วิวัฒน์ ศัลยกำธร | อำนาจจากระบบราชการที่เป็นพิษ อันตรายต่อชีวิต และน่ากลัวกว่าพาราควอต

The Guest
18 Feb 2019
เรื่องโดย:

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร, วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

ควรจะรู้สึกอย่างไร เมื่อเราต้องใช้ชีวิตอยู่กับสารพิษไปอีก 2 ปี เพราะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติด้วยคะแนน 16 ต่อ 5 เสียง ไม่ยกเลิกสารพาราควอต หรือสารเคมีกำจัดวัชพืชที่ใช้ในการเกษตรกับพืช 6 ประเภท ได้แก่ ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์ม ข้าวโพด อ้อย และไม้ผลที่ขึ้นทะเบียน

     ในขณะที่ประเทศต่างๆ อย่างน้อย 51 ประเทศทั่วโลก ต่างยกเลิกการใช้สารพาราควอต เนื่องจากเหตุผลด้านสุขภาพและความปลอดภัยของชีวิต สำนักงานสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) ระบุว่า พาราควอตเป็นสารเคมีที่มีพิษสูง เพียงแค่จิบเดียวก็ทำให้เสียชีวิตได้ โดยไม่มียาถอนพิษใดๆ รวมทั้งองค์การอนามัยโลก (WHO) ยังระบุให้พาราควอต เป็นสารเคมีอันตรายปานกลาง ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว หากถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกาย และเป็นอันตรายแก่ชีวิตหากรับประทานหรือสัมผัสกับผิวหนังในบริเวณกว้าง

     แม้ว่าสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นกลุ่มประเทศที่ยังไม่ยกเลิกพาราควอต แต่ก็จำกัดการใช้อย่างเข้มงวด เช่นเดียวกับ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ส่วนประเทศในทวีปเอเชียที่ห้ามใช้พาราควอตมีทั้งหมด 9 ประเทศ ได้แก่ จีน กัมพูชา ลาว เกาหลีใต้ คูเวต ศรีลังกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซีเรีย และเวียดนาม แต่ทำไมประเทศไทยถึงต่ออายุให้สามารถใช้พาราควอตต่อไปอีก 2 ปี ทำไมคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ปลอดภัยกลับถูกลดทอนโดยคณะกรรมการวัตถุอันตราย

 

พาราควอต

 

     หนึ่งในผู้ที่สามารถให้คำตอบนี้ได้ คือ ‘อาจารย์ยักษ์’ – วิวัฒน์ ศัลยกำธร เป็นระยะเวลานานแล้วที่เขาลุกขึ้นมาต่อสู้กับปัญหาการใช้สารเคมีการเกษตรในบ้านเรา เขากล้าปะทะแบบหัวชนฝากับกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ เขาเผชิญกับปัญหาในระดับโครงสร้าง และเขาไม่เคยหยุดความตั้งใจหรือทิ้งอุดมการณ์ไป

     เขาคือคนคนหนึ่งที่มีจุดยืนที่หนักแน่น แข็งขืน และไม่อาจถูกทำให้พ่ายแพ้ ไม่ต่างจากคำคมอมตะของ Ernest Hemingway ที่ว่า “A man can be destroyed but not defeated.” และนี่คือคำตอบของเขาที่กำลังจะบอกให้เราทุกคนรู้ว่าแท้จริงแล้วอะไรคือภัยที่น่ากลัวกว่าพาราควอต

 

พาราควอต

 

     มันเป็นโครงสร้างของทั้งโลกเราตอนนี้ เหมือนเป็นการล่าอาณานิคมแบบหนึ่ง ไม่ใช้ปืนแล้ว แต่สร้างอาณานิคมทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ฝรั่งให้ปริญญา คนไทยก็ตะเกียกตะกายไปเรียนกลับมา มันเป็นเรื่องของทุนข้ามชาติ พวกบริษัทน้ำมันที่กลั่นน้ำมันออกมาได้เขาก็เหลือสารเคมีมาทำปุ๋ยทำยา บริษัทยักษ์ใหญ่เขาให้ทุนคนไปร่ำเรียนกลับมาก็ต้องกตัญญูต่อเขา จบโท จบเอก เขาก็จ้างทำงานต่อ มาตั้งสมาคมต่างๆ ในเมืองไทย สนับสนุนโดยบริษัทปุ๋ยบริษัทยาทั้งนั้น

     มหาวิทยาลัยบ้านเราพอจะจัดงานอะไรทีก็ต้องไปขอสปอนเซอร์จากบริษัทปุ๋ยบริษัทยา การศึกษาของเราเดินตามบริษัทเขากำหนด พอศึกษาจบออกมา จะลงมือทำงานการเกษตรแล้วคุณจะทำงานยังไง ทั้งหมดของงานวิจัยในบ้านเรานั้นเกิดจากเขาทุ่มเงินมา คนทำวิจัยก็ต้องเขียนให้ตรงกับเจ้าของเงิน ถ้าเขียนไม่ตรงเขาก็ไม่ให้ตังค์ สุดท้ายก็มีงานวิจัยเต็มไปหมดที่สอนให้คนเป็นทาสเขา พอเกษตรกรพึ่งตัวเองไม่ได้แล้ว ก็มีแต่ ธกส. ที่เอาเงินรัฐบาลไปอุ้ม อัดเข้าไปทีละเป็นหมื่นล้าน แล้วเกษตรกรก็ไม่มีเงินจ่ายดอกเบี้ยให้อยู่ดี เขาก็เอาเงินภาษีคุณนั่นแหละเข้าไปอุ้มไว้อีกทอดหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ได้อุ้มเกษตรกรนะ อุ้มธนาคาร อุ้มบริษัทปุ๋ยบริษัทยาอีกทอดหนึ่ง เขาก็รวยขึ้นๆ ชาวนาเจ๊งลงๆ เรื่องแบบนี้เห็นกันอยู่แล้ว มันเป็นกันแทบทั้งโลกตอนนี้

     ใครกุมความรู้นั่นคือผู้มีอำนาจ กุมความรู้ กุมเทคโนโลยี เขาเป็นคนทำวิจัย เขาเอามาเขียนตำรา เขียนเสร็จปุ๊บก็เอามาสอน สอนเสร็จปุ๊บก็ให้พวกเราออกมาซื้อปุ๋ยซื้อยากัน สุดท้ายแล้วประเทศไทยไม่ได้อะไรเลย เราเสียที่ดินไปเรื่อยๆ จนป่าต้นน้ำจะไม่เหลือแล้วนะ ขนาดจังหวัดเชียงใหม่ที่เป็นต้นน้ำของกรุงเทพฯ เรา เฉพาะที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ก่อหนี้กัน 2,500 ล้านบาท นี่เฉพาะตัวเลขหนี้ในระบบนะ นอกระบบอีกตั้งเท่าไร ประชากรแค่ 104 หมู่บ้านแค่นั้นเอง แต่ละปีมีไฟไหม้ใหญ่จนดาวเทียมถ่ายภาพมาให้เราเห็นกัน เผาเสร็จทำไง พอหญ้าระบัดขึ้นก็ฉีดยาคุมไว้ก่อน ฆ่าหญ้าเพื่อจะปลูกข้าวโพด ป่าต้นน้ำชั้นหนึ่งจึงไม่เหลือแล้ว ป่าหมดยังไม่พอนะ แถมหนี้ท่วมหัวชาวบ้านด้วย

 

พาราควอต

 

     เราทำผลผลิตข้าวแค่ตันเดียวก็พอแล้ว และที่ยังเหลืออยู่ในท้องนาก็เป็นสิ่งอื่นที่มีมูลค่าอีกมากมาย กุ้งฝอยเดี๋ยวนี้กิโลละห้าร้อยบาทแล้วนะ แต่คุณฆ่ากุ้งฝอยไปหมดเพื่อปลูกข้าวขายกิโลละหกบาท แค่เราใส่น้ำไว้ เอารำใส่ เดี๋ยวเดียวกุ้งฝอยก็มา ถ้าเราไม่ฆ่าหญ้า ไม่หว่านปุ๋ยเคมี ไม่ฉีดยาฆ่าแมลง ได้ข้าวน้อยไม่เป็นไร เพราะเราก็ได้กินอย่างอื่นด้วย

     ผมเชื่อพันเปอร์เซ็นต์ว่าถ้ามีหนึ่งคนเริ่มแล้ว ก็จะมีคนอีกมากที่จะเริ่มตามมา เพราะแม้กระทั่งคนขายยาขายปุ๋ยก็ไม่อยากกินอาหารที่มาจากผลผลิตของเขาเอง ถ้าเขารู้ว่าแปลงนี้ฉีด แปลงนี้ไม่ฉีด คุณว่าเขาจะซื้อผักแปลงไหนมากิน เขาไม่ได้โง่นะ มีเพื่อนผมเป็นคนขายยาพวกนี้ เขาพูดว่าเขาไม่ได้อยากค้าสารพิษนะ เขาแค่จะค้ากำไร คือมันเป็นธุรกิจของเขาแค่นั้น

     ถ้าเราให้นักวิชาการไทยไปศึกษาพืชสมุนไพร แล้วเอาองค์ความรู้นี้ไปให้เขาผลิตสินค้ามาขาย เขาก็อยากจะขายแบบนั้นมากกว่า เขาไม่ได้โง่ เพียงแต่เขาต้องทำงาน ต้องมีกำไร เราทุกคนก็เลยต้องจมปลักอยู่กับสารพิษแบบนี้ ลูกเขาเป็นคนรุ่นใหม่ที่ก็ไม่ชอบพ่อแม่เลยนะ เพราะเขาเห็นว่าที่บ้านขายแต่สารพิษ เราก็ต้องหาทางเลือกให้เขาสิ แต่เสียดายผมไม่ได้คุมกรมวิชาการเกษตร ถ้าคุมเองนะ ผมเอาเรื่องแน่ พวกข้าราชการคนไหนคุยยากต้องเจอกัน

     ภาคราชการเป็นอะไรที่ปรับเปลี่ยนยากมาก เพราะทุกคนต้องการจะรักษาสถานะที่เป็นอยู่ของตัวเองเอาไว้ เพื่อหาผลประโยชน์ในกลุ่มเขา มีแต่การผูกขาดเต็มไปหมด ผมว่าอาการหนักกว่านักการเมือง พวกนักการเมืองนี่เดี๋ยวก็โดนไล่ไปได้ แต่ราชการนี่ไม่ไปไหน เขาก็ออกมาเถียงเหยงๆ ว่าใช้ได้ ไม่เป็นไร ไม่อันตราย ถึงทั่วโลกจะห้ามก็ห้ามไป เมืองไทยไม่ต้องห้ามหรอก คุณคิดดูสิว่ามีคนแบบนี้อยู่

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN

เรื่องโดย

วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN นักเขียนผู้ชอบแมวและหมา แต่เกลียดเสียงหมาเห่า เลยเลี้ยงแมวดีกว่า เคยเชื่อว่าตัวเองเป็นคนลักษณ์ 4 แต่เพื่อนๆ บอกว่าเป็นลักษณ์ 5 ชอบเขียนถึงเรื่องราวที่โศกซึ้ง แต่เพื่อนบอกว่ามันเป็นมุมมองของคนคิดลึกซึ้งมากกว่า