เสร็จ เป็นความท้าทายที่สนุกมากเลยล่ะ (หัวเราะ)”

 

The Lion King

 

        จากห้องแต่งหน้า เราเดินผ่านชุดสัตว์ต่างๆ และอุปกรณ์ประกอบฉากจำนวนมากออกไปด้านหลังโรงละคร ทั่วบริเวณตรงนั้นรายล้อมไปด้วยหุ่นและหน้ากาก ไม่นาน Tim Lucas ออกมาทักทายเรา เขาคือ Head of the Masks and Puppets รับหน้าที่ดูแลหน้ากากและหุ่นทุกชิ้นที่ใช้ในการแสดง เขาค่อยๆ นำหน้ากากและหุ่นของตัวละครหลักออกมาให้เราชมรายละเอียดและความสวยงามใกล้ๆ นี่คือองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ The Lion King โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์

        “ผู้สร้างหุ่นและหน้ากากคือ จูลี เทย์มอร์ (Julie Taymor) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากหุ่นในแถบประเทศเอเชีย โดยเริ่มใช้ครั้งแรกในปี 1997 และใช้ต่อเนื่องมาตลอด 22 ปี แต่หน้าที่หลักของผมคือการดูแล ถ้าเสียผมซ่อมได้ ถ้าพังผมสร้างใหม่ได้ แต่การสร้างหน้ากากอันใหม่จะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 34 ชั่วโมง เพราะทำด้วยมือทุกขั้นตอน

        “สิ่งแรกที่ผมและทีมงานอีก 2 คนต้องทำเสมอก่อนการแสดงทุกรอบจะเริ่มขึ้นคือตรวจดูว่ากลไกของหน้ากากและหุ่นทั้งหมด 235 ชิ้น อยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งาน รวมถึงระหว่างการแสดงก็เตรียมพร้อมเผื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น กลไกหุ่นขัดข้อง หรือหน้ากากเสียหายผมจะรีบวิ่งไปซ่อมทันที ผมต้องดูแลหุ่นและหน้ากากเป็นอย่างดีเพื่อให้มีอายุการใช้งานยาวนานที่สุด อย่างหุ่นไฮยีนาหรือสัตว์อื่นๆ เช่น ยีราฟ ม้าลาย มีอายุมากกว่า 10 ปีเลยนะ”

 

The Lion King

 

        “หุ่นและหน้ากากแต่ละอันมีรายละเอียดค่อนข้างมาก อย่างหน้ากากซิมบ้าประดับด้วยขนม้าจริงๆ ต้องดูแลให้สะอาดและสง่า หรือหน้ากากมูฟาซา เมื่อมองแล้วต้องเป็นวงกลมสมมาตรเพราะสื่อถึง Circle of Life และความเป็นราชาผู้ยิ่งใหญ่ของสรรพสัตว์ สัดส่วนต้องเท่ากันสม่ำเสมอ ขณะที่หน้ากากสการ์ น้องชายตัวร้ายที่ต้องการโค่นบัลลังก์จะไม่สมดุล มีรูปทรงบิดเบี้ยวไม่เท่ากัน สื่อถึงนิสัยและจิตใจที่คิดคดทรยศ พร้อมแทงข้างหลังได้ทุกเมื่อ ส่วนหน้ากากซาราบีและฝูงสิงโตตัวเมีย จะสามารถดึงแถบผ้าไหมออกมาได้แทนน้ำตาเวลาร้องไห้

        “แต่หุ่นที่ต้องระวังมากที่สุดคือซาซู เพราะเป็นหุ่นเชิดเต็มรูปแบบเพียงตัวเดียว ซึ่งมีสายเคเบิลและระบบชักรอกที่ซับซ้อน นักแสดงต้องใช้นิ้วโป้งบังคับเปลือกตา นิ้วชี้บังคับปาก ทั้งมือบังคับทิศทางหัว ส่วนมืออีกข้างบังคับปีกและลำตัว นักแสดงที่เชิดหุ่นซาซูต้องใช้พลังงานเยอะมาก เพราะต้องบังคับหุ่นที่มีกลไลซับซ้อนที่สุด พร้อมกับต้องแสดงและร้องเพลงไปด้วย”

 

The Lion King

 

        “เทคนิคหนึ่งที่น่าสนใจบนเวทีคือ Double Event ปกติแล้วถ้านักแสดงต้องสวมบทบาทเป็นสัตว์ คนส่วนใหญ่อาจคิดว่าแค่ใส่หน้ากากก็พอ แต่สำหรับ The Lion King ต้องการแยกหน้าคนกับหน้ากากออกจากกัน เพื่อทำให้ผู้ชมเห็นทั้งหน้ากากและสีหน้าของนักแสดง หุ่นและหน้ากากจึงใช้แนวคิด Humanimal ในการออกแบบ คือนำสัตว์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับคน แล้วหลอมรวมการสื่อสารให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ผู้ชมจึงมองนักแสดงเป็นได้ทั้งสัตว์และคนที่สามารถรับรู้อารมณ์ร่วมขณะแสดงได้”

 

 

        “หากลองถือหน้ากากจะรู้สึกว่าเบามากเหมือนกระดาษ เป็นเพราะวัสดุหลักที่ใช้คือคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งน้ำหนักและความแข็งแรงทนทานคือสิ่งสำคัญสำหรับการสร้างหน้ากาก อย่างนักแสดงที่รับบทสการ์ เขาต้องใส่ชุดที่มีน้ำหนักรวมกันประมาณ 20 กิโลกรัม แล้วมีการเคลื่อนไหวตัวที่รวดเร็วและผาดโผน เมื่อนักแสดงได้ใส่หน้ากากที่มีน้ำหนักเบาไว้บนหัว จะช่วยทำให้เขารู้สึกสบายขณะแสดง แล้วตัวสการ์เองก็มีหน้ากาก 2 แบบ หน้ากากที่ขยับได้จะช่วยเรื่องแสดงอารมณ์ แต่ผู้ชมจะไม่ทันสังเกตว่ามีการเปลี่ยนหน้ากากระหว่างฉาก นี่คือสิ่งสำคัญในฐานะคนทำงานเบื้องหลังคือทำยังไงก็ได้ให้การแสดงราบรื่นและสมบูรณ์แบบที่สุด”

        หลังจากพูดคุยกับลูคัสเสร็จแล้ว เราเดินกลับมาบนเวที ณ ที่ตรงนั้นเมื่อมองลงไปยังที่นั่งซึ่งว่างเปล่าอยู่ เราแทบจะจินตนาการไม่ออกเลยว่าเมื่อทุกที่นั่งถูกจับจอง ทุกสายตามองขึ้นมาบนเวที สำหรับนักแสดงอาชีพพวกเขาจะรู้สึกอย่างไรบ้าง จะตื่นเต้นมากแค่ไหน เราถามทุกสิ่งที่สงสัยทันทีเมื่อพบกับ Ntsepa Pitjeng นักแสดงนำผู้รับบทราฟิกิ หรือลิงแมนดริลผู้หยั่งรู้อนาคต ตัวละครแรกที่เปล่งเสียงร้องเพลงบนเวที และ Antony Lawrence ซึ่งรับบทเป็นสการ์ น้องชายตัวร้าย ผู้ต้องการทำทุกวิถีทางเพื่อชิงบัลลังก์ ตลอดการสนทนานอกจากทั้งคู่จะแสดงท่าทีที่เป็นกันเองมาก พวกเขายังแสดงภาษากายที่ชวนหัวเราะ ทำให้เรารู้สึกว่าอยากชวนเขาทั้งสองคุยไปเรื่อยๆ แต่เวลาเหลือไม่มากแล้ว อย่างที่เราบอกว่าการแสดงจะเริ่มในอีกไม่กี่ชั่วโมง

 

The Lion King

คนไทยจำนวนไม่น้อยรอคอยการมาของ The Lion King สำหรับคุณรู้สึกอย่างไรบ้างเมื่อมีโอกาสได้มาแสดงสดครั้งแรกในประเทศไทย

        Antony Lawrence: ย้อนกลับไปในเดือนมกราคมปีที่แล้ว ตอนที่รู้ตารางทัวร์ว่าจะได้มาแสดงที่นี่ พวกเราตื่นเต้นกันมาก สำหรับตัวผมเองนี่คือการได้มาเมืองไทยครั้งแรก

        Ntsepa Pitjeng: ฉันรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน เพราะก่อนหน้านี้ เพื่อนชาวแอฟริกาใต้รอบตัวมักจะมาเที่ยวเมืองไทยกัน เขาบอกว่าที่นี่เหมาะกับการพักผ่อนมาก ผู้คนน่ารัก บรรยากาศเป็นมิตร จนตัวฉันเองเริ่มสงสัยเหมือนกันว่าทำไมทุกคนถึงชอบมาเที่ยวที่นี่ พอฉันเห็นภาพในอินสตาแกรมของเพื่อนก็พอจะรู้เหตุผล เพราะเมืองไทยสวยงาม แต่เมื่อได้มาสัมผัสด้วยตัวเองจริงๆ ฉันชอบมาก อีกอย่างอากาศที่นี่ไม่ร้อนแห้งจนเกินไป เหมาะกับนักแสดงที่ต้องใช้เสียงมากๆ อย่างฉัน

ในฐานะนักแสดง อะไรคือสิ่งที่คุณสัมผัสได้จากคนดูในประเทศไทย

        Ntsepa Pitjeng: ถึงแม้ว่าภาษาอังกฤษจะไม่ใช่ภาษาทางการของคนไทย แต่สิ่งที่ฉันรู้สึกและสัมผัสได้ขณะที่อยู่บนเวทีคือคนไทยเข้าใจสิ่งที่นักแสดงแต่ละคนพูดและถ่ายทอดออกมา ทุกคนหัวเราะไปกับมุกตลก และทุกครั้งที่การแสดงแต่ละฉากจบลง ฉันจะได้ยินเสียงปรบมือที่ดังและค่อนข้างนาน สำหรับนักแสดง เสียงปรบมือคือการให้การตอบรับที่มีความหมายมากมากๆ

        Antony Lawrence: ใช่เลย ผมรู้สึกเหมือนกันว่าคนไทยตั้งใจดูทุกรายละเอียดตลอดการแสดง พวกเราเองรู้สึกได้ถึงการต้อนรับที่อบอุ่น โดยเฉพาะฉาก Circle of Life ผมได้ยินเสียงปรบมือแทบจะตลอดเวลา ซึ่งค่อนข้างแตกต่างจากประเทศอื่น คนไทยดูเป็นคนร่าเริง สนุกสนาน และแสดงออกชัดเจน

คนทั่วไปรู้จักและคุ้นเคยกับ The Lion King จากการ์ตูนแอนิเมชันในปี 1994 แต่สำหรับเวอร์ชันละครเพลง มีความแตกต่างอย่างไร

        Antony Lawrence: เนื้อเรื่องเหมือนกันก็จริง แต่มุมมองและวิธีการเล่าเรื่องนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน

        Ntsepa Pitjeng: เป็นการสร้างสรรค์ที่ผสมผสานเทคนิคต่างๆ ตั้งแต่วิธีการดั้งเดิมที่ใช้ในยุคกลางจนถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทุกอย่างกลมกลืนเข้ากันอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ความแตกต่างที่มีในเฉพาะละครเวทีคือไม่ว่าจะดูซ้ำกี่ครั้ง คุณจะรู้สึกไม่เหมือนกันแม้แต่ครั้งเดียว เป็นความสดใหม่ที่สนุกและใกล้ชิดเหมือนทุกคนได้เข้ามาอยู่ในทุ่งหญ้าสะวันนาในแอฟริกาด้วยกัน

 

The Lion King

อะไรทำให้ The Lion King เปิดแสดงมายาวนานกว่า 22 ปี และประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง

        Ntsepa Pitjeng: เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เคยล้าสมัย จริงๆ แล้ว The Lion King คือเรื่องราวของมนุษย์ เหมือนนิทานพื้นบ้านที่ใช้สัตว์เป็นตัวแทนเล่าเรื่องชีวิตและความเป็นมนุษย์ คุณค่าของความรัก การได้กลับมาอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว ความสนุกสนานของมิตรภาพ ความกล้าหาญ และการต่อสู้ระหว่างความดีที่เอาชนะความชั่วร้าย ทุกคนที่มาดูจะได้รับบางสิ่งกลับไปเสมอ ฉันมั่นใจว่าไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน วัยไหน มาจากวัฒนธรรมไหน ทุกคนต่างสัมผัสเรื่องราวของ The Lion King ได้ ส่วนหนึ่งมาจากทีมงานมากกว่า 120 คนจาก 19 เชื้อชาติที่เรามาร่วมทำงานด้วยกัน

        Antony Lawrence: เป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้ คนที่มาชมอาจรู้สึกได้ว่าบางมุมของตัวละครบนเวทีเหมือนชีวิตของเขา ทำให้คนดูมองเห็นตัวเอง สิ่งนี้ทำให้ The Lion King เป็นการแสดงที่คลาสสิกและประสบความสำเร็จ ก็เหมือนกับเพลงคลาสสิกบางเพลงที่ไม่เคยเก่าแม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน เพลงเหล่านั้นยังคงดังอยู่ในใจของใครต่อใครและติดหูมาจนถึงทุกวันนี้

เทคนิคหนึ่งที่ทำให้ The Lion King โดดเด่นคือ Double Event นักแสดงต้องสื่ออารมณ์แบบมนุษย์ และสวมหน้ากากแสดงท่าทางเลียนแบบสัตว์ป่า เป็นเรื่องท้าทายขนาดไหน

        Antony Lawrence: เป็นเรื่องท้าทายของนักแสดงมากๆ เพราะต้องใช้ทักษะที่แตกต่างจากการแสดงทั่วไป อย่างแรกคือผมต้องฝึกอยู่หน้ากระจกเพื่อดูตำแหน่งของหน้ากากที่เปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์และการแสดงออกทางสีหน้า ทำให้ตัวเองคุ้นชินกับหน้ากากราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ซึ่งตอนนี้ถ้าลองให้แสดงแบบไม่สวมหน้ากากจะยากมากๆ เหมือนขาดอะไรบางอย่างไป คือนักแสดงกับหน้ากากต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าสังเกตดีๆ Double Event ดีตรงที่ตัวผมสามารถแสดงสีหน้าแบบหนึ่ง แล้วใช้หน้ากากสื่ออารมณ์อีกแบบหนึ่งได้ อย่างสการ์เวลาสวมหน้ากากไว้บนหัวทำให้มีความเป็นมนุษย์ เพราะอย่าลืมว่าแกนของ The Lion King คือเรื่องของมนุษย์ แต่เวลาสการ์อารมณ์เสีย โมโห หรือควบคุมตัวเองไม่ได้ หน้ากากจะตกลงมาปิดใบหน้า เพื่อบังสิ่งที่อยู่ในใจไม่ให้ใครรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่

        ในองก์แรกซิมบ้าวัยเด็กจึงมองไปที่หน้ากากสการ์ตลอดเวลา เขาไม่ได้คุยกับตัวสการ์จริงๆ ทำให้สการ์รู้สึกว่าควบคุมซิมบ้าได้ ขณะที่มูฟาซารู้สิ่งที่อยู่ในใจสการ์ เขามองไปที่หน้าโดยตรง ไม่โดนหน้ากากข่มแบบซิมบ้า ส่วนองก์ที่สอง ซิมบ้าโตขึ้นและรู้ความจริงว่าสการ์เป็นคนยังไง ซิมบ้าจึงมองไปที่หน้าจริงๆ ของสการ์ แล้วไม่มองหน้ากากอีกต่อไป ทำให้สการ์รู้สึกว่าเขาควบคุมซิมบ้าไม่ได้แล้ว สการ์เป็นตัวละครที่ซับซ้อนและยากที่จะหยั่งถึงสิ่งที่เขาคิดอยู่ลึกๆ สีหน้าของคนทำให้ตัวละครมีอารมณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่หน้ากากทำไม่ได้

        Ntsepa Pitjeng: ว้าว ขนาดฉันเป็นนักแสดงด้วยกันยังไม่รู้เรื่องนี้เลย เราแสดงด้วยกันมา 8 ปี แต่สิ่งที่เขาเพิ่งพูดไปคือความรู้ใหม่ของฉัน ไม่อยากจะเชื่อเลย เดี๋ยวฉันคงต้องลองไปถามนักแสดงคนอื่นๆ ด้วย คงมีเรื่องที่ฉันยังไม่รู้อีกมาก อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่า The Lion King มีรายละเอียดมากมายเหลือเกิน ดูสิขนาดเรื่องนี้ฉันยังเพิ่งรู้

 

the lion king

นอกจากภาษาอังกฤษ ยังมีการใช้ภาษาท้องถิ่นอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะบทของราฟิกิ อยากทราบว่ามีภาษาอะไรบ้าง

        Ntsepa Pitjeng: ใช่เลย ในบทพูดและบทร้องของฉันมีการใช้ภาษาท้องถิ่นของชนเผ่าในทวีปแอฟริกาอีก 6 ภาษา คือภาษาซวาน่า ภาษาซูลู ภาษาคอร์ซ่า ภาษาซูทู ภาษาคองโกลีส และภาษาสวาฮิลี รวมถึงมีภาษาไทยด้วย ถ้าอยากรู้ต้องมาชมเอง

The Lion King เป็นละครที่ต้องใช้พลังมากเพราะนักแสดงต้องร้องเพลงและเคลื่อนไหวร่างกายอย่างรวดเร็วและว่องไวเหมือนกับสัตว์ป่า คุณเตรียมตัวกันอย่างไร

        Ntsepa Pitjeng: ดูแลร่างกายให้แข็งแรงเสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะต้องร้องและเต้นติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ ได้

        Antony Lawrence: ขอเสริมว่าการดูแลจิตใจก็สำคัญไม่แพ้กัน เราย้ายไปแสดงในประเทศต่างๆ ดังนั้น เราต้องปรับตัวได้ตลอดเวลา รักษาสุขภาพใจให้ดีจะช่วยเพิ่มพลังในการแสดง

 

The Lion King

The Lion King สะท้อนถึงการอยู่และพึ่งพาธรรมชาติอย่างเคารพ แต่ในชีวิตจริงตอนนี้โลกกำลังประสบกับวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม คุณรู้สึกอย่างไรกับประเด็นเหล่านี้

        Antony Lawrence: เป็นคำถามที่ดีมาก ไม่เคยมีใครถามเรื่องนี้กับผมมาก่อน ตลอดเปิดการแสดงผมได้ร่วมงานกับทีมงานหลากหลายชาติ ได้เดินทางไปแสดงในประเทศต่างๆ ทำให้ผมได้เรียนวิธีการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น อย่างในประเทศไทยตอนนี้รณรงค์ให้ลดการใช้หลอดและถุงพลาสติก ใช่ นี่คือสิ่งที่ควรทำ ผมจึงเก็บเกี่ยวสิ่งเหล่านี้จากแต่ละประเทศที่ไปแล้วนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆ รวมถึงช่วยส่งต่อความรู้เหล่านี้ให้กับคนอื่นๆ ให้เขาดูแลและใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

        Ntsepa Pitjeng: อย่างประเทศสิงคโปร์ หรือในหลายๆ ประเทศในทวีปเอเชียที่เราเคยไปแสดง ฉันสัมผัสได้ว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากๆ ฉันเองเรียนรู้วิธีการใส่ใจสิ่งแวดล้อมไปด้วย ตอนนี้เราทุกคนต่างรับรู้ถึงผลจากการกระทำของตัวเองซึ่งมีส่วนสร้างความเสียหายให้ธรรมชาติและสัตว์ โดยเฉพาะเหตุการณ์ไฟป่าแอมะซอนที่ผ่านมา หรือขยะในทะเล เราต้องส่งต่อการตระหนักรู้ถึงเรื่องนี้ไปยังคนรอบข้างและคนอื่นๆ เพราะเป็นเรื่องที่เราต้องช่วยกัน

ไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้ความพยายามอย่างมากกว่าที่คุณจะมาถึงจุดนี้ได้ คือการได้เป็นนักแสดงหลักของละครเวทีที่ประสบความสำเร็จสูงสุด เชื่อว่ามีเด็กๆ ที่มาดูคุณแสดงแล้วเกิดแรงบันดาลใจอยากเป็นนักแสดงที่เก่งเช่นคุณ คุณทั้งสองคนมีอะไรจะบอกพวกเขาบ้าง

        Ntsepa Pitjeng: ว้าว (นิ่งเงียบ) บนเวทีนี่คือโลกที่แสนวิเศษอีกใบหนึ่ง แต่ถ้าหากหนูอยากเป็นนักแสดงที่ยืนอยู่บนเวที ในโลกใบนั้น หนูต้องพยายามและตั้งใจอย่างมาก หนูต้องฝึกฝนตัวเองในทุกๆ วัน ทั้งร้องเพลง เต้น แสดงออก ทั้งหมดนี้คืองานที่หนักหนา เพราะในชีวิตไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ โดยไม่พยายาม เมื่อหนูทุ่มเทอย่างตั้งใจ ทุกสิ่งที่หนูฝันสามารถเป็นจริงได้เสมอ แล้วเมื่อถึงวันนั้นหนูอาจได้มายืนอยู่บนเวทีนี้ร่วมกับพวกเราก็ได้ จงเชื่อมั่นในตัวเอง และไม่ล้มเลิกไปกลางทางหากมันคือความฝันของหนู

        Antony Lawrence: ในฐานะนักแสดงพวกเราดีใจมาก หากละครเรื่องนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆ เพราะการแสดงต้องใช้จินตนาการ แล้วจินตนาการกับเด็กๆ ก็เป็นสิ่งคู่กัน ทำให้ผมนึกถึงตัวเองตอนเด็กๆ เวลาผมดูละครเวที ผมมักจะได้รับแรงบันดาลใจเสมอ ในวัยเด็กผมบอกตัวเองว่าวันหนึ่งผมจะไปยืนอยู่บนเวทีนั้นให้ได้ ผมเชื่อในพลังของละครที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ รอยยิ้ม และความสุขให้คนอื่นๆ อย่าละทิ้งความฝันของตัวเอง เคล็ดลับหนึ่งที่ทำให้ทุกอย่างเป็นจริงได้คือการมีวินัยต่อตัวเอง

 

The Lion King

 

The Lion King: The World’s #1 Musical

        เปิดม่านแสดงครั้งแรกในประเทศไทย ถึงวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้เท่านั้น ห้ามพลาดกับโอกาสที่คุณจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของมิวสิคัลอันดับ 1 ของโลกด้วยตาตัวเอง ซื้อบัตรได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา หรือ www.thaiticketmajor.com รายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0-2262-3838

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ตนุภัทร โลหะพงศธร

อดีตนักเรียนจิตวิทยา ปัจจุบันเป็นนักเขียนผู้หลงใหลการสังเกตตั้งแต่พฤติกรรมบุคคลไปจนถึงปรากฏการณ์สังคม พร้อมค้นหาคำอธิบายในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วยมุมมองและความรู้จิตวิทยา

ภาพโดย

ขจรศิริ อุ่ยมานะชัย

ช่างภาพดีกรีปริญญาโท MBA ชอบพบปะผู้คนและท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะไต้หวันซึ่งไปบ่อยมาก จนเหมือนเป็นบ้านหลังที่สองของตัวเอง