Wild Survival: สารคดีแนวเอาตัวรอดแบบฉบับของไทยที่มุ่งมั่นอยากก้าวไปสู่ระดับสากล

The Guest
23 Jul 2020
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์

เมื่อพูดถึงโลกของสารคดีแนวเอาตัวรอดหรือ Survival เราอาจนึกถึงสารคดีจากฟากฝั่งอเมริกาหรือออสเตรเลียที่เคยเข้ามาสร้างความฮือฮาให้ผู้ชมในบ้านเราตั้งแต่ยุคก่อน แต่ในความเป็นจริง ประเทศไทยเองก็มีสารคดีแนวนี้ที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน

        จากประสบการณ์การทำสารคดีแนวธรรมชาติในไทยมากว่า 10 ปี ทำให้ ‘แบงค์’ – ภาคิณ สุขขี โปรดิวเซอร์ และผู้ดำเนินรายการ กลายเป็นที่รู้จักในแวดวงคนทำสารคดีในไทย โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ และความสมบุกสมบันในตัวงาน ก่อนหน้านี้เขาเคยผลิตสารคดีสุดเรียลอย่าง Thailand Survival มาแล้วครั้งหนึ่ง ก่อนจะต่อยอดมาสู่รายการเรียลิตี้ผจญภัยอย่าง Wild Survival ที่เขาและทีมงานซุ่มทำกันมาถึง 5 ปี    

        Wild Survival บอกเล่าการผจญภัยที่สนุก และมีกลิ่นอายสารคดีการตัวรอดในธรรมชาติ ท่ามกลางบริบทแบบภูมิประเทศของไทยที่มีแบบฉบับเฉพาะตัว สอดแทรกความรู้ที่ซ่อนไว้เบื้องหลังความโหดและมันของรายการ 

        และที่สำคัญคือ ความมุ่งมั่นต้องการผลักดันให้สารคดีธรรมชาติไทยไปสู่ระดับสากลให้ได้

 

จุดเริ่มต้นความสนใจในการทำสารคดีของคุณมาจากไหน

        ย้อนกลับไปเราเคยเป็นดีเจมาก่อน แต่มีโอกาสได้ทำสารคดีให้ช่องทีวีหนึ่ง เป็นรายการทีวีทั่วไปที่มีพิธีกรเดินหล่อๆ เข้าโรงแรม ไปนู่นไปนี่ ตอนนั้นเราอายุประมาณ 18-19 ปี ก็รู้สึกสนุกดี แต่ก็รู้สึกว่ามันสบายไป ไม่ค่อยท้าทาย พออายุยี่สิบ เราไปหยิบหนังสือสารคดีของ ธีรภาพ โลหิตกุล มาอ่าน เป็นหนังสือมือสอง เราอ่านวิธีการเขียนสารคดีของเขา สารคดีการเล่าแบบสามมิติเป็นอย่างไร การวางโครงเรื่องเป็นอย่างไร ความยากลำบากในการถ่ายทำเป็นอย่างไร หรือสมัยเป็นเด็กก็ชอบเปิดรายการ ส่องโลก ของ โจ๋ย บางจาก ดู สมัยก่อนบ้านเราเดินทางยาก กลุ่มคนทำสารคดีเหล่านี้ก็จะใช้รถออฟโรดในการเดินทางอย่างยากลำบากเพื่อไปดูในสิ่งที่เราไม่เคยเห็น 

        สารคดีที่ติดตาเราที่สุดคือ แอบดูเอเชีย (Shocking Asia) มันเป็นสารคดีที่ฝรั่งมาถ่ายทำในเอเชีย ที่สุดของที่สุดเลย เขามาแอบถ่ายการจับลิงบ้านเราไปที่จีน มีการเปิดโต๊ะ จับลิงมัด เอาลิงไปใส่ใต้โต๊ะ เอาหัวออกมา ใช้สิ่วเลาะสมอง และเปิดสมองลิง เอาน้ำร้อนราดแล้วควักกิน เราติดตาติดใจการทำสารคดีแบบนี้มาตลอด ดังนั้น พอมีโอกาสได้ทำรายการทีวี เราเลยเลือกทำสารคดี นั่นคือจุดเริ่มต้น

คุณชอบอะไรจากสารคดี แอบดูเอเชีย ที่ได้ชมในตอนนั้น

        เราไม่ได้ชอบความโหดของภาพที่ออกมา แต่ชอบที่มันเรียล และเป็นการนำเสนอความจริง สอง เราเป็นคนชอบเดินทาง ชอบไปในที่ที่ได้เจอคน ยิ่งเวลาทำงานที่ยาก ยิ่งรู้สึกท้าทาย แต่ช่วงแรกในการทำรายการสารคดี เราก็ถ่ายปกติ เหมือนรายการทีวีทั่วไป ทำเบื้องหลังบ้าง เบื้องหน้าบ้าง แต่จะเน้นเบื้องหลัง เพราะเรารู้ว่าเราทำเบื้องหลังแล้วมีความสุข เราเคยขอตามไปอยู่กับหน่วยพวกรบพิเศษตอนเขาฝึก เราชอบเดินป่า และเป็นคนไม่มีปัญหากับการกินนอนที่ลำบากเวลาเดินทาง หลังจากนั้นก็มีคนมาสะกิดเราว่าให้จัดอีเวนต์เกี่ยวกับ Survival เมื่อประมาณหกปีก่อน เราก็เลยจัด และได้ผลตอบรับที่ดี มีคนต่างชาติมาสมัคร ทั้งอิตาลี อังกฤษ ญี่ปุ่น บินมาร่วมกับเรา มีนักผจญภัยชื่อดังในประเทศมาร่วม จนสุดท้ายเราก็ได้โอกาสต่อยอดทำสารคดีชื่อ Thailand Survival ซึ่งตอนนั้นยังถ่ายไม่ได้ดีอะไรมาก ถ่ายกันเอง ไปกันเอง ฝากคนอื่นถือกล้องด้วย (หัวเราะ) ทำไป 56 ตอน ไม่ได้เงินอะไรมากมาย แต่ทำเพราะความรักล้วนๆ และ สารคดี Wild Survival ในปัจจุบันก็คือรายการที่ต่อยอดมาจากตัวนี้

 

Wild Survival

ตอนทำสารคดี Thailand Survival กับ Wild Survival ต่างกันอย่างไรบ้าง

        ต่างกันฟ้ากับเหวเลย ด้วยอายุ ด้วยประสบการณ์และความสามารถของเรา ตอนทำ Thailand Survival เราทำในสิ่งที่แค่ทำได้ เงินสนับสนุนพอมีบ้าง มีคนซัพพอร์ตบ้าง แล้วทำด้วยความชอบล้วนๆ มันเลยไม่รู้สึกลำบาก เราต้องควักเงินส่วนตัวมาใช้จนหมดด้วย (หัวเราะ) เพราะรายการต้องใช้เงินเยอะ เราต้องไปเนปาล ไปหิมาลัย แต่เราเชื่อว่าถ้าทำอะไรด้วยความตั้งใจทุ่มเท สุดท้ายผลลัพธ์จะเกิดเอง หลังจากนั้นกลายเป็นว่าเราได้เข้าสู่วงการโปรดักชันเต็มตัว พอทุกคนเห็นผลงานสารคดี Thailand survival ภาพลักษณ์เราเลยกลายเป็นคนทำงานในป่า ทำงานลำบาก หลังจากนั้นก็จะมีแต่งานสารคดียากๆ มาตลอด (หัวเราะ) เพราะคนติดภาพว่าเราต้องทำงานลำบากได้ ลุยในป่าได้

        หลังจากนั้นมาเราเริ่มมีงานสารคดีเยอะขึ้น เริ่มได้ร่วมงานกับต่างชาติ จนได้ทำสารคดีกับบริษัทใหญ่อย่าง JSL ซึ่งเราก็เป็นคนผลิตทุกอย่าง และไปได้รางวัล Sunny Side of the Doc ที่ฝรั่งเศส กับที่อังกฤษ จากรายการสารคดีเกี่ยวกับมวยใต้ดิน และมีสารคดีอีกหลายตัวที่ได้ทำหลังจากนั้น ถือเป็นงานที่เราภาคภูมิใจ เราได้โอกาสพัฒนามาเรื่อยๆ ความยากลำบากมีเหมือนเดิม หนักขึ้นด้วย เวลาจะทำงานอะไรเราจะมีผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาเข้ามาร่วมงานกัน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้งานสารคดีที่เราทำแตกต่าง และไปถึงเป้าหมายจริงๆ

คุณตกผลึกอะไรจากตอนทำ Thailand Survival ที่นำมาต่อยอดให้รายการ Wild Survival น่าสนใจขึ้นบ้างไหม

        พอยิ่งทำงานเยอะขึ้น เราก็จะไปเจอคนประเภทเดียวกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งคนรอบตัวมีแต่คนเก่งๆ เลยรู้สึกว่า ทำรายการอีกสักรอบดีกว่า เราจึงเริ่มปั้น Wild Survival ขึ้นมา ซึ่งเป็นสารคดีที่เรียกว่าตกผลึกจากการทำงานในอดีตกับเพื่อนๆ ทีมงานที่มีความสามารถ ปกติเราจะทำงานในสไตล์เพื่อน แต่รายการนี้ไม่ใช่ เราตั้งใจคัดเลือกทีมงานที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาจริงๆ เราเขียน proposal รายการนี้มา 5 ปี และยื่นให้ช่อง Thai PBS พิจารณา จากสองพันรายการเราก็ได้รับเลือก

        ดังนั้น ความที่ต่างกันในตอนที่ทำ Thailand Survival กับ Wild survival คือ ประสบการณ์การทำงานด้านโปรดักชัน ซึ่งเป็นเรื่องหลัก เพราะว่าเราทำงานในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก การเดินทางที่ยากลำบาก การเข้าใจพื้นที่ เข้าใจสภาพอากาศ ผู้คน และคอนเทนต์ที่เราจะนำเสนอ มันต้องถูกต้อง และมีการวางแผนที่ดี ถ้าเราไปโดยที่ไม่รู้อะไรจริงๆ แล้วทำออกมา มันก็เหมือนแค่ไปทำข่าว พื้นที่ส่วนใหญ่ที่อยู่ใน Wild Survival เป็นพื้นที่ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ามันมีประโยชน์มาก เพราะพอพูดถึงสารคดี survival คนไทยชอบคิดไปถึงสารคดีต่างประเทศ โดยเฉพาะฝั่งอเมริกาตอนเหนือ แล้วก็ฝั่งออสเตรเลีย ซึ่งมันแตกต่างมาก ถ้าไปเอาคอนเทนต์พวกนั้นมาใช้กับเราที่อยู่เมืองไทยก็ไม่ได้ เราก็เลยมองว่า เรื่องนี้แหละที่น่าสนใจ เราจะเอาทักษะการเอาชีวิตรอดมาใช้อย่างไรให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศแบบไทย ดังนั้น เราต้องทำให้ฝรั่งมาดูรายการเราเข้าใจด้วยว่า ถ้าคุณจะมา survival ในไทยต้องเจออะไรบ้าง 

 

Wild Survival

ความน่าสนใจของภูมิประเทศแบบไทยๆ ที่คุณมองว่าแตกต่างคืออะไร

        สิ่งที่อันตรายที่สุดในป่าประเทศไทยคืออะไรรู้ไหม แมลงกับยุงครับ เพราะมันทำให้คนตายได้จริงๆ ฉะนั้น เข้าป่าต้องระวังเรื่องแมลงกับยุง สำคัญอันดับหนึ่งเลย ฝรั่งมาเมืองไทยจะแพ้แมลงเป็นหลัก เพราะบ้านเขาจะไม่มีแมลง เวลาเดินป่าหนาวในบ้านเขา อาจจะหาอาหารยาก เพราะว่าไม้ก็ถูกหิมะทับถมหมด แต่ว่าแมลงไม่มี เขาก็ยังพอที่จะล่าสัตว์ได้ แต่บ้านเราแมลงเพียบ มันอยู่ไม่ได้เลย เราเคยได้คุยกับฝรั่ง เขาบอกว่ามาเมืองไทยกลัวที่สุดคือแมลง นอกจากนั้นความแตกต่างของบ้านเรากับบ้านเขาคือเรื่องของพืช สภาพอากาศ ความร้อน บางพื้นที่ทำให้ฮีตสโตรกและเสียชีวิตได้เลย 

        พอพูดถึงเรื่องน้ำกับอาหารในเมืองไทย มันมีอะไรให้เรียนรู้เยอะมากนะ ดังนั้น หนึ่งในคอนเทนต์ของ Wild Survival ก็จะมีเรื่องบริบทแบบไทยเข้าไปด้วย เช่น พื้นที่ภาคอีสานซึ่งไม่มีใครสนใจจะไปทำเรื่องนี้ เรามีเทปที่ไปถ่ายทำที่บุรีรัมย์ วันที่ไปดันเป็นวันที่ร้อนที่สุดในรอบหลายสิบปี เกือบห้าสิบองศา แล้วภูเขาไฟจะมีหินที่อุ้มเก็บความร้อนไว้ได้ดีมาก วันนั้นแดดร้อน ป่าทุกอย่างตายหมด เราเลยไปเอาเกร็ดของคนอีสานมาบอกว่า ถ้าอยู่ในสภาพอย่างนี้เราจะอยู่อย่างไร จะหาพืช หรืออาหารได้อย่างไร 

เบื้องหลังความเรียลที่ต้องการจะสื่อก็คือเกร็ดความรู้ที่อยากส่งต่อใช่ไหม

        เราต้องบอกว่าข้อมูลพวกนี้เราจัดทำขึ้นเพื่อให้คนเข้าใจ มันจะต่างกับ Thailand Survival ตรงที่รายการนั้นจะเรียลมากๆ ไปถึงก็ถ่ายเลย ข้างหน้ามีอะไรไม่สน ซึ่ง Wild Survival ไม่ใช่ เราจะไม่ทำอย่างนั้น เพราะเราจะไม่ได้อะไรที่ถ่ายทอดออกไปแล้วคนดูได้ความรู้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น การประกอบแพที่ถูกต้องเป็นอย่างไร มีวิธีอย่างไร และการล่องแพที่ถูกต้องทำอย่างไร ล่องแพไปแล้วเจอกระแสน้ำแบบนี้ต้องทำอย่างไร เรามองว่าเรียลลิตี้แบบ Thailand Survival นำมาใช้ในสารคดีแบบนี้ไม่ได้ผล อย่างรายการของ แบร์ กิล ทุกอย่างเซตหมด ถ้าเขาไม่เซต เขาก็ไม่สามารถถ่ายทอดได้ว่าสิ่งที่เขาจะทำคืออะไร มันไม่ใช่ว่าเขาเดินไปแล้วเจองู จับงูมากัดคอ ไม่ใช่ ทุกอย่างเตรียมหมด

        ดังนั้น สิ่งที่เราต้องการจะสื่อใน Wild Survival คือ อยากให้เป็นสารคดีสำหรับคนเอเชียและคนไทยจริงๆ ทั้งเนื้อหาและสถานที่ที่จัดเตรียมให้ทั้งหมด ทั้งป่าฝน ป่าร้อน แม่น้ำ ทะเล ทุกอย่างอยู่ในประเทศไทยทั้งหมด เพื่อที่จะให้เป็นข้อมูลที่สอนการเอาตัวรอดแบบฉบับเฉพาะประเทศไทยที่เรามี

        เราผ่านการทำสารคดีไทยแนวธรรมชาติมากว่า 10 ปี เราคิดว่าเรื่องของบท หรือเนื้อหาของสารคดีในไทยเรามีโอกาส แต่ขาดแรงผลักดัน เราจึงตั้งใจจะทำสารคดีที่ดีและแตกต่าง เพื่อมุ่งมั่นไปให้ได้ในระดับสากล

สามารถพูดได้ไหมว่าใน Wild Survival ความเรียลอาจลดลง แต่สิ่งที่เพิ่มมากขึ้นคือเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ และโปรดักชันที่สวยงาม

        ความเรียลอาจไม่ได้ลดลง แต่ว่าทำงานยากขึ้นอีก คืออยู่ในพื้นที่เสี่ยงตายเหมือนกัน อย่างไปล่องเรือสาละวิน เรือล่มก็ตายเหมือนกัน แต่ว่าเราแค่เข้าใจมากขึ้นว่าเราถ่ายแบบนี้อันตรายนะ แล้วเราจะมีแผนเซฟตี้อย่างไร ถ้าเป็นแต่ก่อนก็คงกระโดดลงไปเลย (หัวเราะ) เราเชื่อว่าทีมงานทุกคนก็ยังพร้อมลุยเสมอ แต่เราแค่มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น เราต้องเดินหน้าได้ทั้งหมด ทั้งงานสารคดี ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ภาพที่สวยที่สุด สิ่งที่สื่อออกไปครบถ้วน งานเราต้องผ่านไปได้โดยที่ไม่มีปัญหา ถ้ามีปัญหา มีใครตาย มีใครบาดเจ็บขึ้นมา ทุกอย่างก็จบ 

        ตอนทำ Thailand Survival สมัยก่อนก็เฉียดตายหลายรอบ ทั้งเรา ทั้งทีมงาน บาดเจ็บก็เยอะ เราเคยพาคนจะไปตาย พอรอดกลับมาได้เราบอกตัวเองว่าจะไม่ทำอีกแล้ว ตอนนั้นเราพาคนไปล่องแพไม้ไผ่ แล้วแพแตก ทุกคนต้องลอยคอหมด ข้างทางก็มีไม้แหลมๆ ถ้าใครโดนแทงคอก็ตาย ถามว่ามันสนุกไหม มันเท่ไหม ก็เป็นความรู้สึกในเวลานั้น แต่ถ้าเรามองว่าจะต่อยอดอย่างไรให้วิดีโอของเรามีประโยชน์ ไม่ใช่แค่ไปโชว์ความมัน ความเท่ให้คนดู ว่าเราเจ๋ง เราทำได้ อันนี้ลบความคิดนั้นไปนานแล้ว อย่าทำให้คนต้องมาเสี่ยงกับเรา ถ้าเราจะเป็นคนที่ทำงานโปรดักชันต้องมีความเป็นมืออาชีพ เรื่องความปลอดภัยต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มี 99.99 เปอร์เซ็นต์ หากอยากทำงานสไตล์แบบนี้ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ แล้วทำให้วิดีโอเรามีประโยชน์จริงๆ ที่คนดูแล้วเปิดมาแล้วมันฉายออกมาว่าได้ความรู้นะ และเป็นพลังบวกให้กับคน

 

Wild Survival

ความยากของการทำงานสารคดีแนวนี้คืออะไร

        หลักๆ คือสถานที่ในพื้นที่ที่เราไป มันยากตั้งแต่คิดการเดินทางว่าไปอย่างไร ต้องเตรียมอะไรไปบ้าง คนเขียนบทไม่ได้นั่งเทียนเขียนอยู่บ้าน เขาลงพื้นที่จริงด้วย ก็จะรู้ว่าไปไหน ต้องทำอย่างไร เดินทางอย่างไร ซึ่งอันนี้เชื่อเลยว่าถ้าคนไม่มีประสบการณ์เขาจะไม่สามารถที่จะมาวางซีเควนซ์ให้เราถ่ายเรื่องเรื่องนั้นได้ และจะทำให้เราเตรียมตัวในความยากไม่ได้ด้วย เราโชคดีที่ได้ทีมเขียนบทอดีตมือหนึ่งจากพาโนรามาซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทำสารคดี คือ คุณธาดา ปรีชาชาติ มาช่วยรีเสิร์ชข้อมูล เขาถ่ายสารคดีมาทั่วประเทศไทยแล้ว เหมือนตู้หนังสือเคลื่อนที่เลย

        สอง สภาพอากาศกับระยะเวลาการทำงานที่ถูกกดดัน จากฝน จากแดด ซึ่งเวลาเราถ่ายกลางแดดที่ร้อนมากๆ เราไม่มีเวลาที่จะมาวางคอมโพสต์ภาพหรอก บางคนถ่ายซีนนี้ยากมาก ถ่ายมาหัวขาดก็มี เสียดายมาก แต่กลับไปถ่ายตรงนั้นอีกไม่ได้ นั่นคือความยากของการทำงาน ไหนจะเรื่องของแสง การถ่ายสารคดีเรื่องแสงสำคัญมาก ดังนั้น เราจะมีเวลาถ่ายตอนเช้ากับเย็นแค่นั้น เราก็ต้องแบ่งการทำงานให้ดี ตื่นเช้าเก็บแสงเช้า กับเย็น ส่วนเนื้อหามาอัดตอนกลางวัน

        อีกเรื่องคือการทำงานในพื้นที่ การประสานกับคนในท้องที่สำคัญมาก ถ้าคนขาดประสบการณ์ เวลาประสานกับคนในพื้นที่ก็จะขาดความเข้าใจว่าเราต้องการอะไร และเขาต้องการอะไร ทำให้เกิดปัญหาตามมา

ปกติคุณและทีมงานใช้เวลากี่วันในการถ่ายหนึ่งเทป

        อย่างต่ำคือประมาณ 5-7 วันต่อหนึ่งเทป 

เวลาออกทริปถ่ายงานในป่า คุณนับวันรอจะได้ออกจากป่าบ้างไหม

        ไม่นะ เพราะเราไม่ได้ไปด้วยหน้าที่ คือมันเป็นหน้าที่ก็จริง แต่เป็นหน้าที่ที่เราชอบ จริงๆ ถ้าเป็นป่าที่เราชอบ เรายิ่งอยากอยู่นานๆ ด้วยซ้ำ เราชอบป่าเย็นๆ สบายๆ จะบอกว่าอุปสรรคหลักอีกข้อนอกจากสภาพอากาศคือความง่วงนี่แหละ บางทีอากาศมันน่ากางเปลนอนเหลือเกิน บรรยากาศเงียบๆ ริมลำธาร มีเสียงจิ้งหรีด แต่ต้องมาทำงานในสถานการณ์ที่เร่งรีบ ตารางก็แน่นๆ ก็ต้องต่อสู้กับความง่วงให้ได้ (หัวเราะ)

 

Wild Survival

มีเทปไหนที่โหดสุดๆ หรือประทับใจสุดๆ บ้างไหม

        ความจริงก็ทุกเทปเลย เทปแรกก็โหด เราใช้โลเคชันที่เขาใหญ่ และเราตั้งใจว่าเทปแรกจะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้คนเห็นว่า เราทำได้หมด ตั้งแต่การเดินป่า การหาทางออกด้วยแผนที่ การหาอาหาร การหาน้ำ ในป่าดิบชื้นทั่วไปที่มีอยู่ในเมืองไทย เทปหนึ่งจะเป็นเหมือนเมนหลักของเทปทุกเทปที่บอกว่ารายการจะมีอะไรบ้าง แล้วก็เทปที่ต้องเจออากาศร้อนมากๆ อย่างบุรีรัมย์ที่เป็นหินภูเขาไฟทั้งหมด พูดตามตรงเราไม่ใช่ลูกอีสาน เวลาไป ถ้าถามว่ากินอะไรได้ก็งงเหมือนกัน ไม่รู้กินอะไร น้ำก็ไม่มี มันแล้งมาก ไม่มีอะไรเลย ภาพมันเป็นไม้แห้งๆ แดงๆ หมด เวิ้งๆ ป่าก็มีแต่กิ่ง แล้วสำคัญคือพื้นมันร้อนมาก รองเท้าละลายเลยนะ (หัวเราะ)

        บางทริปตากล้องให้เราเดินริมน้ำที่เป็นรากไม้เยอะๆ เรากลัวจงอางกัดคอมากตอนนั้น (หัวเราะ) เขาให้เรามุดตามรากไม้ที่อยู่ใต้น้ำไปยิงปลา เราอยากจะบอกว่า วิดีโอที่ออกไปว่าลำบาก เบื้องหลังลำบากกว่าหลายเท่านะ เทียบกันไม่ติดเลย ถ้าทีมงานขาดประสบการณ์ก็ยากที่จะบอกว่าจะถ่ายแบบนี้ได้ ถ้าทีมงานดำน้ำไม่เป็น ก็ถ่ายใต้น้ำไม่ได้ ถ้าทีมงานเราปีนไม่เป็นก็ถ่ายไม่ได้ เราบอกเลยว่าทำงานมา 15 ปี การถ่ายรายการ Wild Survival ทำให้เราได้เจอทีมงานที่เปอร์เฟ็กต์ที่สุดแล้ว ถือเป็นทีมงานในอุดมคติ ช่างภาพก็คัดมาเหมาะสมทุกคน แม้กระทั่งตัว DP เองก็มีความสามารถในการแอดเวนเจอร์ ร่างกายแข็งแรง มีความรู้ระดับช่างภาพภาพยนตร์ ทีมเขียนบทก็สุดยอด

การพาตัวเองไปอยู่ในพื้นที่อันตรายหรือที่ไม่คุ้นเคยมันให้อะไรกับคุณ

        คงต้องตอบเหมือนเดิมว่า มันคือความชอบล้วนๆ กับการที่เอาตัวเองไปอยู่พื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย เราเลยไม่รู้สึกอะไร แต่มีความสุขมากกว่า แค่ได้ออกจากบ้านมีความสุขแล้ว ต่อให้อันตรายแค่ไหนเราก็มีความสุข เราชอบที่จะอยู่ตรงนั้น เราอาจจะโชคดีกว่าหลายคนที่เลือกทำอาชีพที่ตัวเองชอบ แล้วสามารถสร้างรายได้ได้ ต่อให้เราไม่ได้ประสบความสำเร็จ ร่ำรวยเงินทองก็ตาม เพราะต้องเข้าใจว่างานสารคดีก็น้อยคนที่จะประสบความสำเร็จ แต่เรามองว่ามันเป็นส่วนหนึ่งที่นอกจากจะทำให้เรามีรายได้เข้ามา มันยังเปิดโอกาสในการทำงานอื่นๆ ที่ต่อให้ไม่ใช่งานสารคดีก็ตามให้เรา แต่พองานสารคดีได้ออกไปแล้วมีคนชื่นชอบ เราก็มีความสุขมากเช่นกัน

 

Wild Survival

นอกจากเติมเต็มความสุข การทำสารคดีเปลี่ยนอะไรในตัวคุณบ้างไหม 

        เปลี่ยนมุมมองในการใช้ชีวิตเราไปเยอะเลย ซึ่งเราว่ามันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จากสถานที่กับช่วงเวลาอายุ เหมือนบางคนชอบแชร์คำคมในเฟซบุ๊กโดยที่อาจไม่เข้าใจจริงๆ แต่ถ้าคำนั้นมาอยู่ในอีกวัยหนึ่งที่เรามีประสบการณ์มากขึ้น เราอาจจะเข้าใจก็ได้ เรามักนึกเปรียบเทียบความสบายกับความลำบากอยู่หลายครั้ง เราสังเกตว่าคนยุคใหม่เดี๋ยวนี้ชอบอะไรที่รวดเร็ว สื่อสารตรง เข้าใจง่าย และชอบใช้ชีวิตสบายๆ อยู่ในเมือง แต่การมีเวลาออกไปเดินทาง มันจะทำให้คุณได้มีเวลาส่วนตัวที่ได้คิดทบทวนบางอย่าง การได้พบเห็นสิ่งต่างๆ จะช่วยเพิ่มมุมมองให้คุณคิดอะไรได้ลึกขึ้น และมุมมองนั้นจะทำให้ชีวิตลงตัวมากยิ่งขึ้น

 


ติดตามชมรายการ Wild Survival ได้ที่ www.VIPA.me และเฟซบุ๊ก facebook.com/WildsurvivalTV

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

กอง บก. ชาวเชียงใหม่ ผู้ทำเพลงในชื่อ TCNX เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เกิดและเติบโตในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ