The Sidewalk: คนสร้างเมือง… เมืองสร้างคน แล้วกรุงเทพฯ กำลังสร้างพวกเราให้เป็นคนแบบไหน

The Guest
22 Aug 2019
เรื่องโดย:

ปริญญา ก้อนรัมย์, รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

Highlights

เมื่อชีวิตเราหลุดไปอยู่บนถนน สิ่งที่เรามักคิดในใจเสมอ คือการถามหาเหตุผลว่าทำไมกรุงเทพฯ ถึงเป็นเมืองที่รถติดได้ขนาดนี้ เมื่อเราลงจากรถและเริ่มออกเดิน เราก็พบอีกว่าแต่ละก้าวที่เดินไป ต้องระแวดระวังกับสิ่งกีดขวางมากมาย พื้นที่ไม่เรียบ รถมอเตอร์ไซค์ที่ไม่รู้ว่าจะวิ่งสวนมาชนเราเมื่อไหร่ พร้อมกับที่ตั้งคำถามเสียงดังๆ กับตัวเองว่าทั้งหมดเป็นเพราะอะไร นิสัยของคนไทย การออกแบบเมือง หรือว่ากฎหมายที่ไม่แรงพอ? ในชั่วโมงที่ต้องการหาคำตอบให้กับอารมณ์ที่ขุ่นมัว เราก็มักจะโทษนู่นโทษนี่เต็มไปหมด และมักเชื่อไปเองลึกๆ ว่าเพราะนิสัยเสียและความไม่มีระเบียบของคนไทย ที่ทำให้ทุกอย่างเละเทะแบบนี้

     แต่สำหรับ สิทธานต์ ฉลองธรรม แอดมินเพจ ‘The Sidewalk โลกกว้าง ข้างทางเท้า’ เขากลับมองหาคำตอบที่เป็นเหตุเป็นผลกว่านั้น ด้วยการออกไปเดินสำรวจความจริงที่เกิดขึ้นบนทางเท้า ด้วยความเชื่อว่า ความไร้ระเบียบไม่ได้เกิดขึ้นจากนิสัยของผู้คน 

     ลองไปฟังแนวคิด และสิ่งที่ควรรับรู้ ว่ากรุงเทพฯ กำลังสร้างให้เราเป็นคนแบบไหนในบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้

 

โลกกว้าง ข้างทางเท้า

 

คนสร้างเมือง แล้วต่อไปเมืองจะสร้างคน ดังนั้น ถ้าเกิดถนนถูกออกแบบดี ทางเท้าถูกออกแบบดี ผมเชื่อว่าจิตสำนึกหรือระเบียบวินัยจะตามมาได้ไม่ยากนัก

 

คุณเริ่มต้นทำเพจ The Sidewalk โลกกว้าง ข้างทางเท้า ได้อย่างไร

     เริ่มมาจากหลายปีก่อนที่ผมกลับมาจากต่างประเทศใหม่ๆ ผมได้เห็นว่าการใช้ชีวิตบนพื้นที่สาธารณะที่เรียกว่าทางเท้าหรือว่าถนนมันมีปัญหา แล้วทีนี้เราก็ตั้งคำถามว่าปัญหาเกิดจากอะไร คนไทยชอบบอกว่าที่บ้านเราเป็นอย่างนี้เพราะนิสัยของคนไทย คนไทยไม่มีจิตสำนึก คนไทยไม่มีระเบียบวินัย ซึ่งเราไม่เชื่อตรงนั้น เพราะว่าถ้าเกิดสังเกตดูดีๆ คนไทยเวลาไปอยู่ต่างประเทศเขาก็สามารถอยู่กับระเบียบวินัยได้นี่

     ในทางกลับกัน ชาวต่างชาติ คนตะวันตก หรือคนญี่ปุ่นเวลามาอยู่เมืองไทย ก็ถูกกลืนไปกับจิตสำนึกกับสภาพชีวิตของคนไทยไปหมด ผมเลยลองลงพื้นที่ดูชีวิตบนทางเท้าแล้วดูว่าปัญหาจริงๆ คืออะไร ใช่จิตสำนึกคน ใช่ระเบียบวินัยของคนไทยที่ไม่มีจริงหรือเปล่า

คุณไม่เชื่อว่าเกิดจากจิตสำนึกคน แล้วปัญหาอยู่ที่ไหน

     มีคำพูดของสถาปนิกชาวเดนมาร์กคนหนึ่งชื่อว่า Jane Gehl (ญาน เกห์ล) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการออกแบบผังเมือง ซึ่งเขาบอกว่า “คนสร้างเมือง แล้วต่อไปเมืองจะสร้างคน” ดังนั้น ถ้าเกิดถนนถูกออกแบบดี ทางเท้าถูกออกแบบดี ผมเชื่อว่าจิตสำนึกหรือระเบียบวินัยจะตามมาได้ไม่ยากนัก 

ถ้าคนสร้างเมืองแล้วเมืองสร้างคน ปัจจุบันกรุงเทพฯ กำลังสร้างให้เราเป็นคนแบบไหน

     เราสร้างเมืองให้เอื้อกับรถยนต์มาตั้งแต่สมัย พ.ศ. 2500 กว่าๆ แล้ว ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 มีการพัฒนาสร้างถนน สร้างถนนเสร็จแล้วก็ตามมาด้วยสร้างทางด่วน ยกเลิกรถราง แล้วเราก็ติดอยู่กับการแก้ปัญหารถติดมาเป็นเวลา 50-60 ปีที่ผ่านมา จุดใหญ่ใจความเลยคือการแก้ปัญหารถติด โดยที่เขารู้กันทั่วโลกแล้วว่า รถติดยิ่งแก้มันยิ่งติด เพราะการแก้รถติดจะยิ่งไปเอื้อให้รถวิ่งคล่อง เมื่อรถวิ่งคล่องแล้วก็จะยิ่งมีรถวิ่งมาเพิ่ม สุดท้ายแก้ยังไงก็ไม่หมด 

     ผลกระทบต่อมากับคนที่อยู่ในเมือง คือเรื่องของเศรษฐกิจกับสิ่งแวดล้อม เพราะอย่าลืมว่าการเดินทางโดยรถยนต์ นอกจากจะเป็นการสร้างมลพิษแล้ว ยังเป็นการเดินทางที่มีค่าใช้จ่ายสูง ถ้าเกิดว่าคุณจะต้องผ่อนรถด้วย มีค่าน้ำมันรถด้วย มีค่าบำรุงรักษาต่างๆ มากมาย ตรงนี้เองก็ส่งผลให้คนมีรายได้ไม่พอใช้ ถ้าเกิดว่าเมืองสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นเมืองของรถยนต์อย่างเดียว คนทุกคนก็จะได้รับผลกระทบ แม้กระทั่งคนขับรถยนต์ที่บางครั้งเขาก็ต้องลงมาเป็นคนเดินเท้าเหมือนกัน​ นอกจากจะทำให้คนเดินลำบากแล้ว คนยังใส่ใจในชีวิตของคนด้วยกันเองน้อยลง เพราะว่าเมื่อมันลำบากแล้วก็ต้องเอาชีวิตตัวเองเป็นที่ตั้งก่อน ก็จะมีเวลาน้อยที่จะไปใส่ใจชีวิตของคนรอบข้าง อันนี้คือในมิติของมนุษย์

 

โลกกว้าง ข้างทางเท้า

พอกลายเป็นเมืองของรถยนต์แล้วมันกระทบกับคนเดินเท้าอย่างไรบ้าง

     วันนี้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองของรถยนต์เต็มรูปแบบ คนเองก็ถูกปฏิบัติให้ความสำคัญน้อยกว่ารถยนต์ แล้วมันก็มีที่เขาเรียกว่าวัฒนธรรมรถยนต์ อย่างที่เราเรียนจบแล้วเราก็ต้องซื้อรถก่อนแล้วค่อยซื้อบ้าน มันเป็นสิ่งที่ปลูกฝังกันมา หรือว่าเราเคยสังเกตไหมว่าทำไมเราเดินเข้าหมู่บ้านกับเวลาเราขับรถเข้า ยามก็จะทำความเคารพคนขับรถ เขาจะมองไม่เห็นคนเดิน ซึ่งเป็นเราอาจจะเป็นคนเดิม แสดงว่าเขาทำความเคารพรถเรานี่หว่า (หัวเราะ)

     อีกอย่างที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าต้องข้ามสะพานลอยเพื่อความปลอดภัยของคนเดิน จริงๆ ก็ถูกพิสูจน์มาแล้วว่า สะพานลอยทำขึ้นมาเพื่อให้รถวิ่งได้คล่องไม่ต้องหยุด โดยการยกคนขึ้นไปข้างบน แล้วการมีสะพานลอยมากๆ คือสาเหตุที่ทำให้รถไม่ยอมหยุดให้คนข้ามทางม้าลาย ซึ่งถ้าการที่คนเดินข้ามทางม้าลายทำให้รถติดจริง ทุกเมืองทั่วโลกรถคงติดหมดเพราะเขามีทางม้าลายเยอะกว่าเราอีก คำตอบคือที่รถติดเพราะรถเยอะ อย่างชั่วโมงเร่งด่วนเขายกเลิกไฟกดข้ามทางม้าลาย เพื่อต้องการระบายรถ แล้วเมื่อเขามีความเชื่อแบบนั้น ก็เลยกลายเป็นว่าการออกแบบทั้งหมดไปอำนวยความสะดวกให้รถยนต์แทน

แล้วการเดินมันดีอย่างไร ทำไมคนเราจึงควรที่จะเดิน

     มันส่งผลดีต่อหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ หรือสิ่งแวดล้อม เมื่อเราเดินเราได้จับจ่ายใช้สอยกับของข้างทาง เราสามารถเดินไปตลาด ระหว่างทางหากหิวน้ำเราแวะซื้อน้ำได้ หากหิวข้าวเราแวะกินข้าว ในส่วนของสังคม เราได้มีสัมพันธ์ที่ดีกับคนที่เราเดินผ่าน เราจะสังเกตว่าคนไทยไม่ค่อยคุยกันบนที่สาธารณะ เขาไม่ทักกันหรอก มันอาจจะไม่ใช่นิสัย แต่ถ้าเราเกิดไปเมืองนอกจะเห็นว่าการทักทายบนที่สาธารณะเป็นสิ่งปกติมาก 

     เราเคยไปย่านเมืองเก่าใช่ไหม ตรงนั้นคือเมืองที่ออกแบบให้คนเดิน ระยะแรกๆ เราจะเห็นว่าเนื้อที่ของเมืองมีความกระชับตัวเป็นระยะที่คนเดินได้ จากบ้านชุมชน เราเดินไปตลาด เดินกลับมาแล้วเดินไปวัด เสร็จแล้วเราเดินไปโรงเรียน ระหว่างทางที่เดินเราจะเห็นความสัมพันธ์ เราทักคนนู้นคนนี้ เรารู้จักป้าที่ตลาด รู้จักพระ ทำให้คนเราจะเกิดความรักในตัวเมือง ตรงนี้สำคัญสำหรับการพัฒนาเมือง ถ้าเกิดว่าคุณพัฒนาเมืองไป จะทำถนน จะทำทางด่วน ทางรถไฟฟ้าเท่าไหร่ก็แล้วแต่ แต่ถ้าเกิดคนไม่ได้รู้จักคนกันเอง ไม่รักคนที่อยู่ในเมืองกันเอง เมืองก็ไม่มีทางเติบโตไปได้

ปัญหาที่คุณไปเห็นเวลาออกไปเดินมักจะเป็นอะไร

     ปัญหาที่พบบ่อยคือกระเบื้อง ที่เป็นปัญหาในเมืองส่วนใหญ่ เหมือนที่หลายๆ คนแซวว่าเป็นกับระเบิดที่เหยียบแล้วน้ำกระเด็นขึ้นมา ซึ่งในการจัดการเราควรมาดูว่า หนึ่ง วัสดุเหมาะสมหรือเปล่า สอง คุณภาพการปูได้ครบถ้วนกระบวนการมาตรฐานหรือเปล่า และสาม​ คือเหตุผลที่ใช้กระเบื้องที่เป็นบล็อกเล็กๆ ปู​ ถ้าเกิดจะบอกว่ามันปรับปรุงซ่อมแซมง่ายเนี่ย มันง่ายสำหรับหน่วยงานราชการที่เป็นคนทำ แต่ลำบากคนเดินเท้าที่ใช้งาน

     อีกปัญหาที่สำคัญคือบ้านเรามักจะมองที่ความสวยก่อน อย่างทางเท้าที่รื้อของเอกชนไป เขาบอกว่ามันสวย ทำไม กทม. ถึงต้องรื้อไปแล้วมาทำใหม่ มองว่ามันสวยเนี่ย ถามว่าเคยไปเดินหรือยัง พื้นมันลื่นไหม เราว่าตรงนั้นพื้นมันลื่นนะ เพราะส่วนหนึ่งจะเป็นพื้นปูนขัดมัน บวกกับเป็นพื้นแกรนิต การจะเอาความสวยเป็นที่ตั้งมันอันตราย

     จริงๆ แล้วพื้นทางเท้าที่เห็นตามต่างประเทศจะเบสิกสุดเลย ไม่ต้องหรูหราอะไร ไม่ต้องมีลายอะไรมาก มีมากไปบางทีคนแก่เดินก็เวียนหัว หรือมันสลักลาย ผู้หญิงใส่ส้นเข็มมาก็ตก แต่บ้านเราไม่รู้ว่าเกิดจากอะไรที่ยึดความสวย แล้วความสวยเป็น subjective บางคนมองว่าสวยบางคนอาจจะมองว่าไม่สวยก็ได้ การออกแบบพื้นที่สาธารณะหรืออะไรต่างๆ เลยควรที่จะมองที่ฟังก์ชันก่อนว่าต้องเหมาะกับทุกคน

 

โลกกว้าง ข้างทางเท้า

การออกแบบที่เหมาะสำหรับทุกคนหมายความว่าอย่างไร      

     Universal design หมายถึงการออกแบบเพื่อมวลรวม มันเป็นการออกแบบที่จะไม่ทิ้งคนใดคนหนึ่งไว้ข้างหลัง การออกแบบพื้นที่สาธารณะอย่างถนนหรือทางเท้า ต้องใช้ความใส่ใจมากกว่าการออกแบบพื้นที่ส่วนตัวเยอะมาก เพราะว่ามันเป็นพื้นที่ที่คนหลายๆ คนต้องมาใช้งานร่วมกัน ต้องคำนึงปัจจัยที่แตกต่างกันของคนแต่ละประเภท ไม่ใช่ทำให้คนเดินเท้าทุกคนเป็นคนที่เปราะบาง เปราะบางในความหมายว่าง่ายต่อการที่จะถูกทำให้อันตราย รู้สึกไม่ปลอดภัย ในสังคมประกอบด้วยคนหลายประเภท มีทั้งคนแก่ มีทั้งเด็ก มีทั้งผู้ชายที่แข็งแรง มีทั้งคนน้ำหนักเยอะ มีทั้งคนป่วย เราต้องคำนึงถึงคนที่เปราะบางมากที่สุด ซึ่งผมคิดว่าคือทางเท้าที่คนพิการใช้งานได้ดีที่สุด ทุกคนจะได้รับอานิสงส์และจะใช้งานได้ดีไปด้วย

หมายความว่าเราวัดความเท่าเทียมในสังคมจากทางเท้าได้อย่างนั้นเหรอ

     ถ้าเราเกิดไปต่างประเทศ ไม่ต้องไกลหรอกครับ แค่มาเลเซีย สิงคโปร์  ไทเป จะเห็นว่าคนพิการเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด ครั้งแรกที่ไปเรายังตกใจว่าทำไมบ้านเมืองเขามีคนพิการเยอะ บ้านเราดีกว่าด้วยซ้ำไปไม่ค่อยมีคนพิการ แต่ความเป็นจริงแล้วไม่ใช่แบบนั้น คนพิการเขาแค่สามารถออกมาใช้พื้นที่สาธารณะได้ต่างหาก แต่บ้านเราไม่ได้ จนเกิดมุมมองที่เรามีต่อคนพิการ ความคิดที่เราปฏิบัติต่อคนพิการในบ้านเรา ว่าเป็นคนที่ไม่มีความสามารถและต้องการแต่ความช่วยเหลือ ซึ่งมันต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนเหมือนกัน

การออกแบบพื้นที่สาธารณะบ้านเราไม่เหมาะกับคนพิการแค่ไหน

     เมื่อก่อนผมเองก็คิดว่าบ้านเราไม่เห็นต้องทำทางลาดเพื่อคนพิการเลย ไม่มีคนพิการเขาจะมาใช้งานหรอก แต่จริงๆ เป็นเพราะว่าเราไม่รู้จักคนพิการไงครับ แต่เมื่อเรามารู้จักคนพิการ ใช้เวลากับคนพิการ เขาบอกว่าปัญหาใหญ่ของเขาเลยคือเวลาเขาออกจากบ้านแล้วไปไหนมาไหนไม่ได้ ทำให้เขาทำงานไม่ได้ ถ้าเกิดว่ามีทางให้เขาไปไหนมาไหน เขาจะสามารถทำงานได้ไม่ต้องเป็นภาระของใคร

     คนพิการบอกว่าสิ่งที่รู้สึกหนักใจที่สุดคือทัศนคติของคนไทย คนเมืองพุทธคิดว่าการเกิดมาพิการเป็นการมีกรรม เมื่อคิดว่ามันเป็นกรรมแล้วก็ไม่ต้องไปแก้อะไร รอตายแล้วเกิดใหม่ ตรงนี้เป็นทัศนคติที่ต้องตัดทิ้งไป คนพิการต้องได้รับการช่วยเหลือ เช่น การเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างเท่าเทียม เขาไม่ต้องการอะไรช่วยเหลือไปมากกว่านี้ แค่ช่วยขึ้นมาให้โอกาสในชีวิตเราเท่ากัน

โลกกว้าง ข้างทางเท้า

การพัฒนาทางเท้าที่ดีควรเป็นแบบไหน

     บ้านเราชอบพูดเรื่องทวงคืนทางเท้ากันอยู่นั่นแหละ และการทวงคืนที่ว่าคือการทวงคืนจากหาบเร่แผงลอย ไม่เคยคิดจะทวงคืนจากถนนเพราะว่ากลัวรถติดกันมาก ลองสังเกตดูว่าสิ่งกีดขวางบนทางเท้าส่วนใหญ่แล้วมันเป็นหาบเร่แผงลอยจริงๆ หรือเปล่า เพราะว่าหาบเร่แผงลอยจะมีแค่ในเฉพาะชุมชนใหญ่ๆ และไม่มีประเทศไหนในโลกใบนี้อีกแล้วที่มีป้อมตำรวจไว้กดให้สัญญาณจราจร โดยที่มีพื้นที่เต็มทางเท้า

     ซึ่งในวิดีโอแรกๆ ที่ผมทำ ผมก็ได้ชี้ให้เห็นว่ามีสิ่งกีดขวางที่เป็นมิตรและไม่เป็นมิตร สิ่งกีดขวางที่ไม่เป็นมิตร ได้แก่ เสา ป้อมตำรวจ ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่อนุญาตโดย กทม. ที่ถ้าแผงลอยผิดทำไมป้ายโฆษณาไม่ผิด ส่วนแผงลอยผมมองว่าเป็นสิ่งกีดขวางที่เป็นมิตร คุณจะเอาออกหรือเข้าเมื่อไหร่คุณทำได้ มันไม่ถาวร แต่สิ่งกีดขวางของทางราชการคุณเอาออกไม่ได้

     ในขณะเดียวกันหลายๆ ประเทศทางเท้าเขาไม่ได้มีไว้แค่สัญจร แต่ว่ามีไว้ทำกิจกรรมบนทางเท้าด้วย มีไว้ขายของ ซึ่งทางเท้าต้องมีขนาดกว้าง ทางเท้าที่มันเคยแคบในเมืองของรถยนต์บางเมือง เช่น ลอสแองเจลิส ทางเมืองเองก็มีกฎใหม่ออกมาเรียกว่า road diet คือยืดทางเท้าออกไปเพื่อจะไดเอตถนนให้แคบลง แล้วส่วนที่ได้คืนมาก็เอาไว้ขายของ เอาไว้ทำกิจกรรม เพื่อให้ทางเท้า ให้ชุมชนมีชีวิตชีวา มีคนเดินเยอะขึ้น

     จริงๆ บ้านเรามีการขายของข้างทางมานานแล้ว แล้วการที่ไม่ให้ขายของข้างทางเป็นความคิดของการพัฒนาเมืองสมัยใหม่ เพราะจะได้ดูสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย ของข้างทางกลายเป็นสิ่งกีดขวาง ถ้าดูภาพเก่าสมัยก่อนทางเท้าจะกว้างมาก มีของขายยังไงก็ไม่เกะกะ แล้วคนขายของเองถ้าตั้งของจนคนเดินไม่ได้เขาก็ขายไม่ได้ แผงลอยเองถ้าได้รับการจัดการที่ดีก็ช่วยเอื้อต่อชีวิตของคนเดินทางเท้า การเดินทางเท้าโล่งๆ ที่แม้จะร่มแต่ไม่มีผู้คนเดิน มันไม่มีชีวิตหรอกครับ อย่างที่คุณเดินบนสกายวอล์กคุณก็มองไปแค่ข้างหน้า การทำอะไรด้วยความรีบร้อน การทำอะไรที่ไม่มองไม่สนใจผู้คน ทำให้เมืองขาดความมีชีวิตชีวา

พอพูดว่าความมีชีวิตชีวานั้นสำคัญกับเมือง แล้วคิดอย่างไรกับคำพูดที่ว่า Bangkok is a beautiful mess

     จริงๆ ผมมองว่ากรุงเทพมีเสน่ห์นะ คิดว่าความวุ่นวายที่มีเสน่ห์คือชีวิตของคนที่มีความแตกต่างหลากหลาย กรุงเทพฯ ดั้งเดิมคือคนจากอยุธยา คนพื้นที่ที่มีคนจีน คนมอญ คนเขมร คนมุสลิมทางใต้ มุสลิมและมอญที่ย้ายมาจากพม่า ประกอบกับในปัจจุบันที่มีคนต่างจังหวัดเข้ามา ถ้าคุณเข้าไปในเยาวราช คุณจะเห็นชุมชนของคนอีสานที่มีตลาดที่ขายส้มตำกันเอง ผมว่าตรงนี้ที่เรียกว่าเสน่ห์ 

     แต่ถ้าเช้าวันจันทร์ฝนตกแล้วคนเข้าไปติดอยู่บนบีทีเอสเป็นพันคน ความวุ่นวายของการก่อสร้างที่ว่าทำถนนหนทางตลอดเวลา บ้านเคยอยู่ตรงนี้แต่จำซอยเข้าบ้านไม่ได้เพราะมีการสร้างรถไฟฟ้าตลอดแนวแล้วเลี้ยวเข้าซอยไม่ได้ หรือบนทางเท้าที่เต็มไปด้วยเศษวัสดุก่อสร้างแล้วคนต้องเดินหลบหรือมาเดินชนกัน แม้กระทั่งมอเตอร์ไซค์หนีรถติดมาแล้วมาวิ่งบนทางเท้ากับคนเดิน ผมว่าตรงนี้คงไม่ได้เรียกว่าเป็นเสน่ห์แล้ว ซึ่งความคิดหนึ่งที่อยู่ในสังคมไทยมานาน คือต้องเสียสละ ทำทางด่วนมาจะทำทางลงต้องเสียสละ โดนเวนคืน จะทำทางเลียบแม่น้ำ คนบางส่วนต้องเสียสละอะไรแบบนี้ ซึ่งทุกวันนี้ในต่างประเทศไม่มีนะ Zero-sum game ไม่มีอีกต่อไปแล้ว คือทุกคนต้องได้หมด แล้วต้องมาดูกันว่าใครจะได้อะไรใครจะเสียอะไร

มีความหวังกับทางเท้าและคุณภาพชีวิตของคนไทยอยู่ไหมวันนี้

     ถ้าเกิดเป็นคนไทยที่อยู่ในกรุงเทพฯ หรือกลางเมืองใหญ่ๆ จะเอาตัวรอดกับการเดินทางในแต่ละวันได้ก็คงต้องเดินแบบไม่แตะพื้นมั้งครับ (หัวเราะ) แล้วก็สามารถที่จะล่องหนได้ด้วยเพราะเวลาข้ามถนนจะได้ไม่เป็นอันตราย แต่ทีนี้พลังวิเศษอะไรที่ผมคิดว่าทุกคนต้องมี ที่อยากจะให้เกิดขึ้นจากการที่ทำทั้งหมดมาตลอดเจ็ดปี คืออยากจะให้ทุกคนที่เดินเท้าสนใจชีวิตบนทางเท้ามากขึ้นสังเกตรายละเอียดมากขึ้นว่ามันคืออะไรยังไงกันแน่ ให้ลืมมายาคติเก่าๆ ไป

     สิ่งที่เราเรียกว่าความยั่งยืนคือความรู้ความเข้าใจ การตระหนักของคนเดินเท้าไม่ได้เกิดขึ้นกับนักการเมืองกับข้าราชการ เพราะว่าตราบใดที่คนเดินเท้าเองยังใช้ชีวิตแบบผ่านๆ เดินก็เดินผ่าน​ ขับรถก็ขับรถผ่าน​ ไม่ได้มองสองข้างทาง​ ไม่ได้สังเกตชีวิตบนถนนทางเท้าว่าจริงๆ มันเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าเป็นอย่างนั้นไม่ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงดีแค่ไหนเราจะไม่มีภูมิต้านทานมากพอเลยว่าอันนั้นมันดีกับเราจริงๆ หรือเปล่า แต่เมื่อใดที่เรามีภูมิต้านทานแล้ว ผมเชื่อว่าต่อให้ข้างบนไม่ทำอะไรหรือทำอะไรลงมา​ ข้างล่างจะมีภูมิต้านทานที่ตั้งรับได้ทันว่าอะไรดีอะไรไม่ดี

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ปริญญา ก้อนรัมย์

ชื่นชอบการถามเพื่อนว่า “ชีวิตช่วงนี้เป็นไงบ้าง?” ส่วนถ้าช่วงนี้ใครถามกลับมา จะตอบไปว่า “กำลังหามรุ่งหามค่ำเพื่อชีวิตเอกเขนก...”

เรื่องโดย

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ฝ่ายสร้างสรรค์วิดีโอประจำกอง a day BULLETIN