วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า ภาวนาไปกับธรรมชาติ เดินตาม เซวัง นอร์บู วิเวก คุรุจากอินเดีย

The Guest
15 May 2020
เรื่องโดย:

พชร สูงเด่น

“อย่าไปคิดว่าจะถึงหรือไม่ ใช้เวลาเท่าไหร่ ไปทีละก้าว ทุกก้าวอยู่กับลมหายใจ”

        เซวัง นอร์บู วิเวก (Tsewang Norbu Vivek) ครูสอนสมาธิภาวนาจากเมืองเลห์ ลาดัก (Leh Ladak) ประเทศอินเดีย เอ่ยสั้นๆ ก่อนที่เราจะออกเดินขึ้นเขาเข้าป่าที่ซ่อนตัวอยู่ในจังหวัดระยอง

        อันที่จริงแล้ว ช่วงเวลานี้วิเวกต้องจัดคอร์สภาวนา ‘Active Meditation’ อยู่ที่ยุโรป ที่เขามีศิษย์อยู่ที่นั่นมากมาย แต่เมื่อสถานการณ์โควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย เขาจึงยังกักตัวอยู่ที่ประเทศไทยต่อไปกับครอบครัว ตามคำเชิญชวนของ คุณสิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล ผู้ก่อตั้งบริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน)

        วิเวกก้าวเดินเข้าไปในป่าอย่างว่องไว สลับกับหันมามองพวกเราที่เดินตามอยู่ข้างหลังเป็นระยะๆ เขาไม่ได้สอน หรือกล่าวนำภาวนาอะไรระหว่างเดิน หากจังหวะก้าวเดินของวิเวกที่สม่ำเสมอ มั่นคงลงบนพื้น ว่องไว แต่ไม่รีบ ก็ทำให้เราก้าวตามจังหวะนั้นไปได้อย่างเรื่อยๆ ไม่เร็ว ไม่ช้าเกินไป และแม้ไม่รู้ว่าเส้นทางจะสิ้นสุดที่ไหน แต่รู้ตัวอีกทีเราก็มายืนอยู่ด้านบนของเขาลูกเล็กที่มีป่าไผ่ ต้นไม้ใหญ่อยู่ด้านบน และพระพุทธรูปองค์หนึ่งที่ว่ากันว่าเจ้าของคนเก่าที่ตอนนี้อายุ 90 ปีกว่า นำมาประดิษฐานไว้นานแล้ว

        “เพียงแค่เรามอง และรับฟังอย่างบริสุทธิ์ใจ (pure seeing, and hearing) เราก็จะรู้สึกถึงคำตอบ ในสิ่งที่เราคิดว่า ‘รู้’ เสมอมา”

        บนเนินเขานั้น เราเดินคุยกันไปในป่าไผ่ ในความเงียบ ความชื้นอุ่นๆ ของป่านั้นดูจะเปิดบทสนทนามากมาย และในคำถามหลากหลาย เพียงมองนก มองใบไม้รอบตัว ธรรมชาติก็ล้วนดูจะมีคำตอบในตัวของมันเอง

        ชวนอ่านบทสนทนาบ่ายวันหนึ่ง a day BULLETIN เดินเข้าป่ากับครูสอนภาวนาชาวอินเดีย – เซวัง นอร์บู วิเวก

 

Tsewang Norbu Vivek

ว่าด้วย Active Meditation

        “ปกติเวลานึกถึง meditation คนจะนึกถึงการนั่ง หลับตา อยู่นิ่งๆ ไม่ขยับ ซึ่งไม่มีอะไรผิดเลย เพียงแค่นั่นเป็นหนึ่งในวิธีการไม่ใช่หนทางเดียว แต่คนส่วนใหญ่เวลาไปนั่งสมาธิ ไปเข้าคอร์ส พอกลับบ้าน เปลี่ยนท่า สมาธิก็หลุดแล้ว วุ่นวายเหมือนเดิม แต่ Active Meditation เชื่อว่า สมาธิ และการภาวนาที่แท้จริงนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ทำตอนไหนก็ได้ จะเดิน กิน หรืออย่างที่เราพูดคุยกันอยู่ตอนนี้ เราก็ทำสมาธิภาวนาไปด้วยได้

        “ผมได้ความคิดนี้มาตอนที่เริ่มสอนภาวนาในปี 2004 ที่เริ่มสอนอย่างจริงจัง ผมอยู่ในวัดมาสิบปีที่ใช้การภาวนาในวัด ไม่ได้ออกเดินทางไปไหน แต่สามปีสุดท้ายในวัดผมได้บวชเป็นพระ แต่ก็เป็นพระที่ทำทุกอย่างในวัด จนกระทั่งไปเมียนมา เรียนที่นั่นอยู่เกือบสามปี เจอพระหลายรูป และได้รู้จัก Forest Meditation เป็นครั้งแรก เหมือนกับประเทศไทยที่มี ‘วัดป่า’ อยู่มาก สำหรับผม วัดป่าพวกนี้น่าสนใจกว่าครั้งที่อยู่ในวัด นั่งสมาธิแล้วหลับตาอยู่มาก พอผมกลับไปเลห์ ลาดัก คำถามแรกของผมก็คือจะทำอย่างไรให้การภาวนาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนได้ ซึ่งโชคดีมากที่เลห์ ลาดักนั้นมีธรรมชาติกว้างใหญ่ อยู่ติดกับเทือกเขาหิมาลัย สุดท้ายเลยเริ่มจากใช้พื้นที่สวนหลังบ้านของน้องสาวผมที่ข้างหลังมีธรรมชาติสวยงาม เริ่มต้นให้คนลองฝึกภาวนากับธรรมชาติง่ายๆ จากตรงนั้น”

ภาวนาในธรรมชาติ

        “ธรรมชาติมีพลังมากมาย ถ้าสังเกตชีวิตพระพุทธเจ้า เหตุการณ์สำคัญต่างๆ ทั้งประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ก็ล้วนเกิดใต้ต้นไม้ทั้งนั้น โดยเฉพาะช่วงเวลาตรัสรู้ ที่พระพุทธองค์ค้นพบคำสอนที่ยิ่งใหญ่ ก็อยู่ใต้ต้นไม้ อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ สภาพแวดล้อมที่ทำให้พระพุทธเจ้าค้นพบสัจธรรม

        “หรือคำสอนต่างๆ ก็ล้วนเกี่ยวข้องกับธรรมชาติหมดเลย ทั้งต้นไม้ ใบไม้ พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนทฤษฎีวิธีการเลย มีแต่จะแนะให้ดูใบไม้ที่ร่วงหล่น ดูดอกบัวที่เบ่งบาน แล้วอธิบายสัจธรรมต่างๆ ที่ล้วนอยูในธรรมชาติทั้งนั้น 

        “คำสอนทุกอย่างที่เราเคยเรียนรู้มามันอยู่ในธรรมชาติหมดเลย เอาแค่กฎไตรลักษณ์ว่าด้วยอนิจจัง ความเปลี่ยนแปลง แค่อยู่ในธรรมชาติเพียงครู่เดียวเราก็รู้สึกได้หมดเลยถึงแสงแดด สายลม อุณหภูมิที่เปลี่ยนไปไม่เหมือนกันสักขณะเดียว การที่อยู่กับธรรมชาติเราจะรู้ว่าเมื่อมืด เดี๋ยวจะสว่าง หลังพายุ ฟ้าจะสดใส”

 

Tsewang Norbu Vivek

ความสามารถมนุษย์ที่สูญเสียไปจากความพยายามควบคุม 

        “เวลาเราสับสนกัน เราไม่ได้หาทางออกได้ด้วยการคิดๆๆ คิดวนอยู่อย่างนั้น แต่จริงๆ แล้วแค่ออกไปเดินเล่น ไปสูดอากาศ ธรรมชาติเป็นทั้งครู และเป็นผู้เยียวยา

        “แต่วิถีชีวิตของเราทุกวันนี้มันผิดธรรมชาติ มันจอมปลอม (artificial living) สภาพแวดล้อมของคนส่วนใหญ่ถูกควบคุมด้วยสิ่งแปลกปลอมไปเสียหมด แสงไฟ เครื่องปรับอากาศ เราควบคุมแม้แต่สภาพแวดล้อมธรรมชาติ จนเราไม่รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงในธรรมชาติแล้ว เราเห็นแต่แสงสีเดียว สัมผัสอุณหภูมิเดียวทั้งวัน พอความเปลี่ยนแปลงมาถึง เราก็ตกใจ คิดว่ามันเป็นเรื่องแปลกประหลาด ทั้งที่จริงการควบคุมให้มันไม่เปลี่ยนแปลงต่างหากที่ผิดปกติอย่างที่สุด

        “ที่แย่ที่สุดก็คือ พอเราควบคุมบ่อยๆ เราก็เสียความสามารถที่สำคัญที่สุดของเราไป นั่นคือการปรับตัว เราบ่นกันว่าอากาศร้อนไป หนาวไป ซึ่งมันไม่มีหรอกธรรมชาติที่ร้อนไป หนาวไป มีแค่เราที่เอาความสบายของเราเป็นจุดศูนย์กลางเท่านั้น มันอาจดูเหมือนว่าเราควบคุมได้ แต่สุดท้ายเราจะไม่สามารถปรับตัวกับธรรมชาติที่แท้จริงได้เลย”

‘What goes around comes around’ ทำแบบไหน ธรรมชาติเป็นแบบนั้น

        “ธรรมชาตินั้นเที่ยงตรงและเที่ยงธรรม (just and fair) ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน หากฝนตก แดดออก อากาศชื้น ร้อนเท่ากัน แต่เป็นการกระทำของมนุษย์ต่างหากที่ทำให้ทุกคนเปียก ร้อน ไม่เท่ากัน หรืออย่างโควิด-19 ตอนนี้ที่พอเกิดขึ้น ทุกคนก็มีโอกาสติดเชื้อนี้เท่ากันหมด แต่ผลกระทบที่ได้รับไม่เท่ากัน ก็เป็นผลจากการเลือกปฏิบัติของมนุษย์ทั้งนั้น แต่ธรรมชาติเองไม่เคยเลือกปฏิบัติเลย (non-discrimination)

        “บางคนมองสถานการณ์โลกตอนนี้ว่าเป็นภัยจากธรรมชาติ แต่ธรรมชาตินั้นตรงไปตรงมาเสมอ ธรรมชาติแค่เป็นผลสะท้อนกลับจากสิ่งที่เราทำ ยกตัวอย่าง ถ้าผมเรียกคุณด้วยถ้อยคำหยาบคาย ครั้งแรกคุณอาจเงียบไม่ว่าอะไร ครั้งที่สอง คุณจะเริ่มไม่พอใจ และถ้าครั้งที่สาม สี่ ผมยังเรียกคุณเสียๆ หายๆ อยู่อย่างนั้น คุณจะเริ่มเก็บอารมณ์ไม่ไหวอีกต่อไป และอาจจะระเบิดออกมา ใช่ การกระทำมันมาจากคุณ แต่เหตุผลของการกระทำนั้นมีที่มาจากผม ธรรมชาติก็เช่นกัน ผลที่เกิดขึ้นมันมีเหตุมาจากสิ่งที่เราทำลงไปต่อธรรมชาติทั้งนั้น”

 

Tsewang Norbu Vivek

กับดักความคิดที่ทำให้เราหลงติดในความสุขที่ถูกบิดเบือน 

        “คนเมืองทำทุกอย่าง ผมเห็นคนทำงานกันหนักมาก ยกเว้นอย่างเดียวคือทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำสิ่งที่ปรารถนากันมากที่สุด นั่นคือการทำให้ตัวเองมีความสุข พวกเขาดูเครียด เหนื่อย แต่หวังว่าความทุกข์ที่ตัวเองเผชิญอยู่นั้น จะทำให้ตัวเองมีความสุขได้ในท้ายที่สุด”

สุข = ไร้ทุกข์? สุขแท้จริงคืออะไรในมุมมองของวิเวก

        “ความสุขคืออิสระ (happiness is freedom) อิสระจากการยึดติด ยึดมั่นถือมั่นใดๆ ทั้งจากความต้องการ ความคาดหวังจากของตนเอง และของผู้อื่น ยิ่งเป็นอิสระจากการครอบครองได้มาก ยิ่งเบา และยิ่งสุขมาก แต่กลายเป็นว่าตอนนี้เรากลับคิดว่า หากจะมีความสุขได้เราต้องครอบครอง เราต้องเพิ่มพูนสิ่งที่มี สิ่งที่เป็น จนกลายเป็นว่ายิ่งมี ยิ่งทำ ยิ่งยึดติด ยิ่งทุกข์เพิ่มไปอีก

        “อย่างโควิด-19 เองก็เป็นสัญญาณชัดเลยว่าที่ผ่านมาเราไม่มีความสุขเลย เพราะเราขาดอิสระกันมานาน เราขาดอิสระจากการสุขได้ด้วยตนเอง เห็นเลยว่าเราทนอยู่ลำพังกันไม่ได้ เราทนไม่ได้ถ้าต้องอยู่เฉยๆ ต้องอยู่ลำพังบ้าง แค่ 5 นาทียังยากเลย ต้องคอยหาอะไรมาเอนเตอร์เทนเราตลอดเวลา แต่คนที่มีความสุขที่แท้จริง จะสามารถมีความสุขได้ในความสันโดษของตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งคนอื่นหรือเครื่องมือใดๆ 

        “ในระดับสังคมก็เห็นเลยว่า ที่ผ่านมาเราพึ่งพิงปัจจัยทางวัตถุกันเยอะมาก โดยเฉพาะปัจจัยทางการเงิน พอสะดุดและชะงักสักครู่เดียว ความทุกข์มันถาโถมเลย ผมไม่ได้บอกว่าเงินไม่สำคัญ มันสำคัญ แต่เพราะเราให้ความสำคัญกับมันมากไปจนเราต้องพึ่งมันมาตลอด แต่เราไม่เคยกลับมาพึ่งตนเองจนเป็นอิสระจากมันได้เลย และถ้าเรายังต้องพึ่งปัจจัยภายนอก วัตถุเงินทองแบบนี้ไปตลอด เราก็จะต้องไล่ตาม และพึ่งพิงมันไป เป็นอิสระไม่ได้ไปทั้งชีวิต”

The Art of Dis-owning ศิลปะของการไม่ครอบครอง

        “ที่พูดมาทั้งหมดไม่ได้แปลว่าไม่ต้องมีอะไรเลย หรือไม่ต้องทำอะไรเลย แต่มันคือการทำเต็มที่ แล้ววางมันลง หรือได้รับมาแล้ววางมันลง เช่น เวลาคนอยากได้รถ ความสุขมันขึ้นสูงสุดตอนที่ได้รถมาเท่านั้น หลังจากนั้นมันเริ่มเป็นความทุกข์ หรือความสัมพันธ์ก็เหมือนกัน ก่อนที่เราจะตกลงปลงใจกับใคร ช่วงแรกมันจะหอมหวาน มันลุ้น พอได้มาใจมันก็พองโต แต่พอเราถือว่าคนนี้เป็นของเราเมื่อไหร่ ความทุกข์มาทันที หึงหวง กลัวจากกัน กังวลสารพัด แต่ถ้าเราได้รับมา แล้วเราบอกตัวเราเองได้ทันทีว่าวางลง มันจะเป็นอิสระ และอิสระนั่นแหละจะทำให้เราสุขอย่างแท้จริง

        “การไม่ครอบครอง (วิเวกใช้คำว่า ‘disown’) ไม่ได้แปลว่าเราไม่รัก ตรงกันข้ามมันแปลว่าเรารักอย่างไม่มีเงื่อนไขต่างหาก แม้แต่ครอบครัวของผมเอง ภรรยาผม ลูกผม เรารักและเราก็ปล่อยเขาเต็มที่ มันกลายเป็นไม่มีเงื่อนไข เราไม่ได้รักเพราะเขาเป็นภรรยาหรือลูกเรา แต่เขาจะเป็นอะไรหรือไม่ เราก็รัก อิสระแบบนี้มันเบาสำหรับทุกฝ่าย”

 

Tsewang Norbu Vivek

สุขได้ ไม่เพิกเฉยทุกข์ผู้อื่น และไม่แบกมันไว้กับตัว

        “คนมักจะถามว่าเดินภาวนาในป่าต้องทำอย่างไร คำตอบคือไม่ต้องทำอะไร แค่เปิดหู เปิดตา เปิดประสาทสัมผัส เห็นและได้ยินอย่างที่มันเป็น เช่น วันก่อนเราเดินแล้วเห็นคราบงู ก็ไม่ต้องตกใจ ปรุงแต่ง ไปกลัวอะไร แค่เห็นว่าในพื้นที่นี้นอกจากเราแล้วยังมีสัตว์อื่นอาศัยอยู่ หลายครั้งที่มนุษย์เรากลัวแล้วไปทำลาย ไปมองว่าเขามาบุกรุกเรา แต่ถ้าเราอยู่กับธรรมชาติ เราจะเห็นว่าไม่มีใครบุกรุกใคร ไม่มีใครเป็นเจ้าของพื้นที่ เราอาศัยอยู่ใน habitat นี้ร่วมกัน

        “ถ้าเราเปิดตาให้ชัด เราจะเห็นชีวิตมากมายที่อาศัยกันอยู่ เห็นฝูงมดที่เดินอยู่บนพื้น แล้วการเดินของเราบางทีมันก็ไปรบกวนพวกเขา เห็นแบบนั้นก็ให้ภาวนา ขออนุญาตใช้พื้นที่ร่วมกัน การเห็นอย่างที่เป็นมันทำให้เรารับรู้ทุกข์ของชีวิตอื่น แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่แบกมันไว้กับตัวเรา เราภาวนา แผ่เมตตาให้เขา และปล่อยวาง เดินต่อไป แต่ในการเดินต่อไปของเรา เราจะรู้เนื้อรู้ตัว ระมัดระวังให้การดำรงอยู่ของเราเบียดเบียนน้อยที่สุด

        “คนมักจะคิดว่าการมีความสุขคือการไม่รู้สึกรู้สากับความทุกข์ผู้อื่นที่เกิดขึ้น ซึ่งมันไม่จริง ถ้าเราฝึกมองสิ่งที่เห็นตามที่ธรรมชาติเป็น เราจะเห็นความทุกข์ของผู้อื่น แต่รับรู้ และวางลง ไม่ปรุงแต่งกับมันต่อ แต่เมื่อไหร่ที่เรารับรู้อย่างแท้จริง การกระทำเราจะไม่เหมือนเดิม เมื่อข้างในเราเปลี่ยนไปแล้ว”

ประสบการณ์ที่เปลี่ยนคำสอนที่ ‘รู้’ มานานให้ ‘รู้สึก’ ลึกไปถึงข้างใน

        “ที่ผมพูดมานี้ไม่มีอะไรใหม่เลย โดยเฉพาะในสังคมพุทธอย่างประเทศไทย แต่ความรู้จากการรู้ มันต่างจากปัญญาที่มาจากความรู้สึก

        “ความรู้มีสามระดับ ที่เราเข้าใจทั่วไปคือความรู้ที่เกิดจากการได้ฟัง ได้อ่าน (สุตมยปัญญา) ซึ่งเป็นความรู้ที่หาได้ง่ายที่สุด และหลายครั้งเรามักจะติดกับอยู่ที่ความรู้ระดับนี้ คิดว่ารู้แล้ว ตอบได้แล้ว ใครถามว่าความทุกข์คืออะไร จะกำจัดอย่างไร เราตอบได้ทันที “อาจารย์คนนี้บอกว่า อาจารย์คนนั้นบอกว่า…” เป็นความรู้มือสองที่เราได้มาจากคนอื่น แต่ไม่ใช่เป็นความรู้ที่มาจากเราเอง

        “ความรู้ขั้นที่สองคือการเริ่มใคร่ครวญกับมัน (จินตมยปัญญา) เริ่มมีการใช้ปัญญาในการตั้งคำถาม เริ่มเข้าใจมากขึ้นด้วยการประมวลผลส่วนตัว แต่ก็ยังเป็นความรู้ที่อยู่ในระดับความคิด

        “ส่วนความรู้ขั้นสุดท้ายคือความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ เกิดจากการลงมือทำ (ภาวนามยปัญญา) เช่น เราได้ยินมาตลอดเรื่องความเปลี่ยนแปลง พระพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์ต่างพูดว่าธรรมชาตินั้นเปลี่ยนแปลงเสมอ เราโควตคำครูได้หมดเลยว่ากฎไตรลักษณ์คืออะไร เหตุแห่งทุกข์คืออะไร แต่มันเป็นแค่ความจำ จนกระทั่งเราเริ่มใคร่ครวญ ทบทวนความเกี่ยวข้องกันของกฎธรรมชาติต่างๆ ว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงถึงทำให้เกิดทุกข์ และทำไมการไม่ยึดมั่นถึงละวางทุกข์ได้ เราถึงจะเริ่มเข้าใจความหมายของคำสอนนี้ 

        “แต่ท้ายที่สุดแล้ว หากเราไม่เคยเผชิญกับความทุกข์นั้นเอง ไม่ได้อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับความเปลี่ยนแปลงจนเคยชิน คำสอนนั้นจะเป็นแค่สิ่งที่เรา ‘รู้’ มาจากผู้อื่น แต่ไม่ใช่ความรู้ของเราเอง จนกว่าเราจะได้รับประสบการณ์ตรง รู้สึกถึงความร้อน แล้วรู้สึกถึงลมเย็น จนรู้สึกได้อย่างแท้จริงว่า โอ ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงเสมอนะ ความรู้สึกนั้นจะเปลี่ยนให้ความรู้กลายเป็นเนื้อเป็นตัวเรา เรียกได้ว่าเข้าใจอย่างแท้จริง ความรู้แบบนั้นแหละถึงจะเปลี่ยนเราได้”

 

Tsewang Norbu Vivek

ตะวันออกเปี่ยมศรัทธา ตะวันตกรวยปัญญา แต่ธรรมชาติสอนให้รู้ว่าสรรพสิ่งล้วนต้องการสมดุล

        “คนตะวันตกเขาชอบอยู่กับธรรมชาติอยู่แล้ว Active Meditation เลยไม่ยากเท่าไร มันถูกจริตเขา แต่สอนคนตะวันออกบางทียากกว่าตรงที่เขาชินกับการนั่งสมาธิภาวนานิ่งๆ ติดกับสถานที่ว่าต้องเป็นวัด เป็นสถานที่ปฏิบัติ หรือเรียนกับครูที่เป็นพระ อยู่ในเครื่องแบบ 

        “แต่ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่คนตะวันตกต้องการคือศรัทธา (faith) ไม่เช่นนั้นเขาจะติดอยู่กับความรู้เชิงความคิดมาก มันก็จะเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงปัญญาในเชิงความรู้สึกได้ ที่มันต้องใช้ศรัทธา การละทิ้งกำแพงความคิดในการเข้าถึง แต่ในขณะเดียวกันคนตะวันออกที่มีพื้นฐานศรัทธาแข็งแรงอยู่แล้ว ก็จำเป็นที่ต้องใช้การวิเคราะห์ใคร่ครวญเพิ่มขึ้นเหมือนกัน ไม่เช่นนั้นมันก็จะเป็นแค่ความรู้ที่ได้ยินมา เชื่อไปโดยที่เราไม่ได้ใคร่ครวญจนเข้าใจด้วยตัวเราเอง

        “ทั้งศรัทธาและปัญญา ความรู้ ความรู้สึก ล้วนมีความสำคัญทั้งนั้น เหมือนกับธรรมชาติที่ทั้งความร้อน ความเย็น ความแห้ง ความชื้นแฉะ ล้วนจำเป็นต่อชีวิต”

บทเรียน คำตอบอนาคต ที่มีอยู่แล้วหมดจดในธรรมชาติ

        “ครูแบ่งความรู้ได้ แต่ครูให้ปัญญาไม่ได้ สิ่งที่ครูทำได้นั้นคือการสร้างสภาวะ (create condition) สร้างประสบการณ์บางอย่างให้เขาได้สัมผัส ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง เช่น เราพาเขาไปในธรรมชาติ แนะนำเขาเล็กน้อยว่าให้เปิดตา เปิดหู เปิดใจอย่างไร ให้เขารับรู้เอง และมาช่วยกันสะท้อน 

        “เรื่องของความสุขก็เช่นกัน เราไม่สามารถให้ความสุขกับใครได้ แต่เราสร้าง condition ที่จะเอื้อให้เขามีความสุขได้ ซึ่งก็คือการนำเขากลับสู่สภาวะที่เป็นธรรมชาติที่สุดนี่แหละ ทั้งบทเรียน ทั้งทางออกมันมีอยู่แล้วในธรรมชาติทั้งหมดเลย

        “แต่ถ้าตอนนี้มันยังไม่เข้าใจ ยังไม่พบ ก็ไม่ต้องรีบ ค่อยๆ สังเกตมันไป เหมือนที่เราค่อยๆ ก้าวไปทีละก้าวนี่แหละ ไม่ต้องคิดว่าไปถึงเมื่อไร เดี๋ยวถึงแล้วเราก็จะรู้เอง”

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

พชร สูงเด่น

มนุษย์รูทีน หมกมุ่น วนเวียนกับการอ่าน เขียน เรียนรู้ตลอดชีวิต

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง