สูงวัยแบบไม่สูญสุขกับ ‘จิระนันท์ พิตรปรีชา’ ชีวิตวัย 65 ที่ขับเคลื่อนด้วยงานที่รัก

The Guest
30 Apr 2021
เรื่องโดย:

สุธามาส ทวินันท์

Highlights

อีกในไม่ช้าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ หากลองจินตนาการถึงตัวเองตอนอายุ 65 ปี คุณคิดว่าตัวเองจะเป็น ‘ผู้สูงอายุ’ แบบไหน  

        บางคนคงนึกถึงชีวิตวัยเกษียณที่มีลูกหลานห้อมล้อม มีเวลาทำสิ่งที่ตัวเองรัก และมีสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ แต่สำหรับบางคนคงขอเลือกทำงานที่ตัวเองรักต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดแรง จิระนันท์ พิตรปรีชา เองก็เช่นกัน 

        ชื่อของจิระนันท์เป็นที่รู้จักดีในฐานะคนเดือนตุลา และเจ้าของรางวัลซีไรต์จากหนังสือ ‘ใบไม้ที่หายไป’ เธอไม่เพียงแค่คลุกคลีอยู่ในวงการวรรณกรรมมาอย่างยาวนาน แต่ยังทำงานเบื้องหลังเป็นคนแปลภาพยนตร์หลายร้อยเรื่อง ขณะที่ด้านหนึ่งก็ไม่ทิ้งงานเพื่อสังคมด้วยการเป็นที่ปรึกษามิวเซียมสยามและมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ทั้งยังก่อตั้งกลุ่ม ‘สห + ภาพ’ (Fotounited) เพื่อเป็นพื้นที่รวมช่างภาพมือดีสำหรับใช้ภาพถ่ายเป็นเครื่องมือหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคม 

        คงไม่มากเกินไป หากจะกล่าวว่าช่วงชีวิตที่ค่อยๆ เดินทางมาถึงวัย 65 ปีของผู้หญิงที่ชื่อจิระนันท์นั้นถูกใช้อย่างเต็มที่ มากไปด้วยประสบการณ์ทั้งบู๊และบุ๋น แม้แต่ปัจจุบันเธอก็ยังคงหมั่นหาความรู้ และประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ตัวเองอยู่เสมอ  

        เธอเอาพลังเหล่านี้มาจากไหน นี่คือความสงสัยที่เรามี แต่ประโยคสั้นๆ เพียงว่า ‘อย่าลืมวัยเยาว์ของตัวเอง’ กลับตอบหลากคำถามในใจว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงได้เป็นคนวัย 65 ปี ที่ดูอิ่มเอมไปด้วยความสุข จนเผยออกมาผ่านรอยยิ้มบนใบหน้าตลอดเวลา 

จิระนันท์ พิตรปรีชา

ขณะคนอื่นอายุ 65 ปี อาจเป็นวัยเกษียณ แต่เรายังคงเห็นคุณทำงานต่างๆ เยอะมาก ตอนนี้ไม่ได้มองตัวเองถึงวัยเกษียณใช่ไหม 

        ความที่เราไม่ได้อยู่ในระบบของการเกษียณไง ก็เลยแปลกใจที่อยู่ดีๆ เกิดกรุ๊ปไลน์วัย 60 ปี กันเยอะมาก เห็นเพื่อนๆ ส่งรูปให้กันทั้งวัน แต่ชีวิตเรามันไม่ได้มีจุดเปลี่ยนขนาดนั้น ตอนนี้สุขภาพแข็งแรง จิตใจก็ยังแข็งแรง และเลือกทำสิ่งที่สนุกที่สุด ไม่ได้คิดว่าทำเพื่อสังคม เสียสละเพื่อส่วนรวมแบบนั้น คือจะทำอะไรให้ใคร เราต้องสนุก สุขใจด้วย ถึงจะมีพลังเต็มที่ เดือนที่แล้วไปน่าน 3 รอบ พัทลุงรอบหนึ่ง ไม่ได้ไปพักผ่อนนะ มีภารกิจเยอะแต่ได้สนุกกับผู้คนและบรรยากาศ ชีวิตกับงานเป็นเรื่องเดียวกันไม่ต้องแยกส่วน ทำอะไรได้ก็ทำไป ไม่ต้องคำนึงว่าสูงวัยต้องมีใครดูแล นี่แหละคือเคล็ดลับ 

อะไรคือสิ่งที่สนุก 

        สิ่งที่ไม่สนุกก็คือพอเห็นเราเป็นผู้สูงวัย เป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้มีชื่อเสียงจะเกิดการต้อนรับแบบมาเรียก ‘ท่าน’ ต้องไปยืนถ่ายรูปกับป้ายไวนิล ต้องขึ้นเวทีพิธีการ เพราะฉะนั้น กิจกรรมที่สนุกก็คือการคบพวกเด็กๆ นี่แหละ เพราะพวกช่างภาพในกลุ่มสห + ภาพ มีอยู่ประมาณ 50-60 คน กลุ่มเราไม่แบ่งพรรคแบ่งรุ่นแบ่งวัย ไม่มีสมาชิกภาพ ใครจะมาก็มาใครจะไปก็ไป เลยมีหลายช่วงอายุ แต่ทุกคนเรียกเราว่า ‘ครูใหญ่’ 

        เวลาไปต่างจังหวัด มีคนห่วงใยคอยดูแล เราก็ให้เขาดูแลไปสิ อยากดูก็ดู แต่ถ้ามาปฏิบัติต่อเราเหมือนคนป่วยหนัก นี่ไม่เอา ต้องด่า ส่วนพวกที่ไม่เหลียวแลกันเลยก็มี เราอย่าไปถือสาหาความผู้คนมาก คนไหนทำตัวแย่มาก อย่าคบกันก็หมดเรื่อง จะมาเจ็บใจ โกรธเคืองทำไม ต่อมโกรธเรามันต้องเล็กหน่อย ถึงจะอยู่อย่างมีความสุขไม่ว่าในวัยไหน เพราะเห็นบางคนอายุน้อยมาก แต่หงุดหงิด น้อยใจ ไม่พอใจ คิดลบ ใครพูดอะไรตัวเองต้องค้านให้เป็นแง่ลบไว้ก่อน นั่นเป็นเรื่องความสุขอยู่ที่ใจอย่างที่เขาว่าจริงแหละ  

ปกติการมีเพื่อนต่างวัย มักจะมีปัญหา Generation Gap แต่จากที่ฟังคุณดูไม่มีปัญหานี้เลย ทลาย Generation Gap อย่างไร 

        (นิ่งคิด) เพราะในวงการศิลปินมันไม่ค่อยมีเรื่องนี้มั้ง ไม่เหมือนระบบราชการที่พอ 50-60 ปี ก็เป็นระดับอธิบดีต้องเรียกท่านไปแล้ว แต่ในวงการศิลปะมันไม่มี ก็เหมือนการเมืองอยู่อย่าง คนไปม็อบที่ตอนแรกบอกกันว่าเป็นรุ่นเด็ก ปรากฏจริงๆ ว่าคนแก่ไปเต็มเลย เพราะเขาคุยเรื่องเดียวกันไง มีประเด็นความสนใจร่วมกัน 

        อีกเรื่องหนึ่งก็คือคนแก่ส่วนใหญ่จะซอกแซกจุกจิก พูดจาซ้ำซาก ถ้าเรารู้ตัวว่ามันทำให้เด็กเบื่อ ก็อย่าทำสิ ตอนเด็กๆ เราก็เคยเบื่อ เคยบ่นเขา แล้วเราจะทำทำไม และก็คำถามประเภท เรียนอยู่ที่ไหน อายุเท่าไหร่ แต่งงานหรือยัง พวกเด็กโตหรือวัยรุ่นยังดีที่เขารักษามารยาท แต่เด็กประมาณ 10 ขวบจะรู้สึกว่าอีกแล้วเหรอ ลูกเราตอนเด็กๆ เขาก็บ่นว่าเมื่อไหร่จะเลิกถามสักทีว่าอายุเท่าไหร่ สังเกตจากลูกๆ นี่แหละ พอเราเป็นผู้ใหญ่วัยชรา เราก็รู้ว่าเด็กเบื่ออะไร  

        สรุปแบบรวบยอดก็คือ ‘อย่าลืมวัยเยาว์ของตัวเอง’ ทั้งความอยากรู้ อยากลอง ทั้งเรื่องอารมณ์ต่อโลก ต่อชีวิต ต่อผู้สูงวัย ถ้าเราไม่ลืมวัยเยาว์ว่าเราเคยสนุกกับชีวิต เคยซาบซึ้งกับสิ่งต่างๆ รอบตัว หรือเคยหงุดหงิดกับนู่นนี่นั่น ถ้ารักษาการมองโลกแบบนี้ไว้ได้เราก็ไม่หดเหี่ยวไปไหน อยู่วัยเยาว์ของเรานี่แหละ 

จิระนันท์ พิตรปรีชา

เพราะแนวคิดนี้ด้วยหรือเปล่าถึงทำให้คุณดูมีความสุขในทุกวัน

        เราไม่คิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษในด้านจิตใจ อารมณ์ และร่างกาย สมัยยังเด็กมีครูคนหนึ่งเข้ามาสอน เขาขำเด็กนักเรียนที่ทะเลาะกันบ้าง โชว์ออฟบ้าง วุ่นวายตามนิสัยเด็ก เลยเขียนบนกระดานดำว่า ‘นิสัยเด็ก อยากรู้ อยากโต อยากโชว์ อยากช่วย’ และอบรมว่าพวกเธอต้องอยากช่วยนู่นช่วยนี่บ้าง ไม่ได้อยากโตไปเรื่อยๆ เราคงประทับใจกับคำพูดนี้มาก โตขึ้นก็ถือปฏิบัติตามนั้น 

        ข้อแรก ความอยากรู้ อยากทดลองทำ มันทำให้เรามีพลัง ใช้ชีวิตแบบไม่จำเจ ซ้ำซาก ร่วงโรย เช่น มีอยู่ช่วงหนึ่งอยากรู้ว่าเขาทำทีวีกันยังไง ก็ไปสมัครงานที่แกรมมี่ เลยได้ทำรายการเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นรายการแรกๆ ของประเทศไทย ‘โลกสวยด้วยมือเรา’ พอรู้ว่าสคริปต์เขียนอย่างนี้ นัดคิวกล้องยังไง เรียนรู้พอแล้วก็เลิก เพราะเบื่อที่พิธีกรต้องแต่งหน้าทำผมเป็นชั่วโมง ออกมาเปิดเรื่องแป๊บเดียว   

        ต่อมาอยากรู้ว่าพิพิธภัณฑ์ทำอย่างไรถึงจะสนุก ดึงดูดผู้เข้าชมได้ ก็ทิ้งวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกไปสมัครงานมิวเซียมสยามในยุคก่อตั้ง เพราะลึกๆ เราคิดว่ามันต้องเป็นประโยชน์ต่อสังคมแน่ๆ มาถึงเรื่องภาพถ่าย ความจริงอยู่ในวงการนี้มาตลอด เป็นความฝันในชีวิตเลยที่อยากจะเป็น Photo Journalist ไม่เคยคิดอยากจะเป็นนักเขียนมือรางวัล (หัวเราะ) ตั้งแต่วัยรุ่น ตอนนั้นเป็นช่วงสงครามอินโดจีน สุดยอดนักข่าวของโลกจะมาชุมนุมอยู่ที่กรุงเทพฯ และบ้านเราก็เกิด 14 ตุลา เราก็กลายเป็นคนดัง ได้เจอกับลุงนักข่าวพวกนี้ รู้สึกว่าแต่ละคนเท่มาก และสิ่งที่เขารายงาน ภาพที่เขาถ่ายมามันเปิดโลกใหม่ให้เราว่าภาพถ่ายไม่ได้มีแค่รูปครอบครัวเพื่อนฝูง ไม่ใช่แค่ทิวทัศน์สวยๆ ในโปสต์การ์ด มันบอกเล่าเรื่องราวของมนุษย์ได้โดยไม่ต้องใช้คำพูด  

        ส่วนการเขียนหนังสือก็เป็นงานประจำ มีทั้งงานแปล งานเขียนบทความสารคดี บทกวี แบ่งได้เป็นสองภาค หนึ่ง-รับจ้างทั่วไป สอง-อยากเขียนอะไรก็เขียน ฟรีได้ถ้าใจพร้อม เช่น เรื่องอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่พวกอาชีพอิสระต้องจัดระบบตัวเองให้อยู่ได้ อย่ามัวโทษสังคมจนไม่เป็นอันทำอะไร  

เหมือนเป็นฟรีแลนซ์ที่มาก่อนกาล 

        จริง เพราะว่าตอนลูกยังเล็กๆ ต้องรับ-ส่งโรงเรียนทุกวัน เช้าพ่อไปส่ง บ่ายแม่ไปจ่ายตลาดซอยอารีย์ก่อนรับลูก นั่นคือหน้าที่ แต่ทำยังไงให้แฮปปี้ ไม่ใช่ตื่นตี 5 ถึงบ้านใกล้ค่ำ แบบหลายครอบครัวที่เห็นมา เราเลยหาโรงเรียนใกล้บ้านให้ลูก รับงานที่ทำอยู่กับบ้านได้ โอกาสดีเพราะมีรางวัลซีไรต์รับรองคุณภาพ แต่รายได้หลักที่ทำให้เลี้ยงลูกได้จริงๆ คือแปลบทหนัง แปลมาประมาณ 400 เรื่อง เดือนละสองสามเรื่องก็อยู่ได้ แต่เลิกแปลมานานแล้ว  

มีวิธีแบ่งเวลาอย่างไรให้กับงานแต่ละอย่าง 

        มันพูดยาก ถ้าเรามัวกลุ้มว่าฉันจะแบ่งเวลายังไง ก็คงนั่งทำไปบ่นไปจนแก่ตาย แต่สิ่งที่ทำมาโดยไม่ได้ตั้งใจคือกะล่อนและผัดผ่อนไปเรื่อยๆ เพราะมันไม่ทันจริงๆ ถ้าเป็นเพื่อนกันส่วนใหญ่จะรู้ว่าไม่ได้เบี้ยว แต่มันไม่ไหวจริงๆ บางช่วงนอน 3 ชั่วโมงติดๆ กันหลายคืน การจัดคิวงานของเรามักจะมีปัญหาตรงที่ทำตามอารมณ์ อะไรอยากทำก็ทำก่อน แล้วรอจนเกือบถึงเดดไลน์ค่อยขยับกับสิ่งที่ไม่ค่อยโดนใจ ถ้าจะให้ดีก็คือ มีงานเร่งและอยากทำด้วย อันนั้นทำให้ชีวิตมีประสิทธิภาพทุกวันโดยไม่เครียด แต่ถ้าจำเป็นต้องทำแต่ไม่อยากทำแล้วเดดไลน์พรุ่งนี้ อย่างทรมานเลย (หัวเราะ) 

จิระนันท์ พิตรปรีชา

งานที่ทำแม้คุณจะบอกว่าทำเพราะสนุก แต่นอกจากความสนุกแล้วยังเป็นการทำเพื่อสังคมในแง่หนึ่งด้วย อะไรที่ทำให้ใช้ชีวิตโดยคิดถึงสิ่งนี้มาตลอด 

        (นิ่งคิด) มีคำว่า Passion ที่คนไทยชอบเอาไปใช้กับการเปิดร้านกาแฟ และการไล่ตามความฝันส่วนตัว แต่มีอีกคำหนึ่งคือ Compassion ที่แปลว่าความเมตตา เมตตาธรรมค้ำจุนโลก ก็ออกมาอย่างที่เห็นแหละ เราเข้าใจเพื่อนมนุษย์ เห็นใจเพื่อนมนุษย์และรับรู้ความต้องการของเขา รวมทั้งมี Passion เพราะได้ทำแล้วรู้สึกดีเอง รวมกันมันก็เกิดเป็นองค์ประกอบที่ลงตัว ทำไปก็ได้ความสุข คนอื่นก็ได้

        ในเพลง ‘คนเฝ้าป่า’ ของวงนั่งเล่น ซึ่งเราร่วมแต่งเนื้อร้องด้วย มีวรรคทองวรรคหนึ่งที่ว่า ‘การให้ไม่ใช่เสียสละ’ เคยเห็นไหม คนที่คิดว่าตัวเองเสียสละแล้วมานั่งระทมขมขื่นว่าทำไมเขาไม่ซาบซึ้ง ขอบคุณสักคำก็ไม่มี แต่ถ้าเราให้เพราะตัวเองอยากให้ ไม่ต้องมาขอบคุณ ไม่ต้องหันมาดู เรารู้สึกดีเอง จบเลย มันคือเคล็ดลับชีวิตเพราะคนที่คิดว่าตัวเองเสียสละ ถึงจุดหนึ่งจะไม่มีความสุข 

        ที่เห็นชัดๆ ก็คือพวกแม่บ้าน ยิ่งสูงวัยยิ่งเป็น เขาเสียสละไม่ได้ทำงาน ต้องเลี้ยงลูก ขนาดได้อะไรดีๆ มาต้องให้ลูกกินก่อน มันคือสัญชาตญาณของคนเป็นแม่ แต่พอมองว่าฉันเสียสละมาเยอะ ทำไมพอแกมีแฟน แกลืมฉันหมด เริ่มขมขื่น น้ำหูน้ำตามาเลย อย่างกับลูกเนี่ย อย่าไปกังวลมาก มนุษย์ทุกคนเติบโตจากการเรียนรู้ เราแค่ให้สภาพแวดล้อมที่ดีหรือสนับสนุนสิ่งที่เขารัก ส่วนจะล้มเหลวหรือสำเร็จมันขึ้นอยู่กับเขา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา ลูกเราสองคนโตมาแบบจับฉลากเข้าโรงเรียน เลือกเรียนสาขาที่รักทั้งคู่ และเรียนกวดวิชาน้อยที่สุด ไม่ใช่เพราะยีนเก่งฉลาด แต่เขามีความหลงใหลในสิ่งที่ตัวเองเรียนและทำ  

        ถ้าให้แล้วให้เลย ไม่ต้องคิดว่าเราเสียอะไรไป เราก็มีให้ไม่อั้นเท่าที่สามารถจะให้ได้ เคยรับงานแปลหนังสือประเภทฮาวทูอยู่ดีมีสุข จริงๆ แล้วสรุปสั้นๆ ได้แค่ ยิ่งคิดมากยิ่งทุกข์ ยิ่งอยากยิ่งทุกข์ เลือกอย่างไหนก็จงพอใจอย่างนั้น แล้วชีวิตจะมีพลังขับเคลื่อนต่อไป 

ตอนวัยประมาณอายุ 20-30 ปี เห็นตัวเองในวัย 65 ปีเป็นแบบนี้ไหม

        โอ้… ถ้าพูดถึงคนรุ่นเรา หลายคนคงลืมไปแล้วว่าตัวเองเป็นยังไง มองโลก มองชีวิต มองสังคมการเมืองอย่างไร แต่เราจำได้อย่างหนึ่งว่าเคยสะดุดใจกับผู้อาวุโสบางคนที่ขี้บ่นขี้ด่า ดันทุรังไม่ฟังใคร เห็นอะไรไม่พอใจไปหมดจนไม่มีใครอยากเข้าใกล้ ซึ่งคนวัยหนุ่มสาวรุ่นเราจะไม่เป็นแบบนั้น มันเหมือนเป็น ‘อาการแสดงออก’ มากกว่าอุปนิสัยตั้งแต่เกิดนะ ไม่รู้เป็นเพราะชีวิตเขาผ่านอะไรแย่ๆ มาเยอะหรือยังไง ลึกๆ ในใจเราเลยเกิดความกลัวว่า ฉันจะแก่ตัวไปเป็นแบบนั้นหรือเปล่า ต้องเตือนสติตัวเองตลอด   

        คนไม่มีความสุข ถ้าไม่ถูกกดขี่ข่มเหงทำร้ายจิตใจ ก็จะเป็นพวกโลกมืดจนชิน อย่างเรื่องครอบครัวผู้หญิงยุคใหม่หลายคนทำงานนอกบ้าน แต่ในบ้านกลับไม่มีชีวิตของตัวเอง เพราะทุกข์สุขของเขา ขึ้นอยู่กับคนข้างตัวก็คือสามีกับลูกๆ พูดผิดหูคำเดียวก็ร้องไห้โฮอะไรแบบนี้ และถ้าเขาทนอยู่ในสภาวะที่มันเครียดกดดันมาเป็นปีๆ บุคลิกก็จะบูดเบี้ยวไป ถ้าเราจะออกแบบชีวิตตัวเองก็คือต้องไม่เป็นอย่างนั้น มีครอบครัวแต่ก็ยังมีตัวตน มีโลกส่วนตัว และมีความสุขกับตัวเองได้ การสังเกตชีวิตรอบๆ ตัว มันช่วยทำให้เราเลือกที่จะเป็นเรา โอกาสแบบนี้ไม่ใช่เพราะต้นทุนทางสังคมสูง ไม่ใช่ว่าเลือกได้ หลายอย่างเราเลือกทั้งที่รู้ว่ามันยากลำบาก แต่เราจะค้นพบตัวเองและมีความพอใจในตนเอง   

        เราเห็นลุงคนหนึ่งแต่งรถพุ่มพวงของแกอย่างสวยงามด้วยธีมสีชมพู ตะแกรงตะกร้าทุกอย่างชมพูหมด มีป้ายไฟด้วย ทั้งที่มันก็คือรถขายกับข้าว แต่พอคนไปมุงดูหรือถ่ายรูป แกจะยิ้มภูมิใจ นั่นแหละความสุข ไม่เห็นจะต้องจบปริญญาเอกเลย เราดีไซน์ความสุขตามอัตภาพได้ ปัญหามีอยู่ว่าเราเคยทบทวนหรือไม่ว่าได้หันหลังให้อะไรไปบ้างในระหว่างเส้นทาง 3 ช่วงชีวิต วัยเยาว์ วัยกลางคน และปัจฉิมวัย ไอ้เด็กอยากรู้ อยากโต อยากโชว์ อยากช่วย คนเดิมมันหายไปไหน อยากช่วยกลายเป็นช่วยแบบมีเงื่อนไข มีข้อเรียกร้อง พอไม่ได้ก็ช้ำใจเอง  

        เรื่องอยากโตเราก็หยุดโตไปแล้ว คิดแต่ว่าฉันจะแก่ลง อยากโชว์ก็เลิกอยากโชว์ตัวเองแล้ว พูดแบบระคายหูหน่อยก็คือ ดังมาพอแล้ว (ยิ้ม) ตอนนี้เราอยากโชว์ผลงานใหม่ๆ ที่ไม่ต้องใส่ชื่อลงลายเซ็น แต่รู้อยู่แก่ใจว่าถ้าไม่มีฉันงานนี้ไม่ได้เกิด หรือคนนี้เก่ง แต่ก็ต้องมีฉันช่วยผลักดัน  ถึงที่สุดมันก็เป็นความภูมิใจที่ได้ขับเคลื่อนพลังสังคมไปด้วยกัน ส่วนเรื่องความอยากรู้ อันนี้สำคัญที่สุด คนแก่ส่วนใหญ่จะไม่อยากรู้อะไรอีกแล้ว มีแต่พูดว่า สมัยเรามันเป็นแบบนู้นแบบนี้ และคำพูดที่แย่ที่สุดของคนแก่ก็คือ… “เด็กสมัยนี้น่ะ…” เวลาใครพูดแบบนี้ เราจะพยายามแย้งว่าบางอย่างมันจริง แต่ไม่ควรใช้ทัศนคติท่าทีที่ติดลบเกินไป เรื่องที่เราไม่เข้าใจ ก็ยอมรับเถอะว่าไม่เข้าใจ ก่อนจะไปตัดสินว่ารุ่นเราดีกว่าถูกต้องกว่าไปหมด 

จิระนันท์ พิตรปรีชา

ยุคนี้ใครๆ ก็บอกว่าเป็นยุคที่คนเครียดและซึมเศร้ามากขึ้น คิดว่าอะไรเป็นส่วนหนึ่งของปัญหานี้

        คนเป็นโรคซึมเศร้ามันเกี่ยวข้องกับสารนู่นนี่ในสมองอย่างที่แพทย์บอก แต่ปัญหาของคนส่วนใหญ่คือเครียดเพราะคิดแล้วไม่ได้ทำ แถมยังคาดหวังว่าจะมีใครมาทำให้ด้วย ในขณะที่ตัวเราอยากทำอะไรก็ทำโดยไม่หวั่นเกรง แล้วบังเอิญรอดมาได้ก็เลยแฮปปี้ที่ได้ทำ แต่ถ้าไม่รอด… ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ (หัวเราะ) อย่างพวกที่บ่นเรื่องสิ่งแวดล้อม โอเคจะด่ารัฐบาลก็ด่าไป ถูกหมดแหละ แต่ถ้าตัวเองไม่ได้ทำอะไร มันก็ติดอยู่แค่นั้น ส่วนเราทำตั้งแต่แยกขยะรีไซเคิลในบ้าน ไปจนช่วยต่อต้านท่าเรืออุตสาหกรรมใกล้ๆ บ้านเกิด อย่างน้อยก็ยังรู้สึกดีกว่าบ่นด่าไปวันๆ 

        คนที่คิดแล้วไม่ได้ทำ เหมือนมีกรงที่จำกัดตัวเองไว้ พอมองออกไปข้างนอก เต็มไปด้วยปัญหาที่แก้ไม่ได้ เห็นแล้วมันจะหดหู่ไง ตั้งแต่เรื่องในออฟฟิศไปจนถึงเรื่องกู้โลก คนจะวิจารณ์เราว่าชอบคิดสั้น คิดไม่เป็นระบบ แต่เราอยู่อย่างนี้มาตลอด กล้าโม้ว่าสิบปีมานี้ฉันทำอะไรมาเยอะมาก ในขณะที่พวกคุณยังทะเลาะกันไม่จบ พูดแบบนี้ฟังดูเหมือนชีวิตชิลๆ ไม่ได้ต่อสู้ดิ้นรนผ่านความทุกข์ลำเค็ญสาหัสอะไร จริงๆ แล้วส่วนที่เป็นดราม่ามีเยอะมาก แต่เล่าแบบรันทดไม่ได้ เพราะเราไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตมันแย่ขนาดนั้น (หัวเราะ)

หมายความว่าบางครั้งเราก็โฟกัสแต่พาร์ตชีวิตแย่ๆ ของตัวเอง จนทำให้จมอยู่กับความทุกข์หรือเปล่า 

        ชีวิตของเราผ่านช่วงแย่ๆ มามาก และก็ทำงานเยอะมาก เยอะแบบท่วมหัวเลย แต่มันพูดไม่ออกบอกไม่ถูก เพราะเราไม่ซีเรียสกับตัวเอง มีคติฝรั่งอยู่อันหนึ่งที่ชอบมาก ‘He or she who can laugh of himself find happiness inside’  คนที่หัวเราะเยาะตัวเองได้หรือขำตัวเอง คือคนที่มีความสุขจากข้างใน อันนี้จริง เพราะคนที่ไม่มีความสุขจะคิดว่า เดี๋ยวคนจะว่าเรายังไง เดี๋ยวเราจะเจอกับอะไรแย่ๆ แค่ไหน จะต้องเตรียมตัว พิสูจน์ตัวเองยังไง แต่สำหรับเรานะ ไม่ชอบก็อย่าชอบสิ ฉันชอบตัวเองที่ล้มได้ลุกเองได้ พูดจาไร้สาระก็ได้ (หัวเราะ) คือไม่มีปรัชญาอะไร ทุกอย่างมันมาแบบอัตโนมัติ ซึ่งอาจจะเป็นคนโชคดีมีสารอะไรในสมองหรือเปล่า (หัวเราะ) 

ความเหงากับผู้สูงอายุเป็นของคู่กัน แล้วคุณล่ะ เคยมีความรู้สึกเหงาไหม 

        ช่วงโควิด-19 เนี่ย บอกตรงๆ เลยว่าเหงามาก เราไม่ใช้ไลน์เจ๊าะแจ๊ะ ไม่ได้คุยกับใคร ไม่มีเรื่องต้องไปติดต่อทำอะไร มันเงียบสงบเกินไป ก็เลยรู้ว่าชีวิตนี้ไม่ใช่แค่สุขกับงาน ต้องมีเพื่อนๆ หรือเครือข่ายผู้คน ซึ่งเรามีอยู่หลายวงการทั่วประเทศ อันที่จริงการปลีกวิเวกบ้างก็ดีนะ ได้ทำสวนจัดบ้านครั้งใหญ่ อยู่ในพื้นที่ชีวิตเล็กๆ ถ้าใครมาหาถึงบ้าน ก็ชวนทำอาหารนั่งคุยกัน มีอยู่วันหนึ่ง สถานการณ์โควิดผ่อนคลายลง ก็มาตั้งวงปาร์ตี้หน้าบ้าน 40 คน จากหลายๆ กลุ่ม แต่ละกลุ่มก็ไม่รู้จักกัน พอเราเรียกก็ชวนกันมา เพราะทุกคนว่างงานกันหมด   

ตามข้อมูลบอกว่าผู้สูงอายุจะกังวลอยู่สองอย่าง คือ ‘เงิน’ กับ ‘สุขภาพ’ คุณกังวลกับเรื่องนี้ไหม 

        มันไม่ถึงขั้นกังวล แต่รู้ว่าไม่มีใครแข็งแรงไปตลอดชาติแบบซูเปอร์แมน เราต้องเตรียมตัวไม่ให้เป็นภาระของคนอื่น สงสารคนที่ต้องดูแลผู้ป่วยติดเตียงหรือต้องดูแลตลอดเวลา เราไม่อยากให้เขาเสียเวลาในชีวิต แต่ก็ต้องพึ่งเขา ซึ่งนี่เป็นปัญหาโลกแตกสำหรับคนวัยชรา ส่วนเรื่องเงิน เราเป็นพวกอินดี้ ไม่อยู่ในระบบคุ้มครองสุขภาพ แต่ก็พอมีเงินเก็บ และที่ยึดหลักมาตลอดก็คือ ไม่ยืมเงินใคร อยากได้อะไรไม่ไปซื้อแบบผ่อนชำระ มีเงินแค่ไหนใช้แค่นั้น ทำให้ไม่มีเรื่องกลุ้มแบบพวกทำธุรกิจใหญ่ ที่แบกหนี้ดอกเบี้ยธนาคารวันละเป็นพันเป็นหมื่น แล้วเครียดจนป่วยก็ต้องเข้าโรงพยาบาลเอกชน เสียเงินเยอะอีก แต่ไม่หายเครียด 

จิระนันท์ พิตรปรีชา

ไม่ได้คาดหวังใช่ไหมว่าแก่ไปจะต้องให้ลูกมาดูแล

        ในแง่ของสติอารมณ์อาจจะไม่ได้เตรียม ก็อยู่มันไปเรื่อยๆ แต่ในแง่ที่ใครจะต้องมาดูแล อันนี้เป็นปัญหาเพราะเราสงสารเขา ไม่ใช่แค่เขาสงสารเรา เลยพยายามทำให้ตัวเองอย่าป่วย อย่าหกล้ม และออกแบบบ้านให้พร้อม อย่างเรื่องคนแก่ลื่นหกล้มแล้วนอนไม่ลุกอีกเลยนี่ได้ยินมาตลอด แม่ของเราก็เป็น ฉะนั้น ทางที่ดีอย่าหกล้ม ค่อยๆ ทำไปทีละอย่าง ทำทุกอย่างเองเท่าที่ทำได้ อย่าให้เขาเดือดร้อนในที่สุด วิธีดูแลตัวเองอีกอย่าง คือแก้ปัญหาก่อนจะสายเกิน นั่งติดโต๊ะอยู่ท่าเดียวมานานครึ่งชีวิต มันก็เจ็บร้าวจากปลายนิ้วไปถึงหลังไหล่ เราทนมาสิบปีจนอยู่ได้ แต่ถึงวันนี้ มีรุ่นพี่คนหนึ่งไปหาหมอฝังเข็ม เขาว่าเป็นการบำบัดแผนใหม่ไม่ใช่แบบจีน ด้วยความอยากรู้ก็ตามไป ก็ได้ความรู้มาใหม่เรื่องกล้ามเนื้อมัดไหนจะบริหารยังไง ทุกอย่างเป็นเรื่องข้อมูลไม่ใช่แค่การทำใจ ถ้าเรารู้ ความกลัวของเราก็น้อยลง และกล้าที่จะทดลองอะไรใหม่ๆ 

        โซเชียลมีเดียทำให้ทุกคนมีเวทีของตัวเอง ยิ่งอันตรายต่อสุขภาพ เพราะใครจะเผยแพร่หรือจะเชื่อสิ่งที่ไม่มีฐานข้อมูลรองรับก็ได้ คนสูงวัยเป็นกันเยอะมาก นอกจากอะไรๆ ที่น่ารักแกมรำคาญแบบดอกไม้ 7 สี สวัสดี 7 วัน ก็ยังมีข่าวก๊อปมาเผยแพร่ต่อ เช่น กินผลไม้ชนิดนี้ช่วยให้หายจากมะเร็ง  ไปไหว้พระเก้าวัดท่องคาถานี้แล้วจะสุขภาพดีไม่มีโรคภัย เรื่องการเมืองนี่ไม่ต้องพูดถึงเลยฝ่ายใครฝ่ายมัน แชร์กันแหลก แต่ความเชื่ออะไรง่ายๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้สูงวัย จริงๆ มันอาจจะเป็นทุกวัยก็ได้ รุ่นเด็กหน่อยยังไม่ต้องห่วงเรื่องสังขาร เขาเลยแชตเรื่องอื่น ปัญหาการเชื่ออะไรโดยไม่วิเคราะห์ ส่วนหนึ่งมาจากระบบการศึกษาไทย เราเรียนมาแบบท่องจำไปสอบ พอจับสมาร์ตโฟนก็เสพข่าว เป็นฝ่ายรับแบบสื่อสารทางเดียว ถ้าชอบก็เชื่อ แชร์วนไป จบ 

มีอะไรอยากจะบอกคนที่วันหนึ่งชีวิตต้องเดินทางมาถึงวัยนี้ไหม

        ปัญหาของผู้สูงวัย แต่ไม่ทุกคนนะ คือการปักหลักเชื่อในสิ่งที่ทำมาตลอด จมอยู่กับอดีต คุณอยู่ในห้องที่มั่นคงมาเป็นสิบๆ ปี คุณไม่อยากเปิดรับอะไรอีกแล้ว อาชีพการงานก้าวหน้า มีเกียรติ มีเงินเดือน เดี๋ยวรอวันเกษียณ รู้สึกมั่นคงจนไม่อยากเห็นอะไรแล้ว แต่ว่าสักวันหนึ่ง สังขารเราไม่อำนวยและจะโดดเดี่ยวเพราะอะไรที่เคยแวดล้อมมันจะหายไปทีละอย่าง โดยเฉพาะผู้คน 

        ฉะนั้น คุณต้องออกไปทำอะไรด้วยตัวเอง เราเห็นในอินเทอร์เน็ตมีป้าสเกตบอร์ด มีป้าแบ็กแพ็กไปทั่วโลก หรืออย่างวงนั่งเล่นที่รู้จักกันเนี่ย เขา 70 กันแล้ว ยังดูแฮปปี้กับชีวิต เพราะเขาให้โอกาสตัวเอง ได้ทำในสิ่งที่เขาอินโดยไม่คำนึงแล้วว่าค่ายเพลงสั่งมาหรือค่าจ้างเท่าไหร่ 

        รุ่นที่กำลังจะย่างสู่วัย 60 ของประเทศไทยเวลานี้ ถือว่ามีการศึกษา ผ่านประสบการณ์ทำงานทั้งยุคแอนะล็อกและยุคดิจิทัลมาแล้ว มีความรับรู้เกี่ยวกับโลกกว้าง มีความสามารถพิเศษต่างๆ คุณสมบัติเหนือชั้นกว่ารุ่นอาม่าอากงเยอะ แต่อยู่ที่ว่าเราใช้เป็นหรือเปล่า 

ถ้าเป็นวัยรุ่นอาจจะทำอะไรได้ไม่เต็มที่ ทั้งเรื่องเงิน เรื่องภาระต่างๆ ที่แบกไว้บนบ่า แต่ข้อดีของผู้สูงอายุคือเราไม่ต้องคำนึงเรื่องนี้แล้วหรือเปล่า 

        ใช่ ขณะที่วัยทำงานจะต้องผ่อนรถ ผ่อนบ้าน เตรียมแต่งงาน เลี้ยงลูก โดยเฉพาะเรื่องเลี้ยงลูกนี่ยาวเลย แต่ไม่ได้หมายความว่าพอมีเงื่อนไขอย่างนี้คุณจะหมดสิทธิ์สนุกกับชีวิต มีวัยทำงานหลายคนที่ใช้ชีวิตอย่างสมดุล อย่างเพื่อนลูกเราหลายคน เรียนจบมาทำงานหาเงิน ก็เห็นเขามาเล่นบอร์ดเกมกัน มีเพื่อนนอกออฟฟิศ หรือบางคนก็เล่นดนตรีกีฬา คือเข้าใจตัวเองว่าชีวิตอยู่ในขั้นตอนไหน แล้วทำให้มันดีต่อใจเราเองก็พอ   

        ระหว่างการเก็บหอมรอมริบสร้างเนื้อสร้างตัว ก็ค้นหาอะไรที่ชอบไปด้วย  ยิ่งพบเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี อย่างสิงห์ (วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล) ทำกิจกรรมอะไรมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่ทิ้งคือดนตรี ไม่ต้องมีคนฟังก็ได้ อันนี้ไม่ใช่งานแล้วไง แต่มันเป็นการใช้ชีวิต ส่วนพี่แทน (แทนไท ประเสริฐกุล) นี่ยิ่งกว่าสิงห์อีก เขาหมกหมุ่นกับการผสมพันธุ์หม้อข้าวหม้อแกงลิง แขวนไว้เต็มบ้านเลย แล้วตอนนี้กำลังบ้าพืชอวบน้ำ มีเป็นแล็บเลยนะ ดีมากที่ความสุขแบบนี้ไม่ต้องใช้เงินเยอะ จะได้ไม่ต้องดิ้นรนหาเงินตัวเป็นเกลียวกว่าจะได้ซื้อความสุขเป็นครั้งคราว แบบพวกที่ต้องซื้อของแบรนด์เนม หรือตั้งเป้าว่าชาตินี้ต้องเป็นเศรษฐีร้อยล้านให้ได้    

ผู้สูงอายุหลายคนคงกังวลว่าประเทศนี้ไม่ได้ออกแบบมาให้สามารถแก่เฒ่าได้อย่างมีคุณภาพ คุณกังวลเรื่องนี้ไหม 

        กังวล เพราะเราอยู่อเมริกามารวมๆ กันกว่า 10 ปี ที่นั่นผู้สูงอายุซึ่งต่อให้พิการเขาก็สามารถกดปุ่มยกวีลแชร์ไฟฟ้าขึ้นไปบนรถตู้ที่ดัดแปลงเรียบร้อยแล้ว โดยไม่ต้องมีคนช่วยเลย เข้าตึกเปิดประตูร้านก็ไม่ต้องมีคนวิ่งมาเปิดให้ ทุกอย่างมันออกแบบไว้เพื่อคนแก่และคนพิการ 

        เรากังวลว่าต่อให้เรายังแอ็กทีฟ แต่เวลาไปไหนมาไหนมันจะลำบากขึ้น เช่น การขึ้นบันไดนี่ไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ลงนี่สิยาก เพราะสายตามันทั้งสั้นทั้งยาว มองขั้นบันไดแล้วจะกะผิด บางทีก็มีคนมาช่วยจับช่วยจูงก็ยอมให้ช่วยเพราะไม่แน่ใจจริงๆ ว่าบันไดมันอยู่สูงต่ำเท่าที่เราคิดหรือเปล่า อาจารย์ของเรา ศาสตราจารย์เดวิด วัยอาจ (David K. Wyatt) ปรมาจารย์ด้านประวัติศาสตร์ไทยในสหรัฐอเมริกา ในชีวิตแกมาเมืองไทยเกิน 50 ครั้ง เมื่อถึงตอนที่ต้องนั่งวีลเแชร์มา แกบอกว่าเมืองไทยนี่ประหลาดดี ไปไหนก็เจอบันได ขอบถนนฟุตบาท ทางเท้าก็ไปปลูกต้นไม้ขวางไว้อีก แต่ที่แปลกที่สุด ประเทศอื่นอาจจะไม่มีก็คือ พอวีลแชร์ของอาจารย์ไปติดแหง็กตรงไหน จะมีคนไทยวิ่งเข้ามายกวีลแชร์ขึ้นไปบนทางเท้าให้ แล้วยิ้มอายๆ วิ่งหายไปโดยไม่พูดอะไรเลย (หัวเราะ) 

        นี่ไง ข้อเท็จจริงของบ้านเรา ไม่ได้โลกสวยนะ ที่อื่นไม่ใช่ว่าคนใจดำ แต่เขาไม่กล้ายุ่ง เพราะกลัวโดนฟ้องถ้าไปทำวีลแชร์พังหรือล้ม ส่วนคนไทย เห็นอะไรต้องช่วยไว้ก่อน ก็เป็นคำพูดของชาวต่างชาติที่ทำให้เราซึ้งใจว่า สภาพมันจะแย่ยังไง สิ่งที่เรามียังก็มีข้อดี (ยิ้ม)

จิระนันท์ พิตรปรีชา

มีอะไรที่ห่วงอีกไหมสำหรับการแก่เฒ่าในประเทศนี้

        เรื่องปัญหาที่มันหมุนวนเป็นวัฏจักร ทั้งการเมือง การศึกษา คอร์รัปชัน การรุกล้ำทำลายธรรมชาติ ไม่ว่าเทคโนโลยีและสื่อต่างๆ จะพัฒนาไปขนาดไหน ปัญหาเหล่านี้ก็ยังอยู่ สังคมเราผ่านยุคบริโภคนิยมมาสู่ยุคบริภาษนิยม แล้วต่อไปจะอะไรอีกล่ะ ในชีวิตเราอาจจะไม่ทันได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น แต่ก็อยากเห็นเยาวชนรุ่นนี้เติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ รู้สึกเห็นใจคนหนุ่มสาวรุ่นนี้ที่เติบโตขึ้นมาจาก 10 ขวบ เป็น 20 ปี โดยแทบไม่มีความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับประเทศชาติเลย บางเรื่องรุ่นเราตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเจอ ก็ได้เจอพร้อมกันในตอนนี้ ทั้งโลกร้อน ไฟป่า มหาอุทกภัย PM2.5 โควิด-19 ติดๆ กัน 

        เราอยากให้รุ่นที่กำลังเติบโตเป็นผู้ใหญ่มีสิ่งดีๆ ไว้รำลึกบ้าง คนรุ่นก่อนอย่างเราต้องคิดเสียทีว่า จะทิ้งอะไรไว้เป็นมรดกแก่คนรุ่นหลัง เราต้องพยายามอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ ตายอย่างมีประสิทธิผล (ยิ้ม) แต่ที่กังวลคือ สังขารวัยนี้จะทำจริงๆ ได้แค่ไหน เท่านั้นล่ะ   

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

สุธามาส ทวินันท์

อินโทรเวิร์ตที่ผ่อนคลายชีวิตด้วยแสงอาทิตย์ยามเย็น

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง