อุรุดา โควินท์: แม้เวลาจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง แต่ ‘รัก’ นั้นจะคงอยู่ตลอดไป

The Guest
22 Feb 2020
เรื่องโดย:

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

Highlights

หนึ่งในความสวยงามของโลกใบนี้คือสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า ‘ความรัก’ ที่รวมไว้ทั้งความหอมหวานของกลิ่นอายแรกรัก ความโรแมนติกในยามความรักก่อตัว หัวใจที่เต้นแรง หน้าแดงและความเขินอาย ทั้งหมดเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจาก ‘การสื่อสาร’ ระหว่างกันสมบูรณ์แบบ ผ่านการใช้เครื่องมือต่างๆ จนกระทั่งความรักสุกงอม คุณคงอยากเก็บความรู้สึกนี้เอาไว้ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่เดือนหรือกี่ปี แล้วจะต้องทำอย่างไรให้ความรักคึกคักและเป็นเรื่องใหม่เสมอ รวมทั้งอะไรคือตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ความรักเปลี่ยนแปลง ‘พู’ – อุรุดา โควินท์ นักเขียนเรื่องรักผู้ชอบความรักจะมาเล่าให้ฟัง  

 

อุรุดา โควินท์

การสื่อสารในปัจจุบันทำให้คนสองคนเชื่อมโยงกันง่ายขึ้น และก็ทำให้คนสองคนแตกออกจากกันได้เร็วขึ้นเช่นกัน

คนมักพูดว่าเทคโนโลยีทำให้คนเราคบกันเร็ว เลิกกันเร็ว คุณเชื่อแบบเดียวกันนี้ด้วยไหม 

        เราว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปคือการแสดงออกมากกว่า เพราะการสื่อสารที่เร็วขึ้น ทำให้ความรักก่อตัวได้ไวขึ้น ได้กันเร็วขึ้นด้วย (หัวเราะ) แต่ก็เลิกกันได้เร็วขึ้น เพราะอาจจะรู้ว่า ‘ไม่ใช่’ ของกันและกันได้เร็วกว่าเดิม โดยเฉพาะการสื่อสารกันในโซเซียลมีเดีย ซึ่งหลายๆ ครั้งเราไม่ได้สื่อสารกับคนเพียงคนเดียว สิ่งนี้ทำให้เราได้เห็นคนที่เรารักในอีกแง่มุม ซึ่งหากเป็นสมัยก่อน เราคงไม่มีวันได้เห็นแง่มุมนี้ว่าเขาแสดงออกต่อโซเซียลอย่างไร เขาเป็นอย่างไร หรือคิดอะไรอยู่ แต่เดี๋ยวนี้เราจะเห็น และเราจะรู้ว่า คนแบบนี้เราจะชอบไหม จะคบกันได้นานหรือเปล่า 

        การสื่อสารระหว่างคนสองคนไม่ได้ทำให้ความรักเปลี่ยนแปลงเท่ากับการที่เราสื่อสารกับโลกในเรื่องส่วนตัว อันนี้ต่างหากที่ทำให้พฤติกรรมของคู่รักเปลี่ยนไป แต่ตัวความรักเอง เรามองว่าก็เหมือนเดิม เพียงแค่ว่ามันจะมีอัตราการเร่งจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งเร็วขึ้น อย่างเมื่อก่อนเวลาจีบกันต้องใช้เวลา ผ่านการมองตา กว่าจะได้คุยกันอาจจะนาน กว่าจะได้รักกันก็พลอยนานไปด้วย กว่าจะสนิทกันจนถึงขั้นคบหากัน และกว่าจะรู้ตัวว่าคบกันไม่ได้ ก็นานเกินกว่าจะเลิกได้ แต่ตอนนี้ไม่ใช่ มันมีอัตราการเร่งแบบทวีคูณ เราอาจจะทักกันในอินบ็อกซ์เพื่อนัดเจอกัน และก็อาจจะรักกันเลยก็ได้ การสื่อสารในปัจจุบันทำให้คนสองคนเชื่อมโยงกันง่ายขึ้น และมันก็ทำให้คนสองคนแตกออกจากกันได้เร็วขึ้นเช่นกัน 

สิ่งที่คนแก่เฒ่าพูดกันบ่อยๆ ว่า “คนเรากว่าจะรักกันได้อาจจะต้องใช้เวลา” ยังใช้ได้อยู่ในปัจจุบันใช่ไหม

        คำว่า ‘นาน’ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องดีเสมอไป เรามองว่าสังคมสมัยก่อนยังไม่เปิดเท่าปัจจุบัน อย่างรุ่นเราเป็นเรื่องยากมากที่จะมาบอกกับพ่อแม่อย่างตรงไปตรงมาว่ามีแฟน และขอพาแฟนเข้าบ้านมาแนะนำให้รู้จัก ไม่เหมือนสมัยนี้ ที่หลายๆ ครอบครัวก็ยอมรับมากขึ้น อย่างหลานของเราก็มีแฟนตั้งแต่ ม.4 แบบอยู่ด้วยกันเลย น้องสาวของเรา (หลานของแม่) ก็ยอมรับเรื่องนี้ได้ ภายใต้กรอบที่พวกเขาทั้งคู่พากันเรียนหนังสือ ไม่เกเร และรักกันดี ผู้ใหญ่ก็ยอมรับได้ แตกต่างกับรุ่นของเรา สมัย ม.ปลาย แค่เราจะไปดูหนังกับเพื่อนผู้ชายที่มาจีบเรายังยากเลย แม่ก็จะต้องซักว่าจะไปไหน ไปกับใคร กลับกี่โมง ครั้นจะหลบๆ ซ่อนๆ ก็ไม่มีสถานที่ให้หลบ (หัวเราะ) เพราะเราอยู่ในเมืองเล็กๆ ไปไหนมาไหนก็เจอญาติพี่น้อง ไม่ก็เพื่อนของแม่ตลอด ส่วนจะบอกว่าดีไหม คือมันช้าก็จริง แต่สุดท้ายหากนี่คือความรักที่เข้ากันได้ดี มันก็ดี แต่ถ้าคนสองคนไม่ใช่คนที่เข้ากันได้ดี ต่อให้ช้าหรือเร็ว ก็คงไม่ดี สำหรับเราความช้านั้นไม่มีข้อดีหรือข้อเสียใดๆ ความช้าก็ไม่ใช่ความโรแมนติกเสมอไป ความโรแมนติกขึ้นอยู่กับคนว่าคนคนนั้นจะละเอียดแค่ไหน อ่อนหวานแค่ไหน ในมุมของเรา ความโรแมนติกมักเกิดกับคนแบบนี้มากกว่าคนที่ทำอะไรเร็วๆ 

ถ้าเป็นตัวเองล่ะ คุณตกหลุมรักใครเร็วหรือง่ายแค่ไหน 

        เราตัดสินใจว่าจะรักคนคนนั้นหรือเปล่า ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเอง ได้เห็นหน้า ยิ้มให้กัน คุยกับเขาไม่กี่ประโยค ถ้าเรารัก ความรู้สึกนั้นจะปรากฏขึ้นทันที ซึ่งเป็นกับคนที่ไม่คิดมากอย่างเรา เป็นประเภทรักก่อนแล้วค่อยคิด (หัวเราะ)

ทำไมการเขียนจดหมายถึงเป็นความโรแมนติกสำหรับคุณ

         คิดว่าเป็นความโรแมนติกที่เกิดจากความตั้งใจของทั้งเราและเขา เราเองก็รับรู้ได้ถึงความละเอียดอ่อนของอีกฝ่ายได้ เราจินตนาการไปว่า ตอนที่เขาไปเลือกซื้อซอง กระดาษจะเป็นอย่างไร กว่าจะไปนั่งเตรียมใจเพื่อเรียบเรียงคำพูด แล้วจึงเขียนด้วยลายมือออกมา เราเข้าใจความรู้สึกในกระบวนการนั้นดี เราเองก็เป็นคนหนึ่งที่เขียนจดหมายรักเยอะมาก เราได้ทักษะการเขียนหนังสือก็เพราะเขียนจดหมายรักอยู่บ่อยๆ และยังทำกระดาษ ซอง และของตกแต่งจดหมายเองทั้งหมด เราละเมียดละไม เพราะรู้ว่าเขารอคอยจดหมายของเรา รอว่าฉบับที่จะถึงนั้นหน้าตาของซองหรือรูปแบบของกระดาษจะเป็นอย่างไร และเท่าที่เรารู้มาไม่ใช่แค่เขารอ คนที่ทำงานของเขาก็รอดูจดหมายจากเรา นี่คือความน่ารักที่โรแมนติกอย่างหนึ่งของการเขียนจดหมายสำหรับเรา

ยุคของการสื่อสารผ่านจดหมายรัก นอกจากทำให้รู้จักการรอคอยแล้ว ยังทำให้เรารู้จักคำว่าตรงต่อเวลาด้วย

        ใช่ เพราะเวลานัดเจอกัน เราไม่มีทางรู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น สมัยที่เรียนมัธยมปลาย เราก็เคยไปรอคนคนหนึ่งที่ท่ารถเชียงใหม่-ลำปาง เขาเป็นคนเขียนจดหมายมานัดเราเอง เราเองก็ไม่รู้ว่าเขาจะมาเที่ยวไหน เพราะในแต่ละวันรถมีวิ่งหลายเที่ยว ในจดหมายเขาระบุแค่ว่าจะมารอบบ่าย เราก็รออยู่อย่างนั้น สุดท้ายเขาก็ไม่มา เราก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาไม่มา เราก็เริ่มคิดว่าหรือว่าเขามาแล้ว ไม่เจอเรา แล้วตอนนี้เขาไปอยู่ที่ไหน การติดต่อกันไม่ได้กลายเป็นความกังวล จนกระทั่งมั่นใจแล้วว่าเขาไม่มาก็ต่อเมื่อจดหมายฉบับต่อไปมาถึง ซึ่งตอนนั้นไปรษณีย์ก็ไม่มีส่งแบบ EMS  

แค่เริ่มที่จะรัก อุปสรรคก็มักตามมาเสมอ

        ใช่เลย เพราะการส่งจดหมายของเราต้องส่งผ่านเพื่อนอีกทอด เราไม่สามารถเขียนเสร็จแล้วไปส่งที่ตู้ไปรษณีย์ได้ เพราะแม่จะอ่านจดหมายที่เราเขียนทุกฉบับ รวมทั้งไดอารีด้วย เราไม่มีความเป็นส่วนตัวเลย ทำให้เราต้องเขียนจดหมายแล้วฝากให้เพื่อนส่ง เวลาเขาเขียนจดหมายตอบกลับมา ก็ต้องส่งมาที่บ้านเพื่อน แล้วสุดท้ายก็ต้องรอให้เพื่อนเอาจดหมายฉบับนั้นมาให้เราอีกทีที่โรงเรียน สมัยของเราเป็นแบบนั้นจริงๆ 

โทรศัพท์บ้านหรือโทรศัพท์สาธารณะหยอดเหรียญที่ต้องต่อคิวรอ สามารถทดแทนความโรแมนติกของจดหมายได้ไหม 

        แทนไม่ได้ (หัวเราะ) ยิ่งโทร.ทางไกล คุยกันแค่หนึ่งนาทีก็แพงแล้ว ถ้าโทร.ทางใกล้ก็พอแทนได้ แต่หากสังเกตดีๆ ยิ่งเราได้ยินเสียงของเขามากเท่าไหร่เราจะยิ่งคิดถึงเขามากเท่านั้น ซึ่งมีความคล้ายกับจดหมาย พอเราวางหูไปแล้ว เราก็จะทวนคำพูดของเขาซ้ำๆ ไม่ต่างจากที่เราอ่านจดหมายของเขาซ้ำๆ แต่จดหมาย เราจะเห็นเป็นรูปธรรมมากกว่า 

 

อุรุดา โควินท์

การเขียนจดหมาย นอกจากจะเต็มไปด้วยประโยคบอกเล่าที่งดงามแล้ว หลายครั้งก็จะพบกับความลวงหลอกที่เดินทางมาพร้อมกับมันด้วยเหมือนกัน

        จดหมายทำให้เราโกหกกันได้ ‘ง่าย’ กว่าคำพูดผ่านโทรศัพท์ เพราะเราจะประดิดประดอย เราต้องคิดก่อนว่าจะเขียนอย่างไร บางทีเขียนเสร็จแล้วเรากลับมาอ่านซ้ำ เรายังแก้เลย หรือจะคุยหลายๆ คนก็ทำได้สบายมาก เพราะสามารถจัดสรรได้ (หัวเราะ) ซึ่งแน่นอนว่าทางโทรศัพท์ พอเราพูดไปแล้ว บางทีเราไม่ทันคิดด้วยซ้ำว่าพูดอะไรออกไป สำหรับเราโทรศัพท์จะจริงกว่า แล้วความโรแมนติกมักจะเป็นแบบนี้ แบบที่จริงน้อยหน่อย มีความฟุ้งนิดๆ จำเป็นต้องมีจริตจะก้านสักนิด ต้องมีเอื้อนเอ่ยอะไรสักหน่อย ความโรแมนติกของจดหมายมันต้องผ่านการคิด และต้องคิดอยู่หลายรอบด้วย แต่เวลาพูดเราไม่ทันคิดหรอก น้อยมากที่จะทันได้คิด ยิ่งพูดกับคนที่เรารักด้วยแล้ว ยิ่งไม่ทันคิดประดิดประดอยคำพูดเลย อีกอย่างคือมันแพง มีเวลาจำกัด เผลอๆ เราต้องแย่งกันพูดด้วยซ้ำ 

ในยุคที่สื่อสารกันผ่านเพจเจอร์ ประโยคที่สั้นและรวดเร็วนั้นมีส่วนกระชับความสัมพันธ์ได้อย่างไร

        เราว่าใกล้เคียงกับโทรศัพท์ เพจเจอร์จะทำให้ตามตัวกันได้เร็วขึ้น ถึงอย่างนั้นก็โกหกกันได้อยู่ เพจเจอร์ช่วยฝึกการคิดสั้นๆ เช่นเดียวกับการเขียนโปสการ์ด คือต้องใช้คำน้อยๆ แต่ส่วนใหญ่เป็นคำง่ายๆ อย่าง คิดถึงนะ ทำอะไรอยู่ สุขสันต์วันเกิด ประโยคหาคู่ หรือต้องการแค่บอกให้รู้เท่านั้น จะให้สื่อสารเป็นเรื่องเป็นราวจริงจังไม่ได้หรอก

โทรศัพท์เป็นตัวกลางสำคัญใช่ไหม ที่ทำให้คนแปลกหน้าสองคนกลายเป็นคนรู้จักได้ง่ายขึ้น 

        จริงนะ อย่างสมัยที่เราเรียนมหาวิทยาลัยในจังหวัดเชียงใหม่ ตอนนั้นการให้เบอร์โทร.ใครสักคนก็แค่เขียนเบอร์ตัวเองใส่กระดาษใบเล็กๆ ติดกระเป๋าไว้เลย เวลาไปเที่ยวผับบาร์ก็แอบให้เบอร์ที่หน้าห้องน้ำ ส่วนเรื่องหลังจากนั้นจะกลายเป็นความรักก็ง่ายขึ้น รวมทั้งจะเลิกกันก็ง่ายขึ้น ทำให้คนหนึ่งๆ มีแฟนได้หลายคนเร็วขึ้น ทุกอย่างเร็วขึ้นหมด แต่คนที่ไม่ทำ ไม่ได้มีนิสัยแบบนี้ เขาก็จะไม่ทำอยู่แล้ว ต่อให้มีหรือไม่มีเทคโนโลยีก็ตาม 

การแจกเบอร์โทรศัพท์ง่ายๆ นี้ เป็นช่วงเวลาก่อนหรือหลังเจอที่ได้เจอกับ คุณกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ (นักเขียนรางวัลซีไรต์ ปี พ.ศ. 2539 อดีตคนรักของอุรุดาที่จากไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน)  

        หลังจากนั้นนานมาก ตอนนั้นเราอายุ 30 กว่า เป็นยุคโทรศัพท์มือถือเริ่มใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่เราไม่ได้ใช้เครื่องมือนี้เชื่อมความสัมพันธ์ เพราะพี่เขาไม่ใช้ และต่อให้เขาใช้ ที่บ้านของเขาก็ไม่มีสัญญาณมือถือหรืออินเทอร์เน็ต เพราะอยู่บนที่สูง วิธีที่จะติดต่อได้คือโทรศัพท์ไปบอกไว้ที่บ้านของนักเขียนกลุ่มนครอีกคนหนึ่ง แล้วพี่คนนั้นจะขี่มอเตอร์ไซค์นำข่าวสารต่างๆ ไปแจ้งอีกที โดยส่วนใหญ่เขาจะเป็นฝ่ายที่ติดต่อมาจากตู้โทรศัพท์สาธารณะ เพื่อบอกว่าเขามาหาเรา จดหมายจึงเป็นวิธีการติดต่อเดียวของเราเท่านั้น จนกระทั่งเราได้ย้ายไปอยู่ด้วยกัน คนที่จะติดต่อเราก็ต้องใช้จดหมาย ทำให้เรายังอยู่ในยุคของการติดต่อสื่อสารผ่านจดหมายไปอีกสองสามปี ซึ่งเป็นช่องทางเดียวและสำคัญที่สุดของเรา ณ ตอนนั้น

การไม่ได้ใช้โทรศัพท์มือถือ ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกคุณดำเนินไปอย่างเนิบช้ากว่าที่ควรจะเป็นด้วยหรือไม่

        เราชอบให้มีโทรศัพท์มือถือมากกว่า ตอนที่เรายังไม่ได้รักเขา หรือช่วงจีบกันก็ไม่ค่อยเท่าไหร่หรอก แต่พอรักแล้ว ความคิดถึงที่ทำอะไรไม่ได้ ติดต่อไม่ได้ ได้แต่นั่งคิดถึงอยู่บ้าน เป็นสิ่งที่ทรมานใจมาก และทำให้เราไม่มั่นใจ ยิ่งความรักอยู่บนระยะทางที่ไกล ก็อาจทำให้เราเปลี่ยนใจเลือกคนที่อยู่ใกล้ได้ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย สำหรับเรา ต่อให้ผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย ความคิดถึงที่ติดต่อกันได้และรู้ว่าเขาก็คิดถึงเราเหมือนกัน เป็นสิ่งที่ดีและโรแมนติกมากที่สุด 

การประคองความรัก สิ่งสำคัญอยู่ที่เราใช้เครื่องมือนั้นอย่างไร

         ถูกต้อง โทรศัพท์ไม่ได้มีไว้เพื่อจิกเป็นรายชั่วโมง จนกลายเป็นทำร้ายความสัมพันธ์อย่างไม่รู้ตัว แต่หากใช้ให้เป็นประโยชน์ ย่อมช่วยกระชับความสัมพันธ์ เพราะทุกความสัมพันธ์ต้องการการสื่อสารที่ชัดเจน เราเชื่อว่าความอึมครึมหรือความไม่รู้มันเป็นเสน่ห์ที่มีเฉพาะในช่วงแรกๆ แต่พอเรารักกันแล้ว มันจำเป็นมากที่จะต้องชัดเจน เพราะหากเรื่องระหว่างเรายังไม่ชัด การเดินต่อก็เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์

แสดงว่าความรักก็ต้องการเครื่องมือบางอย่างเพื่อเป็นตัวกลางเสมอ

        เรามองว่าคนรักกันจริงๆ จะเป็นเรื่องของการประคับประคองความสัมพันธ์ครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งคือความรู้สึก ดังนั้น การประคับประคองที่ดีนั้นยังคงต้องการเครื่องมือและองค์ประกอบอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่แค่ใช้หัวใจเหมือนตอนที่เราเริ่มรักกันแรกๆ อีกต่อไป

หลังจากที่คุณสูญเสียคนรักครั้งนั้น คุณก่อร่างสร้างความรักครั้งใหม่ในปัจจุบันผ่านเครื่องมือใด

        หลังจากพี่กนกพงศ์เสียชีวิต เราไม่มีแฟนอยู่ประมาณ 6-7 ปี จนกระทั่งเรามาเจอกับพี่ต้น (อติภพ ภัทรเดชไพศาล-นักเขียน) ซึ่งคบกันได้ 8 ปีแล้ว ถ้าเทียบกับเรื่องเวลาก็นานกว่าตอนคบกับพี่กนกพงศ์ ความรักของเราที่มีต่อพี่ต้นก่อตัวด้วย ‘ภาษา’ โดยเฉพาะนักเขียนอย่างเรา เราไม่สามารถรักคนที่คุยด้วยแล้วต่อบทสนทนาไม่ได้เลย หรือสิ่งที่เขาพูดมา 5-6 หัวข้อเราสนใจเพียงหัวข้อเดียว หรือการคุยด้วยเรื่องเดิมซ้ำๆ ต่อให้คนคนนั้นดีพร้อมทุกอย่าง เราก็ไม่สามารถรักเขาได้ เพราะเราเชื่อว่าความรักต้องการบทสนทนาที่ลึกซึ้ง สนุก เข้มข้น และจริงใจ เพราะฉะนั้น เครื่องมือที่สำคัญที่สุดของความรักสำหรับเราจึงเป็นเรื่องของภาษา เพียงแค่ว่าจะผ่านการเขียน คำพูด พิมพ์ วาด งานศิลปะต่างๆ หรือเปลี่ยนให้เป็นอย่างอื่นก็ได้

 

อุรุดา โควินท์

นอกจากเครื่องมือสร้างความรักที่เริ่มจากจดหมาย สู่การพิมพ์ข้อความผ่านไลน์ มองเห็นหน้ากันผ่านเฟซไทม์แล้ว คุณคิดว่าในอนาคตจะมีเครื่องมือใดที่เพิ่มอัตราความเร็วได้อีก 

        คงเป็น ‘ประตูไปที่ไหนก็ได้’ ของโดราเอม่อนแล้วล่ะ (หัวเราะ) เพราะเรายังไม่เห็นว่านอกจากเฟซไทม์จะมีอะไรที่ทำให้เราเห็นกันได้เร็ว นอกเหนือจากการไปเจอหน้ากันแล้วนะ ถ้ามีอะไรเร็วกว่าการเดินทางด้วยเครื่องบิน หรือมีการคมนาคมอื่นๆ ที่ถูกกว่า การได้พบเจอกันก็คงเร็วขึ้น อย่างหากประเทศไทยมีรถไฟความเร็วสูง สามีอยู่จังหวัดเชียงราย ภรรยาอยู่กรุงเทพฯ แบบนี้ก็สามารถใช้ชีวิตครอบครัวได้โดยที่ไม่ต้องมีปัญหาการนอกใจ และยังช่วยบรรเทาความคิดถึงจนสุดใจได้

การได้เจอหน้ากันบ่อยๆ จะทำให้คนสองคนมีความรักที่มั่นคงยืนยาวใช่ไหม

        การเจอหน้ากันไม่ได้หมายความว่าจะมั่นคง เราเชื่อว่า ถ้าคนจะเอา ยังไงก็จะเอา (หัวเราะ) หมายถึงคนจะเจ้าชู้ ยังไงก็เจ้าชู้ คนที่จะไม่หยุด ทำยังไงก็ไม่ทางที่จะหยุดอยู่เพียงคนเดียวได้ ไม่มีใครที่จะหยุดเขาได้ด้วย และต้องเป็นตัวเขาเองที่จะหยุด หยุดเมื่อเขารู้สึกว่าพอแล้ว หรือทั้งชีวิตของเขาก็อาจจะหยุดไม่ได้เลย แต่ความมั่นคงของคนสองคนไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรักเพียงอย่างเดียว ยังมีด้านอื่นด้วย เช่น ด้านเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ของครอบครัวทั้งสองฝ่าย หน้าที่การงาน อำนาจในความรัก และอีกมากมายที่รวมกันทำให้ความสัมพันธ์นั้นมั่นคง ถ้าปัจจัยรอบๆ ตัวของคนสองคนไม่ค่อยมั่นคง ใจของอีกฝ่ายต้องมั่นคงให้มากจึงจะรอดได้

อีก 10 ปีข้างหน้า มุมมองความรักของคุณจะเติบโตไปในทางใด 

        เรามองว่าความรักไม่เคยมีวุฒิภาวะที่มากขึ้น แต่วัยและประสบการณ์ส่วนตัวต่างหากที่จะสอนให้เรารู้ว่า การจะรักใครสักคนได้นั้นเราต้องทำอย่างไร เราจะอยู่กับสิ่งที่เรียกว่ารักได้นานๆ อย่างไร โดยมีเครื่องมือต่างๆ อย่างโทรศัพท์มือถือ หรือเฟซไทม์นั้นเป็นตัวช่วย เพื่อทำให้การสื่อสาร ภาษาที่ใช้ และความคิดถึง หรือแม้แต่ปัญหาของเราส่งไปถึงเขาได้อย่างทันท่วงทีในเวลาที่เหมาะสม 

ถึงตอนนั้นมนุษย์อาจพัฒนาเครื่องมือสื่อสารไปอีกไกลมาก แต่ในด้านของจิตใจ คุณคิดว่ามนุษย์จะเปลี่ยนไปแค่ไหน

        ลึกๆ แล้วมนุษย์ก็มีอยู่ไม่กี่อย่าง กิน ขี้ ปี้ นอน รัก เกลียด หลง โกรธ อิจฉาริษยา หากพูดเหมือนพระสงฆ์ก็คือ เวียนว่ายอยู่ในกิเลสตัณหาเดิมๆ คือมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงจิตใจได้ไม่ใช่ด้วยเทคโนโลยี แต่ต้องเป็นการฝึกฝนจิตใจ ที่เราคิดอย่างนี้ เพราะเราเล่นโยคะซึ่งทำให้เรามีสมาธิมากขึ้น เราไม่ได้เปลี่ยนตัวเองด้วยเทคโนโลยี แต่เราเอาตัวเองไปฝึกจิตด้วยการฝึกกำหนดลมหายใจ เราคิดว่าจิตใจของคนก็จะเปลี่ยนตาม 

คุณจึงเชื่อว่าความรักไม่มีวันหมดอายุ ไม่มีทางสลายหายไปจากโลกนี้แน่ๆ

        ความรักเป็นเรื่องใหม่เสมอและเก่าตลอด ความใหม่ของความรักคือรายละเอียดของคนใหม่ บริบทสังคมในแต่ละยุคสมัย ปัญหาหรือสถานการณ์ต่างๆ ที่ทั้งคู่ต้องเจอร่วมกัน รวมไปถึงวิธีต่างๆ ที่จะทำให้คู่รักอยู่ด้วยกันได้ ส่วนที่เราบอกว่าเก่าตลอด ก็เพราะความรักวนเป็นวงกลม รักกัน ได้กัน เบื่อกัน เลิกกัน อยู่ด้วยกัน  

ดังนั้น อุรุดาจึงยังคงเขียนเรื่องความรัก

        ใช่แล้ว อย่างตอนที่พี่หนุ่ม (โตมร ศุขปรีชา, บรรณาธิการบริหารนิตยสาร a day BULLETIN คนปัจจุบัน) ให้เราเป็นคอลัมนิสต์เรื่องความรัก ตอนแรกก็ยังคิดเหมือนกันว่าจะเขียนได้ไหม แต่ทุกครั้งที่มีคนให้เราเขียนเรื่องรัก ยังคงเป็นสิ่งแรกๆ ที่เราอยากเขียน เพราะเป็นเรื่องที่ชอบ พอให้เราลิสต์หัวข้อที่จะเขียนขึ้นมาสัก 4 เรื่อง กลายเป็นว่าเรื่องรักในแง่มุมต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาได้ทันที นั่นทำให้รู้ว่าเราชอบความรัก และยินดีที่จะกระโดดลงไปเสมอ ต่อให้มีจระเข้หรือมีอะไรซ่อนอยู่ในความรักก็ตาม ส่วนจะมีแรงหรือไม่มีแรงไปต่อนั้นก็ค่อยว่ากัน

 


Meaning of Love Actually

        “เราใช้ชื่อ Love Actually ที่มีอยู่เดิม เพราะความรักก็คือความรัก และรักก็เป็นเรื่องเฉพาะคน การจะหาคำตอบจากความรัก หรือให้คำนิยามต่อความรักจึงเรื่องยาก แต่สิ่งที่เราพอจะได้ทำคือ ในทางปฏิบัติ เราพร้อมที่จะถ่ายทอดแง่มุมและวิธีปฏิบัติจากสถานการณ์ความรักตรงหน้า รวมทั้งหาหนทางที่เราพอจะทำอะไรกับสิ่งที่เรียกว่า ‘รัก’ ได้บ้าง รักตามจริง รักเท่าที่เป็น หากไม่รักก็ไม่ได้รัก รักแล้วเจ็บสักวันก็จะไม่ทนจนเลิกได้เอง”

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ศรัญญา อ่าวสมบัติกุล

กองบรรณาธิการ นิตยสาร a day BULLETIN ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคุณแม่ half time เลี้ยงลูกชายวัยเบบี๋ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่ง (ของชีวิต) ต้องปั่นต้นฉบับส่งให้คุณอ่านกันรัวๆ

ภาพโดย

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN