เขย่าศีลธรรมด้วยเพลงฮิปฮอป และถ่ายทอดความวิปลาสของสัตว์ที่ชื่อว่า ‘มนุษย์’ สไตล์ YOUNGGU

The Guest
2 Jul 2020
เรื่องโดย:

กฤตนัย จงไกรจักร

Highlights

 

“เพลงแรกที่เราได้ฟังดันมีประโยคว่า S*ck my d*ck kid, like your daddy did ตอนนั้นเราตกใจกับสิ่งที่เพิ่งได้ยินมาก

       “แต่หลังจากนั้นเราก็เริ่มเรียนรู้ว่านี่คือดนตรีฮิปฮอป เป็นวัฒนธรรมของคนกลุ่มนี้ อนุญาติให้พื้นที่ตรงนี้สามารถปลดปล่อยอารมณ์และอาละวาดด้วยคำพูดที่เปลี่ยนเป็น ‘ไรห์ม’ ได้อย่างเต็มที่ เพราะพอเราคิดแบบนั้น เราก็รู้ไม่รู้สึกว่าหยาบคายอีกเลย เรากลับมองในเชิงการศึกษา เขาคิดอะไร ทำไมเขาถึงพูดออกมาแบบนั้น”

       หมุดหมายแรกในดนตรีฮิปฮอปที่ปลูกฝังให้ ‘พีท’ – พลสิทธิ์ ทวีรัตน์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ YOUNGGU เด็กไทยในสหรัฐอเมริกาได้รู้จักกับดนตรีอันเป็นรากของคนในประเทศนั้น จนมีความฝันว่าจะหยิบวัฒนธรรมที่หลงไหล มาเผยแพร่ในช่วงที่กลับมาเรียนต่อที่ประเทศไทย โดยหวังว่าจะทำให้วงการฮิปฮอปในไทยได้เติบโตเหมือนกับประเทศอื่นบ้าง

       “พอกลับมาอยู่เมืองไทยเราแทบไม่มีเพื่อนเลย มีเพียง 2-3 คนที่เราไปเป่าหู พ่นกระแสฮิปฮอปใส่จนมาหลงใหลตามเรา เหมือนตอนนั้นต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด จะหาเพื่อนชอบดนตรีแบบนี้เหมือนกันยังต้องสร้างขึ้นมา เศร้าขนาดไหน (หัวเราะ) ใช่คำว่า ‘แร้นแค้น’ ได้เลยกับดนตรีประเภทนี้”

       สุดท้าย YOUNGGU ก็ไม่ย่อท้อต่อสิ่งที่ตัวเองกำลังหลงไหล เขายังคงทำต่อไป ยังคงฝึกฝน ยังคงหัดเขียนเพลง จนก่อให้เกิดนิสัยที่ชอบ ‘ทดลอง’ ที่ฝังลึกอยู่ในดีเอ็นเอของตัวเอง หล่อหลอมให้กลายเป็นคนที่กล้าล้มลุกคลุกคลานทดลองไปกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต 

 

YOUNGGU

วงการฮิปฮอปที่สหรัฐอเมริกาแตกต่างจากประเทศไทยที่คุณเห็นหลังคุณกลับมาเรียนต่อไหม

       เหมือนโลกคนละใบเลย ถ้าอยู่ที่อเมริกาเราแต่งตัวสไตล์ฮิปฮอปก็จะเจอแต่งตัวแนวเดียวกันตลอด แต่ถ้าทำแบบนี้ที่ไทยคุณคือตัวประหลาด อย่างเสื้อแนวสตรีทที่ฮิตกันทุกวันนี้ไม่ต้องพูดถึง แทบไม่มีใครรู้จักเลย เราจำได้ว่าตอนนั้นถ้าเจอใครแต่งตัวคล้ายกันจะรู้สึกเหมือนเจอเพื่อนที่พลัดพรากกัน ฮิปฮอปช่วงนั้นแห้งแล้งมากจริงๆ 

       ดังนั้น จะเป็นคนทำตัวประหลาดในสังคมตอนนั้นไม่ได้ ถึงจะมีเพื่อนสไตล์นี้อยู่บ้างจำนวนหนึ่ง แต่เราก็ต้องมีเพื่อนแบบคนทั่วไปเหมือนกัน จะมาติสท์แตกมากเกินไปไม่ได้ เพราะพูดกันตามตรง ถ้าเรามีแต่เพื่อนฮิปฮอปทุกวันนี้ก็คงทำธุรกิจไม่เป็น หากวันหนึ่งเราไม่อยากเป็นแร็ปเปอร์แล้ว จะทำอะไรกิน จะมีเพื่อนที่ไหนคบ 

ถึงจะมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์น้อย แต่คุณยังคงเชื่อมั่นต่อดนตรีฮิปฮอปที่หลงไหลมาโดยตลอดใช่ไหม

       ใช่ เรายังซ้อมแร็ปอยู่เสมอ ตอน 10 ขวบก็เริ่มลองเขียนเพลงดูแล้ว แต่ก็เขียนแบบงูๆ ปลาๆ ใช้การไม่ได้เลย เป็นคำที่ยังจำไม่ได้ว่าเขียนอะไรลงไปบ้าง แต่ก็ลองมาเรื่อยๆ จนมาตัดสินใจอีกทีคือช่วงเลือกคณะในมหาวิทยาลัย แน่นอนว่าพ่อแม่เราไม่เห็นด้วยกับการจะเรียนดนตรีแบบนี้ เราเลยเบนเข็มมาสายธุรกิจแทน ไม่ใช่เราไม่สู้พ่อแม่ แต่ช่วงนั้นตัวเราเองก็ยังไม่มั่นใจเลยว่าดนตรีฮิปฮอปเหมาะกับเราที่สุด ตอนนั้นเราลองทำหลายอย่าง ทั้งแสดงละคร วาดรูป ร้องเพลง ขายของ เป็นช่วงค้นหาตัวเอง 

       อีกอย่างคือเราไม่ได้มองแร็ปเปอร์เป็นอาชีพที่จริงจังขนาดนั้น ไม่ใช่เพราะเราถอดใจ แต่เป็นเพราะเราไม่สามารถมองแบบนั้นได้ ยุคนั้นฮิปฮอปใช้หากินไม่ได้หรอก ถ้าคุณไม่ใช่แร็ปเปอร์อันดับต้นๆ ของประเทศ เลยตัดสินใจเลือกคณะที่ทำให้เราไม่อดตายดีกว่า ส่วนการแร็ปก็ปล่อยให้เป็นงานอดิเรกพอ เพราะในใจตอนนั้นคิดอยู่ตลอดว่าทำอาชีพอื่นดีกว่า 

แต่คุณมาไกลได้ขนาดนี้ คงต้องมีจุดที่ตัวเองหันมาจริงจังกับงานอดิเรกนี้เหมือนกันใช่ไหม

       คงเป็นช่วงเรียนมหาวิทยาลัยที่เราได้เจอเพื่อนคนหนึ่ง เราเห็นเขาใส่หูฟัง แต่งตัวฮิปฮอปดูเท่ดี เลยเดินเข้าไปทัก ซึ่งเขาก็สอนสิ่งที่เกี่ยวกับฮิปฮอปให้เราแทบทุกอย่าง สอนจากเด็กที่เคยแต่งเพลงไม่รู้เรื่องตอน 10 ขวบ จนมีเพลงอยู่ในมิกซ์เทปของ Thaitanium ชื่อเพลง Wanna Be ตอนนั้นดีใจมากๆ พูดแล้วยังขนลุกอยู่เลย มันเหมือนเป็นโอกาสแรกที่ทำให้คนได้รู้จักเรา ยิ่งตอนเห็นชื่อตัวเองอยู่ในอัลบั้มนั้นยิ่งดีใจขึ้นไปอีก ต้องขอบคุณเขาด้วยที่ให้โอกาสตรงนี้แล้วทำให้เราสู้ต่อ

 

 

        หลังจากนั้นเราก็ยังมองว่าเป็นช่วงที่โอกาสเริ่มเข้ามามากว่า ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองต้องจริงจังขึ้น แต่ก็ได้โอกาสลองไปเล่นตามร้านต่างๆ ถามว่ารายได้ดีไหม ตอนนั้นเราคิดว่าเป็นค่าขนมพอ เพราะทำเป็นงานประจำใช้หากินไม่ได้เหมือนเดิม (หัวเราะ) คิดว่าตัวเองมีคนจ้างตั้งแต่อายุยังเข้าผับไม่ได้ แค่นี้ก็เจ๋งแล้ว 

ครอบครัวคุณเห็นด้วยไหมกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ในตอนนั้น

       ไม่ เขาบอกว่าการแร็ปทำให้คนพูดไม่รู้เรื่อง แล้วก็บังคับให้เลิกไปเลย แต่เราไม่ยอมเลยบอกเขาไปตรงๆ ว่าเลิกไม่ได้หรอกชอบขนาดนี้ (หัวเราะ) คือเราก็เคารพพวกเขามาโดยตลอด แต่คงเชื่อเขาทั้งหมดไม่ได้ เราก็มีสิ่งที่ตัวเองรักอยู่ มีสิ่งที่ยังอยากสู้ต่อ เลยต้องมานั่งสมดุลอีกทีว่าควรจะเคารพและเชื่อฟังเขาเรื่องไหน แต่ทั้งหมดนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานของการเป็นคนดีที่ไม่ไปทำให้ใครเดือดร้อนด้วย

       เรื่องธุรกิจเสื้อผ้าก็เหมือนกัน ตอนแรกเขาก็ห้ามปรามไม่ให้ทำ แต่เราก็ดื้อ หาเงินเก็บไปเรื่อยๆ มีเงินน้อยก็ขายเสื้อตามหลังรถไม่กี่ตัวพอ บางทีฝากให้ศิลปินดังๆ เขาช่วยใส่โปรโมตให้ ได้เงินมาก็แบ่งไปขยายธุรกิจกับทำเพลงต่อ 

ตอนที่ใกล้จะเรียนจบคุณรู้สึกเคว้งบ้างไหม เมื่อค้นพบว่าสิ่งที่อยากทำไม่สามารถหาเลี้ยงชีพตัวเองไม่ได้จริงๆ ในตอนนั้น

       กลัวมาก เราทำทุกอย่างเป็นงานอดิเรกมาตลอด ไม่เคยมองเป็นลู่ทางที่จะสามารถอยู่กินกับงานแบบนี้ได้เลย เรามีความฝันก็จริง แต่โลกที่อาศัยอยู่ก็มีปัจจัยหลายอย่างมาดับฝันเหมือนกัน แต่ถึงรู้แบบนี้ก็ไม่ได้บั่นทอนจนเลิกไป ยังคงลองไปเรื่อยๆ หาข้อผิดพลาดแต่ละอย่างว่าทำไมเราถึงอยู่กินกับอาชีพแบบนี้ไม่ได้ ซึ่งวิธีการแบบนี้คือสุดยอดครูที่สอนให้เราเรียนรู้จากการผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ เพื่อให้แข็งแกร่งและเติบโตขึ้นในอนาคต

คุณบอกว่าตัวเองเจ๊งมามากแล้ว แสดงว่าต้องไปลองทำอย่างอื่นมาเยอะเหมือนกันใช่ไหม

       เป็นเซลล์ขายรีสอร์ตของครอบครัว, ทำการตลาดให้กับผับแถวทองหล่อ, เป็นหุ้นส่วนร้านอาหาร, ทำการตลาดให้ร้านไวน์​, เป็น MC, เป็นล่ามอยู่ที่เอ็มโพเรียม, เปิดร้านเนื้อย่าง, เปิดผับที่ตลาดเจเจกรีน, เปิดผับย่านทองหล่อ, เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวบนฟู้ดคอร์ตในห้าง, เปิดร้านตัดผมแถวเอกมัย

       ทั้งหมดนี้ลองมาหมดแล้ว เจ๊งมาหมดแล้ว ถ้ายังเอาไปพูดกันอยู่ว่าเป็นเราสบาย ลองมาทำทั้งหมดแบบนี้ดู (หัวเราะ)

ทำไมถึงต้องทดลองเยอะขนาดนี้ คุณไม่เหนื่อยบ้างเหรอ

       เหนื่อยมาก แต่ที่ไม่เกี่ยงงานเพราะอยากได้เงิน แค่หนึ่งพันบาทก็มีค่าแล้วตอนนั้น พอรวมได้สักหนึ่งหมื่นบาทก็ลองไปสกรีนเสื้อมาขายได้แล้ว จริงๆ ต้องบอกว่าเรายอมทำเพราะเรามีเป้าหมายข้างหน้าวางไว้อยู่ ดังนั้น ถึงจะทำมาแล้วไม่ประสบความสำเร็จเลย เราก็ไม่ได้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอะไร เรามองเป็นบทเรียน ให้ได้ลองและเรียนรู้ว่าผิดพลาดตรงไหน จะได้เอาไปปรับปรุงต่อ 

       เคยลองจะไปทำงานประจำสบายๆ แบบคนทั่วไป แต่ก็กลับรู้สึกว่าไม่มีความสุขเลย เรารู้ตัวดีว่าการค้าขายเหมาะกับตัวเรามากกว่า เลยตัดสินใจแล้วว่าชีวิตหนึ่งขอเลือกทำในสิ่งที่ชอบดีกว่า เราไม่ใช่คนรักงานสบายขนาดที่น่าเบื่อแบบนั้น

แล้วไม่อยากประสบความสำเร็จในแบบ ‘กินหรู อยู่สบาย มีเงินใช้’ เหมือนคนทั่วไปเหรอ

       อยากสิ ใครก็อยากประสบความสำเร็จหมด ทุกคนอยากมีเงินใช้ อยากกินอาหารอร่อยๆ ตามใจปาก แต่เราก็ไม่อยากให้ตัวเองคิดแค่ว่าอาชีพนี้ให้เงินตอบแทนพอไหม ต้องดูด้วยเหมือนกันว่าอาชีพที่สร้างรายได้แบบไหนเหมาะกับตัวเรามากกว่า ที่สำคัญ ต้องถามต่อไปอีกว่าทำแล้วมีความสุขไหม สิ่งเล็กน้อยแบบนี้ควรต้องคำถามกันตั้งแต่ช่วงเริ่มอาชีพเลย โตไปเราจะได้ตัดสินใจชีวิตตัวเองให้ผิดพลาดน้อยลงได้

ถ้าคุณจะมองบั้นปลายชีวิตที่สุขสบายอย่างเดียว มันไม่มีภาพชัดเจนให้คุณมองหรอก หากคุณมองอาชีพในช่วงต้นที่เป็นโครงสร้างของความสำเร็จนั้นไม่ออก เวลาจะทำอะไรเราว่าควรเริ่มลอง เริ่มเรียนรู้ เริ่มผิดพลาดให้หมดก่อน แล้วเราจะได้ตีกรอบให้ตัวเองรัดกุมมากขึ้น จนถึงวันหนึ่งคุณก็จะก้าวขาออกไปในจุดที่ใหญ่ขึ้นด้วยขาที่แข็งแรงมากกว่าเดิม เราเชื่อแบบนั้น

 

YOUNGGU

นอกเหนือจากธุรกิจที่กำลังสร้างตัว ดนตรีฮิปฮอปที่เป็นงานอดิเรกของคุณเป็นอย่างไรบ้าง

       ตอนนั้นเงินที่ได้มาจากธุรกิจ บางส่วนก็เอามาทำเป็นเพลงต่อ ซึ่งคนบางกลุ่มก็ชอบผลงานของเรา แต่ก็มีบางกลุ่มที่เกลียดงานของเราเหมือนกัน บางครั้งเวลาไปเล่นคอนเสิร์ต เราเห็นคนยืนนิ่ง แล้วก็เอาไปคุยกันลับหลังว่าเด็กที่ชื่อ YOUNGGU ก็โอเคอยู่ แต่ไม่เฟี้ยวเท่าไหร่เลย เหมือนคนแร็ปมั่ว แร็ปไม่เป็นมากกว่า ฟังไม่รู้เรื่อง

 รู้สึกแย่ไหมกับสิ่งตั้งใจมากขนาดนี้ แต่กลับมีเสียงตอบรับออกมาไม่ดีเท่าไหร่นัก

       ลองเทียบกับเรื่องธุรกิจที่เราเสียใจเพราะเจ๊งสิ (หัวเราะ) แค่นี้สบายมาก เราไม่ได้ติดใจกับความเห็นเหล่านั้นเลย เราอยากพิสูจน์ตัวเองมากกว่า ถึงวันนี้เขายืนนิ่ง แต่สักวันหนึ่งเราจะทำให้เขาต้องลุกมาเต้นเพลงของเราให้ได้ เลยทำต่อไปเรื่อยๆ ขอแค่อย่ายอมแพ้ไปก่อน ซึ่งก็มาเห็นผลตอนเพลง ‘วิ่งแบบพี่ตูน’ ที่ดังไปทั่วประเทศ

เพลงที่เป็นปรากฏการณ์แบบนี้ของคุณ มีที่มาจากไหน

       เราอยากให้เพลงดังจะได้มีเงินใช้แค่นั้นเอง ซึ่งตอนทำเราก็ไม่รู้เลยว่าเพลงจะมาไกลขนาดนี้ ถามว่ากลัวพี่ตูนฟ้องไหม เราตอบเลยว่าโคตรกลัว (หัวเราะ) ตอนทำเพลงเสร็จเราดองเอาไว้ตั้ง 3 เดือน ไม่ยอมปล่อยจนเกือบทิ้งไปแล้วด้วยซ้ำ เพราะตอนแรกเนื้อหาหยาบคายมาก แล้วเราเป็นใครก็ไม่รู้ที่เอาสิ่งที่เขาตั้งใจทำมาพูดแบบนี้         

       แต่อีกใจหนึ่งเราก็รู้สึกว่าเพลง วิ่งแบบพี่ตูน คือความน่าสนใจที่แปลกใหม่ของวงการฮิปฮอป เพลงง่ายๆ ที่เริ่มจากความสงสัยว่าระยะทางที่พี่ตูนวิ่งไกลขนาดไหน แค่นี้แต่กลับโดนใจมาก เพราะเราไม่เคยเจออะไรแบบนี้ในวงการมาก่อน และไม่คิดว่าใครจะได้เจอด้วย เพราะคงไม่มีใครกล้าทำ 

       เราจึงรู้ทันทีว่าอย่างไรก็ต้องลองดู ถ้าไม่ดีก็ลบเพลงทิ้งแล้วขอโทษไปตามเรื่องราว แต่เราเชื่อว่าต้องดีกว่าการกลัวจนไม่ยอมปล่อยเพลงแล้วมานั่งเสียดายทีหลังแน่นอน ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาดูเหมือนจะคุ้มค่ากับความเสี่ยงครั้งนี้อยู่เหมือนกัน (ยิ้ม)

คิดว่าคนฟังชอบอะไรในเพลงนี้ของคุณ

       หลักๆ เลยคือความแปลก เราว่าคนเบื่อเพลงแบบเก่าที่ซ้ำซากเกินทนแล้ว พอเจออะไรแปลกๆ ที่ดูโง่และง่าย มีท่อนฮุกพูดซ้ำแบบนี้พวกเขาคงชอบกัน ซึ่งเราก็ตั้งใจไว้ให้เป็นแบบนั้น เราอยากให้ท่อนฮุคของเพลงจำได้ อยากให้ติดปากจนเกิดการพูดต่อกันทั้งไปเมือง 

       เราอยากให้เพลงของเราง่ายถึงขนาด ถ้าคุณเข้ามาฟังเพลงเราครั้งแรก ท่อนต่อไปคุณก็ร้องตามได้แล้ว บางเพลงแค่ตะโกน ‘พ่อ*าย’ ก็ร้องได้ทั้งเพลงเลย โง่และง่ายมากๆ (หัวเราะ)

หลายคนบอกว่าคุณกำลังทำเพลงแนวตลาดล่าง บ้างก็ว่าทำเพลงแมสเกาะกระแสต่างๆ คุณคิดเห็นอย่างไรบ้าง

       ถ้าเราเก่งขนาดทำเพลงแมสได้ทุกเพลงจริงๆ ป่านนี้เราคงรวยจนเลิกทำงานไปแล้ว (หัวเราะ) ส่วนเรื่องตลอดล่าง-ตลาดบน เราไม่ได้มองแบบนั้นเลย เรามองแค่ว่าคนไทยชอบอะไรที่สนุก ซึ่งคนไทยชอบแบบโจ๊ะๆ ไปคอนเสิร์ตขอแค่ได้เต้นก็สนุกกันแล้ว 

       ดังนั้น จะบอกว่า YOUNGGU ทำเพลงขายเพลงตลาดล่าง ตลาดบน ตลาดซ้าย ตลาดขวา เราไม่สน เราขายทุกตลาด เราอยากดัง เราอยากรวย เราต้องเป็นได้หมดทุกอย่างในทุกสถานการณ์ ถ้าเราแข็ง เราเข้ากับใครไม่ได้ มีอยู่แค่สไตล์เดียวคงน่าเบื่อตาย อย่างเรานี่เป็นได้ทุกรูปแบบ จะให้แร็ปเพลงรักก็ทำให้ได้ จะให้แร็ปเพลงด่ากราดก็ทำได้เหมือนกัน 

       แต่คนที่เคยฟังเพลงของเราที่เกี่ยวกับเซ็กซ์และผู้หญิงอย่างเดียว ก็ทึกทักกันไปว่าเราเป็นคนหยาบคายไปแล้ว เพลงรักก็มีทำไม่ไปฟัง เพลงพวกนั้นบางทีร้องเสร็จเราถึงขั้นร้องไห้เลย แต่พวกคุณไม่ฟังกันเอง แล้วยิ่งมาฟังเพลงหยาบคายแบบที่เข้ามาต่อว่ากันเยอะๆ เราก็ยิ่งอยากทำต่อ

       อีกอย่างคือเราไม่ใช่คนรังเกียจงานที่พูดถึงเรื่องเพศ พูดกันตามตรงสิ่งเหล่านี้คือชีวิตของมนุษย์ ทุกคนมีความรู้สึก มีอารมณ์ทางเพศ เราจึงแสดงออกความรู้สึกแบบนั้นไปตรงๆ บางครั้งเวลามีอารมณ์แบบอื่นเราก็ทำเพลงอีกแบบ อยากไปเที่ยวญี่ปุ่นก็ทำเพลง ชิบูย่า โกรธใครมาก็ทำเพลง ANTI AUTO-TUNE วิธีการทำเพลงแทบไม่ต่างกันเลย

       แต่ถ้าจะถ่ายทอดอารมณ์ไหนก็ต้องทำต้องทำให้สุด ถ้าจะพูดเรื่องเพศแล้วจะบอกว่า ‘เลีย**’ มันก็ต้องชัดเจนว่าจะพูดถึงการเลียอวัยวะเพศ ต้องอธิบายให้สุด อย่ามาก้ำกึ่ง เพราะทำแบบนี้ที่ตัวเองไม่ชอบและสังคมก็ไม่ชอบ ก็ไม่รู้จะทำไปทำไมเหมือนกัน แร็ปเปอร์มีแค่ 16 บาร์ ต้องโชว์พลังออกไปให้หมด ถ้ามัวแต่กั๊กไม่มีใครเขาฟังหรอก นี่คือฮิปฮอปที่เรารู้จักมา ฮิปฮอปคือการแสดงออก คือการพูดในสิ่งที่ไม่ผิดกฎหมายหรือไปทำร้ายใคร 

       ที่สำคัญสิ่งที่เราพูดในเพลงเป็นเรื่องธรรมชาติมาก คนเราเกิดมาเพื่อผสมพันธุ์กันทั้งนั้น ทุกวันนี้ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว เราจะยังใช้ชีวิตในแบบที่ต้องขโมยหนังสือโป๊พ่อมาดูถึงจะเข้าใจเรื่องเพศศึกษาจริงเหรอ ต้องเริ่มกล้าพูดและกล้าแสดงออกเรื่องนี้กันตรงๆ ได้แล้ว 

 

YOUNGGU

รวมไปถึงเรื่องคำหยาบ กับที่มีประเด็นในเพลง วิบวับ  ของคุณด้วยใช่ไหม

       โห ดราม่านี้เราเครียดไปช่วงหนึ่งเลย ตอนได้อ่านความเห็นของคนอื่นก็เสียใจเหมือนกัน แต่อีกมุมเราก็เข้าใจเหมือนกันว่าเขามีสิทธิ์ที่จะพูด เลยไม่ได้ไปโต้เถียงอะไรกลับ แต่ถ้าจะให้พูดตอนนี้จริงๆ เราคิดว่าสังคม ณ ตอนนั้นยังไม่เข้าใจฮิปฮอปอย่างถ่องแท้ขนาดนั้น

       ก่อนอื่นพวกเราต้องยอมรับกันตามตรงก่อนว่าฮิปฮอปไม่ใช่วัฒนธรรมของประเทศไทย เราไปอ้างอิงมาจากต่างประเทศ เราไปเสพมาจากฝั่งอเมริกาและเอามาใช้ตาม ดังนั้น วิธีการพูดก็อ้างอิงมาจากวัฒนธรรมต่างประเทศเหมือนกัน คุณอาจคิดว่าสิ่งที่แร็ปเปอร์ไทยพูดกันน่ากลัวมาก แต่ถ้าลองไปฟังสิ่งที่ฮิปฮอปที่ประเทศอื่นเขาพูดกัน ทั้งเรื่องยา เรื่องความรุนแรง เรื่องคดีความเต็มไปหมด ซึ่งเราคิดว่าทุกคนมองเป็นอารมณ์ที่ศิลปินพยายามถ่ายทอดออกมา ซึ่งควรจะต้องมองข้ามศีลธรรมไปบ้างเหมือนกัน

       เราไม่ได้ทำเพลงให้เด็กฟัง และเราก็ห้ามเด็กฟังไม่ได้ เหมือนเราตอน 10 ขวบที่ฟังเพลงแล้วเจอแต่คำหยาบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอนาคตของเราจะโตมาเป็นปัญหาของสังคม เราไม่ได้จับมือเขาแล้วบอกว่าต้องเป็นคนเลวหรือต้องไปทำร้ายคนอื่น แต่เรากำลังถ่ายทอดสิ่งที่รู้สึกออกมาให้คนรับรู้ ไม่ใช่ให้ไปทำตาม เราอยากให้มองเป็นมุกเสียดสี (Dirty Joke) ที่เป็นอีกหนึ่งช่องทางให้คุณได้เสพดนตรีอีกรูปแบบหนึ่งดูบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีคนไม่ชอบ เแต่ก็ป็นสิ่งที่เราเข้าใจและยอมรับมานานแล้ว  

คุณมองว่างานศิลปะอย่างบทเพลง ควรอยู่เหนือศีลธรรมอันดีของสังคมไหม

       ศิลปะควรอยู่เหนือศีลธรรมไหม เราอยากให้หลายคนลองตั้งคำถามและหาคำตอบกันเอง แต่สำหรับเรางานศิลปะไม่ควรโดนกีดกันเพียงเพราะมีเนื้อหาหยาบโลน แบบนี้ดูตัดสินเพียงผิวกันไป ลองพยายามทำความเข้าใจกันหน่อยไหมว่าคำหยาบที่ได้ยินทำไมถึงคิดว่าหยาบ ทำไมเพลงนี้ถึงต้องมีคำหยาบเหล่านี้ แล้วเขาจะสื่ออะไรออกมาอยากให้ลองคิดกันต่อไปเรื่อยๆ ดู            

       เราไม่ได้บอกว่าทำเพลงหยาบแปลว่า ‘ดี’ อย่าเพิ่งเข้าใจกันผิด ทำเพลงหยาบแล้วเด็กเอาไปทำตามก็ไม่ดี ต้องห้ามปราม หรือถ้าผู้ใหญ่ฟังแล้วรับไม่ได้ก็เลิกฟังไปเลยคุณเลือกได้ เราไม่เคยห้าม และคุณก็ไม่สามารถห้ามเราที่จะผลิตผลงานสะท้อนความจริงอย่างหนึ่งสังคมแบบนี้ออกมาได้ด้วยเหมือนกัน 

ศิลปินต้องสร้างเพลงที่จรรโลงใจสังคม คุณเห็นด้วยกับประโยคนี้ไหม

       เห็นด้วยและเรามองว่าเป็นสิ่งที่ควรทำด้วยซ้ำ แต่ไม่ควรเป็นสิ่งที่จะต้องบังคับให้ศิลปินทุกคนทำ ถ้าเราทำเพลงห้ามใช้ถุงพลาสติกตลอดไปจะมีคนฟังไหม เราก็ไม่ได้เดินเก็บขยะทุกวัน ไม่ได้อินกับเรื่องแบบนี้เลย แต่เราก็ไม่ได้ไปห้ามคนอื่นทำ ใครอยากทำก็ทำมาเลย ถ้าดีเราก็สนับสนุนด้วย แต่ตัวเราชอบทำเพลงแนวอื่นมากกว่า 

จากนี้ไปคิดว่าจะยังอยากทำเพลงที่อาจมีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นอีกไหม

       ใครจะอยากให้มีปัญหาเข้าตัว (หัวเราะ) เราไม่อยากให้คนออกมาด่าเราแบบนี้ พอโดนแล้วรู้สึกว่าตัวเองเสียสุขภาพจิตมาก ทุกวันนี้ขอแค่ตั้งใจทำเพลงแบบ YOUNGGU ให้คนที่ชอบ YOUNGGU ฟังพอ คงไม่คิดว่าจะเปลี่ยนแนวเพลงเพราะเรื่องที่ผ่านมาหรอก แต่ถามว่าอยากทำต่อไหม อันนี้ตอบไม่ได้ เป็นเรื่องของอนาคต ถ้าอยากทำก็คงได้เห็นกัน แต่ถ้าไม่อยากทำเพลงแล้วก็ออกไปขายของ ทำอย่างอื่นตามเรื่องตามราว 

แสดงว่าวันหนึ่งคุณอาจเลิกเป็นแร็ปเปอร์เลยใช่ไหม

       ใช่ ทุกวันนี้เราก็มองเป็นอาชีพหนึ่งในช่วงชีวิตนี้ ถ้าให้เราเลิกทำตอนนี้ก็ทำได้เลย ออกไปขายเสื้อผ้าอย่างเดียวก็ได้ (หัวเราะ) ทุกวันนี้ถ้าให้เขียนใบสมัครเราเขียนอาชีพประกอบธุรกิจส่วนตัวมากกว่า ซึ่งไม่ใช่แค่ขายเสื้อผ้า เพลงที่ทำอยู่ก็ทำเป็นธุรกิจ คุณลองสังเกตสิ มิวสิกวิดีโอของ YOUNGGU ทุกคนใส่เสื้อผ้าของ Pretty Boy Gear ทุกคน เราเป็นนักธุรกิจที่มาพร้อมกับการตลาด เราไม่ได้เดินมาในฐานะแร็ปเปอร์ที่มีความฝันยิ่งใหญ่ขนาดนั้น

         

YOUNGGU

ถ้าเกิดคุณตายวันพรุ่งนี้เลย คิดว่าจะเสียดายชีวิตไหม

       เราเป็นคนไม่มีความฝันเลย ความฝันเดียวคือการมีเงินมากพอจนไม่ต้องทำงาน มีบ้านสงบๆ ที่ไหนสักแห่ง นั่งหายใจทิ้งไปวันๆ ไม่ต้องขยับตัว แบบนั้นคือความฝันของเรา ฝันที่เลือกได้ว่าจะทำหรือไม่ทำงานตอนไหนก็ได้ แล้วแต่ใจอยาก

       ทุกวันนี้บอกน้องในทีมแล้วว่า “ถ้ากูตายไป ฝากปล่อยเพลงที่เหลือด้วย” เราคุ้มแล้วกับการมีชีวิตครั้งนี้ ได้หยาบคายขนาดนี้ ถูกโดนด่าขนาดนี้ (หัวเราะ) ที่สำคัญคือเราได้เข้าไปเขย่าวงการฮิปฮอปได้จริงๆ แล้ว เหมือนความหมายบางอย่างของชีวิตลึกๆ ทีอยากเปลี่ยนโลกได้บรรลุไปเรียบร้อยแล้วเหมือนกัน

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

กฤตนัย จงไกรจักร

KFC, ฟิลเตอร์สตอรีไอจี และ Tame Impala คือสิ่งที่ทำให้ทุกวันนี้อยากมีชีวิตอยู่

ภาพโดย

กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

หัวหน้าช่างภาพกอง a day BULLETIN