YAAN: วงดนตรีผู้จำกัดความงามของเสียง ภายใต้คำว่า World Music

The Guest
25 Oct 2019
เรื่องโดย:

กฤตนัย จงไกรจักร

Highlights

คิดว่าวงดนตรีสักหนึ่งวง ควรจะมีเครื่องดนตรีสักกี่ชิ้น สำหรับวงทั่วไปก็คงอยู่ที่ 3-4 ชิ้น และมากสุดก็คงไม่เกิน 7-8 ชิ้น แล้วแต่สไตล์ในแต่ละวง แต่สำหรับ ญาณ วงดนตรีประเภท World Music นั้น พวกเขากลับเลือกที่จะใช้เครื่องดนตรีในการสร้างบทเพลงสักหนึ่งอัลบั้มมากถึง 46 ชิ้นด้วยกัน! 

        ความน่าสนใจของวงญาณไม่ได้มีแค่จำนวนชิ้นเครื่องดนตรี แต่จำนวนสมาชิกเองก็มีอย่างหนาแน่นไม่แพ้กัน โดยในปัจจุบันวงญาณมีสมาชิกด้วยกันถึง 9 คนประกอบด้วย ‘นพ’ – นพรุจ สัจวรรณ, ‘ย้ง’ – ชวลิต เสาวภาคย์พงศ์ชัย, ‘โจ้’ – นพกร วรธนิตกิจกุล, ‘กอล์ฟ’ – นนทิกร สมัครการ, ‘กิ๊กกี้’ – ญาณิกา เลิศพิมลชัย, ‘ต่าย’ – ธินวัฒน์ ไทยแท้, ‘หนู’ – ฐากูร บุญมา, ‘แชมป์’ – คนธรรพ์​ พิทักษ์​พล​ และ ทอมมี่ แฮนสัน (Tommy Hanson)  

        และอย่างที่กล่าวไปนอกจากเรื่องของจำนวนทั้งสมาชิกและเครื่องดนตรีที่ดูน่าสนใจแล้ว แนวทางของวงที่หยิบจับแขนงดนตรีแนว World Music ที่น้อยคนจะรู้จักขึ้นมาก็ดูน่าสนใจยิ่งนัก ว่าแท้จริงแล้วเรื่องราวภายใต้บทเพลง พวกเขาต้องการจะสื่ออะไรกันแน่

        ดังนั้น ในวันนี้ที่พวกเขามีการแสดงโชว์ที่ The Camp Vintage Flea Market เราจึงขอตามติดไปดูพวกเขาบรรเลง World Music กันแบบสดๆ ก่อนที่จะนัดแนะทางวงมาพูดคุยกันต่อหลังการแสดงจบ

 

วงญาณ

 

        หลังจากได้เบียร์คนละกระป๋องกันเป็นที่เรียบร้อย เราและสมาชิกวงก็เริ่มนั่งล้อมกันเป็นวงกลม ประหนึ่งว่านี่ไม่ใช่การสัมภาษณ์ แต่เป็นวงสนทนาย่อมๆ หลังเล่นคอนเสิร์ตจบ วงนี้คนเยอะจังเลยนะครับ เราพูดกึ่งเล่นกึ่งแซวในทีแรกเพื่อหวังว่า นอกจากกระป๋องเบียร์ที่วางตรงหน้าแล้ว คำหยอกล้อนี้จะช่วยละลายและหลอมตัวเราให้กลมกลืนกับสมาชิกวงญาณได้อย่างแนบเนียนขึ้น 

        “จริงๆ ตอนแรกเรามีแค่ 4 คนครับ แต่หลังจากนั้นก็มีนักดนตรีซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นเพื่อนๆ กันเอง เวียนวนเข้ามาร่วมแจมกับเรา คนไหนมีของ อยากลองเสนอก็จะเข้ามา ซึ่งตอนนี้ที่เห็นคือเจน 3 แล้วนะ ก็มีทั้งหมด 9 คนนี้” ย้งเล่าถึงจุดเริ่มต้นวงญาณ ก่อนที่จะมีเสียงแซวจากกิ๊กกี้ต่อท้ายมาว่า “เรียกเป็นเจนอย่างกับวง BNK48 เลยนะ” เรียกเสียงหัวเราะให้วงสนทนาครึกครื้นมากขึ้นไปอีก

        การมีวงคนเยอะแบบนี้ดีไหมครับ เราเริ่มยิงคำถามให้เข้มข้นขึ้นเป็นสัญญาณเตือนพวกเขาเล็กน้อยว่าต่อไปจะเป็นการสัมภาษณ์ 

        “มันก็ดีนะครับ อย่างแรกเลยคือเราจะมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งในแง่ดนตรีและแนวคิดของทุกคน แต่ก็มีข้อเสียเยอะเหมือนกันคือเรื่องเวลา อย่างเราจะซ้อมกันครั้งหนึ่ง กว่าจะนัดกันได้ก็ยากเพราะแต่ละคนก็มีงานประจำกันบ้าง ติดธุระกันบ้าง รวมไปถึงวิธีการทำเพลงด้วยจากเดิมที่เราวางโครงไว้แบบนี้แล้ว พอมีสมาชิกเปลี่ยน ทุกอย่างก็ต้องชะลอลงเพื่อดูว่าสมาชิกใหม่เขาเล่นดนตรีอะไรบ้าง ทดแทนกับสมาชิกคนเก่าได้ไหม ถ้าไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยนแนวทางเพลงใหม่ ซึ่งตรงนี้ก็จะทำให้ทุกอย่างช้าลงมาก”

        นพอธิบายถึงจุดแข็งของการเป็นวงขนาดใหญ่ให้เราฟัง ก่อนที่จะเล่าต่อถึงวิธีการคัดเลือกนักดนตรีเข้ามาเป็นสมาชิกในแบบของเขา

        “ตอบไม่ต้องคิด ง่ายๆ เลยครับ ใครเป็นเพื่อนก็เอามาเล่นหมด (หัวเราะ) จริงๆ สมาชิกแต่ละคนก็มาจากเพื่อนกันอย่างที่ย้งเล่าครับ เราไม่ได้ตั้งประกาศว่ารับมือกีตาร์ รับมือกลอง อะไรแบบนั้น เราแค่จะดูว่าถ้าไอ้เพื่อนคนนี้มันเล่นดนตรีใช้ได้ มันเล่นอะไรเป็นบ้าง วงเราอยากได้ไหม ถ้าตรงตามทิศทางของวงเราก็รับแล้วครับ”

        ดนตรีอะไรก็ได้เหรอ? เราทำหน้างงใส่คนทั้งวง ถึงวิธีการคัดเลือกสมาชิกที่ดูผิดแปลกไปจากการรัสมาชิกวงที่สนใจบุคคลมากกว่าเครื่องดนตรี 

        “ถ้าคุณลองฟังเพลงของพวกเรานะ ก็จะรู้เลยว่าเป็นวงที่ใช้เครื่องดนตรีเยอะมาก แต่ละเพลงก็จะมีเครื่องดนตรีไม่ซ้ำกัน ซีตาร์บ้าง โคร่าบ้าง ปี่ภูไทบ้าง เราเอามาผสมรวมกันเต็มไปหมด ซึ่งถ้าให้นิยามจำกัดความมันคือคำว่า World Music” กอล์ฟเล่าถึงความน่าสนใจของแนวทางดนตรีของวงพร้อมกับให้คีย์เวิร์ดที่ชวนสงสัยอย่างคำว่า World Music ให้เราได้ซอกแซกเลือกที่จะถามต่อ

 

วงญาณ

World Music

        ถึงตอนนี้เราทำได้เพียงแค่นั่งเกาหัวแกร่กๆ ทั้งในวิธีการรับสมาชิกที่แปลกประหลาด แนวทางการสร้างเพลง รวมไปถึงคำจำกัดความแนวเพลงของวงญาณ ที่ทำให้เรารู้สึกมึนงงยิ่งกว่าเรื่องของสมาชิกภายในวงเสียอีก 

        “ถ้าพูดกันแบบตื้นๆ เลย ดนตรีสักแขนงหนึ่งถ้าเกิดได้รับการยกย่องและมีชื่อเสียงจนเป็นที่ยอมรับอย่างมาก เขาก็จะเริ่มเรียกกันว่า World Music แล้วทีนี้ก็จะมีกลุ่มคนบางพวกที่เริ่มเสาะหาแนวดนตรีและเครื่องดนตรีต่างๆ ที่เอามาใช้เป็นหนึ่งในวัตถุดิบ หยิบจับมาผสมกันเพื่อสร้างเป็นงานที่แตกต่างออกมา” โจ้เป็นคนเปิดประเด็นที่มาก่อนเป็นคนแรก ก่อนที่นพจะอธิบายต่อ 

        “แต่มันไม่ได้เกิดอะไรขึ้นใหม่นะ แค่เราหยิบมาผสมกัน เลยกลายเป็น World Music เพราะมันมาจากทุกที่บนโลก ซึ่งเราจำกัดความไม่ได้หรอกว่าคืออะไร ไม่เหมือนแนวเพลงร็อก ที่บอกได้ว่าเสียงกีตาร์แตกๆ แบบนี้ หรือเพลงฮิปฮอป ที่เขาร้องแร็ปมีบีตแบบนั้น World Music ทำไม่ได้มันกว้างมาก”

 

วงญาณ

 

        “ถ้ายกตัวอย่างให้เข้าใจ พูดในมุมมองผมที่เป็นคนอเมริกันนะ ก็จะมองว่าดนตรีไทย หมอลำ หรือดนตรีอินเดีย จะเป็นอะไรที่ล้ำค่ามาก ผมก็จะเรียกว่า World Music แทนคำว่าหมอลำ” ทอมมี่พยายามอธิบายให้เรามองเห็นเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น

        “แล้วเราจะมีการเติมความร่วมสมัยเข้าไปด้วย เพราะเราจะเก็บเกี่ยวดนตรีแบบต่างๆ ใส่ไปกับของที่พวกเราถนัดเช่น บลูส์ แจ๊ซ หรือร็อก” สุดท้ายเป็นกิ๊กกี้ที่กล่าวสรุปถึงความหมายของดนตรีแขนงนี้ ที่ไม่มีขีดจำกัดทางแนวดนตรีใดๆ ทั้งสิ้น

        จนถึงตอนนี้เราเริ่มพยักหน้าเข้าใจคอนเซ็ปต์ของ World Music อยู่บ้าง แต่เราก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมวงญาณถึงเลือกทำเพลงแนวนี้ที่ต้องใช้สมาชิกมากถึง 9 คน และเครื่องดนตรีมากมายหลายสิบชิ้น

        “ต้องบอกก่อนว่า จริงๆ แล้วญาณคือโปรเจ็กต์แยกของเราก่อน มันเกิดจากเรามีไอเดียอันหนึ่งที่ไม่สามารถใช้กับวงประจำได้ ก็เลยเริ่มก่อร่างสร้างญาณมากับเพื่อนในเจเนอเรชันแรกอีก 4 คนขึ้นมา ซึ่งทุกคนมีไอเดียแบบนี้เหมือนกัน ก็ค่อยๆ จับไอเดียมาโยนรวมกัน ทำให้แต่ละเพลงดูแตกต่างกันมาก เพราะจะมาจากไอเดียของสมาชิกหลายคน”

        แบบนี้วิธีทำงานคือใครมีอะไรก็โยนมาเลยเหรอ เราสงสัยต่อจากคำอธิบายของย้ง ว่าวงที่มีสมาชิกถึง 9 คนแล้วยังมีแนวเพลงที่เฉพาะทางมากๆ ในแต่ละเพลงแบบนี้เขาทำงานกันอย่างไร 

        “เราจะเริ่มจากขึ้นโครงเพลงก่อนว่าเพลงนี้จะเล่าด้วยอารมณ์นี้นะ เราจะให้ดนตรีพาไปตามอารมณ์เอง ซึ่งมีทั้งการเตรียมไว้ก่อนแล้ว หรือการอิมโพรไวซ์ก็มี ส่วนเครื่องดนตรีที่เลือกใช้ก็จะดูตามสมาชิกวงว่าใครเล่นอะไรได้บ้าง จะนำมากองรวมกันก่อนแล้วค่อยหยิบทีละอันดูว่ามันเข้ากับอารมณ์เพลงหรือดนตรีชิ้นอื่นไหม” ย้งเล่าถึงขั้นตอนในการสร้างงานของวง

        “คือไม่ได้มีแค่เรื่องอารมณ์เพลง แต่จะมีเรื่องเชิงเทคนิคด้วย เช่น คีย์เสียง เมโลดี้ต่างๆ ถ้าเครื่องดนตรีไหนที่ดูจะทับทางกันอยู่ เราก็จะสับเปลี่ยนไปเรื่อยจนกว่าจะได้อันที่ดีที่สุด” กอล์ฟกล่าวเสริม

        ก่อนที่เราจะพยักหน้าแล้วเอ่ยปากชมถึงความน่าสนใจดนตรีแขนงนี้ อืม… นี่ก็เป็นข้อดีของ World Music นะ หลากหลายดี แต่เห็นพูดถึงอารมณ์ มันคืออารมณ์แบบไหนครับ แล้วเราตั้งค่าอารมณ์สมาชิกทั้ง 9 คนให้ตรงกันได้อย่างไร ซึ่งในส่วนนี้ทุกคนเพ่งสายตาไปที่ทอมมี่ ส่อเป็นนัยว่าคำถามนี้เขาคือคนที่จะตอบได้ดีที่สุด

        “ตอบไม่ได้ครับ (อ้าว เราคิดในใจ) ไม่แน่นอนเลย อารมณ์เพลงจะเปลี่ยนไปตลอด จริงๆ พูดแบบนี้ดูฟุ้งมากเลยนะ มันเหมือนอิมโพรไวซ์กันตลอดเวลา เพราะขนาดเวลาเล่นสดเราก็ยังเปลี่ยนอารมณ์เพลงเลย บางเพลงเป็นเพลงเมลโลใสๆ แต่ถ้าเราเล่นเวทีที่วงร็อกเยอะ เราจะเปลี่ยนดนตรี เปลี่ยนเมโลดี้ให้ร็อกตามอารมณ์ทั้งเราและคนดู ณ ตอนนั้น”

        ถึงตอนนี้เรากลับมาตาใสแป๋วอีกครั้งกับความฟุ้งเฟ้อขนาดนี้ที่มาอยู่ตรงหน้าเรา ตั้งแต่การทำเพลงแบบนี้ มีสมาชิกวงขนาดนี้ ใช้เครื่องดนตรีมากมายแบบนี้ หรือแม้กระทั่งอารมณ์ของเพลง จนบางทีเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตกลงแล้วทางวงต้องการให้คนฟังเข้าใจสิ่งที่เขาทำอยู่หรือไม่ 

 

วงญาณ

World Audience

        “ผมมองว่าเพลงก็คืองานศิลปะอย่างหนึ่ง ในฐานะศิลปินแล้วเราก็ไม่อยากชักจูงให้เขาเข้าใจไปทั้งหมดหรอก ผมว่ามันควรจะมีช่องเล็กๆ ให้คนได้จินตนาการเติมต่อกันไปเองบ้าง” ย้งอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ถึงสิ่งสำคัญที่สุดของสำหรับการสื่อสารจากผู้เล่นสู่ผู้ฟัง ก่อนที่โจ้จะกล่าวเสริมต่อในส่วนนี้ “เพราะจริงๆ แล้วเพลงเราก็มีเรื่องราวทุกเพลง ชื่อเพลงบางเพลงก็ชี้นำไปบ้างอยู่แล้ว แต่เราอยากเปลือยเพลงออกมามากกว่า เราอยากจบแบบปลายเปิด ดูหน้าปกอัลบั้มเราสิ ยังเป็นรูปวาดทั้งเรขาคณิตทั้งการตวัดสีมากมายไปหมด ไม่มีแบบแผนอะไรเลย” 

        “ขอเสริมอีกนิดหนึ่งนะคะ คือเราก็ไม่คาดหวังอยู่แล้วว่าเขาจะต้องชอบทั้งหมดของเรา มันอาจจะมีแค่ 10 วินาทีแรกที่โดนใจเขา แต่ที่เหลือเขาไม่ชอบเลย หรือเขาอาจจะชอบหรือไม่ชอบทั้งหมด ซึ่งเราอยากปล่อยให้การตัดสินใจนี้เป็นของเขาทั้งหมด เราไม่อยากไปชักนำเขา” กิ๊กกี้อธิบายถึงความต้องการที่หวังว่าคนดูจะชอบตัวตนที่แท้จริงของญาณมากกว่าการเสริมแต่งเพื่อเอาใจคนฟัง

        ถ้าทำตาเบลอมองใส่คอนเซ็ปต์นี้ผมว่ามันก็ดูเจ๋งดีนะครับ เรายิ้มและพูดแบบช้าๆ ให้ทุกคนส่งยิ้มกลับมาเพราะรู้ว่าคำต่อไปที่เราจะพูดคือคำว่า แต่… แบบนี้จะขายได้เหรอครับ มันดูเข้าถึงยากมากเลยนะ แบบนี้คนจะฟังกันไหม

        “ผมจะอธิบายตรงนี้ให้เข้าใจง่ายขึ้นเอง” กอล์ฟกล่าวพร้อมยกมือขึ้นมา “วงของเราเหมือนภูเขาน้ำแข็งครับ ในตอนแรกเราก็จะมีคนที่อยู่ในภูเขาเข้ามาฟังเราเต็มไปหมด แต่ผ่านไปสักพักมันจะมีแค่นิดเดียวจริงๆ (ย้ำเสียงตรงนิดสูงๆ อีกสองรอบ) ที่เขาจะเข้าใจสิ่งที่เราเป็น และโผล่พ้นน้ำมาเป็นยอดภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งคนเหล่านี้ก็จะเป็นแฟนคลับที่เข้าใจสิ่งที่เราเป็น แต่จริงๆ ก็ไม่รู้หรอกว่าเขาเข้าใจหรือเปล่า ผมอาจแค่ทึกทักไปเอง (หัวเราะ) แต่เราโอเคกว่าถ้าเขาชอบเราที่เป็นแบบนี้ เราไม่อยากเสียเอกลักษณ์ของตัวเองไป”

        ทำไมล่ะ ไม่เคยคิดจะลองทำเพลงที่อยู่ในกระแสหลักบ้างเหรอ ใส่บีตฮิปฮอป ร้องออโต้จูนกัน เราลองถามออกไปเล่นๆ โดยอ้างอิงถึงเทรนด์ของดนตรีในยุคสมัยนี้ที่ชอบฟังฮิปฮอปกันเป็นส่วนใหญ่

        “เคยครับ” ทอมมี่กล่าวพร้อมยิ้มเขินบริเวณมุมปาก “อย่างตอนไปงาน Big Moutain วงเรามีเล่นข้างเวทีฮิปฮอปซึ่งเราก็เห็นว่าเวทีนั้นใหญ่มาก เสียงดังมาก เราก็รู้สึก โห… อยากทำบ้างว่ะ” ทอมมี่กล่าว ก่อนที่นพจะเสริมว่า “จริงๆ แบบที่ทอมมี่เล่าก็เป็นไปได้นะครับ เพราะเราเป็น World Music เราไม่ได้ยึดติดกับอินดี้หรือแมส เราไม่ได้ทำตัวเหมือนเป็นคนเสาะหาดนตรีดีๆ ตลอด บางทีถ้าดนตรีเข้ามาหาเรา แล้วเราเห็นว่ามันโอเค เข้ากับเอกลักษณ์เรา ก็ทำได้ครับ”

 

วงญาณ

World Opportunity

      แล้ววงญาณไม่อยากทำเพลงให้ตัวเองดังแล้วไปเล่นที่ต่างประเทศบ้างเหรอ เรายิงคำถามที่จริงจังชวนให้ทางวงคิดกันอยู่สักพักก่อนที่จะมีใครสักคนเริ่มโยนคำตอบใส่กลางวงสนทนานี้

        “อันที่จริงวงญาณก็มีงานเฟสติวัลจากต่างประเทศติดต่อเข้ามาบ้างเรื่อยๆ ครับ แต่ติดด้วยวงมีขนาดใหญ่ 9 คน เวลาเดินทางไปต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายสูง รวมทั้งงานประจำของแต่ละคนด้วย ทำให้ปลีกตัวหรือไปทัวร์ลำบาก” นพเริ่มตอบเป็นคนแรก

        “ผมอยากให้มองว่าการไปแสดงดนตรีที่ต่างประเทศนั้นก็เป็นประสบการณ์ร่วมที่ดีของวงมากกว่าครับ” ก่อนที่ย้งจะกล่าวเสริมตามมา “เพราะปกติวงญาณแสดงประจำที่ร้าน Studio Lam ทุกเดือนมา 5 ปีแล้ว และตลอดการแสดงก็มีชาวต่างชาติให้ความสนใจมากมาโดยตลอด เรามีฐานแฟนเพลงชาวต่างชาติเยอะ ด้วยเพราะเพลงเราไม่มีเนื้อร้อง ไม่ต้องใช้ความเข้าใจด้านภาษา อีกทั้งเราอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ที่ที่มีนักท่องเที่ยวมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก จุดนี้ก็เลยไม่ได้ดิ้นรนต้องออกไปแสดงต่างประเทศครับ”

        “พวกเราไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรกับเรื่องแบบนี้นะคะ ทุกวันนี้ก็มีความสุขมากที่ได้มาเล่นดนตรีกับทุกคนแบบนี้ แต่ถ้ามีข้อเสนอดีๆ เข้ามา หรือถ้ามีผู้จัดที่สนใจและมองเห็นวงญาณจริงๆ และพวกเราทุกคนพร้อมก็ยินดีที่จะไปร่วมงานค่ะ” สุดท้ายเป็นกิ๊กกี้ที่กล่าวสรุป

        เพราะมันเป็นโปรเจ็กต์แยกหรือเปล่า ที่ทุกคนไม่ต้องทุ่มสุดตัว เลยทำให้วงเดินหน้าช้าลง เคยคิดไหมครับถ้าเราไม่มีปัญหาเรื่องการงาน เงินทอง หรือเวลา วงจะไปไกลกว่านี้ไหม เราไม่ยอมพวกเขาโดยการยิงคำถามที่หนักแน่นมากขึ้นไปอีก เพราะอยากรู้เหลือเกินว่าภายใต้เพลงของวงญาณที่บรรเลงออกมา ในใจนั้นซุกซ่อนอะไรกันอยู่บ้าง

        “จริงๆ ตอนนี้ก็ไม่ได้เป็นโปรเจ็กต์แยกแล้วนะ” ย้งตอบและยิ้มออกมา “ตอนนี้ผมกระโดดมาทำเต็มตัวแล้ว”

        ก่อนที่นพจะกล่าวเสริมว่า “ทุกวันนี้สิ่งที่พวกเราทำคือทำตัวเองให้พร้อมและรอโอกาสครับ ผมเชื่อว่าทุกคนในวงฝีมือดีมาก ถ้าเราไม่มีปัญหาอื่นๆ มีเวลาประชุมกัน เก็บตัวในบ้านหลังเดียวกัน มีเงินซื้อเครื่องดนตรีดีๆ มีห้องอัดดีๆ ฟังดูเหมือนเป็นเด็กอยากได้ของ แต่มันเป็นเรื่องจริงนะครับ มันสำคัญมากเพราะนี่ก็เป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบ เหมือนกับแนวเพลงที่เราพยายามหา เราอยากได้สิ่งที่ดีและเหมาะสมกับเราที่สุดทุกอย่าง”

        “วีซ่าด้วยครับ ทอมมี่กล่าวในขณะที่ทุกคนทำหน้างงและจ้องไปที่เขา ผมหมายถึงโอกาสในการได้แสดงจริง ทุกวันนี้ก็มีหลายคนทักเข้ามาหาพวกเรา ซึ่งเป็นผู้จัดงานต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เขาเห็นถึงศักยภาพของเรา เขาก็อยากพาเราไปโชว์ของนะครับ แต่อย่างที่บอก ด้วยปัจจัยข้างต้นรวมไปถึงเรื่องวีซ่าของผมที่อาจจะดูไม่เกี่ยวเท่าไหร่ แต่ทั้งหมดคือเราเสียโอกาสครับ ผมมั่นใจว่าถ้าเรามีโอกาสได้โชว์ของจริง ผมว่าวงเราไปได้ไกลกว่านี้แน่นอน”

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กฤตนัย จงไกรจักร

KFC, ฟิลเตอร์สตอรีไอจี และ Tame Impala คือสิ่งที่ทำให้ทุกวันนี้อยากมีชีวิตอยู่

ภาพโดย

ธนดิษ ศรียานงค์

ช่างภาพที่ชอบการเดินทาง แต่จำทางไม่ค่อยได้ นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นหลง