ป๋าเต็ด: บทสนทนาว่าด้วยเรื่องความเข้าใจ คนรุ่นใหม่ และความหมายของชีวิตที่ตกผลึก

The Conversation
16 Mar 2020
เรื่องโดย:

ชยพล ทองสวัสดิ์, ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

Highlights

ย้อนกลับไปกว่าสามสิบปีก่อน ‘เต็ด’ – ยุทธนา บุญอ้อม ดีเจหนุ่มไฟแรงนั่งประจำการอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก เบื้องหน้าเขาคือไมโครโฟนสำหรับส่งเสียงตามสายสู่คลื่นวิทยุ จอคอมพิวเตอร์ และแผงหน้าปัดคอนโทรลเลอร์ ที่คอมีเฮดโฟนคล้องอยู่ เทปและซีดีจากศิลปินมากมายกองพะเนินอยู่รอบกาย กลิ่นอายของบรรยากาศยุคเก้าศูนย์อบอวลไปทั่วห้องที่มีป้าย On Air แปะอยู่เหนือประตูทางเข้าด้านหน้า

        ตลอดระยะเวลาของการเป็นนักจัดรายการวิทยุที่คลื่น Hot Wave ดีเจเต็ดมีโอกาสสัมภาษณ์ศิลปินมากมายที่แวะเวียนมาพูดคุย และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสุขส่วนตัวที่ได้ทำหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้นสู่ผู้ฟัง ต่อยอดมาสู่การสร้างคลื่น Fat Radio เวทีปล่อยของสำหรับเพลงอินดี้ไทย ก่อนที่ชีวิตจะพาเขาผันตัวสู่การเป็นผู้จัดคอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรีอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ที่ผู้คนในแวดวงดนตรีต่างนับถือ และเรียกติดปากว่า ‘ป๋าเต็ด’ 

        ถ้าเปรียบเป็นจังหวะดนตรี ชีวิตของป๋าเต็ดเรียกได้ว่าสนุก และมีสีสันมาอย่างสม่ำเสมอ

        ในช่วงวัยห้าสิบ ประสบการณ์ ความสนใจ และมุมมองที่มีต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันจุดประกายให้เขาลุกขึ้นมาสร้างสรรค์รายการอย่าง ป๋าเต็ดทอล์ก ที่มีรูปแบบการพูดคุยแบบ Deep Conversation หรือการสนทนาเชิงลึก ฉีกกรอบการทำรายการบนโลกออนไลน์ที่ว่ากันว่าต้องสั้นกระชับ ด้วยความยาวแต่ละตอนร่วมชั่วโมง 

        แต่ในความเป็นจริง ความยาวกลับเป็นข้อดีที่ทำให้ผู้ชมต่างสมัครใจดู และได้ทำความเข้าใจเรื่องราวของผู้ถูกสัมภาษณ์อย่างลึกซึ้ง รอบด้าน ด้วยคำถามที่ทุกคนอยากรู้ ก่อให้เกิดฟีดแบ็กที่น่าสนใจมากมายในโลกออนไลน์ หลายครั้งต่อยอดสู่การถกเถียง และสร้างมุมมองใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น

        การเกิดขึ้นของ ป๋าเต็ดทอล์ก อาจเป็นเพียงจุดเล็กๆ ในยุคสมัยที่ความเข้าใจเป็นสิ่งขาดพร่องในสังคมไทย การปะทะกันของความคิดหรือช่วงวัยเกิดขึ้นมากมาย แต่มันก็มีเสียงดังพอที่จะส่งออกไปบอกในวงกว้างได้ว่า ท่ามกลางความแตกต่างหลากหลาย ‘การทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน’ น่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญ และ ‘การพูดคุยกัน’ ก็เป็นเครื่องมือที่มีพลังพอจะสร้างสิ่งนั้นให้เกิดขึ้นได้ adB จึงอยากชวนป๋ามาสนทนาถึงความท้าทายใหม่ มุมมองที่มีต่อปรากฏการณ์รอบข้าง และสิ่งสำคัญที่ค้นพบในช่วงวัยนี้

        ไฟสัญญาณที่ป้าย On Air สว่างขึ้น ป๋าเต็ดพร้อมให้สัมภาษณ์ในอีก 

        สาม… สอง… หนึ่ง

 

ป๋าเต็ด

คุณเคยบอกว่าแกนของรายการ ป๋าเต็ดทอล์ก เป็นรูปแบบ Deep Conversation เพื่อทำความเข้าใจคู่สนทนา ทำไมเรื่องความเข้าใจถึงกลายเป็นความสนใจของคุณในช่วงนี้ 

        ตอนนี้เราทุกคนอยู่ในยุคโซเชียลมีเดีย ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นเครื่องมือที่ดีมากในการสื่อสารแลกเปลี่ยนความเห็นกัน แต่น่าแปลกที่กลับกลายเป็นว่าโซเชียลมีเดียทำให้เราทะเลาะกันมากขึ้น เราโพสต์มากกว่าเราอ่าน เราแสดงความเห็นของตัวเองมากกว่าทำความเข้าใจความเห็นของฝ่ายอื่น มันเป็นกับทุกเรื่องเลย โซเชียลมีเดียกลายเป็นดาบสองคม ซึ่งดูเหมือนว่าคมหนึ่งตอนนี้มีประสิทธิภาพมากกว่าอีกคมหนึ่ง ทีนี้ในฐานะที่ผมเรียนมาทางด้านนี้โดยตรง และอาชีพของผมคือการเป็นนักสื่อสารมวลชนมาโดยตลอด ดังนั้น ผมรู้สึกว่ามันเป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องสร้างความเข้าใจให้กับสังคม 

        ดังนั้น สิ่งที่ผมทำได้หรือถนัดที่จะทำก็คือเรื่องของการสัมภาษณ์ เนื่องจากอาชีพแรกของผมในฐานะนักสื่อสารมวลชนคือเป็นคนทำรายการวิทยุ เป็นดีเจ เป็นคนจัดรายการ ผมต้องสัมภาษณ์ศิลปินมากมายในช่วงแรกของชีวิตนักจัดรายการของผม พอมาระยะหลังที่ผมหันมาทำคอนเสิร์ต และไม่ค่อยได้ทำสิ่งนี้ ผมก็รู้สึกคิดถึง และคิดว่า โอ้โฮ การทำรายการ ป๋าเต็ดทอล์ก นี่มันยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลย ได้ทำสิ่งที่คิดถึง ได้ทำสิ่งที่รัก และก็เชื่อว่ามันก็อาจจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม ณ วันนี้ ที่ต้องการการพยายามทำความเข้าใจกันมากขึ้น 

        ผมพยายามให้ผู้ฟังได้ทำความเข้าใจการทำรายการในแบบ Deep Conversation รูปแบบรายการออนไลน์แบบยาว ซึ่งมันค่อนข้างจะขัดแย้งกับความเชื่อของคนทำรายการออนไลน์ทุกวันนี้ ทุกคนเตือนหมดว่ามันยาวไป มันไม่ควรเกิน 7-10 นาที คือผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะไปแย้งเขา เพราะความรู้เรื่องรายการออนไลน์ผมน้อย ผมรู้เพียงแค่อย่างเดียวว่าผมคุยสั้นไม่เป็น มันมีเรื่องต้องถามเยอะ จึงต้องค่อยๆ ทำความเข้าใจในหลายๆ เรื่อง ถ้าบริบทไม่พอ ผมกลัวว่าจะได้ข้อมูลไม่ครบ ก็เลยกลายเป็นรายการยาวอย่างที่ได้เห็นกัน

หลังจากทำมาสามซีซัน คุณได้เรียนรู้อะไรบ้าง

        ในซีซันแรกเป็นซีซันแห่งการทดลองและฝึกงานในส่วนตัวผม เพราะผมไม่ได้สัมภาษณ์คนมานาน ผมไม่เคยทำรายการออนไลน์มาก่อน มันจึงว่าด้วยการเรียนรู้ ต้องถ่ายทำอย่างไร ต้องตัดต่ออย่างไร และควรจะเรียบเรียงคำถามอย่างไร ส่วนการที่ซีซันแรกเลือกสัมภาษณ์ศิลปินฮิปฮอปอย่างเดียว เพราะผมเห็นว่าศิลปินฮิปฮอปประสบความสำเร็จมากในยุคนี้ แต่โดยส่วนใหญ่ผมรู้จักไม่กี่คนเอง ก็เลยอยากทำความรู้จัก และอยากทำความเข้าใจพวกเขาไปในตัว

        หลังจากที่ซีซันหนึ่งจบ เราก็มาดูว่าได้บทเรียนอะไรบ้าง เราทำอะไรถูก ทำอะไรผิด เราปรับปรุงอะไรได้บ้าง จึงเป็นที่มาของซีซันสองที่เห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นการเรียบเรียงเรื่องราวที่จะคุย การตัดต่อ มุมกล้อง วิธีการถ่ายทำ เปลี่ยนใหม่หมดจากซีซันที่หนึ่ง ที่สำคัญมากก็คือการเลือก subject เพราะซีซันที่สองเราตั้งใจว่า ป๋าเต็ดทอล์ก จะต้องถูกนำเสนออย่างแพร่หลายมากขึ้น เราเลยเลือก subject ที่เชื่อว่ากลุ่มคนฟังของผมน่าจะอยากรู้มาก คือ Silly Fools และ Big Ass และก็ประสบความสำเร็จเกินกว่าที่คาดคิดไว้ ทั้งยอดฟอลโลเวอร์ ยอดวิว ฟีดแบ็กที่กลับมา ความจริงที่ผมได้มานั่งพูดคุยอยู่ตอนนี้ ก็น่าจะมีผลมาจากซีซันสองนี่แหละ 

        ซีซันสองผู้คนส่วนใหญ่จะจดจำว่า ป๋าเต็ดทอล์ก คือรายการสัมภาษณ์วงแตก ซึ่งเราไม่อยากให้เป็นแบบนั้น ฉะนั้น ซีซันสามจึงว่าด้วยเรื่องการบาลานซ์เพื่อไม่ให้คนเข้าใจผิด ทำอย่างไรจึงจะทำให้มีผู้คนเข้าใจเรามากขึ้นว่า ป๋าเต็ดทอล์ก สามารถพูดคุยกับศิลปินที่หลากหลายได้ ดังนั้น ซีซันสามแขกรับเชิญจะมีทุกรูปแบบเลย

ประสบความสำเร็จแบบนี้ คุณวางแพลนสำหรับซีซันถัดไปอย่างไร

        ตอนนี้เราแพลนรายการไปอีกสามสี่ซีซันแล้ว ทั้งหมดทั้งปวงเพื่อจะนำไปสู่จุดที่สร้างความเข้าใจให้กับคนในมุมกว้างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ คือในที่สุดผมอาจจะไม่จำเป็นต้องสัมภาษณ์นักร้องด้วยซ้ำไป ผมอาจจะสัมภาษณ์ใครก็ได้ คนทำงานในแวดวงไหนก็ได้ ตราบใดที่เขามีเรื่องที่ควรจะทำความเข้าใจ และผมสามารถที่จะสร้างความเข้าใจนั้นไปพร้อมกันได้

คนอยากรู้มากว่าคุณมีวิธีดีลกับคนที่น่าจะมาสัมภาษณ์ยากได้อย่างไร โดยเฉพาะกับเรื่องที่ละเอียดอ่อน คุณมีวิธีพูดหรือทำความเข้าใจอย่างไรให้เขายอมมาให้สัมภาษณ์

        อย่างที่บอกคือผมประกอบอาชีพเป็นดีเจ สิบปีแรกของการทำงานผมสัมภาษณ์เยอะมาก หัวใจหนึ่งของการสัมภาษณ์ที่ผมเรียนรู้มาโดยตลอดคือ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเป็นผู้สัมภาษณ์ที่ดีคือความน่าเชื่อถือ สิ่งที่จะทำให้ผู้ถูกสัมภาษณ์เขาพูดในเรื่องที่ละเอียดอ่อนที่สุด เรื่องที่เปราะบางที่สุด คือเขาจะพูดต่อเมื่อเขาไว้ใจผู้ที่สัมภาษณ์เขา ดังนั้น สิ่งที่ผมพยายามทำกับแขกรับเชิญของผมทุกคน คือทำให้เขาไว้ใจผม และให้เขาเชื่อได้ว่าผมมาด้วยปรารถนาดี ผมไม่ได้ต้องการที่จะสร้างดรามา เรียกวิว ผมอยากเข้าใจในเรื่องที่อาจจะมีคนไม่เข้าใจเขาเยอะ เข้าใจผิด หรือเข้าใจไม่หมด ผมมาเพื่อที่จะให้เขาได้พูดในสิ่งที่เขาอาจจะไม่ค่อยได้มีโอกาสพูด หรือไม่ค่อยได้มีโอกาสชี้แจง ซึ่งอันนี้จะเห็นได้ว่ามันเกี่ยวพันกับการที่รายการต้องยาวมาก คือถ้ารายการไม่ยาว บริบทจะมาไม่ครบ ในการที่เขาจะพูดเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก บางทีถ้าเรารู้แบ็กกราวนด์เขามากพอ เรื่องที่แม้แต่โคตรจะละเอียดอ่อนจะกลายเป็นที่เข้าใจได้มากทันที ในทางตรงกันข้าม ถ้าผมคุยยาว แต่ตัดเหลือเฉพาะส่วนที่ผมอยากได้ ตรงนี้จะทำให้คนไม่อยากให้สัมภาษณ์ เพราะพูดไปแทบตายเขาเอาไปแค่ประโยคเดียว หรือบางทีถูกคนแคปไปใช้เฉพาะแค่บางจุด ซึ่งผู้สัมภาษณ์ก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นแบบนั้น แต่มีคนที่ปรารถนาไม่ดีในการทำสิ่งนั้น ไม่ว่าจะโดยรู้เท่าถึงการณ์หรือไม่ถึงการณ์ก็ตาม

ที่คนชอบแซวว่า ‘ต้องเป็นระดับป๋าเต็ดเท่านั้นถึงจะทำแบบนี้ได้’ มีส่วนมากน้อยขนาดไหน

        ผมอาจจะมีข้อได้เปรียบในการที่ผมอยู่ในวงการนี้มานานสามสิบปี ในซีซันสอง ทั้ง Silly Fools และ Big Ass ผมสัมภาษณ์มาหมดแล้ว ตั้งแต่เขายังเพิ่งเริ่มต้นในวงการด้วยซ้ำไป และมีความสนิทสนมส่วนตัวในฐานะผู้อยู่ในวงการเดียวกันมาพอสมควร แต่ถึงกระนั้นก็ตามผมต้องทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ตอนที่เราติดต่อไป เราบอกเขาหมดว่าจะถามเรื่องอะไร ผมต้องเริ่มต้นด้วยคนที่ยากที่สุดก็คือคุณโต เพราะคุณโตไม่ค่อยได้ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้บ่อยนัก และมีเรื่องละเอียดอ่อนอยู่ในหัวข้อที่จะคุยกับเขามากมาย ดังนั้น เราจะบอกเขาหมดว่าจะสัมภาษณ์เรื่องอะไร ให้ดูลิสต์คำถามหมด นอกจากนั้นผมจะบอกโตด้วยว่า หลังจากสัมภาษณ์เขา ผมจะไปสัมภาษณ์สมาชิกคนอื่นของ Silly Fools ด้วย ถ้าโตโอเค เราก็ไปคุยกัน ระหว่างสัมภาษณ์เราก็จะบอกกับเขาตลอดเวลาว่า ถ้าคำถามไหนไม่สบายใจ คุณไม่ต้องตอบก็ได้ และเราจะเข้าใจ ไม่โกรธเลย สัมภาษณ์เสร็จ ตัดต่อเสร็จ เราส่งให้เขาดูอีกรอบเพื่อจะให้เขาตรวจสอบก่อนออกอากาศ 

        พอเราเริ่มต้นที่ subject ที่ยากที่สุดคือ Silly Fools แล้วมีกระบวนการอย่างที่เล่าไป ทุกคนก็สบายใจ ไม่ได้พูดเข้าข้างตัวเอง แต่ผมเชื่อว่ารายการที่ออกมามันสร้างความเข้าใจได้ไม่มากก็น้อย มันยิ่งส่งผลให้หลังจากนั้นเวลาผมติดต่อใครไป เขาจะไว้ใจผม เขาจะรู้ว่านี่คือวิธีการทำงานของเรา เราไม่ได้พยายามจะมาฉวยโอกาสจากเรื่องดรามาที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากการพูดคุยกับเขา

พูดถึงความสนิทสนม บางทีเราก็ไม่รู้ว่าจะคุยหรือถามเรื่องอะไรกับคนที่เราสนิทมากๆ เหมือนกันนะ

        (หัวเราะ) บางทีความสนิทอาจทำให้เรารู้สึกว่าเรารู้เรื่องของเขาหมดแล้ว และไม่รู้จะถามอะไร แต่ว่าในฐานะเป็นคนสัมภาษณ์ เรากำลังทำหน้าที่แทนคนดู แทนคนอ่าน แทนคนที่ไม่ได้สนิท เพราะบางเรื่องที่เราคุยในฐานะเพื่อนสนิท เราก็ไม่ควรเอามาเผยแพร่ ดังนั้น ถึงแม้ว่าผมจะสนิทกับ Big Ass และ Silly Fools มากแค่ไหน ในการทำงานผมจะให้เด็กๆ รุ่นใหม่เป็นคนลิสต์คำถาม เป็นคนรีเสิร์ช เป็นคนตัดต่อ ดังนั้น เขาจะทำหน้าที่ในฐานะคนที่ไม่รู้จัก คำถามก็จะมาจากการที่เขาไม่รู้จัก พอเขาลิสต์มา ผมก็มีหน้าที่มากรองอีกทีว่า โอเค เราจะถามเรื่องเหล่านี้อย่างไรดี ผมใช้ความสนิทเพื่อให้ผู้ถูกสัมภาษณ์สบายใจที่จะพูด ไว้ใจที่จะตอบ แต่ใช้คำถามที่เป็นคำถามแทนประชาชน เพราะหากสมมติให้ผมไปนั่งคุยกับ Big Ass เรื่องที่จะคุยจะเป็นเรื่องที่ไร้สาระมาก แล้วไม่รู้จะเอามาเล่าให้คนอื่นฟังทำไม เพราะคงจะเป็นเรื่องลิเวอร์พูลกับแมนยูเท่านั้นเอง (หัวเราะ)

 

ป๋าเต็ด

ซีซันแรกที่เป็นการสัมภาษณ์กลุ่มศิลปินฮิปฮอปซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ หลายคนก็จะคุยกับคุณด้วยท่าทีที่ค่อนข้างเป็นตัวเองมากจนมีหลายคอมเมนต์มองว่าดูกร่าง อยากรู้ว่าสิบยี่สิบปีก่อนที่คุณสัมภาษณ์วงร็อกรุ่นใหม่ๆ เขามีอารมณ์แบบนี้ไหม 

        ในฐานะที่ผมถือว่าเป็นผู้อาวุโสในวงการ ผมเข้าใจ มีคนพูดถึงเรื่องนี้มาก ผมสามารถพูดโดยไม่ได้พยายามปกป้องใคร ผมไม่ได้รู้สึกว่าใครก้าวร้าวกับผม แต่ผมรู้สึกได้ว่าแต่ละคน และแต่ละยุคสมัย ระดับของความสุภาพไม่เท่ากัน ตอนผมเด็กๆ บ้านผมจะถูกสอนมาเหมือนกันหมด เดินผ่านผู้ใหญ่ต้องก้มหัว เจอผู้ใหญ่ทุกครั้งต้องสวัสดี ในขณะที่บางบ้านเขาสอนให้เคารพผู้ใหญ่นะ แต่เขาไม่ลงรายละเอียดขนาดนี้ เพราะไม่ใช่ธรรมเนียมปฏิบัติของบ้านเขา หรือแม้กระทั่งเรื่องง่ายๆ อย่างการถูกสอนมาว่าเวลารับประทานอาหาร ช้อนส้อมอย่ากระทบจานเสียงดัง อย่าเคี้ยวข้าวให้มีเสียง เวลาเคี้ยวข้าวต้องปิดปาก แต่บางบ้านไม่ถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องรุนแรง อันนี้ผมจะมองอย่างเข้าใจว่าระดับของความสุภาพของคนเราไม่เท่ากัน การเรียกร้องให้แต่ละคนอยู่ในระดับเดียวกับเราอาจจะเป็นไปได้ยาก

        อีกเรื่องที่ผมไม่ได้บอกว่าดีหรือไม่ดี แต่พูดด้วยความเข้าใจว่ายุคสมัยทำให้ระดับของความสุภาพเปลี่ยนไปด้วยเช่นเดียวกัน ทุกวันนี้มีวัฒนธรรมในการวางตัวในสังคมที่อาจจะไม่เหมือนกับยุคที่ผมเป็นเด็ก โดยเฉพาะกับดนตรีแบบฮิปฮอป ซึ่งส่วนใหญ่คนที่ถูกพูดเรื่องมารยาทไม่ค่อยสุภาพมักจะเป็นฮิปฮอปรุ่นใหม่ ผมอยากจะบอกว่าจริงๆ หลังไมค์เขาสุภาพมากนะ เขาอ่อนน้อมถ่อมตน เพียงแต่ว่าเวลาเปิดไมค์ปุ๊บ วิธีการที่เขาแสดงความรู้สึกออกมาอาจจะติดศิลปินฮิปฮอปต่างชาติบ้าง

ที่ถามเพราะเราชอบสิ่งที่คนรุ่นใหม่เป็น เราชอบพลังในความปลดปล่อยต่อยุคสมัยของพวกเขา

        ผมจะเล่าให้ฟัง เกือบสามสิบปีก่อนตอนที่ผมอยู่ฮอตเวฟ ผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์วงซีเปียครั้งแรก ตอนนั้นผมเอาเพลง เกลียดตุ๊ด มาเปิด แล้วซีเปียก็เป็นที่รู้จัก ผมเลยอยากคุยกับเขา ผมจำได้ว่าวันที่เจอคุณโอ๋ (เจษฎา สุขทรามร) ผมว่าเขาอาจจะไม่ได้อาบน้ำมาสองวัน เขาแต่งตัวโทรมมาก หัวกระเซิง แต่ผมไม่ได้รู้สึกว่าไม่ให้เกียรติผมนะ ผมรู้สึกว่ามันเป็นท่าทีของเขา เป็นคาแรกเตอร์ของเขา แล้วมันเป็นภาพที่ผมจำได้แม่นยำมากเลยว่า โห แต่งตัวแบบนี้มาเลยเหรอ แต่ก็เข้าใจ ผมว่าที่บ้านเขาไม่มีชุดเรียบร้อยกว่านั้นแล้ว นั่นคือชุดที่เขาใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆ (หัวเราะ)

        ผมชอบที่ศิลปินเป็นตัวของตัวเอง ผมว่าสิ่งที่เราอยากได้มากที่สุดในการไปสัมภาษณ์ใคร คือให้เขาเป็นตัวของเขาเอง เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาเริ่มพยายามสวมหน้ากาก เริ่มไม่เป็นตัวของตัวเอง เริ่มตอบคำถามด้วยความกลัวว่าภาพลักษณ์เขาจะเสีย เมื่อนั้นเราจะรู้สึกสัมภาษณ์ไม่สนุกแล้ว จะเริ่มรู้สึกว่าแบบนี้จะได้อะไรไหม ดังนั้น ผมแฮปปี้เสมอเมื่อเจอศิลปินที่เป็นตัวของตัวเอง

การที่ศิลปินยุคก่อนจะแสดงออกโดยเป็นตัวของตัวเองเหมือนศิลปินสมัยนี้ขนาดนี้อาจจะยากหรือเปล่า เพราะยุคนั้นการสร้างภาพลักษณ์จะส่งผลต่อการประสบความสำเร็จของค่ายเพลง

        สำหรับค่ายเพลงเมนสตรีมนะ แต่ยุคนั้นเป็นยุคเริ่มต้นของฝั่งอินดี้ เป็นยุคเริ่มต้นของค่ายเบเกอรี่ หรือค่ายเล็กค่ายน้อยอีกมากมาย เราได้เห็น ป๊อด โมเดิร์นด็อก ขึ้นเวทีใส่เสื้อนักเรียน ใส่ผ้าถุงทับ ยืนอยู่บนเวทีในฐานะนักร้องนำ ซึ่งมันขัดขนบธรรมเนียมประเพณีของการเป็นนักร้องนำทุกประการ ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นคล้ายๆ วันนี้ มันเป็นการท้าทายขนบบางอย่างอยู่ เป็นการซัดเข้ามาอย่างรุนแรงของคลื่นลูกใหม่ ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในทุกยุคทุกสมัย ในวันที่ เอลวิส เพรสลีย์ โด่งดัง คนยุคนั้นก็บอกว่าท่าเต้นของเอลวิสผิดศีลธรรมมาก แต่ทุกวันนี้คุณปู่เราก็จะบอก เฮ้ย ทำไมไม่ฟังเอลวิสบ้าง ฟังแต่อะไรไม่รู้ ร้องไม่รู้เรื่อง มันเลยกลายเป็นเรื่องแบบนี้ ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องธรรมดา

ถ้าจะบอกว่าการมาของศิลปินอย่างโมเดิร์นด็อกในวันนั้นทำให้เราพบว่าทุกอย่างไม่จำเป็นต้องคาดหวังหรือเป็นไปตามกระแสหลักอย่างเดียวใช่ไหม 

        ผมเชื่อว่าธรรมชาติจะสร้างสมดุลด้วยตัวเอง คือเมื่อไหร่ก็ตามที่มีอะไรที่เยอะเกินไป ถ้าเทียบกับดนตรีก็คือความเป็นเมนสตรีมหรือกระแสหลัก มันก็จะเกิดกระแสรอง เกิดกระแสอินดี้ เกิดกระแสอัลเทอร์เนทีฟ หรือกระแสอะไรก็ตามอีกฝั่งหนึ่งมา ไม่มีทางที่คนเราทั้งโลกจะคิดอะไรเหมือนกัน เมื่อถึงวันที่ทุกคนใส่กางเกงขาบานกันหมด มันก็จะมีไอ้หนุ่มหรือน้องสาวคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาบอกว่า ไม่ กูจะใส่ขาลีบ เริ่มใส่สักสองสามคนก่อน พอเริ่มเท่ก็กลายเป็นกระแส คนก็จะเปลี่ยนมาใส่ขาลีบกันหมด จนใส่ขาลีบกันทั้งเมือง แล้วก็จะมีคนอีกกลุ่มหนึ่งมาบอกว่า ไม่ ฉันจะใส่ขาสั้น หรืออะไรก็ตาม ดังนั้นมันเป็นเรื่องธรรมดา สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย 

        ถ้ามองกลับมาที่ตัวเราแบบไม่เข้าข้างตัวเอง เราจะรู้ว่าเราก็เคยเป็นแบบนี้มาก่อนทั้งนั้น เราก็เคยไม่เห็นด้วยกับเสียงหมู่มากทั้งหลายแหล่ เราก็เคยเป็นคนลุกขึ้นมาต่อต้านอะไรบางอย่าง ในวันที่เราลุกขึ้นมาต่อต้าน เราก็เรียกร้องให้อีกฝั่งหนึ่งเข้าใจเราฉิบเป๋งเลย ดังนั้น วันนี้ก็อย่าลืมวันนั้น เงี่ยหูฟังอีกฝั่งหนึ่งบ้าง จงเชื่อเถอะว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา โลกที่ทุกคนคิดเหมือนกันหมดจะเป็นโลกที่น่ากลัว และน่าเบื่อมาก ดังนั้น จงมีความสุขกับการที่มีคนคิดไม่เหมือนเรา

มันทำให้เรานึกเทป ป๋าเต็ดทอล์ก ซีซันสามที่คุณได้คุยกับศิลปินอย่างดีเจอ๋องแอ๋งที่มีความเป็นตัวของตัวเองจัดๆ

        ผมว่าเทปอ๋องแอ๋งเป็นตอนที่สนุกมาก เนื่องจากเป็นเทปที่ผมจะทดลองการพูดคุยกับแขกรับเชิญโดยที่ผมไม่เคยได้คุยกับเขามาก่อน ทุกอย่างพึ่งพาข้อมูลจากทีมงานร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ทำให้ทุกเรื่องที่คุยกับอ๋องแอ๋งเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์สำหรับผมหมด หลายคนถามผมเกี่ยวกับอ๋องแอ๋งว่า เขาคือคนขี้คุย หรือทั้งหมดมันคือเรื่องตลก หรือเขาติสต์มาก หรือเขาเพี้ยน หรือเขาบ้า คำตอบของผมคือ ผมไม่แน่ใจเหมือนกัน (หัวเราะ) ผมว่าเขาอาจจะเป็นทั้งห้าอย่าง หรืออาจจะเป็นมากกว่านั้นก็ได้ แต่ที่แน่ๆ ผมรู้สึกว่าเขายูนีค และน่าสนใจมาก ในเทปนั้นผมจะพูดถึง แอนดี คอฟฟ์แมน เพราะผมรู้สึกว่าอ๋องแอ๋งมีความคล้ายเขาซึ่งเป็นตลกที่เหนือชั้นมาก เป็นตลกในระดับที่ถ้ามึงจริงมึงก็เพี้ยนมาก ถ้ามึงตลกมึงก็ตลกแบบเหนือชั้นมาก ที่สำคัญคือเป็นตอนที่ถ้าดูด้วยใจที่ไม่เปิดกว้าง เครื่องจะแฮงก์ได้ง่ายๆ (หัวเราะ)

อยากรู้ว่าการที่คุณมีโอกาสได้คุยกับคนรุ่นใหม่เยอะ คุณมองเห็นก้อนความคิดอะไรเจ๋งๆ ที่อยากให้คนทั่วไปรับรู้บ้างไหม

        ผมไม่ค่อยเชื่อคำว่าคนรุ่นใหม่ แต่เป็นในแง่บวกนะไม่ใช่ในแง่ลบ ด้วยเหตุผลที่ว่ามันเป็นอย่างนี้ทุกยุค ทุกคนเคยเป็นคนรุ่นใหม่มาหมด ความจริงมันเป็นเรื่องธรรมชาติของวัยรุ่น คนที่อยู่ในวัยประมาณ 18-19-20 หรือเดี๋ยวนี้ 16-17 ก็อาจจะเริ่มแล้ว เป็นวัยที่เต็มไปด้วยคำถาม แต่ยังได้คำตอบไม่หมด ดังนั้น เขาก็จะแสดงออกมาตามคาแรกเตอร์ของเขา บางคนกล้าถาม บางคนไม่กล้าถาม บางคนกล้าเถียง บางคนไม่กล้าเถียง แต่ว่าจะเต็มไปด้วยการค้นหาคำตอบ ถ้าเราย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์แต่ละยุค คนวัยนี้คือวัยแห่งการหาคำตอบมาทุกยุค 

        เพื่อจะตอบคำถามนี้ ผมจึงจะบอกว่า ผมไม่เคยบอกว่าวัยรุ่นหรือคนรุ่นใหม่ไร้สาระ จับจด หรืออะไรก็ตามที่ผู้ใหญ่บางคนมักจะพูดเช่นนั้น เพราะผมถือว่ามันไม่จริง ทุกคนมีข้อดีข้อเสียข้อบกพร่องเหมือนกันหมด ไม่มีวัยรุ่นที่ไหนสมบูรณ์แบบ เหมือนกับที่ไม่มีผู้ใหญ่ที่ไหนสมบูรณ์แบบหรอก สิ่งที่จะทำให้เราอยู่กับคนรุ่นใหม่ได้ คือเข้าใจคำถามของเขา เพราะคนรุ่นใหม่เขาจะถามคำถามเสมอ ให้คำตอบเขาได้ก็ให้ ให้คำตอบเขาไม่ได้ก็ช่วยกันหา แต่อย่าไปขวาง อย่าไปบอกเขาว่าอย่าถาม อย่าไปบอกเขาว่าไม่ใช่เรื่องที่จะถาม ไม่มีหน้าที่ที่จะถามหรือไม่มีสิทธิ์ที่จะถาม เพราะคุณต้องย้อนกลับมาถามตัวเองเหมือนกันว่า ครั้งหนึ่งคุณก็เป็นวัยรุ่นมาก่อน คุณเองก็เคยมีคำถามและต้องการคำตอบเต็มไปหมดเหมือนกัน ดังนั้น ถ้าจะพูดถึงคนรุ่นใหม่ในวันนี้ ผมจะบอกแค่ว่า ผมชื่นชมเขาซึ่งเหมือนกับที่ชื่นชมคนรุ่นใหม่มาทุกรุ่นก็คือ เขาใช้เครื่องมือที่มีอยู่รอบตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผมสนุกกับวิธีการหาคำตอบของเขามากๆ เป็นกำลังใจให้ Luke, use your force!

ฟังดูคุณมีความเข้าใจทั้งคนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่ และชีวิตมาก ยังมีเรื่องอะไรไหมที่คุณรู้สึกว่ายังทำความเข้าใจไม่ได้

        มี แต่พูดไม่ได้ ไม่พูดดีกว่า (หัวเราะ) ถ้าเอาจริงๆ คือไม่มี ผมว่าผมโตจนพอที่จะเข้าใจทุกอย่าง เพียงแค่ตอนนี้จะไม่ใช่เรื่องเข้าใจไม่เข้าใจ แต่ว่าจะเป็นเรื่องทำอย่างไรที่จะให้คนบางคนเข้าใจอย่างที่เราเข้าใจบ้าง ตอนนี้ผมจะเปรียบตัวเองเสมอว่าเดินสายกลางอยู่ ถ้าถนนเส้นนี้ขวาสุดคือคนหมู่มาก ซ้ายสุดคือคนหมู่น้อย หรือขวาสุดคือเมนสตรีม ซ้ายสุดคืออินดี้ ผมยืนตรงกลางเลย คือผมฟังทั้งเมนสตรีม ผมฟังทั้งอินดี้ และผมไม่รังเกียจทั้งสองฝั่ง

สามารถพูดได้ไหมว่าสมัยนี้ที่มีทั้งโซเชียลฯ มีการเกิดขึ้นของพวกเฟกนิวส์ ยิ่งทำให้คนเข้าใจกันยากยิ่งขึ้น

        สังคมเราถูกเสี้ยมให้ทะเลาะกันมาเป็นเวลาหลายปี เราถูกทำให้รู้สึกว่า ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามมีใครคิดอีกแบบ เขาไม่ใช่พวกเราทันที โดยที่เราไม่ฟังอีกสิบห้าเหตุผลที่เหลือของเขาเลยว่าทำไมข้อนี้เขาถึงคิดแบบนี้ อีกสิบห้าข้อเขาอาจจะคิดเหมือนเราก็ได้ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ยังคงเป็นงานหนักที่ทุกคนต้องช่วยกันทำให้เกิดขึ้น คือในที่สุดอาจจะต้องอยู่กันคนละขั้ว อาจจะต้องคิดไม่เหมือนกัน มีวิธีการที่ไม่เหมือนกัน แต่ว่าไม่ควรทะเลาะกันเท่านั้นเอง ทำไมต้องทะเลาะกัน ดูแมนยูกับลิเวอร์พูลเป็นตัวอย่างสิ เขาก็มีการเหน็บแนมกัน แต่เขาไม่โกรธกัน จริงๆ แล้วเรามีเพื่อนสนิทที่เชียร์คนละทีมกับเราอยู่ทุกคน และเมื่อถึงวันหนึ่งเราก็เซ็งที่ทีมแพ้ แต่ในที่สุดก็ยังเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ

 

ป๋าเต็ด

ความเข้าใจจำเป็นต้องอาศัยช่วงวัยด้วยไหม

        ผมไม่กล้าพูดขนาดนั้น เพราะผมเชื่อว่ามีบางคนทีโตเกินวัย แต่ผมเชื่อเรื่องหนึ่ง คือความเข้าใจต้องอาศัยความเป็นคนที่ต้องคิดรอบด้าน ซึ่งโดยธรรมชาติของมนุษย์กว่าที่เราจะคิดรอบด้านได้ต้องใช้เวลา เพราะหลายอย่างไม่สามารถทำให้ใครเชื่อได้ด้วยการฟังอย่างเดียว ซึ่งเรื่องนี้เลยทำให้ผมเข้าใจว่าบางคนก็ยังต้องอยู่ซ้ายสุดหรือขวาสุด บางอย่างต้องเจอด้วยตัวเอง ต้องมีประสบการณ์ด้วยตัวเอง ถึงจะคิดได้ว่า โอเค กูเข้าใจแล้ว ที่กูเคยด่าเขาไว้แบบนี้ พอกูโดนเข้าไปด้วยตัวเองบ้างโดยที่ไม่มีโอกาสชี้แจงเลยมันเป็นอย่างนี้นี่เอง ถึงจะเริ่มค่อยๆ สั่งสมความเข้าใจอะไรที่รอบด้านมากขึ้น

เวลาคุณโดนด่าโดยที่ไม่มีโอกาสชี้แจง และยังหลีกเลี่ยงไม่ปะทะ คุณไม่รู้สึกหงุดหงิดบ้างเหรอ

        ผมรู้ว่าผมระบายตรงไหนแล้วไม่ก่อให้เกิดปัญหา สมมติผมขับรถอยู่ มีรถปาดหน้า แล้วผมก็ตะโกนด่าในรถไม่มีใครได้ยิน มันไม่มีปัญหา เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมเปิดกระจก ขับตามไป และไปด่าให้ได้ยิน อันนั้นแหละจะเกิดปัญหา ดังนั้น ทุกวันนี้เวลาผมโดนด่าในเฟซบุ๊ก ผมจะโพสต์ความรู้สึกที่ผมมีตอนนี้ออกไปโดยเลือก Only Me ให้ผมเห็นคนเดียว ข้อดีของการใช้ฟังก์ชันนี้คือ เมื่อผ่านไปอีกหนึ่งปี มันจะขึ้นกลับมาเตือนว่าเราเคยโพสต์สิ่งนี้ไว้เมื่อปีที่แล้ว หรือบางครั้งผมจะโพสต์เก็บไว้ในโน้ตบุ๊กของผม หรือบางทีผมก็ส่งให้เพื่อนที่สนิทอ่าน ซึ่งจะดีตรงที่ว่าได้ส่งให้ใครบางคนรับฟัง ถือเป็นการเยียวยาในระดับหนึ่ง 

        ผมเป็นคนอีสาน ที่อีสานจะมีคำว่า ‘จ่มใส่ก๊กดู่’ คือการไปบ่นให้ต้นไม้ฟัง คุณทวดเคยบอกผม ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว สิ่งที่เราทำตอนนี้ไม่ต่างอะไรกันเลย เหมือนเรากำลังนั่งบ่นให้ต้นไม้ฟังเฉยๆ แล้วเราก็สบายใจ ต้นไม้ก็ไม่เถียงกับเรา ไม่โกรธเราด้วย

พูดถึงช่วงก่อนหน้านี้ที่คุณป่วยหนัก ถือเป็นวิกฤตของชีวิตหรือเปล่า

        แน่นอน ผมเกือบตาย แต่ว่าในอีกมุมหนึ่ง ถ้าเป็นสำนวนอังกฤษก็คือมันเป็นนาฬิกาปลุก ทำให้เราตื่นจากอะไรก็ไม่รู้ที่เราหลับใหลอยู่ แล้วรู้ว่า เฮ้ย เรื่องจริงเป็นแบบนี้ เรื่องสำคัญที่สุดที่คุณต้องดูแลไม่ใช่เรื่องว่าคุณจะทำอย่างไรให้มีคนมาดูคอนเสิร์ตคุณให้มากที่สุด ไม่ใช่เรื่องว่าคุณจะตั้งสโลแกนงานนี้อย่างไรให้เท่ที่สุด ไม่ใช่เรื่องว่าคุณจะมีกระเป๋า freitag ครบทุกรุ่นที่คุณอยากมีหรือเปล่า แต่คือร่างกายของคุณ คือคนที่คุณรัก และคนที่รักคุณที่อยู่รอบๆ ตัวคุณ ถ้าคุณดูแลสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ เรื่องที่เหลือมันไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย การที่คุณสุขภาพแข็งแรงเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง และการปรับไลฟ์สไตล์ที่ทำให้คุณมีสุขภาพแข็งแรง เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดที่คุณจะพึงกระทำต่อชีวิตของคุณ และเมื่อคุณทำได้ มันจะนำมาซึ่งเรื่องดีๆ เต็มไปหมด

พอผ่านประสบการณ์เฉียดตายมา สิ่งที่คุณเคยยึดมั่นสั่นคลอนบ้างไหม และทำให้คุณเข้าใจอะไรเกี่ยวกับชีวิตมากขึ้นบ้าง

        ก่อนป่วยผมจะคิดว่างานคือทั้งหมดของชีวิต งานคือเรื่องสำคัญที่สุด ค่าของคนคือผลของงาน ถ้าเราได้ทำในสิ่งที่เรารัก เรารักในสิ่งที่เราทำ มันจะประสบความสำเร็จ ผมใช้เวลากับการทำงานเป็นส่วนหลักของชีวิต ตอนที่ลูกผมเล็ก ผมไม่มีเวลาให้ลูก ผมก็เอาลูกไปที่ทำงาน ผมจะได้ทำงานด้วย อยู่กับลูกด้วย แต่พอป่วยหนัก ตั้งแต่ก่อนเราจะลืมตา คนที่พาเราไปส่งโรงพยาบาลคือภรรยากับลูก คนที่นั่งเฝ้าเราอยู่ตลอดเวลาคือภรรยากับลูก คนที่มาเยี่ยม คนที่ส่งข้อความมาหาเรา คือเพื่อน คือคนสนิท คือคนที่เขาเป็นห่วงเป็นใยเรา มันทำให้เข้าใจ และมองโลกอีกแบบหนึ่งว่า เฮ้ย งานก็สำคัญเหมือนกัน แต่อะไรสำคัญที่สุด คำตอบคือครอบครัว ผมไม่ได้บอกให้เลิกทำงาน แต่ทำอย่างไรเราจะบาลานซ์งานที่เราทำ กับสิ่งที่สำคัญที่สุดเหล่านี้ได้ต่างหาก

มันทำให้แพสชันในการทำงานของคุณลดลงไหม

        ไม่เลย ผมยังสนุกกับงานเหมือนเดิม แต่ผมรู้ว่าไม่จำเป็นต้องทำหามรุ่งหามค่ำ ไม่จำเป็นที่จะต้องอดหลับอดนอนเพื่อการทำงาน แค่เปลี่ยนมุมมอง และบริหารเวลาให้ดีขึ้นเท่านั้นเอง มีคนทำงานได้เยอะกว่าผม productive กว่าผม แต่มีเวลาออกกำลังกายมากกว่าผม มีเวลาพาครอบครัวไปเที่ยวมากกว่าผมตั้งเยอะแยะ คนเรามีเวลาเท่ากัน แต่เราจะบริหารมันอย่างไรต่างหาก ซึ่งผมว่าผมทำได้

แต่ละช่วงชีวิตของเราความคิดก็จะเปลี่ยนไปตามช่วงวัย ช่วงความคิดวัยนี้ของคุณเปลี่ยนไปอย่างไร มีเรื่องไหนที่ครุ่นคิดเป็นพิเศษไหม

        จริงๆ ผมนึกมาสักพักหนึ่งแล้วว่าผมจะอ่านหนังสือที่ซื้อมาทั้งหมดได้ทันก่อนจะตายไหม ผมเก็บดีวีดี เก็บบลูเรย์ไว้มหาศาล หลักน่าจะมีไม่ต่ำกว่าสามพันแผ่น ผมเริ่มคิดว่ากูจะดูได้หมดทุกเรื่องไหมวะ เท่านั้นไม่พอ มีเน็ตฟลิกซ์มา เยอะกว่าเดิมอีก (หัวเราะ) คือผมเริ่มเข้าใจในเรื่องช่วงชีวิตที่เหลือ เริ่มคิดเรื่องการวางแผนในการที่จะแลนดิ้ง ในการที่จะค่อยๆ ลดการทำงานลงได้อย่างไร ยิ่งปีนี้ลูกจะเรียนจบ ผมรู้สึกว่าภาระของเราเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ ผมเริ่มวางแผนว่าจะใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างไร ซึ่งตอนนี้แผนที่วางไว้ดูขี้เกียจมากๆ คือการนอนอ่านหนังสือสลับกับดูหนังทั้งวัน แล้วก็ฟังเพลง

เคยคิดอยากย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดเหมือนที่หลายๆ คนอยากไปบ้างหรือเปล่า

        ผมชอบกรุงเทพฯ มาก ผมจึงเฉยๆ กับเรื่องการไปอยู่ต่างจังหวัด ผมเป็นคนชอบเมือง อย่างล่าสุดผมก็ตัดสินใจซื้อบ้านหลังใหม่ เป็นบ้านที่มีต้นไม้เยอะ เป็นบ้านในฝันเลย อยู่ในเมือง อยู่ในระยะที่สามารถเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าได้ ดังนั้น นี่คือบั้นปลายชีวิตของผม ผมเตรียมหามุมสงบที่จะนั่งอ่านหนังสือ หามุมที่จะเอาแผ่นเสียงมาวางไว้ มีลำโพงดีๆ นั่งฟังเพลง แล้วก็สลับกับดูหนัง นี่คือชีวิตบั้นปลายที่ฝันไว้ แต่ผมมั่นใจว่าไม่มีทาง ผมเชื่อว่าผมจะต้องทำงานที่ทำอยู่ไปอีกนาน โดยเฉพาะตอนนี้เราต้องยอมรับว่าเราเข้าสู่ยุคของสังคมสูงวัย คือวัยที่เราเคยคิดว่าจะต้องเกษียณ มันจะกลายเป็นเกษียณไม่ได้ แต่ยังต้องทำงานอยู่ต่อไป ที่สำคัญ ผมนึกภาพตัวเองไม่ทำงานไม่ออก ผมว่าชีวิตจะแห้งแล้งมากเลย คือต่อให้มีเวลาอ่านหนังสือเยอะ ฟังเพลงเยอะ ดูหนังเยอะ อย่างที่ต้องการ แต่มันคงจะอ่านไม่สนุก ฟังไม่อร่อย ดูก็ไม่ตื่นเต้น เพราะมันจะรู้สึกยังอยากทำงานอยู่ ดังนั้นก็คงเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ (หัวเราะ)

        ผมไม่ได้เป็นคนร่ำรวย ถ้าจะหยุดทำงานทุกอย่าง และไปนั่งอ่านหนังสืออย่างเดียว เงินก็คงจะหมดในเวลาไม่นานนัก อย่างไรคงต้องทำงาน แค่ว่าด้วยวัย ด้วยกำลังวังชาที่มี ด้วยความเหมาะสมทางด้านประสบการณ์ และความสามารถที่เราทำได้ มันก็จะถูกปรับไปเรื่อยๆ ความจริงเร็วๆ นี้ผมกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ยังบอกไม่ได้ แต่ก็จะเป็นหลักฐานให้เห็นว่าผมแลนดิ้งไม่ได้ง่ายๆ ผมคงต้องทำอย่างสนุกสนานต่อไป ในแบบที่เหมาะสม และบาลานซ์

แบ่งปันเรื่องราวนี้:
เรื่องโดย

ชยพล ทองสวัสดิ์

กอง บก. ชาวเชียงใหม่ ผู้ทำเพลงในชื่อ TCNX เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง เกิดและเติบโตในยุค 90s แต่มักฝันถึงชีวิตในยุค 60s อยู่บ่อยๆ

เรื่องโดย

ทรรศน หาญเรืองเกียรติ

หมาป่าขาวล่ำขนาดสามคนโอบของหมู่บ้านบุญละติน (a day BULLETIN) รักการติดตามคาเมนไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ พอๆ กับการออกเดินทางไปเพื่อหาเรื่องราวสนุกๆ มาเล่าให้กับคนอ่านในทุกสัปดาห์ ,, IG/Twitter : @Matt_Doraemon

ภาพโดย

ภาสกร ธวัชธาตรี

ช่างภาพประจำกอง a day BULLETIN