ต๊อด เสลดทอย | เจ้าของลายเส้นแฝงอารมณ์ขันที่บอกเล่าเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตใต้สะดือ

The Guest
25 Sep 2018
เรื่องโดย:

พัทธมน วงษ์รัตนะ, ภาสกร ธวัชธาตรี

โลกนี้มีทั้งด้านมืดและด้านสว่างก็จริง แต่เราก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าศิลปะของ ‘ต๊อด’ – อารักษ์ อ่อนวิลัย หรือ Sahred Toy จัดเป็นศิลปะด้านไหน เพราะแม้ว่าเขาจะเลือกหยิบ ‘จู๋’ และเรื่องราวใต้สะดือมาวาดเป็นคาแร็กเตอร์สำคัญในหลายๆ ผลงาน แต่มองยังไงแล้วงานศิลปะของเขาก็ไม่ได้สื่อถึงความหยาบคายหรือผิดต่อศีลธรรมอะไร ตรงกันข้าม เขากลับถ่ายทอดเรื่องทะลึ่งๆ หรือมิติด้านมืดของมนุษย์ออกมาได้อย่างน่ารักน่าเอ็นดู ด้วยการใช้ลายเส้นสนุกๆ และสีสันสดใส จนสร้างการรับรู้เชิงศิลปะใหม่ๆ ที่ฉีกออกไปจากกรอบสังคมเดิม 

เสลดทอย

 

ถามจริงๆ เถอะว่าคุณรู้สึกยังไงเมื่อคนชอบไปผูกชื่อ ‘เสลดทอย’ กับความทะลึ่ง ลามก และ…

     ความเหี้ยใช่ไหม (หัวเราะ) เฮ้ย เราชอบนะ สนุกมากเลย เพราะเราตั้งชื่อนี้มาเพื่อสิ่งนี้ เสลดทอยมาจากความอยากเล่าเรื่องราวดาร์กๆ ของมนุษย์ ความ 18+ ที่มีในตัวเราทุกคน แต่ส่วนใหญ่เราจะพูดได้แค่ในวงสังคมของเพื่อน ไม่ใช่ในวงกว้าง หรือในการทำงาน คำว่า ‘เสลด’ มาจากความน่าขยะแขยง ส่วน ‘ทอย’ ก็มาจากคำว่า ถ่อย มีแต่ความเหี้ยทั้งนั้น เราว่ามันก็เป็นตัวเราดี (หัวเราะ)

 

ศิลปินบางคนเราเห็นงานเขาหยาบคายมาก แต่พอเจอตัวจริงแล้วโคตรเรียบร้อยเลย แล้วคุณล่ะเป็นคนแบบไหน

     เราว่างานเราเหี้ย ตัวเราก็เหี้ยนะ (หัวเราะ) เรายอมรับว่าตัวเองเป็นคนเหี้ยๆ คนหนึ่ง ในที่นี้หมายถึงเราชอบแสดงออกโดยที่ไม่ตีกรอบให้ตัวเอง ชอบพูดตรงๆ กล้าพูดเรื่องเหี้ยๆ ดาร์กๆ ได้ ถ้าไม่ติดเรื่องกาลเทศะจนเกินไป อย่างคนที่ตามงานเราก็จะรู้ว่าเราชอบวาดรูปจู๋ จิ๋ม นม เพราะเราก็รู้สึกว่าทำไมเราจะวาดไม่ได้วะ แค่ลองตัดทอนให้มันน่ารัก ทุกอย่างมันแสดงออกมาได้หมด แค่เลือกวิธีสื่อสารให้ดี แค่นั้นเอง

 

ทำไมสนใจเรื่องด้านมืดของคน

     เราสนใจเพราะมุมอื่นคนอื่นเขาเล่าไปหมดแล้ว แต่ความดาร์กมันมีมิติอื่นๆ ที่ลึกกว่านั้นมาก เราเคยเป็นโรคซึมเศร้า ทั้งๆ ที่เป็นคนมีความสุขกับชีวิตมาตลอด แต่การเป็นโรคซึมเศร้าทำให้ค้นพบว่า เราไม่เป็นตัวเราเองเลย มันเป็นมิติอีกโลกหนึ่งที่เราไม่เคยเข้าใจว่ามันถอดออกมาเป็นรูปวาดได้ หรือบางคนก็ถอดออกมาเป็นหนังสือนิยาย จึงคิดว่าศิลปินชื่อดังระดับโลกหลายคนเขาดังได้เพราะเขาหยิบประสบการณ์ชีวิตหรือเค้าโครงชีวิตของเขามาเล่า

     อย่างงานของศิลปินเวียดนามคนหนึ่ง เขาวาดรูปมือแต่ไม่มีนิ้วชี้ เพราะคนรุ่นพ่อเขาไม่มีนิ้วชี้เยอะมาก เนื่องจากทหารต้องใช้นิ้วชี้ลั่นไก บางคนเลยเลือกหนีสงครามด้วยการตัดนิ้วชี้ของตัวเองเอง จึงกลายเป็นอิมแพ็กกับคนทั่วโลกที่รับรู้ได้โดยตรงว่างานศิลปะนี้สะท้อนความเศร้าของครอบครัว และเป็นมิติหนึ่งของชีวิตเขา เนื่องจากมิติของคนเราไม่เหมือนกัน ศิลปะมันเลยเจ๋งตรงที่สามารถเล่ามิติต่างๆ เป็นล้านเรื่องออกมาได้โดยไม่ซ้ำกันเลย เพราะแต่ละคนก็โตมาคนละรูปแบบ

 

เสลดทอย

 

แล้วการวาดรูปจู๋มันแสดงถึงมิติไหนในชีวิตของคุณ

     ตอนเด็กๆ เราเกลียดการเรียนหนังสือมากที่สุดในโลก ถ้าในห้องมี 40 คน เราก็ได้ที่ 40 ตลอด เวลาเรียนคณิตศาสตร์ก็มีแต่รูปวาดการ์ตูนช่องอยู่เต็มหนังสือ แต่เพื่อนมันดันสนใจรูปจู๋ที่เราวาด เลยเริ่มคิดว่า จู๋มันสร้างความสนใจให้คนอื่นได้นี่นา แล้วในวัยเด็กเท่านั้น การวาดรูปแล้วเพื่อนเข้ามาดู มันมีคุณค่ากับเรามาก เหมือนเป็นการเรียกร้องความสนใจของเด็กคนหนึ่ง อีกอย่างคือเราเริ่มเข้าใจว่า เฮ้ย จู๋ก็เล่าเรื่องได้ แค่ต้องตัดทอนหน่อยไม่ให้มันหยาบคายมาก แล้วเราก็หยิบตรงนั้นมาเล่าเรื่อยๆ จนโต

     เราเชื่อว่าความ 18+ มันอยู่ในตัวเราทุกคนแหละ อย่างเราเป็นผู้ชายทั่วๆ ไปก็มีโหลดหนังโป๊มาดู ซึ่งเป็นความปกติของมนุษย์ แต่เราแค่หยิบประเด็นนี้มาเล่าเพราะมันสนุก มีความสองแง่สองง่ามที่คนเอาไปตีความได้ว่ามันเหี้ย มันดี หรือมันเหมาะสมไหมในสังคมที่เราอยู่ แต่มันก็เป็นแค่พาร์ตหนึ่งของชีวิตเรานะ เราวาดรูปมาเป็นร้อย แต่ว่าคนจำภาพจู๋ได้เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เห็นบ่อยที่สุด แล้วมันก็เป็นด้านดาร์กด้วย เลยน่าจะทำให้คนสนใจเป็นพิเศษ

 

ไม่รู้สึกแย่หรอที่วาดรูปมาตั้งเยอะแต่คนไปโฟกัสแค่ตรงนั้น

     ไม่นะ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เราเคยคุยกับพี่โน้ต (อุดม แต้พาณิช) เขาบอกว่า มึงจะไปอะไรมากกับจู๋ คาแร็กเตอร์อื่นมึงก็เอามาขายได้ เราก็นั่งคิดไปแป๊บหนึ่งว่า เออ หรือเราไม่ควรเล่นแค่จู๋วะ เราเลยปรึกษา บก. ของเรา เขาก็ถามเราง่ายๆ เลยว่า ‘ถ้ามึงไม่เอา งั้นกูขอละกัน กูวาดเอง’ ตอนนั้นรีบสวนกลับเลย ‘กูไม่ให้’ คำตอบมันง่ายแค่นั้น คนอื่นเขาเห็นคุณค่าของมันนะ อย่างพี่โอ ธีรวัฒน์ เขาก็บอกว่า มึงคิดดูนะ คนที่หยิบด้านนี้มาเล่าแล้วไม่ติดคุกติดตาราง แถมยังมีผลดีกับอาชีพอีก มันมีแค่มึงแหละ คิดดูว่าถ้ามีคนวาดรูปจู๋คนที่สอง มันจะกลายเป็นไอ้ต๊อดคนที่สองเลย เรารู้สึกว่าก็ควรภูมิใจแหละ

 

คุณมีเส้นแบ่งไหมว่าตรงไหนเรียกว่าหยาบคายเกินไป

     เราเคยคิดว่ากรอบมันคืออะไร แต่กรอบจริงๆ แล้วมันไม่ได้อยู่ในวิธีคิดของเรา มันอยู่ที่คนที่รับมากกว่า สมมติว่าเราวาดรูปจู๋แล้วเด็กคนหนึ่งบอกว่ามันน่ารักมาก แสดงว่ามันไม่หยาบคาย แต่ถ้าแม่เขาตามมาแล้วบอกว่า มันทะลึ่ง ลามก งานเราก็กลายเป็น 18+ ไปเลย เราจึงรู้สึกว่ามันอยู่ที่บรรยากาศ กาลเทศะ เวลา สิ่งแวดล้อม และปัจจัยต่างๆ ตัวเราเองแค่วาดจู๋ เพื่อให้มันเป็นจู๋ในแบบของเรา แค่นี้จบ คนอื่นจะไปตีความยังไงก็เรื่องของเขา เหมือนที่พี่ป๊อด โมเดิร์นด็อก เคยให้สัมภาษณ์ว่า อัลบั้มแรกๆ เขาไม่สนใจหรอกว่าเขาจะทำเพลงออกมาเป็นคอนเซ็ปต์ไหน แนวเพลงไหน ทำออกไปก่อน เดี๋ยวคนก็ไปให้คำจำกัดความของอัลบั้มนั้นเอง เราเลยรู้สึกว่าหน้าที่ของศิลปินก็คือ ทำไป อย่าไปคิดอะไรเยอะขนาดนั้น

 

เสลดทอย

 

แล้วเคยมีคนมาบอกว่างานคุณผิดต่อสังคมไหม

     เราเคยไปออกหนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์ เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวเลยที่โดน เพราะไทยรัฐเขามีกลุ่มผู้อ่านค่อนข้างกว้าง พอเราเข้าไปดูในเฟซบุ๊กเขาแล้วเจอคนแก่ๆ คนหนึ่งมาคอมเมนต์ว่างานเราเป็นงานศิลปะชั้นต่ำ แต่เราก็ไม่นอยด์นะ มันเป็นมุมมองของเขา นอกจากนั้นเราก็ไม่เคยเจออีก ว่ากันตามตรง สิ่งที่เราทำมันไม่ได้ดาร์กไซด์ถึงขั้นที่คนเห็นแล้วเกิดอารมณ์ อยากจะพรากผู้หญิงคนนี้ที่อยู่ตรงหน้าเพราะเห็นงานเรา มันแค่เห็นแล้วรู้สึกว่างานมันตลกหรือถ่อยดี แค่นั้นเอง

 

อย่างนี้งานศิลปะของคุณมันเสิร์ฟอะไร เพราะศิลปินบางคนก็ทำเพื่อสังคมหรือความเชื่ออะไรบางอย่าง

     เราไม่ได้เป็นคนลึกซึ้งขนาดนั้น เอาจริงเราเป็นคนทำเพื่อสังคมน้อยมากนะ ตัวเองยังเอาไม่รอดเลย (หัวเราะ) เราแค่คิดว่า ทำแล้วแฮปปี้ไปวันๆ ก็โอเคแล้ว แล้วยิ่งถ้าสิ่งที่เราทำมันไปทำให้คนอื่นมีความสุขต่อได้ มันก็ยิ่งดี ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ที่คนเห็นสเตตัสเรา เห็นภาพที่เราวาด มันก็เพียงพอแล้ว เราไม่ได้มีคุณค่าขนาดนั้น

 

ศิลปะที่ทำเพื่อตัวเอง มันเพียงพอแล้วหรอ

     (หยุดคิด) เราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการทำเพื่อตัวเองมันคืออะไร บางทีเราก็ตื่นมาแล้วคิดว่า ทุกวันนี้ทำเพื่ออะไรวะ เราว่าวัยนี้ของเรา ตอบคำถามนี้ได้ไม่ชัดหรอก เราแค่ทำทุกวันนี้ให้แฮปปี้ อันไหนที่มันเครียดก็ช่างแม่ง เราใช้คำนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว ‘ช่างแม่ง’ แล้วเราสบายใจ เราไม่ได้เป็นคนคิดใหญ่หรือคิดลึกซึ้งขนาดนั้น เราชอบมีความสุขไปวันๆ อนาคตอาจจะลึกกว่านี้ก็ได้มั้ง หรืออาจจะตื้นกว่านี้ก็ไม่รู้ ช่างแม่ง (หัวเราะ)

 

เสลดทอย

 

หลังจากทำงานมาสักระยะแล้วเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น วิธีคิดคุณเปลี่ยนไปเยอะไหม

     เราว่าเราขาลงแล้ว ไม่ใช่ขาขึ้นเหมือนเมื่อก่อนที่มีงาน 20 กว่าชิ้นภายใน 1 เดือน แต่เราว่าตอนนี้มันก็กำลังดีนะ เพราะมีมุมด้านอื่นให้ชีวิต เช่น ไปดูหนังกับแฟน ทำกิจกรรมอย่างอื่น เราว่านี่แหละคือความลงตัวของคนอายุ 30 กว่าๆ ที่เริ่มจัดแพตเทิร์นในชีวิตถูกว่าฝั่งนี้ให้เวลาแค่ไหน ทำงานยังไง

     ตอนแรกๆ เราเคยต้องรับมือกับชื่อเสียง เพราะไม่เคยรู้ว่ามันหน้าตาเป็นยังไง แต่เอาจริงๆ เราชอบการอยู่แบบไม่มีชื่อเสียงมากกว่า เราเข้าใจว่าความดังมันทำให้เราได้งานเยอะ แต่ความดังมันก็มีเวลาของมัน เราคิดว่าสิ่งที่เจ๋งกว่าคือ ทำยังไงให้เรายังยืนระยะอยู่ในวงการได้นาน นั่นหมายความว่า เราต้องทำสิ่งที่ชอบจริงๆ ซึ่งก็คือการวาดรูปนั่นแหละ ชีวิตเราทำอะไรอย่างอื่นไม่เป็นอะ หลอดไฟยังเปลี่ยนไม่เป็นเลย วาดรูปคือสิ่งเดียวที่เราทำได้ดีและไม่เคยเบื่อ เพราะฉะนั้นการยืนระยะของเราคือการทำงานเรื่อยๆ เราจะไม่สนใจเรื่องความดังไม่ดัง มันเลยจุดนั้นไปแล้ว

 

ถึงวันนี้คุณคิดว่ามันมีหลักหรือแนวทางในการสร้างคาแร็กเตอร์ให้ประสบความสำเร็จไหม

     เราคิดว่ามันมี 2 ทาง หนึ่งคือ เล่าเรื่องปมชีวิตตัวเองหรือประสบการณ์ที่เลวร้ายในอดีต เช่น ศิลปินญี่ปุ่นที่ชอบเล่าเรื่องสงคราม แผ่นดินไหว ชีวิตที่เจ็บปวด ทำให้คนอินไปด้วยได้ แต่ทีนี้พอถึงคนรุ่น Gen Y ส่วนใหญ่ชีวิตก็ไม่ได้ลำบากขนาดนั้น เราแค่ชอบวาดรูป แล้ววาดบ่อยๆ จนมันไปตรงทฤษฎีว่า ถ้าวาดรูปครบ 10,000 ชั่วโมง ยังไงมึงก็เก่ง แต่ต้องชอบมันก่อนนะ ไม่งั้นไม่ชอบแล้วมาทำหมื่นชั่วโมงนี่ทรมานฉิบหายเลย

     การสร้างคาแร็กเตอร์ของเรามันเลยมาจากการที่เราวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก วาดตามการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อยเปื่อย แล้วค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพัฒนามาจนเป็นคาแร็กเตอร์ของเรา แบบนี้คนอื่นก็ทำได้ถ้าชอบวาดรูปจริงๆ ถ้าวาดจนครบหมื่นชั่วโมง เราเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่าสุดท้ายคนคนนั้นมันก็ต้องมีทางของตัวเอง แค่อย่าหยุดไปเสียก่อน หรืออย่าวาดแค่ 5 ชั่วโมง แล้วเอาสไตล์นี้ไปหาเลี้ยงชีพเลย ไม่เวิร์กหรอก

 

มองเห็นเสลดทอยในอนาคตยังไงบ้าง

     เราเป็นคนไม่วางแผนอะไรในชีวิตเลย โคตรวันต่อวัน เคยเจอคำถามว่าอีก 5 ปีจะเป็นยังไง โอ้โฮ 5 ปี นานฉิบหาย ตายไปแล้วมั้ง (หัวเราะ)

     เราแพลนไม่เป็นว่ะ รู้สึกพอเราแพลนแล้วมันกลายเป็นว่าเราเครียดกับทุกวันนี้ว่าทำยังไงถึงจะไปถึงจุดนั้น มันอาจจะดีสำหรับบางคนที่มีเป้าหมายก็ได้นะ แต่เราชอบอยู่ไปวันๆ มากกว่า ถ้าวาดรูปวันนี้แล้วสวยงาม เราก็คิดว่าความสวยงามนี้มันคงต่อยอดไปวันพรุ่งนี้เอง แค่ทำวันนี้ให้มันเจ๋งก่อน แต่สุดท้ายถ้าไม่เจ๋งก็ช่างแม่ง พรุ่งนี้ทำใหม่ ชีวิตโคตรจะซิมเปิล (ยิ้ม)

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

พัทธมน วงษ์รัตนะ

ผู้หญิงสายชิลที่พาตัวเองมาทรมานในประเทศเจ้าระเบียบอย่างเยอรมนี

เรื่องโดย

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN